• indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 495289
  • จำนวนผู้โหวต : 313
  • ส่ง msg :
  • โหวต 313 คน
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 2067 , 21:48:49 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

มหาตะมะ คานธี

   ********* หน้า 59   *********

ยุทธศาสตร์ ของ มหาตมะ คานธี เทียบกับ พุทธศาสตร์ ของ มวลมหาประชาคนไทย
    

ตอนท้ายนี้อาตมาจะขออ่านหลักธรรมหรือว่าหลักของคานธีให้ฟังนิดหนึ่ง คานธีเขาว่าอย่างนี้ เขาบอกว่า

๑. เริ่มต้นที่ใจก่อน (ตรงเป๊ะกับของพระพุทธเจ้าเลย มโนปุพพัง คมา ธัมมา เริ่มต้นที่ใจก่อน - พูดเสริม) อย่างน้อยที่สุดจิตใจจะต้องปราศจากความเคียดแค้นและความอาฆาตใดๆ

(ก่อนอื่นเลย ต้องไม่มีเคียดแค้นต้องไม่มี อาฆาตใดๆ นี่ท่านหมายถึงความอหิงสา ความไม่เบียดเบียน ใจต้องไม่เคียดแค้น ไม่ไปโกรธ ไม่ไปอาฆาตใครๆ : พูดเสริม) และสมบูรณ์กว่านี้ก็คือไม่โลภด้วย (นี่ของพุทธ ๑๐๐% ไม่เคียดแค้นและไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ : พูดเสริม)


๒. ต้องมีอภัย คือความไม่กลัว เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด (ฟังให้ดีนะ ผู้บรรลุธรรมหรือผู้ที่มีจิตวิญญาณที่สูงส่งเป็นจิตประเสริฐ เป็นจิตอาริยะ ต้องเป็นคนไม่กลัว เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด นี่แม้คานธีก็เป็นเช่นนั้น พวกเราก็เป็นเช่นนั้น กลัวทำไมล่ะ เราทำสิ่งที่ดีเราทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้ทำสิ่งที่เห็นแก่ตัว กลัวทำไม คนที่ทำสิ่งที่เห็นแก่ตัวสิควรกลัว เขาถึงกลัวจนหดหัวอยู่ตอนนี้ แล้วก็เล่นหลบไปหลบมาหลังฉาก ออกมาประจัญกันซี ไม่กล้าประจัญหรอก แต่ถึงประจัญกันก็ไม่ทะเลาะ ไม่รบไม่ฆ่าแกงกัน  : พูดเสริม)


๓. ไม่หลบลี้หนีหน้าจากการต่อสู้กับความชั่วร้าย (เพราะฉะนั้นเมื่อมีความชั่วร้ายเราจะต้องออกมาประจัญ มีความไม่ดี มีความไม่ถูกต้อง เราต้องออกมาประจัญ ไม่ใช่เห็นความไม่ดีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นอยู่โครมๆๆ ฉันเฉยฉันไม่เอาหรอกฉันหลบ ปล่อยให้ความชั่วร้ายมันมาแสดงบทบาท ให้มันมา
ออกฤทธิ์ออกเดช ออกมากินบ้านกินเมือง ออกมางาบๆๆๆ บ้านเมืองหมดเลย ก็เสร็จความชั่วร้ายสิ เราจะต้องออกมาประจัญกับความชั่วร้าย : พูดเสริม) จะต้องต่อสู้ด้วยวิถีทางของจิตใจหรือศีลธรรม มาต่อสู้ด้วยศีลธรรม

๔. กระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรักความเมตตา ไม่เบียดเบียนหรือทำลายชีวิตใดๆ และพยายามช่วยชีวิตทุกชนิดที่สามารถจะช่วยได้ กล่าวโดยย่อก็คือจะต้องพยายามละเว้นจากหิงสกรรม(คือความเบียดเบียน : พูดเสริม) การกระทำที่เบียดเบียนทุกชนิด อีกทั้งจะต้องพยายามควบคุมตนเองและเจริญเมตตาธรรมอยู่เป็นนิจศีล

๕. พร้อมที่จะแก้ไขตนเองเสมอและเมื่อใดที่พบว่าตนเป็นฝ่ายผิด เมื่อนั้นเราจะต้องยอมรับความผิดนั้น พร้อมกับจัดการแก้ไขทันที(อย่าไปหลบเลี่ยงความผิดแม้เป็นของตนเองต้องพยายามรู้ความจริงให้ได้ แล้วรีบ แก้ไข ถ้าคนคิดได้เห็นได้อย่างนี้ในตัวเอง จะทำให้ดีแต่ถ่ายเดียว : พูดเสริม)

๖. ไม่ยอมให้มีการขูดรีดหรือเอาเปรียบเอารัดกันแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดๆก็ตาม (เอ้า นี่ก็ง่ายๆ ชัดๆ แต่ทำยากเท่านั้นเอง : พูดเสริม)

๗. มีความพยายามเพื่อดีที่สุดสำหรับคนทั้งหมด มีอุดมการณ์ถึงขั้นยินดีที่จะตาย เพื่อคนอื่นจะได้มีชีวิตอยู่ (สุดยอดไหม ? : พูดเสริม)

๘. มีการต่อสู้แบบดื้อแพ่ง (หรืออาริยะขัดขืนนี่แหละ แต่คานธีเรียกว่า สัตยาเคราะห์Ž มีการต่อสู้แบบดื้อแพ่ง : พูดเสริม)โดยมีความจริงใจ เต็มไปด้วยคารวะจิต มีระเบียบวินัย ไม่ท้าทาย, ยืนหยัดอยู่ในหลักการ ไม่เอาแต่ใจตนเองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องไม่มีอาฆาตมาดร้าย เป็นแรงกระตุ้น  อย่าให้มีนะความอาฆาตมาดร้าย อย่าเอามาเป็นแรงกระตุ้น ทำด้วยความเมตตาด้วยความเกื้อกูล ด้วยความหวังดีทั้งนั้น : พูดเสริม)

๙. ต้องกล้าพูดความจริง ไม่ว่าความจริงนั้นจะระคายหู แม้จะไม่เป็นที่พอใจใครในขณะนั้นสักเพียงไรก็ตาม (ต้องกล้าพูดความจริง : พูดเสริม)

๑๐. ถือว่าการให้อภัยเป็นคุณธรรมที่สูงกว่าการใช้กำลังและการแก้แค้น เพราะทั้งการใช้กำลังและการแก้แค้นนั้นเกิดจากความอ่อนแอ (คนที่แก้แค้นเขาไม่ให้อภัยนั่นคือ คนอ่อนแอ ทั้งนั้นแหละ และความกลัว ก็เกิดมาจากความอ่อนแอ : พูดเสริม) คนที่ไม่กลัวย่อมไม่โกรธ ไม่เกลียด และไม่ปองร้ายผู้ใด


๑๑. มีอาวุธ สันติŽ ที่มีประสิทธิภาพยิ่ง (มีสันติเป็นอาวุธนะ ฟังให้ดีนะ มีอาวุธสันติที่มีประสิทธิภาพยิ่ง : พูดเสริม) นั่นก็คืออาวุธแห่งสัตยาเคราะห์ (นี่ของคานธีเขา หรืออาริยะขัดขืนนั่นเอง ถ้าเราใช้ของเรา ขณะนี้กำลังใช้อยู่ก็คืออาริยะขัดขืน(civil disobedience) เราใช้อันนี้เป็นอาวุธแห่งการไม่ใช้ความรุนแรง มีอาตมพละ มีกำลังในตนเอง คือกำลังทางวิญญาณหรือกำลังใจ มีกำลังใจให้ดี ยอมรับความทุกข์ยากได้ด้วยความเต็มใจ โดยไม่สร้างความทุกข์ยากให้แก่ผู้อื่น ยอมรับความทุกข์ยากซะเอง หรืออาวุธแห่งการไม่ใช้ความรุนแรง : พูดเสริม) หรืออาวุธแห่งการไม่ใช้ความรุนแรง

๑๒. มีอาตมพละ คือการใช้กำลังทางวิญญาณ หรือกำลังใจ ยอมรับความทุกข์ยากได้ด้วยความเต็มใจ ยอมรับความทุกข์ยากได้ด้วยความเต็มใจ โดยไม่สร้างความทุกข์ยากให้แก่ผู้อื่น

๑๓. เน้นคุณค่าของสัจจะ ภราดรภาพ สามัคคีธรรมและความเป็นธรรม


๑๔. อารักขาจิตวิญญาณ อารักขาเกียรติ

๑๕. รักและเมตตาแก่ผู้ที่เกลียดเรา

๑๖. ไม่ทิ้งร่องรอยแห่งความเคียดแค้นไว้เบื้องหลัง (แหม จะย้ำเรื่องเคียดแค้นเรื่องแก้แค้นเหลือเกินนะท่านคานธีเนี่ย ไม่ทิ้งร่องรอยแห่งความเคียดแค้นไว้เบื้องหลัง : พูดเสริม) แต่จะทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตรได้ในที่สุด

๑๗. ต่อต้านอารยธรรมที่นิยมวัตถุ

๑๘. มีเอกราชและเสรีภาพโดยไม่ใช้กำลัง (มีอิสระ มีเอกราช
มีเสรีภาพ โดยไม่ใช้กำลัง : พูดเสริม) มีศรัทธา มีเมตตากรุณา รักมนุษย์ทุกรูปทุกนาม ยอมรับอหิงสาเป็นกฎประจำชีวิต มีอหิงสาซึมซาบอยู่ในตัวทุกขุมขน

 
ก็ขอให้ทุกคนได้รับสวัสดิภาพอันดีงาม ได้รับชัยชนะอันสุดยอดกันถ้วนทั่วทุกคนเทอญ

         *** หน้า 63  ***

จากนครศรีธรรมราช ผมขอถามว่าหากรัฐบาลนี้ออกไปแล้ว จะทำอย่างไรต่อไปครับ?

แหม..เหมือนร้อยเอกกองแล ถามทหารลาวว่า หมู่เฮายึดได้แล้ว สิเฮ็ดจังได๋ต่อละบัดนี่ !? อย่างที่ คุณการุณ ใสงาม เล่าแล้วเล่าอีก ถามว่า..หากรัฐบาลนี้ออกไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไปครับ ประเทศไทยควรจะจัดรัฐบาล หรือบริหารบ้านเมืองกันอย่างไรล่ะครับ ที่สำคัญคือ จะต้องพ้นจากวังวน ไม่ต้องไปขับไล่คนทุจริตอีกหรือครับ ?  


อาตมาว่าความรู้สึกงงๆอันนี้ หรือว่าความยังไม่เข้าใจประเด็นอย่างนี้ยังมีอยู่เยอะ ต้องใจเย็นๆ งานการเมืองหรืองานบริหารนี่ จะต้องมีคณะบริหารดำเนินการไป โดยเอาตามอำเภอใจเราไม่ได้ เราอยากจะได้คนดีๆมา แล้วจะตั้งคนดีขึ้นมาปุ๊บปั๊บๆ มันไม่ได้ดั่งใจเราหรอก และแม้จะมีคนดี ได้คนดีขึ้นไปบริหารไปลุยทำงานเลย ก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะมันยังมีคนไม่ดียึดบัลลังก์ฝังรากอยู่ มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ ทำให้คนดีขึ้นไปไม่ได้ง่าย เพราะฉะนั้นในการต่อสู้ขณะนี้นี่มันเป็นการพัฒนา ระบบประชาธิปไตยของการเมืองไทย อาตมาเห็นว่าดีขึ้นอยู่เรื่อยๆ ถามว่าถ้าเผื่อว่ารัฐบาลนี้ออกไปจะทำอย่างไรต่อไป รัฐบาลนี้ออกไปแล้ว ก็ทำไปตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกติกาในการบริหารประเทศ  กำหนดเอาไว้เรียบร้อย


เพราะฉะนั้นในประเทศไทย ปกครองกันด้วยระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็จะดำเนินไปอย่างนี้ ทีนี้ถ้าล้มรัฐบาลนี้ไปได้แล้ว อิทธิพลของอำนาจเก่าของคุณทักษิณไม่ได้มีอิทธิพลอะไร ก็ขออภัยต้องพาดพิงกล่าวชื่อกล่าวนาม คุณทักษิณก็ยอมขึ้นศาล แล้วศาลจะว่าอย่างไรก็ว่ากันไป ก็จะมีคณะใดคณะหนึ่งขึ้นมาบริหารประเทศ ไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญ จะเป็นใครก็เถอะ อาตมามั่นใจอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ นักการเมืองจะเข็ดจะกลัว และจะรู้ว่าคนไทยรู้ทันแล้ว ขืนไปทำอย่างเดิมอีก ก็จะโดนอีก ตั้งแต่อาตมามีอายุขนาดนี้ จากประวัติศาสตร์เท่าที่ได้รู้มา อาตมายังไม่เห็นคณะไหนที่บริหารบ้านเมืองฉลาดเลวŽได้ลึกลับซับซ้อนเท่าคณะที่ผ่านไปนี้เลย เพราะฉะนั้นแม้คณะไหนมาอีก อาตมาว่าไม่เก่งเท่าหรอก คือไม่ร้ายไม่เลวเท่าคณะที่ผ่านไปแล้วนี้ แม้คณะนี้ยังเหลืออยู่บ้างก็ตาม ยังคงความเลวร้ายอยู่พอสมควร แต่ก็ทำให้เกิดการศึกษาเป็นการเรียนรู้ถึงความเลวของมนุษย์ 

อาตมาไม่เชื่อว่า มนุษย์ไม่อยากพัฒนา อาตมาเชื่อว่ามนุษย์นั้นต้องการพัฒนา เพราะฉะนั้นคนที่จะไปบริหารบ้านเมือง จะไปทำอะไรกันอีก ตัวอย่างคราวนี้ อาตมาว่า สาหัสแล้ว คงจะไม่เลวร้ายกว่านี้ได้ง่ายๆอีก เพราะฉะนั้นถึงอย่างไรก็ตาม คณะที่จะบริหารจากนี้ไป คณะไหนก็น่าจะดีขึ้น ส่วนใคร จะขึ้นมา ก็แล้วแต่รัฐธรรมนูญ ขอบอกนะ...สำหรับชาวอโศก ชาวกองทัพธรรม ใครอย่าแหลม ไปเอาตำแหน่ง ยศศักดิ์ ฐานะ ต่อจากนี้เป็นอันขาดนะ คนจะไม่เชื่อง่ายๆหรอกว่า คุณไม่ได้ทำเพื่อตัวคุณเอง แต่ทำเพื่อผลตอบแทนตนเอง มันยังเลวนะ ฉะนั้นชาวกองทัพธรรมไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อที่จะได้อะไรตอบแทน เป้าประเด็นของกองทัพธรรมก็คือไปทำให้เกิดความสงบ นี่เป้าประเด็นที่คนเข้าใจไม่ง่าย แม้แต่สมณะ หรือนักบวช ออกมา ก็เพื่อต้องการให้เย็นให้สงบ จะมีฤทธิ์มีแรงมีความสามารถ เท่าไหร่ ที่จะทำให้เกิดความสงบ ไม่ให้มันรุนแรงได้เท่าไหร่ อันนั้นเรารับผิดชอบ ส่วนอื่นนั้นเขาก็ทำ ตามความสามารถที่แต่ละคนถนัด คนละไม้คนละมือ ก็ช่วยกัน ถ้าผ่านเหตุการณ์นี้ ผ่านการชุมนุมคราวนี้ไปได้  แม้จะถือว่าแพ้ อาตมาก็เชื่อมั่นว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่ให้การศึกษาขั้นหนึ่ง อะไรดี อะไรไม่ดี คนฉลาดจะรู้เลยว่า การชุมนุมประท้วงนี้สงบ เป็นประเด็นสำคัญ นี่มันสงบมาได้นาน ชื่นชมกันเยอะอยู่นะ โอ้..มันทำให้เกิดความเรียบร้อย ไม่เกิดความรุนแรง ทั้งๆที่รัฐบาลเตรียมจะสลายม็อบ จะแตกหัก เป็นระยะๆ ที่จริงบอกแล้ว นี่ไม่ใช่ ม็อบ(mob) เราไม่ใช่กลุ่มชุมนุมที่จะไปรวนใคร เหมือน นปก. นปก. นั่นสิม็อบ

ไอ้นี่ไม่ใช่ม็อบ แต่เป็นการชุมนุมประท้วงเพื่อที่จะสร้างสรรทำให้เกิดความเจริญ ทำให้เกิดความสงบ ความดีงาม เรียกอันนี้ ม็อบ(mob) ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประท้วงเพื่อให้เกิดการทำเลวๆ ร้ายๆ ทำเรื่องไม่เข้าท่าอะไร แต่เป็นการชุมนุมที่เรียว่า โปรเทสต์Ž(protest) เป็นการชุมนุมประท้วงอย่างสร้างสรร เป็นขบวนการแสดงความเห็นทางการเมือง ดีมอนสเตรทŽ(demonstrate)อันหนึ่งที่จะให้เกิดความสงบ ให้สำนึก ให้เกิดคุณธรรม ให้เกิดหิริ เกิดโอตตัปปะ ทั้งๆที่เหตุการณ์คราวนี้จะมีการสลายม็อบ หวุดหวิดๆ จะเกิด รุนแรง แต่ก็ไม่เกิดขึ้นได้ ก็เพราะหิริ โอตตัปปะของผู้ที่มีอำนาจ ที่จะทำ แต่เขาไม่ทำ เพราะเขามีหิริ โอตตัปปะ เขารู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก รู้อะไรควรไม่ควร รู้ชนะรู้แพ้อยู่ลึกๆ สิ่งเป็นอธรรมก็ผ่านไปๆ ที่สงบเรียบร้อยก็เกิดขึ้น ก็เป็นการชนะของธรรม ทั้งๆที่จวนเจียนๆ หวุดหวิดๆจะเกิดความรุนแรงแต่มันก็ผ่านไป ไม่เกิด ความรุนแรงได้ นั่นคือธรรมะชนะ อาตมาเอาประเด็นตรงนี้ ชนะตรงไม่เกิดความรุนแรง โอ้โฮ สวยๆๆ นี่ก็สวยอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ไม่เกิดความรุนแรง โอ้..สวยอีก


เอ้าสรุปว่ารัฐบาลนี้ออกไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ก็เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญ วิถีแห่งการเมืองของประเทศ มันก็จะมีคณะขึ้นมาบริหาร ขึ้นมาทำงานกัน ซึ่งเชื่อได้ว่า   


๑. คงไม่มีใครคิดอยากจะทำเลวร้ายกว่านี้ คงเข็ด  


๒. ถึงอยากจะทำ ฝีมือทำ ไม่ถึงได้ง่ายๆหรอก อาตมาว่าคนที่เลวได้ขนาดปานที่เกิดมาแล้วนั้น มันก็หาได้ยากเหมือนกัน 

๓. เมื่อคนทั้งหลายส่วนใหญ่ต่างมีสำนึกดีเกิดขึ้น ทุกคนก็น่าจะปรารถนาให้ประเทศหรือสังคมเป็นไปดี ตัวเราก็น่าจะทำดี เขาก็จะพากันทำสิ่งที่ดี ก็จะพากันทำดีก้าวหน้าขึ้น วิวัฒนาการเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้

๔. ภูมิคุ้มกันทั้งนัยะแห่งการเข็ดชั่ว ทั้งนัยะแห่งการปรารถนาดี มันก็ควรจะเกิดความดีที่มากขึ้นๆ แล้วเราก็ทำสำเร็จเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชม นี่แพร่ออกไปทั่วโลกเลย ทั่วโลกจะเป็นพยาน โลกเป็นโลกาภิวัตน์แล้ว ก็จะเป็นพลังที่จะถ่วงดึงให้ดีต่อๆไป ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งด้วย ถ้าไม่ดีขายหน้าโลกเขานะ อะไรต่ออะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องของวิญญาณมนุษยชาติในโลก

อาตมาเห็นว่ามันเป็นวิวัฒนาการของสังคมประเทศชาติ เป็นจุดเปลี่ยนทางด้านการเมืองของไทย แม้จะชุมนุมประท้วงเป็นเดือนแล้ว ก็ไม่เกิดเลือดสักหยด เกิดกองทัพประชาชนที่ต่อสู้ทางประชาธิปไตย อันมีความงดงาม สังคมเกิดการเรียนรู้ เกิดวิวัฒนาการ มีพฤติกรรมแบบใหม่เกิดขึ้นในสังคม เป็นสังคมใหม่ที่หันมาอุดหนุนจุนเจือเกื้อกูลกัน เป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกัน แม้แต่ความเป็นกลางต้องเข้าข้างคนถูกคนดี ก็รู้สึกว่าเข้าใจมากขึ้น แล้วก็กล้าเลือกข้างแสดงตัวกันขึ้นมา มันก็เกิดการก้าวหน้า เป็นวิวัฒนาการที่ดี


เพราะฉะนั้น มันจะเป็นอย่างไรต่อไป นี่ตอบไม่ได้ ตอบได้แต่ว่า มันจะเกิดวิวัฒนาการทางปัญญาและความดีงามของสังคมประชาชนที่ได้ศึกษาจากเหตุการณ์จริง และเกิดการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นไปตามลำดับอาริยประชาธิปไตยŽที่ประกอบไปด้วยธรรมาธิปไตย ได้ก้าวเข้าไปสู่โลกุตรสัจจะก้าวหนึ่งแล้ว  

        

               ****หน้า  67 ***



ความเป็นกลาง ที่สร้างความสาหัสสากรรจ์ นั้นเป็นอย่างไร ?

คนเราเข้าใจเรื่องความเป็นกลางนี่ผิดพลาดมามาก ความเป็นกลางของพระพุทธเจ้านั้น มันมีความเป็นกลางŽอยู่สองชนิดใหญ่ๆ ชนิดที่หนึ่งคือจิตเป็นกลาง หมายความว่า จิตไม่ลำเอียงไปข้างไหนเลย ไม่ลำเอียงเพราะชอบ(ฉันทาคติ) ไม่ลำเอียงเพราะชัง(โทสาคติ) ไม่ลำเอียงเพราะหลง(โมหาคติ) และไม่ลำเอียงเพราะกลัว(ภยาคติ) ไม่ลำเอียงไปข้างไหนเลย นั่นคือจิตเป็นกลางของคนที่เป็นกลาง นั่นคือ กลางอย่างที่ ๑


๒. ความเป็นกลางต้องเข้าข้างคนดี ความเป็นกลางต้องประกอบด้วยปัญญา คนที่เป็นกลางต้องเป็นคนที่มีปัญญา เช่น ผู้พิพากษา เช่นกรรมการตัดสินฟุตบอล กรรมการที่ตัดสินจะต้องทำใจไม่ให้มีอคติ กรรมการทุกคน ผู้พิพากษาทุกคน ต้องทำใจไม่ให้มีอคติทั้ง ๔ แม้จะมีกิเลสก็ต้องพยายาม ไม่ลำเอียง...เพราะรัก -เพราะชัง -เพราะหลงเลอะๆเทอะๆ -

และเพราะกลัว ต่างๆนานา ก็ต้องพยายามทำปัญญาให้ชัดแจ้ง ทำปัญญาให้มากที่สุดเท่าที่เราโง่ เราก็ต้องทำให้มันสูงสุดเท่าที่เราจะมีภูมิปัญญา คนเราก็มีภูมิปัญญาเท่าที่เราโง่ หรือโง่เท่าที่เรามีปัญญานั่นแหละ


ประเด็นที่เข้าใจผิดสำคัญที่สุดก็คือ ประเด็นเข้าใจว่า ความเป็นกลางคืออยู่เฉยๆ คือไม่เข้าข้างใคร เป็นแม่ขี้กลัว ลูกมันทะเลาะกันก็ไม่กล้าเข้าข้างใคร รู้เหมือนกันว่าใครผิดใครถูก

ไม่กล้าตัดสิน โมเมๆ ไปแล้วก็พะอืดพะอมต่อไปอีก ทำอะไรต่อไปก็ไม่ได้ เป็นผู้พิพากษาที่ตัดสินไม่ได้ เป็นกรรมการในสนามฟุตบอล เห็นไอ้นี่มันผิดนะนักฟุตบอลคนนี้มันทำผิด

มันเตะก้านคอเขาควรให้ใบแดงแล้ว กรรมการไม่กล้าให้ เดี๋ยวไม่เป็นกลาง ฉลาด รู้ผิดถูกแต่ไม่กล้าลงโทษ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าบอกว่าใครถูกใครผิด กลัวไม่เป็นกลาง เพราะเชื่อมาผิดๆ ว่า คนเป็นกลางต้องอยู่เฉยๆ ยกคนถูก ว่าคนผิด ไม่ได้เลย แสดงออกบอกใครก็ไม่ได้

ยิ่งเป็นคนที่ได้รับความยอมรับของสังคม หรือเป็นคนที่มีอำนาจ เช่นผู้ที่บริหารประเทศ หรือผู้เป็นที่นับถือในประเทศ เป็นผู้มีศักดิ์มีศรี มีตำแหน่งยศชั้น เป็นคนเด่นคนดังคนดีในสังคม เป็นผู้ที่ได้การยอมรับจากคนส่วนใหญ่ของสังคม ยิ่งต้องชี้นำ ยิ่งต้องบอกเลยว่าอันนี้ผิดอย่าทำ ต้องเข้าข้างคนถูก ต้องไม่เข้าข้างคนผิด ต้องต้านต้องหยุดสิ่งที่ผิด ต้อง ดำเนินส่งเสริมสิ่งที่ถูก นี่คือ ความเป็นกลางของคนเป็นกลาง พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหังŽ ต้องข่มคนผิด ต้องตำหนิหรือประณามคนผิด แล้วต้องยกเชิดชูคนถูก ต้องเข้าข้างคนถูก นี่คือ ความเป็นกลางตามภูมิของพระพุทธเจ้า   


แต่ทุกวันนี้ ความเป็นกลางก็คือ อยู่เฉยๆ ใครจะถูกจะผิดก็บอกใครไม่ได้ ใครถูกฉันก็เฉยใครผิดฉันก็เฉย บ้านเมืองถึงได้อึมครึม เดือดร้อน ตัดสินอะไรก็ไม่ได้ คนรู้ก็ไม่บอกอะไร คนมีอำนาจก็อยู่เฉยๆ ปล่อยให้มันอึมครึมๆ ขยับเขยื้อนกันไม่ได้อยู่อย่างงั้น นี่คือความเข้าใจไม่ได้ถึงสัจธรรม ทำให้ทั้งผู้ใหญ่ ผู้รู้ และผู้ไม่รู้ มืดมนไปด้วยกันหมด

ธรรมดา ถ้าผู้ที่ยิ่งได้ความเคารพนับถือ ได้การยอมรับของสังคม เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายนั้นย่อมมีน้ำหนักแน่นอนเลย และคนที่มีภูมิปัญญา หรือว่าผู้ที่มีฐานะทางสังคมก็ย่อมเป็นคนมีภูมิปัญญา เป็นคนที่รู้จักดีรู้จักชั่ว เป็นผู้รู้จักผิด-รู้จักถูก รู้สิ่งควร-สิ่งไม่ควร ก็ต้องให้น้ำหนักทางคนดีเข้าข้างคนดี ส่งเสริมคนที่ควรส่งเสริม สนับสนุนคนที่ควรสนับสนุน อุปถัมภ์ค้ำชูคนที่ควรอุปถัมภ์ค้ำชูอย่างแท้จริง มีปัญญาอย่างนี้โลกจะอยู่รอดเจริญได้ สงบร่มเย็นดี แต่ที่ไม่กล้าประกาศตัวออกมา  เพราะ...

๑. กลัว(ภยาคติ) ๒. โง่(โมหาคติ-ไม่รู้ผิดไม่รู้ถูก) ๓. เพราะเข้าใจผิด(มิจฉาทิฏฐิ) ตามๆกันมาว่า ความเป็นกลางนั่นคืออยู่กลางๆ คนถูกก็อย่าไปเข้าข้าง คนผิดก็อย่าไปเข้าข้าง ถ้าไปเข้าข้างไหนมันไม่กลาง สู้ลอยตัวอยู่เฉยๆไม่ได้ ถ้าเข้าข้างใดก็กลัวตนจะเสีย นี่คือผู้มีอัตตามานะ

ขณะนี้เหตุการณ์บ้านเมืองสังคมประเทศไทย ทุกคนก็คงจะเห็นชัดอยู่แล้วว่า มันแยกฝ่ายกันอย่างชัดเจนแล้ว และฝ่ายไหนผิดแน่ ฝ่ายไหนถูกแน่ ก็เห็นได้ตามภูมิปัญญาของแต่ละคน ใช่ไหม ? ต่างคนก็ต่างเลือก ขณะนี้น่ะ มันกำลังอยู่ในระหว่างต้องการพิสูจน์ความจริงออกมาเลยว่า ฝ่ายไหนล่ะถูกแน่ ฝ่ายไหนล่ะผิดแน่ นี่คือความคับข้องใจของผู้คน

ขณะนี้ ผู้ที่ไม่มีปัญญารู้ว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูกนั้นย่อมแสดงออกเข้าข้างไหนไม่ได้ แต่ก็อยากรู้ หรือที่สุดเมื่อไม่แพ้ชนะกันตามธรรมแห่งธรรมที่พิสูจน์กันเป็นธรรมชาติ ก็ต้องอาศัยตุลาการ ถ้าผู้พิพากษาไม่ตัดสิน หรือกรรมการบอกคนนั้นผิดคนนี้ถูกไม่ได้ เพราะฉันเป็นกลาง สังคมก็ไปไม่รอด ดำเนินการอะไรต่อไปก็ไม่ได้ไม่เจริญ และทุกข์ระทมกันต่อไป


เพราะฉะนั้นความจำเป็นขณะนี้กำลังอยู่ในรอยต่อระหว่างที่จะต้องพิสูจน์ว่า อะไรผิด-อะไรถูก ช่วยตัดสินเถิด ผู้รู้ผู้มีอำนาจทางสังคม ผู้มีคุณค่ามีภูมิปัญญาทางสังคม ผู้เป็นที่ยอมรับของสังคม ช่วยกันด้วย ช่วยให้น้ำหนักกับฝ่ายที่ถูกที่ควร อาตมาเคารพในภูมิปัญญาของคน มันเห็นแจ้งๆ ชัดๆ อยู่แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ตอนนี้ฝ่ายผิดดันทุรังหน้าแข็ง เกินที่จะพูด จนไม่รู้ว่ามันจะเอายังไงกันอีก


เพราะฉะนั้นขอร้องเถอะ ช่วยตัดสินเถอะ  เรื่องความเป็นกลางนี่ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ขอให้ทำความเข้าใจศึกษาให้ดีๆ เปลี่ยนทัศนคติของผู้ยึดถือว่าความเป็นกลางคืออยู่เฉยๆ นี่เสียทีเถอะ

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
KruKung วันที่ : 21/09/2008 เวลา : 17.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/KruKung

สาธุ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน