• ทิชา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tomyante2@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-05-14
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 13220
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
แบบว่า อยากเล่า
เล่าเรื่องราว บ้านบ้าน พื้นพื้น ในความทรงจำ ที่ประทับใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/impressivememories
วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม 2556
Posted by ทิชา , ผู้อ่าน : 1293 , 10:15:10 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                           

                                      .......  ก็รู้  อยู่ว่ารัก

          อีเมล์ที่ส่ง  พร้อมมีรูปแนบมาให้ฉันได้ดูชม เป็นภาพครอบครัวสุขสันต์ พ่อแม่ลูก

ของ  บิ๊ค- คุณมิซาโกะภริยาชาวญี่ปุ่น – และ  เบ้ง ลูกชาย

 พ่วงด้วยลูกสะใภ้ชาวญี่ปุ่น ภริยาเบ้ง  อุ้มลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขน

 ผิวขาวปุย แก้มยุ้ยเต่งสีแดงเรื่ออมชมพู  งดงามน่ารักราวดอกซากุระแรกผลิ

          บิ๊คส่งข่าว แบบนานๆที ก็update ข้อมูลล่าสุด มาให้ฉันทราบเสียที

  ว่าตอนนี้เกษียณอายุจากงานสอนประจำแล้ว

 แต่ทางมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ยังมีงานวิจัยเป็นชิ้นๆ มอบให้อาจารย์บิ๊ค รับทำต่อเนื่อง

 โดยมี คุณมิซาโกะ ศรีภริยาชาวญี่ปุ่น ช่วยรับหน้าที่เลขานุการประจำตัว

และเป็นแม่บ้านเต็มตัวของบิ๊ค ควบคู่ไปด้วย

  กับขณะนี้ ทั้งบิ๊คและคุณมิซาโกะ มีอาชีพเสริม ที่เต็มใจรับทำยิ่งกว่าอาชีพหลัก

 คือ การช่วยดูแลหลานปู่หลานย่าตัวน้อยคนแรก จากครอบครัวของเบ้ง ลูกชายคนเดียว

 ที่ก็ทำงานบริษัท ลงหลักปักฐานอยู่ในญี่ปุ่น เช่นกัน

          ภาพบนจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ฉายความสุขที่อิ่มเอิบเปี่ยมล้นเปล่งประกาย

อยู่ในแววตาของ คุณปู่บิ๊ค  อย่างชัดแจ้ง

 เดาว่า ก็คงเพราะได้อยู่กันครบพร้อมหน้าพร้อมตาสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ น่ะแหละ

          ฉันอดไม่ได้ ที่จะปล่อยความทรงจำ

ย้อนกลับไปฝังตัวอยู่ในอดีตวัยเด็กอันแสนสุข ที่จังหวัดลำปางอีกช่วงเวลาหนึ่ง....อีกละ!

      

          คุณอาชวลิต  เป็นอีกหนึ่งในทีมงานพ่อ

 ที่มีบ้านพัก อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนด้านหน้า เยื้องกันกับบ้านของเรา

 คุณอามีลูกสามคน  เป็นหนึ่งพี่ชาย  บิ๊ค และ สองน้องหญิง  เบลล์กับเบ็ตซี่  เหมือนพวกเราเปี๊ยบ

 ต่างกันแค่วัยของบิ๊ค ที่ไล่เรี่ยกับฉัน และน้องเบลล์กับเบ็ตซี่ ที่อ่อนกว่าฉันและหนอน

          ทั้งพี่ป๊อก  ตัวฉัน และหนอน  ไม่ค่อยอยากชวน บิ๊ค-เบลล์-เบ็ตซี่

 ข้ามฝั่งถนนมาเล่นที่บ้านเราเท่าไหร่

 เพราะพวกเราชอบมากกว่า ที่จะหาโอกาส  ชักชวนพี่เลี้ยง ให้พาข้ามฟากไปเล่นที่บ้านคุณอาชวลิต

 ด้วยว่า บ้านคุณอา ปลูกอยู่ติดริมหาดทรายแม่น้ำวัง

 ที่พวกเราสามารถยกแก๊งหกคน พากันเฮละโลออกไปเล่นอะไรต่อมิอะไรได้สนุกสนานมากกว่า

  ทั้งนั่งก่อเจดีย์ทราย ตกแต่งประดิษฐ์ประดอยด้วยเศษซากเปลือกหอย-ก้อนกรวด-กิ่งไม้ใบไม้ดอกไม้

 โชว์ผลงานฝากไว้บนริมหาด มั่ง

 โดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่า จะมีวาระน้ำขึ้น-น้ำลงมาซัดสาด

 ให้ผลงานสิ่งประดิษฐ์เจดีย์ทรายของพวกเราต้องพังทะลาย เหมือนที่ชายทะเลน้ำเค็ม /

 แกล้งเดินเท้าเปล่าเลาะริมแม่น้ำ แล้วทำเป็นสะดุดขาล้ม เพื่อให้ตัวเองเปียกปอน

 แล้วถือโอกาสนั่งลงไปทั้งชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ แช่น้ำเย็นใสตื้น ที่นิ่มหยุ่นก้น

 ด้วยมีทรายเนียนละเอียดรองรับอยู่ข้างใต้ มั่ง /

เอากิ่งไม้วิ่งไล่แหย่ก่อกวนบรรดาหมาไร้เจ้าของ ให้มันรำคาญแล้วหันมาวิ่งเห่าไล่ตอบ

 แล้วเราก็จำต้องพร้อมใจกัน “ใส่ตีนหมา”วิ่งหนีสุดชีวิตให้พ้นภัย มิให้ “หมาลอบกัด” ข้างหลังเราได้ มั่ง /

  ดุจดั่งเป็นสนามเด็กเล่นส่วนตัวไร้ขอบรั้วกางกั้น กว้างใหญ่ไพศาล สุดสายตา

          นอกจากบ้านคุณอาชวลิต จะมีหาดทรายข้างเคียง เป็นสถานที่เล่นดึงดูดพวกเราราวแม่เหล็ก แล้ว 

พวกเราก็ยังชอบกลิ่นหอมอบอวลของอาหารฝรั่งและขนมนมเนย ในห้องครัว

ที่คุณอามากาเร็ต ภริยาคุณอาชวลิตขยันสรรหาเมนูใหม่ๆมาปรุงให้สมาชิกในครอบครัวรับประทาน

 โดยเชื้อเชิญให้พวกเราเด็กๆ เป็นผู้ลิ้มลองชิม แล้วติชมอย่างตรงไปตรงมา ว่าอร่อยไม่อร่อยยังไง

 และพวกเรา ก็ยังชอบฟังคุณอาชวลิตส่งภาษาฝรั่งคุยกับคุณอาผู้หญิง

ทั้งที่ ก็ฟังกันไม่ออกหรอก ว่าคุยอะไร

  ที่ชอบเพราะมีความรู้สึกเหมือนกำลังเสวนาอยู่ในหมู่มวลชาวต่างชาติ

เนื่องจากคุณอามีสายเลือดเยอรมันด้านคุณแม่

 และคุณอามากาเร็ต ก็เป็นหญิงลูกครึ่ง เชื้อสายไทย-อังกฤษด้านคุณพ่อ

 นอกจากนี้ ฉันยังประทับใจในรูปปั้นพระเยซูบนไม้กางเขนที่เป็นศิลปะงดงาม

ประดับอยู่เบื้องสูง บนผนังห้องรับแขก

 และแผ่นภาพเล็กๆ วาดเรื่องราวจากพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์ระบายสีสวยงาม

ที่คุณอาสะสมไว้จำนวนมาก  ที่บิ๊คชอบเอามาแจกเผยแพร่ ให้เราใช้คั่นหนังสือได้ด้วย

         ดังนั้น  จึงไม่แปลก ที่เบลล์และเบ็ตซี่ ลูกสาวทั้งสองของคุณอา

 จะมีเส้นผมหยิกขอดสีออกน้ำตาลอ่อนเหมือนสีผมพ่อแม่ เกาะรอบศรีษะกลมทุย

 ผิวขาวอมชมพูตกกระเล็กๆ นัยตากลมโตสีฟ้า ขนตางอนหนา จมูกโด่ง

ช่วงขายาว มีเค้าว่าจะยืดส่วนสูงได้อีกต่อไป งดงามน่ารักเหมือนตุ๊กตาแหม่ม .....

        ที่แปลกก็คือ บิ๊ค ลูกชายคนโตของคุณอา

 ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากพ่อแม่และน้องสาวทั้งสองสิ้นเชิง.....

นอกจากเส้นผมบิ๊ค จะเป็นสีดำขลับเหยียดตรง แล้ว

 รูปนัยตาของบิ๊ค ก็เป็นวงรีชั้นเดียวหางตาตก ขนตาทิ่มทื่อ

ผิวของบิ๊ค แม้จะขาว แต่ก็เป็นสีขาวเหลืองแบบคนเอเซีย

 จมูกบิ๊ค แม้โด่งขึ้นสัน แต่ก็เรียวเล็ก แบบจมูกมาตรฐานชาวญี่ปุ่นที่เห็นทั่วไป

 กับช่วงขาและน่องป้อมสั้น ส่อโหวเฮ้งค่อนข้างชัดเจน ว่า

 ต่อไปในอนาคต  บิ๊คน่าจะเติบโตขึ้นเป็นชายร่างไม่สูงนัก อย่างแน่นอน

        บิ๊คเอง ก็คงรู้สึกอึดอัด กับสารพันคำถามที่ต้องทนได้ยินได้ฟังจากใครต่อใคร

เกี่ยวกับความผิดแผกแตกต่างของตนจากน้องสาวทั้งสอง ตลอดเวลา

 เพราะบิ๊ค เคยพูดกับฉันเป็นเชิงชื่นชมเราสามพี่น้อง

 ว่าดีจัง ที่ไม่เห็นเซ้าซี้ถามให้กวนใจบิ๊ค ว่าทำไมมีหน้าตาผิวพรรณผิดจากน้องสาวสองคน

        ที่จริง พวกเราก็ใช่ว่า จะไม่สงสัยใคร่รู้

แถมรู้สึกตะขิดตะขวง ยามเห็นบิ๊คนั่งอยู่ท่ามกลางน้องสาว

ใช้มีดส้อมหั่นชิ้นสะเต๊คบนจานแบน ส่งเข้าปากรับประทานแบบชาวตะวันตก

เพราะหน้าตาท่าทางของบิ๊คน่ะ เหมาะที่จะใช้ตะเกียบโซ้ยเส้นหมี่จากชามกระเบื้องทรงคุ่มมากกว่า

 เพียงแต่พ่อและแม่กำชับไว้นักหนา ไม่ให้เอ่ยปากพูดจาถามไถ่ในเรื่องนี้เป็นเด็ดขาด

 โดยให้เหตุผลสั้นๆตัดบทว่า

 ก็แม้แต่ลูกๆของพ่อแม่ทั้งสามคน   ก็ยังไม่เห็นมีใครเหมือนกับใครเป๊ะๆเลยนี่นา

 ซึ่งฉัน ก็จดจำเอาคำพูดของพ่อแม่ประโยคนี้แหละ มาใช้ปลอบใจบิ๊ค

         บิ๊คเล่าให้ฉันฟังว่า คุณอาชวลิตและคุณอามากาเร็ต

 ก็บอกบิ๊คไม่ต้องสนใจในคำพูดคำถามของใครๆ

ขอให้เชื่อมั่นในคำพูดของคุณอาทั้งสองที่ยืนยันมั่นเหมาะ

 ว่า บิ๊คคือลูกชายคนเดียว ที่คุณอาทั้งสองรักและเอื้ออาทร

 คุณอาทั้งสอง ก็ไม่เห็นสนใจไยดี ในเสียงซุบซิบรอบด้าน ที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ

 ว่า บิ๊คเป็นเด็กที่คุณอาเก็บมาเลี้ยงให้เป็นลูกอิจฉาบ้าง

 หรือเป็นลูกของคุณอาชวลิต ที่เป็นผลจากความสนุกชั่วครู่ยาม

ก่อนที่คุณอาจะแต่งงานกับคุณอามากาเร็ต บ้าง

           สำหรับพ่อแม่เรา ท่านก็มิได้ปิดประตูตาย ต่อความอยากรู้อยากเห็นของลูกๆเสียทีเดียว

 ท่านทิ้งท้ายว่า ไว้ลูกๆโตพอที่จะเข้าใจชีวิตได้มากกว่านี้ก่อน

  แล้วค่อยเล่าอธิบายขยายความ ให้ฟัง.....

เออ! ก็หมายความว่า พ่อกับแม่ เป็นผู้ที่ล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ด้วยสินะ

 อือ์ม อาจเป็นเพราะพ่อ เป็นเจ้านายที่คุณอาทั้งสองเคารพและไว้วางใจให้ได้ร่วมรับรู้ความจริง ก็เป็นได้

           แต่แล้ว  บิ๊คก็ไม่ต้องรีรอให้ความขุ่นข้อง  เป็นตะกอนนอนอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจนานนัก.......

เรื่องราวที่บิ๊คได้ซึมซับรับรู้ด้วยตนเองในขณะนั้น  ฉันและพี่น้อง ไม่ได้ล่วงรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น หรอก

หากได้มารับรู้ภายหลัง ทั้งจากบิ๊คเล่าให้ฟังเอง

 ผสมผสาน กับที่พ่อแม่เล่าเสริมเติมให้ครบ  เมื่อเห็นว่า พวกเรา ได้รู้เรื่องบางส่วน จากตัวบิ๊คเอง ด้วยแล้ว

 

 

            ปกติ  คุณอาชวลิตและคุณอามากาเร็ต

 จะพาลูกๆทั้งสามไปโบสถ์ทุกเช้าวันอาทิตย์ ดังวัตรปฏิบัติของชาวคริสต์ทั่วไป

  ในวันอาทิตย์เช้านั้น ผิดจากทุกอาทิตย์ที่ผ่านมา

เมื่อท่านบาทหลวงมาแจ้งขอให้คุณอาทั้งสอง และลูกชายคนโต

ตามไปที่โรงพยาบาลด้วยกัน ภายหลังพิธีทางศาสนาแล้วเสร็จ

           บิ๊คเล่าว่า คุณอาชวลิตและคุณอามากาเร็ต ขอส่งน้องสาวสองคนกลับบ้านก่อน

แล้วจึงพาบิ๊คตามท่านบาทหลวงไปที่โรงพยาบาล

 โดยท่านบาทหลวงเพียงบอกคุณอาว่า มีคนไข้ขอร้อง เจาะจงอยากพบคุณอาและลูกชาย

ก่อนที่เจ้าตัวจะสิ้นลม เพราะป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

             ที่โรงพยาบาล ท่านบาทหลวงพาทั้งครอบครัวไปที่ห้องพักพิเศษแยกต่างหาก

เนื่องจากผู้ป่วยเป็นแม่ชีในคริสตศาสนา

พอบิ๊คเข้าไป ทั้งคุณอาและแม่ชีก็ทักทายอย่างคนที่เคยรู้จักแต่ไม่คุ้นเคย และไม่ได้พบกันมาเนิ่นนาน

แม่ชีพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่งในเตียง ร้องเรียกชื่อบิ๊ค และอ้ามือออกโอบกอดตัวบิ๊คไว้แน่นและนาน

ในที่สุด แม่ชีก็กล่าวต่อหน้าท่านบาทหลวง

อนุญาตให้คุณอาบอกความจริงของชีวิตให้บิ๊คทราบ ท่านจะได้ตายตาหลับ

และไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าในสรวงสวรรค์ อย่างไม่มีความทุกข์ใดๆหลงเหลือให้กังวลอีกต่อไป

กับขอโทษบิ๊ค  ที่ต้องปิดบัง ไม่ได้ดูแลเลี้ยงดูบิ๊คด้วยตัวท่านเอง

 ทั้งที่ ท่านคือ แม่บังเกิดเกล้าของบิ๊ค!

           เป็นความตั้งใจของท่าน ที่ขอเดินทางมาพักรักษาตัวระยะสุดท้าย อยู่ที่จังหวัดลำปาง

ก็เพื่อที่จะมีเวลาได้พบและร่ำลาบุตรชายของท่าน นั้นเอง

          แล้วแม่ชี ท่านก็ลาโลกไปอย่างสงบ ไม่ช้านาน นับจากวันนั้น

  ..........................................................

     

          เหตุเกิดขึ้นเนื่องมาแต่ครั้งสงคราม

 เมื่อทหารญี่ปุ่น เข้ามายึดครองพื้นที่ ทั้งใน กรุงเทพฯและต่างจังหวัด

สถานที่วัดวาอารามที่พักนักบวชผู้ใจบุญทั้งหลาย ไม่ว่าศาสนาใด

 กลายเป็นที่พำนักชั่วคราว ตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ถูกทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครองโดยพลการ

ในขณะนั้น แม่ชีรูปนี้  ท่านเป็นผู้มีศัรทธาแก่กล้าในพระผู้เป็นเจ้า มุ่งมั่นตั้งใจจะบวชไม่สึก

 ท่านเพิ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อเริ่มทดลองเปลี่ยนชีวิต

 ฝึกปฏิบัติเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่จะเป็นนักบวชโดยสมบูรณ์

แล้วเหตุการณ์ชั่วร้ายชั่วแล่น ทำให้ท่าน ตกเป็นเหยื่อโหดแห่งอารมณ์

ของทหารญี่ปุ่นใจบาปหยาบช้าสามานย์

ที่ไม่ได้เคยรู้จักมาก่อน  มุ่งเพียงข่มขู่ทำลายคร่าชีวิตพรหมจรรย์ของหญิงสาวคนหนึ่ง

โดยไม่ได้สนใจ ว่าเป็นใครผู้ใด จนย่อยยับ แล้วก็หลบลี้หนีจากไป

         ท่านสารภาพเล่าความจริงต่อคุณแม่อธิการ และคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีราคีคาวติดตัว

 เป็นความอับอาย ที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ตนและอารามที่พำนัก อย่างไม่อาจลบล้างได้

 แต่ด้วยความเมตตากรุณาของคุณแม่อธิการ

ที่เตือนสติว่า ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า ที่ทุกคนสมควรยึดมั่นอยู่ในศรัทธาแห่งตนในปัจจุบันขณะ

หาใช่ การยึดติดอยู่กับอดีตอันโหดร้ายใดๆไม่

แม่ชีท่านจึงเชื่อฟัง ดังแนวทางที่คุณแม่อธิการกรุณาให้สติชี้ทางสว่างแห่งปัญญา

แต่เหตุซ้ำกรรมซัด เมื่อท่านรู้สึกว่า ตนเองเริ่มตั้งครรภ์

ก็เป็นคุณแม่อธิการอีกนั่นแหละ ที่ได้เมตตาช่วยเหลือดูแลจนกระทั่งท่านให้กำเนิดบุตรชาย

แต่ครั้งนี้ กลับเป็นตัวท่านเอง ที่ขอร้องวิงวอน ขอคงอยู่ในเพศนักบวชตามที่ตั้งศรัทธาไว้อย่างแน่วแน่ต่อไป

        การณ์ประจวบเหมาะ ขณะนั้น คุณอาชวลิตซึ่งสมรสกับคุณอามากาเร็ตอยู่ที่กรุงเทพ ได้สักพัก

 แต่ยังไม่มีบุตร  จึงไปแจ้งความจำนงไว้ที่โบสถ์ ขออุปถัมป์ทารกเพศชาย

เมื่อได้รับอุปการะเด็กชายแรกเกิดสมใจ พร้อมได้รับฟังประวัติความเป็นมาที่น่าเห็นใจ

คุณอาจึงตกลงใจ ขอย้ายออกไปรับราชการในต่างจังหวัด พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก

 เพื่อสามารถ ใช้ชีวิตครอบครัวได้อย่างสะดวกใจและสุขสงบ

ด้วยเหตุผลที่รอบคอบ ว่าทั้งคู่มีเชื้อสายอังกฤษและเยอรมัน

ในช่วงศึกสงครามเช่นนี้ การรับเลี้ยงดูเด็กเชื้อสายญี่ปุ่น พึงควรระมัดระวัง

ไม่ให้กระทบกระเทือนข้องเกี่ยวโยงใยไปถึงความไม่พึงพอใจ ที่อาจเกิดขึ้น ในหมู่ชาวไทยได้

และคุณอาก็ไม่ได้นึกหวัง ว่าตนจะมีลูกของตนเอง อีกถึงสองคน ในเวลาต่อมา

               คงไม่ต้องบรรยายถึงความรู้สึก ของเด็กชายตัวน้อย

ว่า บิ๊คทั้งเจ็บปวดสะเทือนใจ ทั้งสับสน  มีปมผูกแน่น สั่งสมไว้มากมายเพียงใด

 ภายหลังจากที่ได้รับรู้ความจริงแห่งชีวิตของตน

 

 

              หลังจากที่พวกเรา ต่างเติบโตและแยกย้าย

ครอบครัวของพ่อแม่ ย้ายเข้ากรุงเทพ ขณะที่ ครอบครัวของคุณอาชวลิต ก็ย้ายต่อไปยังจังหวัดอื่น

ฉันกับบิ๊ค ยังคงติดต่อกันเรื่อยมาเป็นครั้งคราว ตลอดหลายสิบปีที่ล่วงพ้น

ฉันรับรู้ได้ ถึงความรู้สึกเคียดแค้น ที่บิ๊คมีต่อเชื้อชาติของบิดา

จนถึงขั้น ตั้งปณิธาน ที่จะกลับไปยังบ้านเกิดพ่อที่ประเทศญี่ปุ่นให้จงได้

มิใช่เพื่อความเจริญก้าวหน้า แต่เพื่อผูกใจและแต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่น

จุดหมายสำคัญ เพื่อผละทิ้งให้เธอต้องชอกช้ำระกำทรวง ในท้ายที่สุด

 เฉกเช่นเดียวกัน กับที่แม่แท้จริงของตน ต้องถูกกระทำและทนทุกข์ทรมานมาตลอดชีวิต

          แล้วบิ๊ค ก็ดำเนินการ ตามขั้นตอนที่ตั้งใจไว้แน่วแน่

บิ๊คเพียรพยายาม เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างแตกฉาน

 สามารถสอบชิงทุนไปศึกษาต่อตั้งแต่ระดับปริญญาตรี จนถึงขั้นปริญญาเอก

และได้รับเลือกให้อยู่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่ประเทศญี่ปุ่น สมดังความมุ่งมาดปรารถนา

              จากการติดต่อเล่าชีวิตความเป็นอยู่ในญี่ปุ่นของบิ๊ค มาให้ฉันฟัง

ตั้งแต่ที่ได้รู้จักผู้หญิงญี่ปุ่นแสนดีอย่างคุณมิซาโกะ

 น้องสาวเพื่อนร่วมชั้นเรียน และยังเป็นนักศึกษารุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกันด้วย

 ที่ทั้งรักทั้งชื่นชมในอาจารย์หนุ่มคนไทยคนเก่ง

บิ๊คเอง ก็อดใจให้รักหญิงที่งามทั้งรูปกายภายนอก และจิตใจภายในที่อ่อนโยนมีคุณธรรมความดี ไม่ได้

จนตกลงเข้าพิธีวิวาห์ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย

            แต่แล้ว บิ๊คก็กวนตะกอนแห่งความเคียดแค้นชิงชังชนชาติของพ่อ ที่ยังฝังแน่นในเบื้องลึก

 มุ่งเป้าหมายทำร้ายจิตใจหญิงชาวอาทิตย์อุทัย ล้างแค้นแทนแม่ ให้จงได้

ทว่า แม้บิ๊คพยายามทำตัวให้น่ารังเกียจไม่พึงประสงค์ ห่างเหินไม่สนใจใยดีเพียงไร

คุณมิซาโกะ ภรรยาผู้แสนดี ก็ยังให้อภัย และพยายามเข้าใจบิ๊ค

 คิดเชิงบวกว่า เป็นเพราะบิ๊คคร่ำเคร่งกับงานสอนมากเกินไป

 และนำเสนอให้บิ๊คขับรถออกท่องเที่ยวด้วยกันไปยังเมืองต่างๆนอกเมืองหลวง

 เพื่อเป็นการผ่อนคลายดูบ้าง

           บิ๊คเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ก่อนจะต้องกล้ำกลืนฝืนกล่าวคำร่ำลา

 เพื่อให้สัมพันธภาพความรู้สึกดีดี  คงมีต่อไป

เพราะว่าที่จริง คุณมิซาโกะ ก็เป็นเพียงเหยื่อตัวแทน  แค้นนี้ต้องชำระ ของบิ๊ค

มิได้ล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง  ในแผนการ ใจไม้ไส้ระกำ นี้แม้แต่น้อยนิด

           คงเป็นด้วย  ชะตากรรมลงโทษคนคิดชั่ว

รถยนต์ที่บิ๊คขับเคียงคู่ไปกับคุณมิซาโกะ ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงไม่คาดคิดในต่างจังหวัด

ถูกรถคันอื่นวิ่งด้วยอัตราความเร็วสูง แซงตัดหน้า

 และบิ๊คหักหลบกระทันหัน รถเสียหลักพลิกคว่ำตกข้างทาง

บิ๊คได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือน ถึงขั้น แพทย์วิเคราะห์ในชั้นต้นว่า

 นัยตาข้างหนึ่งอาจมืดมิด สูญเสียการมองเห็นตลอดไป

ส่วนคุณมิซาโกะ เพียงกระดูกแขนหักไม่รุนแรง สามารถต่อติดด้วยการเข้าเฝือก เยียวยาให้หายได้

         ฉันได้ทราบข่าวร้ายอุบัติเหตุของบิ๊ค และทำได้เพียงส่งคำภาวนาเป็นกำลังใจช่วยข้ามประเทศ

ขณะเดียวกัน ก็อดใจตุ๋มๆต้อมๆ ไม่ได้

ว่าหากบิ๊คยังคงตั้งมั่นแน่วแน่ ที่จะแยกเส้นทางดำเนินชีวิตออกจากคุณมิซาโกะโดยเด็ดขาด แล้ว

ชีวิตของบิ๊ค ที่อาจมีความพิการทางสายตา เข้ามาเป็นอุปสรรคด้วยนี้  จะดำเนินไปเช่นไร.............

 

        และแล้ว  ภายหลังพายุร้ายมืดครึ้ม  ท้องฟ้าย่อมมีแสงเรืองรอง ส่องสว่างนำทางเสมอ

ข่าวดีของเพื่อนเก่าแก่ ที่ฉันได้รับหลังจากนั้นอีกนานพอสมควร

ก็คือ แพทย์ชาวญี่ปุ่นในยุคนั้น เก่งกาจสามารถเพียงพอ

 รักษานัยตาของบิ๊ค จนกลับมองเห็นได้ปกติดังเดิม

ข่าวที่ดียิ่งไปกว่า  คือบิ๊คได้ล้มเลิกเจตนารมณ์มุ่งมั่นฝังใจดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง

 ไม่คิดที่จะบอกเลิกรา หาเรื่องแยกทางกับคุณมิซาโกะ อีกแล้ว แน่นอนที่สุด

         แม้แค่ได้รับทราบผ่านทางตัวหนังสือในจดหมาย ที่บิ๊คบรรยายเล่ามาให้ฟัง

ฉันก็พลอยซาบซึ้ง ในคุณความดีของคุณมิซาโกะ ที่ชนะความคิดชั่วร้ายของบิ๊คได้แบบเบ็ดเสร็จ

บิ๊คเล่าว่า พอได้รับทราบจากแพทย์ว่า นัยตาข้างหนึ่งของบิ๊ค อาจบอดสนิทตลอดไป

คุณมิซาโกะ ก็แจ้งความจำนงกับทางโรงพยาบาลทันที

ขออุทิศนัยตาตน ชดเชยให้แก่สามีสุดที่รัก อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ

 และกำชับ มิให้ใครผู้ใด บอกให้บิ๊คต้องรับรู้ ด้วย .......................

        

             ฉันรู้สึกปิติยินดี และมีความสุข อย่างบอกไม่ถูก

ที่ความรักแท้โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆเลย ของคุณมิซาโกะ

 สามารถรักษาเยียวยา คลายปมเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังแน่นลึก ของบิ๊ค

 ให้เจือจางบางเบา จนมลายหายสิ้น เป็นผลสำเร็จในที่สุด

            ความรักแท้ของผู้หญิงคนหนึ่ง มีอิทธิพลเหนือ

ช่วยให้บิ๊คตัดกรรมได้เองด้วยความเต็มใจ

ไม่คิดสร้างปัญหาซ้ำเรื่องเดิม ดังที่ตนเคยพานพบประสบมา ขึ้นทดแทน ให้ยืดเยื้อต่อเนื่องอีกต่อไป

 

                                                          จบ 

                                                  

 

 

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน