*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 547085
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 2323 , 06:22:23 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.

.

แอ๊บแบ้ว เป็นคำของภาษาวัยรุ่นไทยปี 2550 เป็นการผสมคำข้ามภาษาระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาไทย ระหว่างคำว่า ‘ABNORMAL’ กับคำว่า ‘บ้องแบ๊ว’ ออกมาเป็นคำว่า ‘แอ๊บแบ๊ว’

ตลาดหุ้นคือสิ่งที่แอ๊บแบ้วของโลกทุนนิยม โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ผันผวนสูง อันเป็นผลมาจากความเบี่ยงเบนสูงของดัชนีชี้นำตลาดหุ้น ที่นำความยุ่งยากและนำความล่มสลายมาสู่โลกทุนนิยมโดยไม่รู้ตัว

ผู้เขียนได้ทำการวัดการแกว่งตัว (Swing) ของดัชนีชี้นำตลาดหุ้นของ 41 ประเทศ (42 ดัชนี โดยดัชนีของตลาดหุ้นอเมริกา 2 ดัชนี คือ DJIA Index และ NASDAQ Index) ระหว่างปี 1999 – 2002 ช่วงระยะเวลา 4 ปี (นำเสนอไว้ในบทความเรื่อง 'การวัดค่าการแกว่งตัวของดัชนีตลาดหุ้น') ได้บันทึกดัชนีของตลาดหุ้น 15 ประเทศที่แกว่งตัวสูงสุดไว้ดังนี้

.

ตารางที่ 1 ดัชนีตลาดหุ้นที่แกว่งตัวสูงสุด 15 ประเทศ (เบี่ยงเบนสูงสุด)

#

ประเทศ

ดัชนี

ค่าแกว่งตัว

1

Turkey *

ISE

19.71%

2

Finland

HEXGEN

16.24%

3

Argentina *

MERVAL

15.59%

4

USA

NASDAQ

14.28%

5

S.Korea *

KOSPI

14.00%

6

Indonesia *

JKSE

13.06%

7

Thailand *

SET

12.83%

8

Malaysia

KLSE

12.03%

9

India

BSE30

11.94%

10

Venezuela

VENEZUELA

11.24%

11

Taiwan

TWSE

10.74%

12

Germany

DAX

10.73%

13

Mexico *

BOLSA

10.55%

14

Philippines *

PSE

10.22%

15

Brazil *

BOVESPA

10.04%

.

ดัชนีตลาดหุ้น คือค่าตัวกลางอย่างหนึ่ง(Mean) ดัชนีที่แกว่งตัวสูง เกิดจากดัชนีที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง หรือเกิดจากกลุ่มข้อมูลที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง (Standard deviation)

จะเห็นว่าประเทศที่ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง ส่วนใหญ่เคยเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอมเอฟ(*) การเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มแสดงถึงการหมดตัวของประเทศ ประเทศไทยเคยเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว

ปี 2540 -2541 ประเทศไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในเวลาไล่เลี่ยกัน หากย้อยกลับไป 2-3 ปี จะพบว่าตลาดหุ้นตกแรง ผลของตลาดหุ้นตกแรง ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ค่าเงินเสียหาย ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ส่งผลให้เงินไหลออกนอกประเทศแทบหมด ซึ่งเป็นต้นเหตุของการบ่ายหน้าไปพึ่งพาไอเอ็มเอฟ

ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก

ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียแกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก

ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้แกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก

ไม่มีตลาดหุ้นใดไม่ถูกปั่น หรือสวมรอยปั่น ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง จะแกว่งตัวแรง จะอ่อนแอสูง จะถูกปั่นได้ง่าย ยิ่งมีการผูกค่าเงินไว้ด้วยยิ่งกลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้ขายหุ้นออกมามากขึ้น เพราะขายหุ้นแล้วได้เงิน(บาท) นำบาทที่ได้ไปซื้อดอลลาร์เก็บไว้ สุดท้ายมีการลอยค่าเงิน ก็ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก มีกำไรถึง 2 ต่อ

เครื่องมือและวิสัยทัศน์ที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดความเสียหายกระทั่งตายจึงจะยุติลงได้

อีกประมาณ 5-6 ปีต่อมา ประมาณปี 2000 ได้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นที่ประเทศอาร์เจนตินา ตุรกี และสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นพังทลาย สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินเสียหาย อาร์เจนตินาและตุรกีต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ ยกเว้นแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ที่ไม่ได้เข้ารับความช่วยเหลือจากเอ็มเอฟ

ประเทศสหรัฐอเมริกาแม้ไม่ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ แต่ความเสียหายก็เกิดกับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องมา 6-7 ปีแล้ว ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลาย เงินไหลออกจากอเมริกาแทบเกลี้ยง

เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกอันเดียวกันทุกประเทศ คือตลาดหุ้นตกหนัก ค่าเงินก็จะตกหนักด้วย ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออกไปประเทศอื่น

เรื่องเช่นนี้ เกิดที่ประเทศใด ก็จะเป็นแบบเดียวกันทุกประการ ความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับความเชื่อของการแก้ปัญหา และความถูกต้องของเครื่องมือประกอบการแก้ปัญหา

ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทย

มีความเชื่อว่าจะสามารถปกป้องค่าเงินบาทไว้ได้ มีการต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทเต็มที่ สู้เป็นปี สู้ระหว่าง 2538 - 2540 สู้จนทุนสำรองฯแทบไม่เหลือ สุดท้ายสู้ไม่ได้ ต้องยอมจำนนลอยค่าเงินบาท ย่อยยับทั้งประเทศ

มีความเชื่อว่าจะสามารถพยุงฐานะของสถาบันการเงินไว้ได้ ได้มีการอัดฉีดสภาพคล่องแก่สถาบันการเงินเต็มที่ สุดท้ายก็สู้ไม่ไหว ต้องออกกฎหมายมายึด(ปิด) สถาบันการเงินทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะอัดฉีด(ปล่อยกู้)ไปเต็มที่ ไปกู้มาอัดฉีดด้วย ก็กลัวว่าหนี้จะสูญ จึงต้องยึดมา ที่ยึดมาแล้วไม่สามารถฟื้นฟูกิจการขึ้นมาได้ ต้องนำมารื้อออกเป็นชิ้นส่วนขายทอดตลาด เพื่อนำเงินไปคืนเจ้าหนี้ ทำให้เกิดความเสียหายแบบหมดประเทศเช่นกัน

แต่สินทรัพย์ที่ขายได้ไม่พอคืนหนี้เจ้าหนี้ได้หมด ก่อให้เกิหนี้สาธารณะกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หนี้เหล่านั้นตกมาเป็นภาระแบกรับของประชาชน

สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ คือการนำระบบ Maintenance margin และ forced sell มาใช้ในตลาดทุน เมื่อหุ้นตกหนัก ทำให้มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนอย่างทารุณ ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดหุ้นตกหนักลงไปอีก ซ้ำเติมให้ค่าเงินบาทขาดความเชื่อมั่นตกลงมากกว่าเดิมอีก

เรื่องเช่นนี้จะกล่าวโทษนักลงทุนไม่ได้ ว่าโลภเองหรือไม่ระวังตัวเอง สิ่งอันตรายไม่ควรเอามาใช้ในตลาดทุน เมื่อนำมาใช้ มันจึงเกิดอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่มีใครประสีประสาในเรื่องตลาดทุนดี แม้แต่ผู้บริหารตลาดทุน ก็เหมือนกับปล่อยเด็กอนุบาลวิ่งเล่นที่หน้าผา แล้วก็พลัดตกหน้าผา แล้วไปกล่าวโทษเด็กว่าไม่ระวังตัวไม่ได้

ที่เคยรู้มา การบังคับขายสินทรัพย์ ต้องเป็นคำสั่งศาล แต่ในเรื่องนี้ โบรกเกอร์สามารถบังคับขายหุ้นนักลงทุนได้อย่างง่ายดาย 10 ล้าน 100 ล้านก็บังคับขายได้ด้วยตัวเอง

หุ้นหรือสินทรัพย์ของคนไทยหรือนักลงทุนก็คือสินทรัพย์ของชาติ

การบังคับขายทรัพย์สินของนักลงทุน ก็คือการบังคับขายชาติ

จะเห็นว่าทุกวันนี้ทรัพย์สินของคนไทยตกเป็นของต่างชาติต่อเนื่อง

ยังมีสถาบันการเงินหลายแห่งรอการขายให้ต่างชาติ รู้จักกันในวลีว่า ”การร่วมทุ่น” เช่นธ.ไทยธนาคาร ธ.ทหารไทย ธ.นครหลวงไทย

ขอแวะมาที่เรื่องของประเทศสหรัฐอเมริกา

.

.

ตารางที่ 2 การแกว่งตัวของดัชนี NASDAQ Index (2 ช่วงเวลา)

NASDAQ Index

ค่าการแกว่งตัว

1995 - 1998

7.21%

1999 - 2000

14.28%

ที่จริงประเทศสหรัฐอเมริกาไม่น่าจะมาประสบภาวะความยุ่งยากทางเศรษฐกิจ แต่เพราะได้มีการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีแนสแดกซ์ในปี 1999

ดังเช่นข้อมูลที่นำเสนอไว้ในตารางที่ 2 พบว่าค่าการแกว่งตัวของดัชนีเพิ่มขึ้นเป็น 14.28 เปอร์เซนต์ โดยที่ก่อนหน้านั้นมีค่าการแกว่งตัว 7.21 เปอร์เซนต์เท่านั้น

ส่งผลให้ NASDAQ Index ของประเทศสหรัฐอเมริกาเบี่ยงเบนสูงเป็นอย่างมีนัยสำคัญ เบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 4 ของโลก (1)

.

.

3) NASDAQ Index (Year 2000)

.

ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง จะอ่อนแอสูง จะแกว่งตัวแรง และถูกปั่นได้ง่าย ข่าวการปรับโครงสร้างการคำนวณดัชนีแนสแดกซ์มีมาตั้งแต่ปี 1998 แล้ว กระทั่งกลางปี 1999 จึงการปรับโครงสร้างการคำนวณดัชนีใหม่จริง ส่งผลให้ดัชนีอ่อนแอสูง

ไม่มีใครตระหนักว่าการโครงสร้างที่ทำให้ดัชนีมีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง จะทำให้ดัชนีอ่อนแอ แต่ผู้เชี่ยวชาญกลไกเศรษฐกิจสุดยอดของโลกอย่าง Hedge Fund ทราบ

เข้าทาง Hedge Fund พวกเขาพากันลากดัชนีขึ้นอย่างรวดเร็วและแรง ใช้เวลาไม่กี่เดือนดัชนีเพิ่มจาก 2,500 จุด ไปที่ 5,000 จุด (3) เมื่อดัชนีขึ้นแรง คนท้องถิ่นก็คิดว่าธุรกิจดอทคอมดี ก็เฮโลเข้าตลาดแนสแดกซ์ สุดท้ายก็ถูกเทขาย ติดหุ้นราคาสูง แล้วก็ขาดทุนกันทั้งอเมริกา

แนสแดกซ์ตกต่อเนื่องประมาณ 2 ปี

ระยะเวลาประมาณ 2 ปี NASDAQ Index ตกรวดเร็วและรุนแรงถึง 78 เปอร์เซนต์ (3) 

ตลาดหุ้นตกหนัก นักลงทุนก็เสียหายหนัก มันคือความเสียหายหนักของระบบเศรษฐกิจชาติ

นั่นคือสภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น เป็นที่มาของเงินไหลออกจากอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เงินเริ่มไหลออกอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2001 หรือหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 นั่นเอง

.

.

4) USD (AUD / USD) 

 .

อเมริกาไม่ได้ย่อยยับเพราะสงครามหรือผู้ก่อการร้าย แต่ย่อยยับเพราะตลาดแนสแดกซ์เสียหาย 

แท้ที่จริงแล้วดัชนีตลาดหุ้นคือค่าตัวกลางอย่างหนึ่ง ที่ใช้สะท้อนภาพรวมของตลาด

ตัวกลางที่สะท้อนภาพรวมของกลุ่มข้อมูลได้ดี จะต้องมีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานต่ำ

ผู้เขียนได้ทดลองวัดคุณสมบัติของกลุ่มข้อมูลที่นำมาสร้างดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ไทย คือ SET SET100 และ SET50 โดยที่ดัชนีทั้ง 3 นี้ เป็นดัชนีของตลาดหุ้นไทยเช่นเดียวกัน เป็น Market capitalization weighted index เหมือนกันทั้ง 3 ตัว SET มีกลุ่มข้อมูลมูลค่าตลาด 499 ตัว SET100 มีกลุ่มข้อมูลมูลค่าตลาด 100 ตัว SET50 มีกลุ่มข้อมูลมูลค่าตลาด 50 ตัว รายละเอียดต่างๆดังแสดงไว้ในตารางที่ 5

.

ตารางที่ 5 ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานดัชนีตลาดหุ้นไทย (วันที่ 25 เมษายน 2548)

 

SET Index

SET100 Index

SET50 Index

Market Cap.(‘000 Baht)

4,420,467,512

3,464,278,668

3,082,494,130

Market cap. share

100%

78.37%

69.74%

Number of industries

28

18

11

Number of stocks

449

100

50

Mean

9,845,139

34,642,787

61,658,983

Standard Deviation

37,543,987

72,852,520

95,117,210

% CV

381.36

210.30

154.26

.

พบว่าค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard deviation) ของ SET ต่ำที่สุด 37.54 ล้าน ส่วน SET100 และ SET50 เป็นดัชนีที่ถูกสร้างขึ้นมาทีหลัง ยิ่งสร้าง ยิ่งเบี่ยงเบนสูง โดย SET100 มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน 72.85 ล้าน SET50 มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน 95.12 ล้าน

จากการวัด “ค่าการแกว่งตัวของดัชนี” พบว่ามีความสัมพันธ์กับค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานของดัชนี

คือ ค่าการแกว่งตัวของดัชนี SET< SET100 < SET50 (SET50 แกว่งตัวแรงที่สุด)

แต่ SET Index เบี่ยงเบนเป็นลำดับที่ 7 ของโลก (1)

SET50 ที่เบี่ยงเบนสูงที่สุดในประเทศไทย อ่อนแอที่สุด ถูกปั่นได้ง่ายที่สุด ถูกใช้อ้างอิงในการซื้อขาย Futures Option ทำให้ได้เสียแน่นอนที่สุด แน่นอนกว่าการซื้อขายหวยและเบอร์อีก อาจจะทำให้มีกำไรหรือขาดทุน 100 เปอร์เซนต์ ภายใน 1-2 วันได้ Hedge Fund จะเป็นคนได้ ส่วนคนท้องถิ่นจะเสียหาย ตลาดขาขึ้นเขาก็ได้ ตลาดขาเขาลงก็ได้ คนท้องถิ่นจะไปเล่นสู้คนคุมตลาดทั่วโลกได้อย่างไร เพราะการขึ้นลงของตลาดทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทย อยู่ในกำมือของเขาทั้งหมด

Hedge Fund ไม่เคยแบ่งแยกประเทศ ว่าเป็นตลาดหุ้นอเมริกาหรือไม่ใช่อเมริกา ประเทศไหนพลั้งพลาดมา พวกเขาพากันเข้าเล่นงานทันที ดังเช่นเขาเล่นงานประเทศไทยในปี 2536-2541 (1993-1998) และเล่นงานตลาดแนสแดกซ์ของอเมริกาในปี 1999-2000 นั่นเอง

เพราะเหตุนี้วอร์เรน บับเฟตต์ จึงเป็นคนรวยที่สุดในโลก รวยจากสิ่งผิดปกติของโลก รวยจากมิจฉาอาชีวะของโลก

ตลาดหุ้นประเทศอินเดียน่าจะได้ระแคะระคายเรื่องนี้ และสั่งให้ตลาดหุ้นยกเลิกการซื้อขาย Futures

สำหรับการวัดคุณสมบัติของดัชนีของประเทศต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถหาฐานข้อมูลมาทำการวัดได้ ผู้เขียนจึงใช้วิธีวัด “ค่าการแกว่งตัวของดัชนี” แทน ซึ่งก็ทำให้ทราบคุณสมบัติของดัชนีได้เช่นเดียวกัน ดังนำเสนอไว้ในตารางที่ 1

ทุนนิยมยุคใหม่ หลงเชื่อว่าตลาดทุน คือเครื่องมือทางทางเศรษฐกิจที่ทันสมัย เป็นเครื่องมือที่สุดยอดของโลก เป็นแหล่งระดมทุนต้นทุนต่ำ ทำให้เศรษฐกิจเจริญ

ตลาดหุ้นเกิดครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว และที่ประเทศไทยเกิดขึ้นในปี 2518 หรือเมื่อประมาณ 33 ปีมาแล้ว ทุกวันนี้ประเทศต่างๆมีตลาดหุ้นรวมกันเกือบ 100 ประเทศ

ตลาดหุ้นเป็นดาบสองคม

มูลค่าหุ้นทางบัญชี (Book) 1 บาท เมื่อนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น ราคาหุ้นจะสูงกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี 5-10 เท่า ทำให้มั่งคั่งขึ้นทันใด 5-10 เท่าตัว ดูแล้วเป็นความมั่งคั่งที่รวดเร็ว เป็นความมั่งคั่งที่ผิดธรรมชาติ เป็นความมั่งคั่งที่ผิดปกติ เป็นความมั่งคั่งที่เอารัดเอาเปรียบระบบ

โดยทั่วไป คนเข้าใจว่าตลาดหุ้นคือแหล่งระดมทุนต้นทุนต่ำ นำมาพัฒนาระบบ ทำให้เศรษฐกิจเจริญ  

แต่อีกด้านกลับเป็นช่องทางหากินของ Hedge Fund ที่เป็นนักปั่นและนักเก็งกำไรชั้นยอดของโลก ช่วงประมาณ 100 ปีมานี้ ทำให้พวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะหาเงินจากตลาดทุนทั่วโลกอย่างชำนาญยิ่ง มีความเชี่ยวชาญกลไกเศรษฐกิจมากกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของทุกประเทศ

ดูว่าเครื่องมือทางเศรษฐกิจของประเทศใดเบี่ยงเบนและผิดปกติบ้าง มันเป็นธรรมดาของเหล่านกกา ที่พบเห็นอาหาร เมื่อเห็นสัตว์สันหลังหวะ มันจะรุมจิกจนตาย แมวเห็นปลาย่าง ไม่หาทางกินปลาย่าง ก็ไม่ใช่แมว

เมื่อพวกเขากดราคา เขาก็จะกดราคาจนแห้งตาย เมื่อเป็นการหนุนราคาก็หนุนราคาให้สูงขึ้นจนท่วมจมูก หายใจไม่ออก และตายเช่นกัน ดังเช่นเงินท่วมโลกในปี 2008 เป็นต้น

ความมั่งคั่งจะได้รับสูงสุดเมื่อมีการตาย มั่งคั่งทั้งขึ้นและล่อง มีการตายทั้งขึ้นและล่อง

ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดเงินตรา ตลาดพลังงาน ตลาดโลหะ ตลาดสินค้าเกษตร  มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ถูกพัฒนาให้เป็นการซื้อขายกระดาษ แทนการซื้อขายของจริง เป็นขุมทองการทำมาหากินของ Hedge Fund โดยตรง มีเรื่องจิตวิทยาและการปั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ราคาสินค้าในกระดาษถูกปั่น กลายมาเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าจริง

เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ ถือว่าเป็นสกุลเงินของโลกได้ ถูกใช้เป็นตัวกำหนดราคาสินค้าของโลกมาช้านาน

โลหะทองคำและเงิน  น้ำมัน แก๊ส ยางพารา ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าว เนื้อโค เนื้อสุกร เนื้อไก่ ที่พบว่าราคาสูงขึ้น ก็สูงขึ้นเพราะการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ

เพราะเงินเหรียญสหรัฐมีค่าน้อยลง เมื่อนำมาซื้อสินค้า จึงต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อซื้อสินค้าที่มีปริมาณเท่าเดิม จึงทำให้เห็นว่าราคาสินค้าสูงขึ้น 

.

.

6) GOLD (USD / OUNCE)

.

.

7) BRENT (USD / BARREL)

.

.

ค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มพังทลายปี 2000-2001

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็เริ่มสูงขึ้นทันทีในปี 2001 

ราคาสินค้าหรือสิ่งของเหล่านี้สูงขึ้นหลังการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ

ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลาย เพราะตลาดหุ้นแนสแดกซ์พังทลาย

จะเห็นว่าราคาทองคำเพิ่มขึ้น 4 เท่า ช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2001-2002 (6)

จะเห็นว่าราคาน้ำมันเพิ่ม 6.5 เท่าน ช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2001-2002 (7)

สิ่งผิดปกติ จะทำให้โลกอยู่ด้วยความลำบากมากขึ้น ตอนนี้ข้าวตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ หากสิ่งผิดปกติยังคงอยู่ในโลกทุนนิยมเช่นนี้ ราคาข้าวก็จะสูงถึงตันละ 10,000-100,000 เหรียญ หรือมากกว่าได้

Hedge Fund มั่งคั่งแต่กลุ่มเดียว แต่คนท้องถิ่นทั่วโลกจะอยู่กันอย่างแร้นแค้น ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นทั่วโลก ทุนสำรองทางการเงินระหว่างประเทศในธนาคารกลางของประเทศต่างๆ คือทุนของ Hedge Fund ธนาคารกลางต่างๆเป็นที่พักหรือที่ฝากเงินของบรรดา Hedge Fund  

ปี 2008 ประธานไอเอ็มเอฟบอกว่า อาหารโลกจะขาดแคลน แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ขาดแคลน เป็นเพียงราคาสูงขึ้นเพราะการเบี่ยงเบนในระบบทุนนิยม สูงขึ้นเพราะการด้อยค่าของเงินเหรียญสหรัฐ

ประธานาธิบดีจอร์จ บุชของประเทศอเมริกา สงสัยเรื่องเงินหายไปจากอเมริกา ข้องใจเรื่องนอนมินี ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของนอมินี ไม่ทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังนอมินี เป็นความเบี่ยงเบนและผิดปกติ แม้แต่อเมริกาเองก็ข้องใจ

สถาบันการเงินของอเมริกาบางส่วนมีการกู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ Collateralized Debt Obligation (CDO) คงเป็นเพราะเงินไหลออกนอกประเทศ ปริมาณเงินฝากไม่พอ จึงใช้วิธีกู้มาปล่อยกู้ นำมาซึ่งปัญหา Sub prime ของอเมริกา

เงินท่วมประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยยอมให้เอาเงินไปลงทุนต่างประเทศได้ สถาบันการเงินไทยไปลงทุน CDO ที่ประเทศอเมริกา ธนาคารไทยแห่งหนึ่ง ลงทุนใน CDO ถึง 260 ล้านเหรียญสหรัฐ

หัวหน้ารัฐบาลปี 2544 คุยว่า ประเทศไทยทุกวันนี้ไม่ได้เป็นประเทศลูกหนี้แล้ว ไม่ได้เป็นทาสไอเอ็มเอฟแล้ว เป็นประเทศเจ้าหนี้แล้ว เป็นประเทศผู้ให้กู้แล้ว

แต่การปล่อยกู้แบบ CDO ก็นำความเสียหายมาสู่ประเทศชาติ ขณะเขียนบทความนี้ ความเสียหาดังกล่าวยังดำเนินอยู่

ระบบคอมมูนิสต์มีอายุประมาณ 70 ปี ได้ล่มสลายลง

ระบบทุนนิยมยุคใหม่ ที่มีตลาดทุนเป็นองค์ประกอบ ก็ใช่ว่าจะมั่นคง ก็เสื่อมทรุดและสียหายหนักตลอดเวลา เพียงแต่ไม่ตระหนักเท่านั้น

อเมริกาและจอร์จ บุช ก็ไม่ทราบว่าตลาดทุนและส่วนประกอบของตลาดทุน เป็นตัวทำลายอเมริกา

ระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในโลก เกิดขึ้นเมื่อ 2551 ปีมาแล้ว ได้แก่ “ระบบสาธารณะโภคี” แม้ระบบนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสมัยพุทธกาล แต่น่าทึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยในยุคนี้ นักเศรษฐศาสตร์จริงจะต้องทราบ ว่าระบบนี้ทำให้ชุมชนมั่นคง ผู้สนใจสามารถศึกษาหาความเข้าใจระบบได้ที่ชุมชนอโศกทั่วประเทศ

ความเป็นมาของระบบทุนนิยมไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันแรกที่ได้เริ่มทำหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศไทย คือ สำนักงานธนาคารชาติไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2482 มีฐานะเป็นส่วนราชการ สังกัดกระทรวงการคลัง และเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 โดยมีพระยาทรงสุรรัชฎ์ อธิบดีกรมบัญชีกลางในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ แต่การดำเนินงานของสำนักงานธนาคารชาติไทยในระยะเริ่มแรกนั้น จำกัดอยู่เพียงกิจการธนาคารกลางบางประเภทเท่านั้น ได้แก่ การรับฝากเงินจากรัฐบาล องค์การรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ไทย และต่างประเทศ รวมทั้งการให้กู้เงินและโอนเงินระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ต่อมาคือในปี พ.ศ. 2484 จึงได้ดำเนินงานด้านการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน หลังจากเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา รัฐบาลได้เปลี่ยนฐานะของสำนักงานธนาคารชาติไทยให้เป็นธนาคารกลาง โดยตราพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ขึ้น กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่ เกี่ยวกับกิจการของธนาคารกลาง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 โดยมีหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) การจัดตั้งตลาดหุ้นของไทยเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2505 ในรูปห้างหุ้นส่วนจำกัด ในปีต่อมาได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น "ตลาดหุ้นกรุงเทพ" (Bangkok Stock Exchange) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 - 2514) ได้เสนอแผนการจัดตั้งตลาดทุนดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรก โดยให้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกและมาตรการสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เหมาะสม ปี พ.ศ. 2512 รัฐบาลได้ทำการว่าจ้างศาสตราจารย์ซิดนีย์ เอ็ม รอบบิ้นส์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการเงิน จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เพื่อมาทำการศึกษาช่องทางการพัฒนาตลาดทุนไทยในเวลาต่อมา

 

ในปี พ.ศ. 2515 รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทโดยการแก้ไข "ประกาศคณะปฏิวัติ ที่ 58 เกี่ยวกับการควบคุมธุรกิจ การค้า ที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน" การแก้ไขดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลสามารถกำกับดูแล การดำเนินงานของบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ ซึ่งทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระเบียบและยุติธรรม หลังจาก นั้นในปี พ.ศ. 2517 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจะจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์และการระดมเงินทุนในประเทศ ตามมาด้วยการแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับรายได้เพื่อให้สามารถนำเงินออมมาลงทุนในตลาดทุนได้ ในปี พ.ศ. 2518 รูปแบบทางกฎหมายต่างๆได้รับการปรับแก้จนลงตัว

ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย (ชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ The Securities Exchange of Thailand) ได้เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็น ทางการครั้งแรก และได้ทำการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "The Stock Exchange of Thailand" (SET) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.การกำกับดูแลตลาดทุนในอดีตอยู่ภายใต้หลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้การดำเนินงานซ้ำซ้อน ขาดความมีเอกภาพและการพัฒนาไม่ต่อเนื่อง ในขณะที่บทบาทของตลาดทุนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพื่อส่งเสริมตลาดทุนให้เติบโตและมีการพัฒนาไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อการระดมทุนและการลงทุน ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง รวมถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยให้ธุรกรรมในตลาดทุนมีกฎหมายแม่บทรองรับ เอื้ออำนวยต่อการออกตราสารทางการเงินประเภทใหม่ ๆ และมีบทบัญญัติที่ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบที่ชัดเจน จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2535 และมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.) ขึ้นเป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนาตลาดทุนโดยมีคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้กำหนดนโยบายการดำเนินงาน

ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485

ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการซื้อขายอย่างเป็น ทางการครั้งแรกวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518

คณะกรรมการกำกับหลักทพรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เปิดดำเนินงาน วันที่ 16 พฤษภาคม 2535

ทุนนิยมประเทศไทยยุคใหม่ ที่มีตลาดทุนเป็นองค์ประกอบ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2518 เกิดหลังธนาคารแห่งประเทศไทย 33 ปี

วิกฤติเศรษฐกิจไทยครั้งแรก

ประเทศไทยมีจุดศูนย์กลางการเกิดวิกฤติครั้งแรกช่วงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2521 (1978) SET Index อยู่ที่ 266 จุด แล้วก็ตกต่อเนื่องมาที่ 102 จุดในอีก 3 ปีถัดมา ตกลง 62 เปอร์เซนต์ สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย เอกชนล้มลงและล้มละลาย สถาบันการเงินล้ม 26 แห่ง และถูกเข้าควบกิจการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านโครงการทรัสต์และเครดิตฟองซิเอร์ 4 เมษา ภายหลังสามารถขายสถาบันการงินคืนให้เอกชน และมีกำไรประมาณหมื่นล้านบาท

ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเป็นครั้งแรก ได้รับเงินช่วยเหลือดอกเบี้ยต่ำจากไอเอ็มเอฟ 982 ล้านเหรียญสหรัฐ มีการกู้ตั้งแต่ปี 2524 2525 และ2528 และใช้คืนหมดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533 (สุนทรพจน์ พ...ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าว ทำเนียบรัฐบาล วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลา 20.30 .)

เหตุการณ์หลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก

มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในปี 2528 โดยมีความเชื่อว่า หากมีทุนให้การสนับนุนสภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงิน เมื่อสถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง จะทำให้สถาบันการเงินมั่นคง ไม่ล้ม

เหตุเพราะการเข้าควบกิจการสถาบันการเงิน 26 แห่ง ของโครงการณ์ทรัสต์และเครดิตฟองซิเอร์ 4 เมษาฯ สามารถฟื้นฟูกิจการได้ และขายคืนเอกชนมีกำไรนับหมื่นล้านบาท เมื่อสถาบันการเงินเกิดการขาดสภาพคล่องช่วงปี 2538 ถึงกลางปี 2540 ทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯอัดฉีดสภาพคล่องอย่างเต็มที่ กู้เงินมาอัดฉีดด้วย คิดว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมา ก็สามารถเข้าควบกิจการ แล้วนำมาฟื้นฟูกิจการ และขายคืนเอกชนได้ มีกำไรได้ กระทั่งไอเอ็มเอฟอดห่วงไม่ได้ ออกโรงเตือน อย่าได้อัดฉีดสภาพสถาบันการเงินอย่างไม่มีขอบเขต

ในที่สุด กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯก็ล้มเหลวในการรักษาสถาบันการเงิน นอกจากจะรักษาสถาบันการเงินไว้ไม่ได้แล้ว สถาบันการเงินยังล้มลงทั้งระบบ แล้วก็ก่อหนี้สาธารณะกองโตกว่า 1.44 ล้านล้านบาท สถาบันการเงินล้มลงทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 70 แห่ง

ปี 2536 ตลาดเงิน “เปิดเสรีทางการเงิน BIBF” (Bangkok International Facilities)

.

.

8) Repurchasing rate 14 days

.

ปี 2538 – 2540 สภาพคล่องเสียหาย อันเนื่องจากตลาดหุ้นตกหนัก ดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล 14 วัน พุ่งสูงถึง 25 เปอร์เซนต์ (8) ดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำกว่าของเบี้ยของไทยเกือบ 10 เปอร์เซนต์

การเปิด BIBF ทำให้มีการนำเงินกู้ต่างประเทศเข้ามาค่อนข้างรวดเร็ว ที่นำมาปล่อยกู้ต่อก็มาก เอกชนสามารถกู้โดยตรงได้ มีสภาบันการเงินให้การค้ำประกัน ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะสั้น

ภายหลังที่มีการลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540 ทำให้หนี้ต่างประเทศในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า เกิดหนี้ท่วมประเทศอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ปี 2536 ตลาดทุนนำระบบ Maintenance margin และ forced sell มาใช้ในระบบของการซื้อขายหุ้น ตลาดหุ้นเริ่มตกหนักในต้นปี 2537 - 2540 ทำให้มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนอย่างบ้าคลั่ง ซ้ำเติมให้ตลาดหุ้นตกหนักลงไปอีก

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก ประเทศไทยมีการลดค่าเงินบาทถึง 3 ครั้ง

ครั้งแรก วันที่ 12 พฤษภาคม 2424 จาก 20.775 มาเป็น 21 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ครั้งที่ 2 วันที่ 15 กรกฏาคม 2424 จาก 21 มาเป็น 23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ครั้งที่ 3 วันที่ 2 พฤษจิกายน 2427 จาก 23 มาเป็น 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

(บันทึกลับ 2540 ฯ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์)

ลดค่าเงินบาทลง 3 ครั้ง เท่ากับ 6.225 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 23.06 เปอร์เซนต์ 

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรกของไทย มีตัวเดียว คือ SET Index เบี่ยงเบนสูง

 

วิกฤติเศรษฐกิจไทยครั้งที่ 2

จุดศูนย์กลางการเกิดวิกฤติครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 4 มกราคม 2537 (1994) หลังการเกิดวิกฤติครั้งแรก 16 ปี SET Index ถูกลากขึ้นไปสูงที่ประมาณ 1,750 จุด แล้วถล่มทเขายเนื่องมาที่ 207 จุดในอีก 5 ปีถัดมา SET Index ตกลง 88 เปอร์เซนต์ ตกแรงเป็นประวัติการณ์โลก สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย เอกชนล้มลงและล้มละลาย สถาบันการเงินล้มช่วงแรก 54 แห่ง มีคำแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังว่า สถาบันการเงินล้มลงไปแล้ว 70 แห่ง ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าควบกิจการ

ระยะเวลาของความเสียหายยาวนานถึง 5 ปี เพราะขาดความเข้าใจในกลไกทางเศรษฐกิจ เช่นการผูกค่าเงินบาทไว้ตายตัว และมีการปกป้องค่าเงินบาทอย่างไม่ลืมหูลืมตา 

มีการอัดฉีดสภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงินแบบไม่อั้น

สู้แบบหมดตัว สุดท้ายสู้ไม่ได้ ก็พ่ายแพ้ ป้องค่าเงินไว้ไม่ได้ ปกป้องสถาบันการเงินไว้ไม่ได้ สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ ส่งผลภาคการผลิตจริงทั้งประเทศต้องล้มลงตามมา  

เชื่อว่า ไม่มีประเทศใดทำลายสถิติความเสียหายแบบสุดกู่ของประเทศไทยได้  

ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 ได้รับเงินช่วยเหลือดอกเบี้ยต่ำจากไอเอ็มเอฟ 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ   มีการออกหนังสือแสดงเจตจำนงค์ประกอบการขอกู้เงินไอเอ็มเอฟ 11 ฉบับ

ประเทศไทยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 หมดในเดือนกรกฎาคม 2546

แต่ดูเหมือนประเทศไทย ยังไม่ทราบว่าวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศเกิดขึ้นแบบไหนได้อย่างไร

การที่สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ไม่ใช่ฝีมือของนายกรัฐมนตรีคนใด และการที่ราคายางพาราสูงขึ้นก็ไม่ใช่ฝีมือของนายกรัฐมนตรีคนใดเช่นกัน ราคายางได้สูงขึ้น ตามกลไกการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ราคายางขึ้นแบบไหน ให้ดูราคาทองคำและราคาน้ำมัน (กราฟ 6-7) เป็นตัวอย่าง ขึ้นเวลาเดียวกันและแบบเดียวกันนั่นเอง

นายกฯสมัคร สุนทรเวช บอกว่า เป็นนอมินีให้กับคนที่ทำให้ประเทศเจริญเป็นเรื่องที่ดี  นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่าจะเชิญอดีตนายทักษิณมาเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นายจักรภพ เพ็ญแขพูดที่เวทีนปก.(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ)ว่าทักษิณเป็นคนทำให้ประเทศเจริญ

คนทั่ว ไปถูกทำให้เชื่อว่าอดีตนายกฯปี 2544 เป็นคนฉลาด รายการพูดจาประสาสมัครบอกว่า “คนไม่ชอบอดีตนายกฯ เนื่องจากดีเกินไป เก่งเกินไป” คนดีจริงเก่งจริงย่อมก่อประโยชน์ให้ระบบได้ แต่ถ้าไม่ใช่ความจริง ก็จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ทราบว่าปัญหาเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทยคืออะไร

ความเป็นฝ่ายเดียวกัน มีส่วนสนับสนุนคำพูดคนฝ่ายเดียวกัน โดยไม่ต้องไตร่ตรองอะไรนัก และไม่เห็นนักวิชาการหรือสื่อมวลชนใดมาวิจารณ์ตรงข้ามคำพูดอดีตนายกปี 2544 ด้วย เหมือนว่าเป็นความถูกต้อง เหมือนว่าเป็นความจริง

เข้าใจผิดและหลงผิดในสาระหลักที่สำคัญของประเทศโดยตรง

หลงเชื่อในทางผิด กันทั้งประเทศ

คำศัพท์ที่มีความหมายทำนองเดียวกันกับคำว่า ”ฉลาด” คือคำว่า “เฉโก” หากฉลาดจริงชาติเจริญแน่ แต่ “เฉโก” ชาติล่มจม

ขายทรัพย์สินให้ต่างชาติ (ขายชาติ) แล้วบอกว่าทำให้ชาติเจริญ เป็นมิจฉาทิฏฐิโดยตรง

ความแตกแยก หากผู้นำ นำข้อมูล วิสัยทัศน์ปรัชญา คุณธรรมและจริยธรรมที่ถูกต้องมานำเสนอ ก็จะไม่เกิดการแตกแยก แต่หากนำ นำข้อมูล วิสัยทัศน์ปรัชญา คุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่ถูกต้องมานำเสนอ ก็จะทำให้เกิดการแตกแยก เช่นบอกว่า “เป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด เป็นคนทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น” ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง มันเป็นไปตามกลไกตลาดที่ผิดปกติ

คนส่วนหนึ่งหลงเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้นำ แต่คนอีกส่วนหนึ่งเข้าใจว่ามันไม่เป็นความจริง จึงทำให้เกิดความแตกแยกของคน 2 กลุ่ม ถ้าผู้นำ นำเสนอความจริงที่เป็นจริงได้ ความแตกแยกก็จะไม่เกิดขึ้น

ดูตัวอย่าง

คนรุมตีประชาชน ที่ไปตะโกนขับไล่ “ทักษิณออกไป” ที่สยามพารากอนและเซนทรัลเวิร์ลดให้การกับตำรวจว่า “นายกทักษิณเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด และเป็นคนสร้างสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วมาไล่เขาทำไม”

คนโทรมาข่มขู่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ว่า “เขาเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด เขาเป็นคนทำให้ประเทศชาติเจริญ คุณมาหาเรื่องเขาทำไม”

หากนายวีระ ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากคนที่ข่มขู่ ก็เป็นการได้รับความบาดเจ็บและเสียชีวิตจากความหลงผิดในข้อมูล  ข้อมูลจากมิจฉาวาจาของอดีตนายกปี 2544

แล้วก็จะทำให้การแก้ปัญหาของประเทศ หลงทิศ ผิดทางต่อไป

ที่ยากจนอยู่แล้ว ก็ยากไร้ต่อไป

โลกทุนนิยม ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าความเจริญเป็นอย่างไร บางช่วงเงินหายเกลี้ยงไปจากประเทศ ทำให้ต้องเข้าหาไอเอ็มเอฟ บางช่วงเงินก็เข้ามาท่วมประเทศ สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ทันที มันเป็นเรื่องของความผิดปกติ ผู้บริหารประเทศจะต้องทราบว่าความผิดปกตินั้นคืออะไร จะได้ทำการป้องกันแก้ไขได้ เงินก็เหมือนน้ำ ถ้าบางทีเหือดแห้ง ถ้าบางทีท่วมประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด ล้วนทำความเสียหายให้ทั้งสิ้น

สิ่งผิดปกติส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศ แต่อีกส่วนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ หากเข้าใจโดยตลอด ก็จะทำการแก้ไขป้องกันได้

แทนที่ผู้บริหารประเทศจะทราบถึงความผิดปกตินั้น แต่กลับสวมรอยว่าเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด ไม่ได้คิดทำการป้องกันแก้ไขสิ่งที่ผิดปกตินั้น สิ่งผิดปกตินั้นก็ยังคงอยู่ในระบบ ที่คอยทำลายความเสียหายแก่ระบบอยู่ตลอดเวลา  

ประเทศเจริญด้วยสื่อและวาจาตนอย่างเดียว

ของจริงไม่ได้เจริญ

ความแร้นแค้นก็จะเกิดกับคนในชาติตลอดไป

สัมมาทิฏฐิของผู้บริหาร จะนำมาแต่ความสงบร่มเย็น สามัคคี สมานฉันท์ และมีความสุข

แต่ไหนแต่ไรมา คนในชาติไม่เคยแตกแยกเช่นนี้มาก่อน แต่มาบริหารแล้วทำให้เกิดความแตกแยก จะบอกว่าชาวบ้านฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นคนทำให้แตกแยกไม่ได้ เพราะวิสัยทัศน์ปรัชญา คุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่เที่ยงตรง หรือมิจฉาทิฏฐิของผู้บริหารมากกกว่า ทำให้คนในชาติแตกแยก

ทางใต้แตกแยกมากกว่าเดิมเพราะทนายที่คอยให้ความเป็นธรรมถูกอุ้มหายอย่างไร้ร่องรอย

การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 2 เมื่อไม่แก้ที่ต้นเหตุที่ทำให้ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ต่อไปก็ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟอีกเป็นครั้งที่ 3

ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด แต่ความสำคัญอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดวิกฤติกระทั่งต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟอีก

ไม่มีใครนิยมปฏิวัติ ความเฉโก จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง “คนเฉโก” เป็นต้นเหตุของการปฏิวัติ “ผู้ที่เป็นต้นเหตุการปฏิวัติควรถูกประนาม”

มีเหตุการณ์เฉโกหลายอย่าง

การแปรรูป “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” และบริษัทในกลุ่มเข้าตลาดหุ้น ราคาไอพีโอปตท.ต่ำมาก กระทรวงการคลังได้เงินจากการแปรรูปน้อยมาก แปรรูปแบบเสียของ และเมื่อปตท.เข้าตลาดหุ้นแล้วก็มาขึ้นราคาน้ำมันขูดรีดชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนทั่วหน้า   

ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นเพราะความผิดปกติของค่าเงินเหรียญสหรัฐก็จริง แต่การบริหารงานแบบไม่มีทิศทางและไม่รับผิดชอบ ทำให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศสูงมากขึ้นไปอีก ราคารถเมล์ช่วงต้นรัฐบาลปี 2544 อยู่ที่ 3.50 บาท ปี 2549 ขึ้นมาเป็น 7 บาท ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ของกินของใช้ ราคาสูงขึ้นแบบผิดปกติทั่วหน้า

เมื่อราคายางสูงขึ้น หัวหน้ารัฐบาลปี 2544 ให้ข่าวว่า จะร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลย์เซียกำหนดราคายางพารา เหมือนที่ประเทศกลุ่มโอเปคกำหนดราคาน้ำมัน

เช่นเดียวกันกับที่เห็นว่าราคาข้าวสูงขึ้น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็ออกมาให้ข่าวว่า จะร่วมมือกับประเทศอินเดียและเวียตนามที่ผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลกกำหนดราคาข้าว คล้ายที่ประเทศกลุ่มโอเปคกำหนดราคาน้ำมัน เป็นการสวมรอยพูดในสิ่งที่ไม่เป็นจริง แบบขาดความเข้าใจ ไม่ทราบว่าราคายางและราคาข้าวสูงขึ้นมาได้อย่างไร เป็นการพูดเพียงให้ได้ภาพ

ในช่วงนั้นราคาลำใยตกต่ำ ก็ไม่เห็นมีความคิดว่าจะไปกำหนดราคาลำใยแต่อย่างใด

ทุนนิยมยุคใหม่ กลุ่มโอเปคไม่ใช่เป็นผู้ที่จะสามารถกำหนดราคาน้ำมันได้

คนที่กำหนดราคาน้ำมันตัวจริงคือ Hedge Fund เขากำหนด (ปั่น) ราคาในกระดาษก่อน แล้วราคาจริงก็จะเป็นไปตามราคากระดาษ เมื่อครั้งที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 15-20 เหรียญต่อบาร์เรล กลุ่มโอเปคก็ไม่สามารถดึงราคาขึ้นได้ เพราะ Hedge Fund เขาดูแลราคาอยู่

ราคายาง ราคาข้าว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกทุกชนิดก็ไม่มีผู้ใดจะกำหนดราคาได้ มีเพียง Hedge Fund แต่กลุ่มเดียว ที่เป็นผู้กำหนดราคาสินค้าดังกล่าวได้ ความคิดริเริ่มของอดีตผู้นำปี 2544 และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เหมือนเป็นละครหลงโรง

กลับมาที่เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2

SET Index (A) เบี่ยงเบนสูง คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายตลอดเวลา ทุกวันนี้ก็ยังคงใช้ดัชนีตัวนี้ชี้นำตลาด เป็นไปได้ว่า ไม่เข้าใจถึงอันตรายจากความผิดปกติของดัชนี

หลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก ได้มีการนำเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมหลายประการมาใช้ โดยอ้างว่าจะป้องกันการล้มลงของสถาบันการเงินได้ เช่นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสภาบันการเงิน(B) มีการนำเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมมาใช้ในตลาดทุน เช่น Maintenance margin และ Forced sell(C) แล้วก็มีการเปิดวิเทศธนกิจ BIBF (D) ในเวลาใกล้เคียงกันอีก

ต้นเหตุวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ไม่ใช่จอร์จโซรอสโจมตีค่าเงินบาท ไม่ใช่เอกชนไทยไม่มีธรรมาภิบาล แต่มีต้นเหตุมาจาก 4 เรื่อง (A+B+C+D) อธิบายรายละเอียดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

ส่งผลให้ประเทศไทยเสียหายมากเป็นประวัติการณ์ เสียหายมากกว่าการเสียกรุงทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา การเสียกรุง 2 ครั้งที่ผ่านมา ยังสามารถกอบกู้เอกราชคืนมาได้ ทุกวันนี้ทรัพย์สินของคนไทยตกเป็นของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะทำการกอบกู้กลับคืนมา

วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 (1997) ประเทศไทยต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุด (วงกลมในกราฟ 9)

9) BAHT (BAHT / USD)

.

เงินบาทอ่อนจาก 25.85 มาที่ 56.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรืออ่อนค่าลง 53.19 %

เหตุการณ์หลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2

มีพ...จัดตั้ง “สถาบันประกันเงินฝาก” โดยจะให้การค้ำประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท

คำอธบายในการออกพ...จัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก บอกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินทั้งหลาย เพราะสถาบันการเงินเหล่านั้นหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากทางการ ทำให้ขาดความระมัดระวังในการบริหารความเสี่ยง ทำให้ล้มลง

ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายดังกล่าว ดูเหมือนเป็นการโยนความผิดให้เอกชนดื้อๆ

สถาบันการเงินเสียหายทั้งระบบ มันไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของสถาบันการเงินแน่นอน มันเป็นความผิดพลาดของระบบมากกว่า เพียงแต่ทราบหรือไม่ว่าความผิดพลาดนั้นอยู่ที่ไหน อย่างไร

แท้จริงแล้วปรัชญาของการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก ก็ใกล้เคียงกับปรัชญาการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั่นเอง เพียงคิดรับผิดชอบมูลค่าการค้ำประกันที่น้อยลง และสถาบันประกันเงินฝากก็ยังคิดแก้ปัญหาแบบปลายเหตุเหมือนเดิม เหมือนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั่นเอง

หากเกิดวิกฤติทางการเงินขึ้นมาอีก ทางการก็ต้องรับผิดชอบเงินทั้งหมดทั้งจำนวนอยู่ดี เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของระบบ

ค่าเงินเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งและความยากจนของประเทศ การเกิดวิกฤติกระทั่งทำให้ค่าเงินเสียหาย ไม่ต่างอะไรกับไฟไหม้ประเทศ จะทำให้เกิดความสูญเสียรุนแรง ทำให้ยากจนลงอย่างฉับพลัน หลายประเทศในโลกนี้ประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนประเทศที่ไม่เคยเกิดวิกฤติเลยก็มีจำนวนหนึ่ง

.

.

10) เปรียบเทียบค่าเงิน

 

ค่าเงินบาทประเทศไทย

ค่าเงินประเทศที่ไม่พบวิกฤติ

ก่อนเกิดวิกฤติ

100

100

วิกฤติครั้งแรก 2521 (บาท – 23%)

77

100

วิกฤติครั้งที่ 2537 (บาท – 53%)

36.19

100

.

.

เปรียบเทียบค่าเงินบาทของไทยที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วถึง 2 ครั้ง กับประเทศที่ไม่เคยเกิดวิกฤติเลย (10) ล่าสุด ค่าเงินของประเทศอื่นยังคงเท่ากับ 100 แต่ประเทศไทยเหลือเพียง 36.19

33 ปีหลังการเกิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ความมั่งคั่งของประเทศไทยเหลือเพียง 36.19 เท่านั้น หากเกิดวิกฤติครั้งที่ 3 กับประเทศไทยจะเหลืออะไร ทุกวันนี้ก็แทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว

วิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศไทยหรือประเทศใดๆ ไม่ว่าที่อเมริกาหรือที่ไหนๆ มีรูปแบบเดียวกันทุกประการ ตลาดหุ้นพังทลายรุนแรงในเบื้องต้น สภาพคล่องของระบบเสียหาย ค่าเงินเสียหาย มูลค่าสินทรัพย์เสื่อมค่า สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงและล้มละลาย

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดกับประเทศไทย 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็มีรูปแบบเดียวกันตามที่กล่าวข้างต้น เพียงแต่ความรุนแรงเท่านั้นที่แตกต่างกัน

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก ตลาดหุ้นตก 62 เปอร์เซนต์ สภาพคล่องของระบบเสียหาย สถาบันการเงินถูกควบกิจการ 26 แห่ง ภาคการผลิตจริงล้ม ต้องลดค่าเงินบาทถึง 3 ครั้ง ค่าเงินบาทอ่อนลงรวม 23 เปอร์เซนต์ เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งแรก

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ตลาดหุ้นตก 88 เปอร์เซนต์ สภาพคล่องของระบบเสียหาย สถาบันการเงินถูกปิดกิจการ 70 แห่ง ภาคการผลิตจริงล้ม ต้องลอยค่าเงินบาท ค่าเงินบาทอ่อนมากที่สุดถึง 53 เปอร์เซนต์ เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2

ก่อนปี 2518 ระบบทุนนิยมของประเทศไทยไม่ได้มีตลาดหุ้นเป็นองค์ประกอบ มีเพียงตลาดเงินและตลาดเงินตราอยู่ในระบบ นอกจากภาวะสงครามแล้ว ไม่พบว่าเคยมีความเสียหายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงแต่อย่างใด แต่หลังการมีตลาดทุนในปี 2518 หรือประมาณ 33 ปีมานี้ ทำให้ประเทศไทยต้องประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ 2 ครั้งแล้ว ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ 2 ครั้งแล้ว ค่าของเงินบาทก็เสียหายถึง 2 ครั้งเช่นกัน

จะเห็นว่าเหตุเกิดที่ตลาดหุ้นทุกครั้ง แล้วความเสียหายก็มาทำลายส่วนงานที่รับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยทุกครั้ง คือค่าเงินบาทเสียหาย อัตราดอกเบี้ยปั่นป่วน สถาบันการเงินมีปัญหา และล้มลง

ธนาคารแห่งประเทศไทยคือผู้เสียหาย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ถูกวิจารณ์ ถูกต่อว่า และถูกตำหนิทุกครั้ง แม้นายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการฯ ยังถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 180,000 ล้านบาท แบงก์ชาติเสียหาย ก็คือชาติเสียหาย

ตลาดทุนและส่วนประกอบตลาดทุน ของโลกทุนนิยม แม้ว่าจะเบี่ยงเบนมากหรือเบี่ยงเบนไม่มากก็ตาม คือสิ่งผิดปกติของของโลกทุนนิยม คือแหล่งที่เอารัดเอาเปรียบระบบ เป็นมิจฉาอาชีวะ ซึ่งไม่ตรงตามมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้า คือต้นเหตุการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในทุกประเทศ

จะไม่มีประเทศใดมั่งคั่งจากการมีตลาดทุนเป็นองค์ประกอบในระบบเศรษฐกิจ

คอยดูประเทศจีนที่มีจีดีพีโตต่อเนื่องด้วยตัวเลข 2 หลักมาหลายปี

อยู่ในกำมือ Hedge Fund แล้วเช่นกัน

ตลาดทุน ต้นเหตุการล่มสลายของโลกทุนนิยม

.

.

.

.

@@@

28 สิงหาคม 2550 นำเสนอครั้งแรก

21 เมษายน 2551 ปรับปรุงแก้ไขครั้งแรก

\truethaksin\abnormal.doc


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 28/05/2008 เวลา : 19.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

ดิฉันว่าเหตุปั่นป่วนในโลกปัจจุบันนี้ มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือเรื่องปรัชญาความเชื่อ ศาสนา และเรื่องกระแสทุนนิยมโลก ที่เหมือนการทำสงครามแบบใหม่ ตลาดทุนคือเครื่องมือแทนปืนและอาวุธ
ต่อไปคงเกิดวิกฤตต่อจากพลังงาน คือ วิกฤตอาหาร ในเมื่อคนที่ผลิตอาหารเองยังต้องซื้อข้าวแพง และอาหารก็จะเป็นอีกสินค้าหนึ่งที่ไว้เก็งกำไรกันในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แบบที่น้ำมันเป็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
indexthai วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คคห.8
ถูกต้องครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indexthai วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 08.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ตัวเลขเดียวกัน
100 ลงมาที่ 50 = - 50%
50 ขึ้นมาที่ 100 = + 100%

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
BaCon วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 07.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme

บาท/ดอลล่าร์ .. ดอลล่าร์/บาท
ถ้าเช่นนั้น .. จะแปลว่าอย่างนี้ได้ไหมครับ ..
บาท อ่อน 53% ต่อ ดอลล่าร์
และ ดอลล่าร์ แข็ง 116% ต่อ บาท

แต่มันก็จะแปลก ๆ
เพราะในความเป็นจริงมันควรจะเท่ากันอ่ะ !!
เหมือนเหรียญสองด้าน คือ
บาท อ่อน 53% ต่อ ดอลล่าร์
และ ดอลล่าร์ แข็ง 53% ต่อ บาท


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
indexthai วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ขอบคุณความคิดเห็นที่ 6

ค่าเงินสกุลต่างๆส่วนใหญ่รายงานเป็นค่าเงินเหรียญสหรัฐ
ค่าเงินในกราฟที่ 9 ก็เช่นกัน ..แท้จริงเป็นค่าเงินเหรียญสหรัฐ
โดยวงเล็บว่า (Baht / USD) เช่น = 56.06 Baht / USD
คนทั่วไปเคยชินกับรายงานข้อมูลเช่นนี้...
.
หากเป็นค่าเงินบาทโดยตรงเลย ..จะต้องวงเล็บว่า (USD /BAHT)
คือ 25.85 (Baht / USD) = 1/25.85 = 0.038685 (USD /Baht)
หรือ 56.06 (Baht / USD) = 1/56.06 = 0.017838 (USD /Baht)
.
เมื่อนำมาหาการตกต่ำของบาท (.017838-0.038685)/0.038685*100 = ประมาณ - 53%

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
BaCon วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme

USD/THB ... เดิม 25.85 บาท สูงสุด 56.06 บาท อ่อนค่าลง 53.19%

ไม่ได้เรียกว่าอ่อนค่าลง 116.87% หรือครับ ???

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
indexthai วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


เฉโก vs ฉลาด
.
คนทั่วไปถูกทำให้เชื่อว่าอดีตนายกฯปี 2544 เป็นคนฉลาด รายการพูดจาประสาสมัครบอกว่า “คนไม่ชอบอดีตนายกฯ เนื่องจากดีเกินไป เก่งเกินไป” คนดีจริงเก่งจริงย่อมก่อประโยชน์ให้ระบบได้ แต่ถ้าไม่ใช่ความจริง ก็จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ทราบว่าปัญหาเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทยคืออะไร

คำศัพท์ที่มีความหมายทำนองเดียวกันกับคำว่า ”ฉลาด” คือคำว่า “เฉโก” หากฉลาดจริงชาติเจริญแน่ แต่ “เฉโก” ชาติล่มจม

ขายทรัพย์สินให้ต่างชาติ แล้วบอกว่าทำให้ชาติเจริญ ผู้เขียนเห็นเป็นตรงกันข้าม

มีเหตุการณ์เฉโกหลายอย่าง

การแปรรูป “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” และบริษัทในกลุ่มเข้าตลาดหุ้น ราคาไอพีโอปตท.ต่ำมาก กระทรวงการคลังได้เงินจากการแปรรูปน้อยมาก แปรรูปแบบเสียของ และเมื่อปตท.เข้าตลาดหุ้นแล้วก็มาขึ้นราคาน้ำมันขูดรีดชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนทั่วหน้า

ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นเพราะความผิดปกติของค่าเงินเหรียญสหรัฐก็จริง แต่การบริหารงานแบบไม่มีทิศทางและไม่รับผิดชอบ ทำให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศสูงมากขึ้นไปอีก ราคารถเมล์ช่วงต้นรัฐบาลปี 2544 อยู่ที่ 3.50 บาท ปี 2549 ขึ้นมาเป็น 7 บาท ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ของกินของใช้ ราคาสูงขึ้นแบบผิดปกติทั่วหน้า

เมื่อราคายางสูงขึ้น หัวหน้ารัฐบาลปี 2544 ให้ข่าวว่า จะร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลย์เซียกำหนดราคายางพารา เหมือนที่ประเทศกลุ่มโอเปคกำหนดราคาน้ำมัน

เช่นเดียวกันกับที่เห็นว่าราคาข้าวสูงขึ้น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็ออกมาให้ข่าวว่า จะร่วมมือกับประเทศอินเดียและเวียตนามที่ผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลกกำหนดราคาข้าว คล้ายที่ประเทศกลุ่มโอเปคกำหนดราคาน้ำมัน เป็นการสวมรอยพูดในสิ่งที่ไม่เป็นจริง แบบขาดความเข้าใจ ไม่ทราบว่าราคายางและราคาข้าวสูงขึ้นมาได้อย่างไร เป็นการพูดเพียงให้ได้ภาพ

ในช่วงนั้นราคาลำใยตกต่ำ ก็ไม่เห็นมีความคิดว่าจะไปกำหนดราคาลำใยแต่อย่างใด

ทุนนิยมยุคใหม่ กลุ่มโอเปคไม่ใช่เป็นผู้ที่จะสามารถกำหนดราคาน้ำมันได้

คนที่กำหนดราคาน้ำมันตัวจริงคือ Hedge Fund เขากำหนด (ปั่น) ราคาในกระดาษก่อน แล้วราคาจริงก็จะเป็นไปตามราคากระดาษ เมื่อครั้งที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 15-20 เหรียญต่อบาร์เรล กลุ่มโอเปคก็ไม่สามารถดึงราคาขึ้นได้ เพราะ Hedge Fund เขาดูแลราคาอยู่

ราคายาง ราคาข้าว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกทุกชนิดก็ไม่มีผู้ใดจะกำหนดราคาได้ มีเพียง Hedge Fund แต่กลุ่มเดียว ที่เป็นผู้กำหนดราคาสินค้าดังกล่าวได้ ความคิดริเริ่มของอดีตผู้นำปี 2544 และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เหมือนเป็นละครหลงโรง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
indexthai วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ความแตกแยก
.
หากผู้นำ นำข้อมูล วิสัยทัศน์ปรัชญา คุณธรรมและจริยธรรมที่ถูกต้องมานำเสนอ ก็จะไม่เกิดการแตกแยก แต่หากนำ นำข้อมูล วิสัยทัศน์ปรัชญา คุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่ถูกต้องมานำเสนอ ก็จะทำให้เกิดการแตกแยก เช่นบอกว่า “เป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด เป็นคนทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น” ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง มันเป็นไปตามกลไกตลาดที่ผิดปกติ

คนส่วนหนึ่งหลงเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้นำ แต่คนอีกส่วนหนึ่งเข้าใจว่ามันไม่เป็นความจริง จึงทำให้เกิดความแตกแยกของคน 2 กลุ่ม ถ้าผู้นำ นำเสนอความจริงที่เป็นจริงได้ ความแตกแยกก็จะไม่เกิดขึ้น

คนรุมตีประชาชนที่ไปตะโกนขับไล่ “ทักษิณออกไป” ที่สยามพารากอนและเซนทรัลเวิร์ลดให้การกับตำรวจว่า “นายกทักษิณเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด และเป็นคนสร้างสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วมาไล่เขาทำไม”

มีคนโทรมาข่มขู่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ว่า “เขาเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด เขาเป็นคนทำให้ประเทศชาติเจริญ คุณมาหาเรื่องเขาทำไม”



ส่งผลความเชื่อว่า “ทำให้ประเทศเจริญ” บานปลาย เมื่อเรื่องการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ และเรื่องราคายางพารา “ไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลจริง” ที่บอกว่า “ประเทศเจริญขึ้น ก็ไม่ใช่ความจริง”

โลกทุนนิยม ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าความเจริญเป็นอย่างไร บางช่วงเงินหายเกลี้ยงไปจากประเทศ ทำให้ต้องเข้าหาไอเอ็มเอฟ บางช่วงเงินก็เข้ามาท่วมประเทศ สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ทันที มันเป็นเรื่องของความผิดปกติ ผู้บริหารประเทศจะต้องทราบว่าความผิดปกตินั้นคืออะไร จะได้ทำการป้องกันแก้ไขได้ เงินก็เหมือนน้ำ ถ้าบางทีเหือดแห้ง ถ้าบางทีท่วมประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด ล้วนทำความเสียหายให้ทั้งสิ้น

สิ่งผิดปกติส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศ แต่อีกส่วนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ หากเข้าใจโดยตลอด ก็จะทำการแก้ไขป้องกันได้

แทนที่ผู้บริหารประเทศจะทราบถึงความผิดปกตินั้น แต่กลับสวมรอยหาความดีความชอบว่าเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด ไม่ได้คิดทำการป้องกันแก้ไขสิ่งที่ผิดปกตินั้น สิ่งผิดปกตินั้นก็ยังคงอยู่ในระบบ ที่คอยทำลายความเสียหายแก่ระบบอยู่ตลอดเวลา

ประเทศเจริญด้วยสื่อและวาจาตนอย่างเดียว ของจริงไม่ได้เจริญ ความแร้นแค้นก็จะเกิดกับคนในชาติตลอดไป

สัมมาทิฏฐิของผู้บริหาร จะนำมาแต่ความสงบร่มเย็น สามัคคี สมานฉันท์ และมีความสุข

แต่ไหนแต่ไรมา คนในชาติไม่เคยแตกแยกเช่นนี้มาก่อน แต่มาบริหารแล้วทำให้เกิดความแตกแยก จะบอกว่าชาวบ้านฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นคนทำให้แตกแยกไม่ได้ เพราะวิสัยทัศน์ปรัชญา คุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่เที่ยงตรง หรือมิจฉาทิฏฐิของผู้บริหารมากกกว่า ทำให้คนในชาติแตกแยก

ทางใต้แตกแยกมากกว่าเดิมเพราะทนายที่คอยให้ความเป็นธรรมถูกอุ้มหายอย่างไร้ร่องรอย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
indexthai วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ
.
จุดศูนย์กลางการเกิดวิกฤติครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 4 มกราคม 2537 (1994) หลังการเกิดวิกฤติครั้งแรก 16 ปี SET Index ถูกลากขึ้นไปสูงที่ประมาณ 1,750 จุด แล้วถล่มทเขายเนื่องมาที่ 207 จุดในอีก 5 ปีถัดมา SET Index ตกลง 88 เปอร์เซนต์ ตกแรงเป็นประวัติการณ์โลก สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย เอกชนล้มลงและล้มละลาย สถาบันการเงินล้มช่วงแรก 54 แห่ง มีคำแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังว่า สถาบันการเงินล้มลงไปแล้ว 70 แห่ง ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าควบกิจการ

ระยะเวลาของความเสียหายยาวนานถึง 5 ปี เพราะขาดความเข้าใจในกลไกทางเศรษฐกิจ เช่นการผูกค่าเงินบาทไว้ตายตัว และมีการปกป้องค่าเงินบาทอย่างไม่ลืมหูลืมตา

มีการอัดฉีดสภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงินแบบไม่อั้น

สู้แบบหมดตัว สุดท้ายสู้ไม่ได้ ก็พ่ายแพ้ ป้องค่าเงินไว้ไม่ได้ ปกป้องสถาบันการเงินไว้ไม่ได้ สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ ส่งผลภาคการผลิตจริงทั้งประเทศต้องล้มลงตามมา

เชื่อว่า ไม่มีประเทศใดทำลายสถิติความเสียหายแบบสุดกู่ของประเทศไทยได้

ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 ได้รับเงินช่วยเหลือดอกเบี้ยต่ำจากไอเอ็มเอฟ 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ มีการออกหนังสือแสดงเจตจำนงค์ประกอบการขอกู้เงินไอเอ็มเอฟ 11 ฉบับ

ต่อมาประเทศสหรัฐประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทำให้เงินไหลออกไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งไหลมายังประเทศไทยอย่างท่วมท้น ทำให้มีเงินอย่างเหลือเฟือในการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ อย่าว่าแต่กู้ไอเอ็มเอฟ 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แม้กู้มา 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็สามารถใช้หนี้ได้หมด

ประเทศไทยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 หมดในเดือนกรกฎาคม 2546

แต่ดูเหมือนประเทศไทย ยังไม่ทราบว่าวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศเกิดขึ้นแบบไหนได้อย่างไร

การที่สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ไม่ใช่ฝีมือของนายกรัฐมนตรีคนใด และการที่ราคายางพาราสูงขึ้นก็ไม่ใช่ฝีมือของนายกรัฐมนตรีคนใดเช่นกัน ราคายางได้สูงขึ้น ตามกลไกการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ราคายางขึ้นแบบไหน ให้ดูราคาทองคำและราคาน้ำมัน (กราฟ 6-7) เป็นตัวอย่าง ขึ้นเวลาเดียวกันและแบบเดียวกันนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 06.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui


Food for thought ka....

เสริฟอาหารว่างด้วยข้าวเกรียบมอญโบราณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 06.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณ สำหรับบทความที่น่าสนใจเช้านี้ค่ะ ..

มีความสุขมากๆนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน