*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 547085
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 2479 , 11:39:33 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกามี 2 ตลาด คือตลาด NASDAQ และ NYSE Group ตลาด NASDAQ มีขนาด ประมาณ 1 ใน 3.5 ของตลาด NYSE

ปี 1999 มีการปรับฐานการคำนวณดัชนี NASDAQ โดยเพิ่มหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงเข้าไปในระบบการคำนวณดัชนี

NASAQ Index เป็นดัชนีมูลค่าตลาด (Market Capitalization weighted index) ส่งผลให้ NASDAQ Index เบี่ยงเบนสูงขึ้นเป็นอันดับที่ 4 ของโลกทันที เบี่ยงเบนสูงกว่า SET Index ของประเทศไทยเสียอีก SET Index ของประเทศไทยเบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก

ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูงจะอ่อนแอสูง และถูกปั่นได้ง่าย (Manipulate)

Hedge Fund ไม่สนใจว่าเป็นประเทศตะวันตก หรือประเทศตะวันออก จะเป็นอเมริกาหรือไม่ใช่อเมริกา พวกเขาได้โอกาส ลาก NASDAQ Index จากช่วงกลางปี 1999 ไปถึงต้นปี 2000 จากระดับ 2,500 จุด ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 5,000 จุดทันที จากนั้นก็ถล่มทุบลงมาที่ระดับ 1,100 จุดในอีก 3 ปีถัดมา หรือตกลงถึง 78 เปอร์เซนต์

นักลงทุนท้องถิ่นที่ประเทศใดก็เป็นแบบเดียวกัน ตลาดใดพุ่งสูงขึ้น หุ้นตัวใดพุ่งสูงขึ้น ก็จะเฮละโลไปที่หุ้นตัวนั้นหรือตลาดนั้น คนอเมริกันนั้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นอัตราส่วนที่สูงมาก เมื่อตลาด NASDAQ พังทลาย คนอเมริกันจึงหมดตัวกันทั่วหน้า

การเสียหายเช่นนี้เป็นความเสียหายของระบบเศรษฐกิจโลก ไม่เฉพาะคนที่อยู่ในตลาดหุ้นเท่านั้นที่เสียหาย คนอเมริกันทั้งมวล และชาวโลกก็เสียหายด้วย

กรีนสแปนก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ว่าทำไมตลาดหุ้น NASDAQ จึงพุ่งแรงเช่นนี้ แม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ กรีนสแปนออกมาเตือนให้ระวังการลงทุนในตลาดหุ้นดอทคอม หรือหุ้นในกลุ่ม High technology

การพังทลายของตลาดหุ้นเกิน 50 เปอร์เซนต์เป็นเรื่องที่อันตราย จะทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้ค่าเงินเสียหาย ทำให้ภาคสถาบันการเงินล้มลง ทำให้ภาคการผลิตจริงล้มลง ทำให้เกิดหนี้เสีย (NPLS หรือ Sub prime) ทำให้คนตกงาน ทำให้หลักประกันมีมูลค่าต่ำลง ทำให้ราคาสินทรัพย์เสื่อมค่า ทำให้ความมั่งคั่งตกลง ทำให้ยากจนลง

ช่วง 2 ปีกว่า Nasdaq Index ตกถึง 78 เปอร์เซนต์

ชาร์ต 1-15 แสดงภาพความเสียหายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ

การพังทลายของตลาดหุ้นไทย(ครั้งที่ 2) เกิดขึ้นในปี 1994 การพังทลายของตลาดหุ้น NASDAQ เกิดขึ้นในปี 2000 การพังทลายของตลาดหุ้น NASDAQ เกิดหลังการพังทลายของตลาดหุ้นไทย 6 ปี

การพังทลายของตลาดหุ้น NASDAQ เทียบไม่ได้กับการพังทลายของตลาดหุ้นไทย การพังทลายของตลาดหุ้นไทยเป็นประวัติการณ์โลก หรืออาจจะเรียกว่าเป็นประวัติการณ์จักรวาล ทำให้สถาบันการเงินล้มลงกว่า 70 แห่ง ทุกวันนี้ก็ยังมีสถาบันการเงินรอการล้มลงอยู่ ภาคการผลิตจริงล้มลงเป็นจำนวนมาก บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นถูกปิดเพื่อปรับปรุงกิจการประมาณ 100 บริษัท

ตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจไทยพังทลายเป็นประวัติการณ์โลก นอกเหนือจาก SET Index เบี่ยงเบนสูงแล้ว ยังมีการนำเครื่องมือและวิธีการที่ไม่เหมาะสมมาใช้งานด้วย มีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1) Maintenance Margin Force Sell 2) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และ 3) การผูกค่าเงินบาทไว้คงตัว ผู้เขียนอธิบายทั้ง 3 เรื่องนี้มาบ่อยครั้งแล้ว

กลไกทางเศรษฐกิจทุกวันนี้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นมากขึ้น สิ่งที่เกิดกับตลาดหุ้นส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตราและตลาดเงินโดยตรง เกิดที่ประเทศใด ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประการ ต่างกันแต่ความรุนแรงเท่านั้น

ตลาดหุ้นไทยตกหนัก ค่าเงินบาทได้รับความเสียหาย ค่าเงินบาทไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออกจากประเทศไทยแทบเกลี้ยง ตอนนั้นทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของไทยเมื่อหักภาระ SWAP แล้ว เหลือเพียง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

(ทุกวันนี้ตรงกันข้ามกับเมื่อปี 2540 เมื่อรวมภาระ SWAP แล้ว ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของไทยสูงกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ตลาดหุ้น NASDAQ ตกหนัก ค่าเงินเหรียญได้รับความเสียหาย ค่าเงินเหรียญไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออกจากอเมริกาแทบเกลี้ยงเช่นเดียวกัน ไหลเข้าไปท่วมประเทศต่างๆ ดูได้จากตารางการจัดอันดับทุนสำรองทางการเงินข้างล่างนี้ จะเห็นว่าทุนสำรองทางการเงินของอเมริกาเหลือน้อยจริง

Rank Order - Reserves of foreign exchange and gold

Rank 

Country

Reserves of foreign exchange and gold

Date of Information

1

China

$ 1,493,000,000,000

31 December 2007 est.

2

Japan

$ 881,000,000,000

2006 est.

3

Russia

 $ 470,000,000,000

31 December 2007 est.

4

Taiwan

$ 282,900,000,000

31 December 2007 est.

5

Korea South

$ 271,100,000,000

31 December 2007 est.

6

India

$ 239,400,000,000

31 December 2007 est.

7

Brazil

$ 178,000,000,000

24 December 2007

8

Singapore

$ 155,300,000,000

31 December 2007 est.

9

Hong Kong

$ 141,300,000,000

31 December 2007 est.

10

Germany

$ 111,600,000,000 

2006 est.

11

Malaysia

$ 104,800,000,000 

31 December 2007 est.

12

Algeria

$ 99,330,000,000 

31 December 2007 est.

13

France

$ 98,240,000,000 

2006 est.

14

Mexico

$ 85,110,000,000 

31 December 2007 est.

15

Thailand

$ 75,000,000,000 

31 December 2007 est.

16

 Turkey

$  74,390,000,000

31 December 2007 est.

17

Australia

$ 71,150,000,000

 31 December 2007 est.

18

Libya

$ 69,510,000,000

 31 December 2007 est.

19

 Iran

$ 69,200,000,000

2007 est.

20

 Italy

$ 69,000,000,000 

31 December 2007 est.

21

United States

$ 65,890,000,000

 2006 est.


Source:https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/rankorder/2188rank.html
 
ระบบเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาใหญ่ที่สุดในโลก ปริมาณเงินจึงมาก เงินไหลถึงไหนก็ท่วมถึงนั่น เงินไหลออกจากอเมริกาตลอดเวลาในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดปรากฎการณ์ทุนท่วมโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นของประเทศต่างๆพุ่งสูงขึ้นตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินของประเทศต่างๆก็สูงขึ้นทั่วหน้า ดูข้อมูล Chart 1 – 15
  
เพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลง จึงทำให้สินค้าโภคภัณฑ์มีราคาสูงขึ้น เช่นราคาทองคำ ราคาพลังงาน  ราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ถั่วเหลือง มันสัมปะหลัง และยางพาราเป็นต้น

เงินไหลเข้าประเทศไทย เพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น จึงส่งผลให้ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดก่อนกำหนดในปี 2003

การตกลงของค่าเงินเหรียญสหรัฐ เปรียบเทียบกับสกุลเงินประเทศต่างๆย้อนหลัง ระหว่างปี 2001 ถึง  ต้นปี 2008 จากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (SMA100) เรียงลำดับจากการตกมากไปหาตกน้อย

Currency/USD

Change of SMA100

1

New Zealand DOLLAR

 - 45.49%

2

Australian DOLLAR

- 42.09%

3

European EURO

- 39.47%

4

Thai BAHT

 - 31.88%

5

S.Korean Won

- 29.20%

6

 Singapore DOLLAR

 - 21.03%

7

Indian RUPEE

 - 19.38%

8

Philippines PESO

- 17.67%

9

Indonesian RUPIAH

- 16.57%

10

 Japanese YEN

- 14.69%

11

Argentine PESO

- 13.07%

12

 Malaysian RINGGIT 

- 11.71%

13

Chinese YUAN

- 10.39%

14

Taiwan DOLLAR 

- 7.09%

15

HK DOLLAR

 - 0.22%

ข้อมูลดังกล่าว แสดงถึงการอ่อนค่าหรือการเสียหายของเงินเหรียญสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา

ค่าเงินนิวซีแลนด์และออสเตรเลียแข็งขึ้นมากที่สุดในโลก

ส่วนค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็นอันดับ 4 ของโลก

ภาพหรือรูปแบบการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ Chart 1-15

Chart 1 : New Zealand Dollar / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 2 : Australian Dollar / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 3 : EURO / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 4 : Thai Baht / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 5 : S.Korean Won  / USD : Update Jan 31 2008


Chart 6 : Singapore Dollar / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 7 : Indian Rupee / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 8 : Philippines Peso / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 9 : Indonesian Rupiah / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 10 : YEN / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 11 : Argentine Peso / USD : Update Jan 31 2008
 


Chart 12 : Malaysian Ringgit / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 13 : Chinese Yuan / USD : Update Jan 31 2008 



Chart 14 : Taiwan Dollar / USD : Update Jan 31 2008 


Chart 15 : HK dollar / USD : Update Jan 31 2008 


กลไกของความเสียหาย

เหตุผลทางพื้นฐาน การเคลื่อนย้ายทุนของโลกเป็นเรื่องปกติ ที่ใดเสียหายก็หนีจากที่นั่น ที่ใดมีความมั่นคง หรือคาดว่าจะทำกำไรได้ ก็ไหลไปที่นั่น

เหตุผลทางเทคนิค ทำให้เกิดความกล้าความกลัว มีการสวมรอยเก็งกำไร และสวมรอยปั่นโดย Hedge Fund ได้ง่าย ทำให้ค่าเงิน ราคาหุ้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง-ต่ำแบบผิดปกติได้ง่าย

ผู้เล่นในตลาดทุนและตลาดเงินทั่วโลก เป็นคนกลุ่มเดียว คือ Hedge Fund ทุกวันนี้ทุนสำรองทางการเงินที่อยู่กับธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ไม่ใช่เป็นสมบัติตามปกติของแต่ละประเทศแล้ว แต่มันเป็นที่ฝากเงินหรือที่เก็บเงินของบรรดา Hedge Fund ของโลก

เมื่อเขาต้องการเคลื่อนย้ายไปที่ใด ก็สามารถทำได้ง่ายดาย

พวก Hedge Fund มั่งคั่งขึ้น ก็เพราะเครื่องมือในตลาดเงินที่สร้างขึ้นโดยผู้ทรงคุณวุฒิตลาดเงินของโลกนั่นเอง ผู้ทรงคุณวุฒิสามานย์ อวิชชาครอบงำโลกทุนนิยม  

การไหลเข้าออกเงินของประเทศต่างๆมีเหตุผลของมันเสมอ เพียงแต่ใครจะรู้ถึงเหตุผลของมันหรือไม่เท่านั้น

ดัชนีตลาดหุ้นนิวซีแลนด์และออสเตรเลียเป็นดัชนีที่เบี่ยงเบนต่ำที่สุดในโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจของประเทศเบี่ยงเบนต่ำ เศรษฐกิจมั่นคง ทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลียกันอย่างเชื่อมั่น ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมาเงินนิวซีแลนด์และเงินออสเตรเลียจึงแข็งมากที่สุดในโลก นิวซีแลนด์และออสเตรเลียไม่ได้เน้นเรื่องการส่งออกและนำเข้า มีความพอเพียงในประเทศ จึงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการแข็งหรืออ่อนค่า ของเงินตนเอง

การรวมสกุลเงินของหลายประเทศในยุโรปมาเป็นสกุลเงินเดียว ทำให้ EURO เป็นเงินสกุลใหญ่ขึ้น ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าเงิน EURO มั่นคงขึ้น ส่งผลให้เงิน EURO แข็งขึ้นเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนการถือครองทุนสำรองจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐมาเป็นสกุลเงิน EURO ก็มีส่วนทำให้ค่าสกุลเงิน EURO สูงขึ้นด้วย 

YUAN RINGGIT HK Dollar พยามจะผูกค่าเงินไว้ตายตัว แต่การตกต่ำของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ค่าเงินทั้ง 3 สกุลนี้อ่อนผิดจริง ถูกไล่เก็บกระทั่งเสียฐานะ กระทั่งไม่สามารถดำรงสถานะเดิมไว้ได้ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อย จึงเห็นว่าค่าเงินของทั้ง 3 ประเทศนี้ยังแข็งน้อยกว่าประเทศต่างๆมาก ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากจีนและมาเลย์เซียสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จุดด้อยของไทยคือ ดัชนีตลาดหุ้นเบี่ยงเบนสูง SET Index ที่ว่าเบี่ยงเบนสูงอยู่แล้ว ยังมีการสร้าง SET50 index ที่เบี่ยงเบนสูงกว่า SET Index ตัวเดิมขึ้นมาใช้งานอีก เอามาทำเป็นสินค้า Futures และ Options ซื้อขายในตลาดหุ้น Futures ใช้เงินประกัน 10 เปอร์เซนต์ สามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้ 100 เปอร์เซนต์ การได้เสียจึงเท่ากับ 10 เท่าของวงเงินประกัน ทำให้ Hedge Fund รุ่มรวยมากขึ้นไปอีก รุ่มรวยคือรวยมากกว่าคำว่าร่ำรวยตามธรรมดา ผู้เขียนบัญญัติศัพท์ขึ้นเอง Futures ทำเงินได้ทุกวัน มีกำไรวันละ 10-50 เปอร์เซนต์ของเงินประกัน ปีหนึ่งมี 250 วันทำการ ก็สามารถทำกำไรได้ 2,500 – 12,500 เปอร์เซนต์ หากคำนวณแบบก้าวหน้า จะได้มากกว่านี้อีก นักลงทุนท้องถิ่นจะขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ เพราะเหตุนี้จึงทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศไทยมากเป็นพิเศษ กระทั่งค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็นลำดับที่ 4 ของโลก

ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นมากที่สุดในอาเซียน ผิดปกติมากที่สุดในอาเซียน

Sub prime

อเมริกาเองก็ไม่ทราบถึงต้นเหตุความเสียหายของประเทศตน ไม่ทราบว่าทำไมค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย และไหลออกนอกประเทศ ก็คิดแก้ปัญหาปลายเหตุอย่างเดียว จากการที่ระบบขาดสภาพคล่อง จึงใช้วิธีกู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ หรือ Collateralized debt obligation (CDOs) 

ดังที่ผู้เขียนนำเสนอไว้ในช่วงต้น การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย หลักประกันด้อยค่า คนอเมริกันจนลง เงินขาดมือ ทำให้ไม่สามารถส่งคืนเงินกู้ได้ โดยเฉพาะการกู้ยืมทางด้านอสังหาริมทรัพย์ จึงส่งผลสภาพคล่องของสถาบันการเงินชั้นรองมีปัญหา  ต้องตัดหนี้เสีย และลดทุนตนเอง นี่คือปัญหา Sub prime

ช่วงที่ผ่านมา ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของไทยท่วมประเทศ กดดันให้มีการนำเงินไปลงทุนที่ต่างประเทศมากขึ้น

สถาบันการเงินไทยหลายแห่ง ก็ไปลงทุนหรือปล่อยกู้ในรูป CDO เช่นกัน เมื่อสถาบันการเงินของอเมริกาเสียหาย มีการตัดหนี้เสีย ส่งผลให้สถาบันการเงินไทยต้องประสบปัญหาไปด้วย

สถาบันการเงินของไทยบางแห่ง ลงทุนใน CDO ถึง 260 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 10,000 ล้านบาท เมื่อสถาบันการเงิน

อเมริกันตัดหนี้เสีย ที่ไทยไปลงทุนไว้ก็เสียหาย เสียหายอย่างมีนัยสำคัญ

สถาบันการเงินของไทยยังคงเสียหายต่อเนื่อง ต้องหาทางขายทิ้งในราคาถูกๆอีก คนไทยไม่มีปัญญาซื้อ มีแต่ต่างชาติเท่านั้นที่ซื้อได้  มีข่าวว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจะขายให้ CIMB กรุ๊ปแห่งมาเลย์เซีย

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินคือวิสัยทัศน์ปรัชญาที่ไม่ถูกต้องแต่แรก คิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ทำให้สถาบันการเงินไทยโดยรวมเสียหายร้ายแรงที่สุดในโลก ล้มลงแล้วกว่า 70 แห่ง

ไม่เรียนรู้ ไม่เข็ด

ประเทศเทศไทยยังคงแก้แต่ปลายเหตุของปัญหาเช่นเดิม ตั้ง "สถาบันประกันเงินฝาก" ตั้งมาแทนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วิสัยทัศน์ปรัชญาก็ใกล้เคียงกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ

ไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

คนทั่วไปอ้างถึง Sub prime กันมาก แต่ Sub prime เป็นเรื่องปลายเหตุ ที่เป็นผลมาจากการพังทลายของตลาด NASDAQ ในปี 2000 นั่นเอง อเมริกาอาจจะเดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของความเสียหายแล้วก็ได้ จากนั้นเหตุการณ์ต่างๆก็อาจจะคลี่คลายลงได้

เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องของอเมริกา 2 เรื่อง ได้แก่ 1) สองรูปแบบการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา นำเสนอถึงโจมตีตลาดNASDAQ เพราะเหตุใดตลาด NASDAQ จึงถูกโจมตีได้ง่าย ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเสียหายมากที่สุด การโจมตี World Trade Center ทำให้เสียหายประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่การพังทลายของตลาด NASDAQ ทำให้อเมริกาเสียหายถึง 7.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ 2) อเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่ นำเสนอให้ทราบว่าการพังทลายที่รุนแรงของตลาดแนสแดกซ์ เกิดขึ้นเพราะเหตุใด ที่เป็นตัวทำให้สหรัฐกลายเป็นประเทศยากจนใหม่

อย่างไรก็ตาม NASDAQ Index เบี่ยงเบนสูง คือสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจของอเมริกา ยังคงอยู่กับอเมริกา ตลาดหุ้น NASDAQ อาจจะถูกลากขึ้นและถล่มลงได้เหมือนเดิมอีก ก็จะพังทลายอีก

การพลาดพลั้งเหมือนขับรถแฉลบลงข้างทาง ความเสียหายไม่มาก

แต่การพลั้งพลาดขับรถตกหน้าผาครั้งเดียว ก็ทำให้รถเสียหายถึงแหลกละเอียด การปรับโครงสร้างการคำนวณดัชนี NASDAQ ในปี 1999 คือข้อผิดพลาดที่รุนแรง ส่งผลให้ NASDAQ Index เบี่ยงเบนสูง เป็นข้อผิดพลาดเสมือนขับรถตกหน้าผานั่นเอง

ประเทศไทย สิ่งผิดปกติตัวเดิมก็ยังคงอยู่ แล้วยังมีการสร้างดัชนีที่เบี่ยงเบนสูงกว่าเดิมมาใช้งานในตลาดหุ้นอีก อัตรายมากกว่าอเมริกาเสียอีก

ประเทศไทยชอบโยนความผิดออกนอกตัว เช่นเรื่อง Sub prime เป็นต้น แต่ไม่เห็นความผิดในตนเอง ก็จะมีแต่จนลงและจนลงทุกวัน การจนลงจะแสดงให้เห็นโดยโจรขโมยจี้ปล้น ขายตัว ชุมนุม เดินขบวน จลาจล  ลักพาตัว เรียกค่าไถ่ แอบยัดยาบ้า ขู่กรรโชก 

ทุกวันนี้โลกทุนนิยมเบี่ยงเบนมาก โดยเฉพาะประเทศที่ตลาดหุ้นที่ดัชนีเบี่ยงเบนสูง ที่ทำให้โลกทุนนิยมเสียหาย ตลาดทุนนิยมกำลังพากันล่มสลาย

เมื่อก่อนนี้เชื่อได้ในเรื่องค่าเงิน ค่าเงินประเทศใดแข็งขึ้น แสดงว่าประเทศนั้นมั่งคั่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เชื่อได้ยาก ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วย ค่าเงินแข็งขึ้นอาจจะแสดงว่าเกิดความผิดปกติในระบบได้ ผ่านไปสักระยะหนึ่ง ความผิดปกติก็จะแสดงอาการให้เห็น


@
@
27 มิถุนายน 2551

\truethaksin\subprime.doc


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
indexthai วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 14.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

แห่ถอนเงินจากแบงก์อินดีแมคหลังถูกรัฐยึด

15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 10:06:00
http://www.bangkokbiznews.com/

:ผู้ฝากยังคงแห่ถอนเงินจากธนาคารอินดีแมคของสหรัฐฯ หลังหน่วยงานรัฐเข้ายึดกิจการเพื่อดูแลชั่วคราว โดยหวังขายกิจการให้ได้ภายใน 90 วัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ลูกค้าของธนาคารอินดีแมค แบนคอร์ป.อิงค์ ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งใหญ่ของสหรัฐ ยังคงแห่ไปถอนเงินฝากของธนาคารตามสาขาต่างๆเมื่อวานนี้ ด้วยความวิตกกังวลต่อเสถียรภาพของธนาคารแห่งนี้ แม้ว่าบรรษัทค้ำประกันเงินฝากของรัฐบาลกลาง หรือ เอฟดีไอซี เข้าควบคุมกิจการบริษัทนี้เมื่อวันศุกร์เพื่อกอบกู้สถานการณ์ และได้เปิดทำการอีกครั้งในชื่อใหม่ว่า อินดีแมค เฟเดอรัล แบงค์ หรือ เอฟเอสบีเมื่อวานนี้

อินดีแมคประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักจากวิกฤติซับไพรม์ จนลูกค้าตื่นแห่ถอนเงินฝากออกไปมูลกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์หรือราว 42,900 ล้านบาทในช่วง 11 วันทำการที่ผ่านมาก่อนเอฟไอดีซีเข้ากำกับดูแล

และที่สาขาใหญ่ของอินดีแมคในเมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย มีลูกค้ามาเข้าแถวรอถอนเงินตั้งแต่ ตี 4 หรือ 5 ชั่วโมงก่อนเวลาเปิดทำการ ครูเกษียณคนหนึ่ง ซึ่งถอนเงินฝาก 171,000 ดอลลาร์หรือราว

2 ใน 3 ของเงินฝากตลอดทั้งชีวิต บอกว่า ไม่เคยคิดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้

เอฟดีไอซี ให้ความมั่นใจแก่ลูกค้าของอินดีแมคว่า จะให้การคุ้มครองเงินฝาก และหวังว่าจะสามารถขายกิจการของอินดีแมคให้กับธนาคารรายใหญ่ได้ภายใน 90 วัน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันญ่า วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

สวัสดีค่ะอาจารย์ ไดกำไรอีกแล้วค่ะ
เข้าใจแจ่มแจ้วไปอีกเยอะ เลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน