• indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 495286
  • จำนวนผู้โหวต : 313
  • ส่ง msg :
  • โหวต 313 คน
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 2902 , 21:51:08 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สมณะ โพธิรักษ์

หน้า  47

การเมืองใหม่ ในทัศนะของ พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
     


ตอนนี้มีคำว่า การเมืองใหม่Ž เกิดขึ้น การเมืองอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นการเมืองอย่างเก่า  การเมืองอย่างโบราณ การเมืองที่เคยย่ำอยู่ในน้ำเน่านี้มานานตั้ง ๗๖ ปี แล้ว เป็นการเมืองที่ยัง ล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ อยู่ใต้อำนาจของโลกธรรม อยู่ใต้อำนาจลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอยู่อย่างนั้น เป็นการเมืองอยู่ในวังวนของโลกีย์ ในโลกยังไม่มีประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งละเอียดเหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านทำ มีแต่ประชาธิปไตยเปลือกๆ ประชาธิปไตยเพียงแค่รูปวัตถุธรรม ประชาธิปไตยแบบโลกๆโลกียะ เป็นการเมืองอยู่ในวังวนของโลกีย์ ไม่เป็นประชาธิปไตยแบบโลกุตระ หรือประชาธิปไตยแบบอาริยชนที่พ้นไปจากโลกีย์ หรือไม่ตกเป็นทาสของโลกีย์


เดี๋ยวนี้นี่ประชาธิปไตยของโลก ที่มีอยู่ในประเทศนั้นประเทศนี้ก็ตาม อาตมากล้าพูดได้เลยว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตยได้เท่าเทียมกับของพระพุทธองค์


อาตมานิยามการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเอาไว้ว่า


งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแท้นั้น เป็นงานที่ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา ไม่ใช่งานเพื่อครอบครัว ไม่ใช่เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรคของตน ไม่ใช่การเมืองที่แสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเอง เพื่อพรรคพวกของตนเองแคบๆ แต่ทำเพื่อประชาชนทั้งมวล ประชาธิปไตยต้องทำเพื่อประชาชนทั้งหลายŽ เพราะฉะนั้นในเนื้อแท้ ของการทำงานการเมือง ถ้าไปอาสาสมัคร หรือไม่อาสาสมัครก็ตาม ถ้าคุณจะทำงานการเมืองเมื่อใด นั่นคือ ต้องทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อพรรคเพื่อพวกของตน ต้องเพื่อมวลประชาชน เพราะฉะนั้นใครจะเอางานการเมืองมาเป็นงานอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเองไม่ได้ งานการเมืองไม่ใช่งานอาชีพทำเพื่อเลี้ยงตัวเองหรือเลี้ยงพรรคพวก นี่เป็นนัยะสำคัญที่จะต้องเข้าใจประเด็นนี้ให้ได้

แล้วการเมืองประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการเมืองชนิดไหนล่ะ ? อาตมากล้ายืนยันว่าเป็นการเมืองที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ให้เกิดจิตวิญญาณ เพื่อมาเห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่พรรคพวก เห็นแก่หมู่ฝูง เห็นแก่กรอบแคบๆ แต่ต้องเห็นแก่มวลประชาชน เห็นแก่มวลมนุษยชาติ ตามที่ท่านประกาศแล้วว่า พหุชนหิตายะ -พหุชนสุขายะ -โลกานุกัมปายะŽ

นี่คือประชาธิปไตยเนื้อแท้ และทรงแนะนำลูกศิษย์ลูกหาท่าน เช่นพระอรหันต์และสงฆ์ทั้งมวล พระพุทธเจ้าท่านก็ส่งให้ไปประกาศศาสนาของท่าน ประกาศแนวคิด แนวประพฤติปฏิบัติแบบของท่านนี่แหละ ท่านประกาศจุดมุ่งหมายเลยว่า เพื่อมวลมนุษยชาติŽ (พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ) ให้ไปช่วยเกื้อกูลคนอื่นๆเขา(โลกานุกัมปายะ) ไม่ได้ไปเอาเปรียบเอารัด ไม่ได้ไปแสดงอำนาจเบ่งข่ม ที่จะต้องการอะไรแลกเปลี่ยนคืนมา มีแต่เสียสละ โดยมุ่งมั่นให้คนเรียนรู้อบรมปฏิบัติฝึกฝนเกิดภาวะเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างเป็นจริงŽมั่นคงยั่งยืน เป็นมรรคผลแท้ๆด้วย 

การเมืองชนิดนี้เป็นการเมืองชนิดเยี่ยมยอด อาตมาพยายามที่จะให้ประชาชน ซึ่งคนไทยนี่เป็นชาวพุทธ ๙๕ % พยายามพากเพียรจะให้ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติแล้ว จะได้มรรคได้ผลและจะเป็นชาวประชาธิปไตย ในแบบของพระพุทธเจ้า เป็นการเมืองชนิดของพระพุทธเจ้า การเมืองชนิดนี้แหละที่อาตมาจะพูดวันนี้ เรียกว่าการเมืองใหม่ ตามภูมิของอาตมาที่ไม่ได้จบรัฐศาสตร์หรอก

การเมืองของพระพุทธเจ้านั้นเป็นการเมือง ไม่ใช่แค่มารยา ไม่ใช่แค่กดข่ม ไม่ใช่แค่มารยาทสังคม หรือเพื่อสร้างภาพให้ดูดีดูงาม แค่มารยาทข้างนอก แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นความจริงจากข้างใน
ไม่ใช่มารยาท ไม่ใช่มารยา แต่เป็นความเป็นจริงทั้งนอกทั้งใน เป็นความเป็นจริงออกมาจากจิตใจ ความเป็นจริงตรงนั้นคืออะไร ? คือการได้ทำงานรับใช้ปวงชนจริงๆ เพื่อประโยชน์ และความสุขของมนุษยชาติจริงๆ(พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ) เพื่ออนุเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลโลกจริงๆ(โลกานุกัมปายะ) ด้วยการทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์

ไม่ให้มีกิเลสแฝงในใจ เป็นอุดมคติ และอุดมการณ์สุดยอด สู่ภาวะโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จนเป็นพระอรหันต์จะไม่มีอคติอะไรเลย เป็นพระอรหันต์จะมีแต่ทำประโยชน์เพื่อประชาชน ๑๐๐% ไม่มีต้องการอะไรแลกเปลี่ยนคืนมา อาตมาขอยืนยันว่าเป็นประชาธิปไตย ที่ไม่เหมือนที่ใดๆในโลก จึงเรียกว่าการเมืองใหม่ จะเรียกว่า นวัตกรรมเลยก็ได้ เป็นอินโนเวชั่นแท้ๆ การเมืองแบบนี้ดูจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่จริงๆแล้ว อาตมาก็ว่า ทางรัฐศาสตร์ที่เขาศึกษากันอยู่นี่ อุดมคติทางการเมือง ประชาธิปไตยที่เขาศึกษา อาตมาก็ว่า เขาคงจะมีแนวคิดอย่างนี้แหละ ก็คงจะไม่ต่างกันกับที่พระพุทธเจ้าได้สร้างสังคม ที่เป็นสังคมแบบประชาธิปไตยของพระองค์ อาตมาก็ว่าคงไม่ต่างกัน ที่สำคัญของท่านมีธรรมาธิปไตยแท้ และเป็นโลกุตระสำเร็จจริง


อาตมาเชี่อว่าการเมืองใหม่ ถ้าได้คนที่มีคุณสมบัติ เป็นไปได้ตามที่อาตมาประมวลมา ๑๐ ข้อ จะมากหรือน้อย จะเข้มข้นหรือว่าไม่เข้มข้นนัก ดีไม่ดีนักก็ตาม แต่เป็นลักษณะนี้แหละ อาตมาว่า นี่จะเป็น การเมืองใหม่  เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ  

 
   **********(หน้า 50)********


การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ

๑. การเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล ต้องเป็นคุณงามความดี เป็นความเฉลียวฉลาด(กุศล) เพื่อมวลมนุษยชาติ
 
๒. นักการเมืองต้องรู้จักประชาธิปไตยที่แท้ มีอิสรเสรีภาพที่นำไปสู่คุณภาพคุณธรรมเพื่อให้อำนาจความเป็นใหญ่เป็นของประชาชน ไม่ใช่อำนาจใหญ่เป็นของตัวกู

๓. นักการเมืองต้องสอนหรือเผยแพร่ประชาธิปไตย ให้กับประชาชน ประชาชนก็ต้องขวนขวายศึกษาความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่านักการเมืองครอบงำทางความคิดประชาชน แล้วก็ทำให้ประชาชนงมงายหรือว่าโง่ไปเรื่อยๆ แล้วก็จะได้ประชานิยม เอาประชาชนเป็นบริวาร

๔. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตนเองได้แล้ว มีความรู้ความสามารถเลี้ยงตนได้แล้ว

๕. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ต้องเป็นคนจน รู้จักพอ ไม่สะสม ซึ่งเราได้บทเรียนราคาแพง จากคนรวยแล้วไม่โกงมาแล้ว

๖. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน โดยพ้นมิจฉาชีพทั้ง ๕ คือ ๑.โกง(กุหนา)  ๒.พูดหลอกลวง(ลปนา)   ๓.ตลบตะแลง (เนมิตกตา)  ๔.ยอมมอบตนในทางผิด(นิปเปสิกตา)  และ ๕.เอาลาภแลกลาภ(ลาเภนะลาภัง นิชิคิงสนตา) เช่นหมูไปไก่มา จะพ้นจากมิจฉาชีพข้อที่ ๕ ได้ ก็ต้องทำงานฟรีโดยไม่มีรายได้ เงินเดือนตอบแทน


๗. นักการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ อาสาหมายความว่า เราเข้าไปเสนอตัว ขอทำงานนั้นโดยไม่ได้ทำงานเพื่อที่จะเรียกร้องเอาอะไรตอบแทน จึงจะเป็นการอาสาเสียสละ 


๘. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ คือไม่มีความลำเอียงในใจ ไม่อคติลำเอียงเข้าข้างตัวเอง ไม่อคติเข้าข้างหมู่ฝูงตัวเอง ไม่อคติเข้าข้างครอบครัวตัวเองแคบๆ ไม่อคติเข้าข้างพรรคพวกตัวเอง

 
๙. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม


๑๐. การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเองพ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจากพรรคของตน

แล้วการเมืองใหม่อันนี้นี่ จะมีคนไปทำเหรอ ? จะมีคนชนิดนี้ไปทำเหรอ ? นี่เป็นประเด็นที่จะสงสัยกัน มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีหรอก แต่มันยังไม่เคยมี อาตมาพูดตรงๆ อย่างนี้มันไม่เคยมีนะ มันมีแต่มารยา ประเทศอื่นๆ ใดๆ ที่เป็นประชาธิปไตยนี่ ได้เพียงแค่มารยาท เสแสร้ง สร้างภาพ โม้ว่าทำเพื่อประชาชน เพื่ออะไรต่ออะไร ที่แท้มันก็ไม่ได้พ้นไปจากโลกีย์มันยัง

เพื่อตัวเพื่อตน เพื่อหมู่กูพวกกูอยู่ทั้งนั้นหละ เป็นแบบทุนนิยม และก็เป็นพรรคเป็นพวกเพื่อพรรคของตน แล้วก็ใช้อำนาจเพื่อพรรคพวกเพื่อตัวกูของกูอยู่ มันยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่บริบูรณ์ ถ้าประชาธิปไตยตามคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าอันนี้เกิด เป็นไปอย่างหมดตัวหมดตน เพื่อมวลมนุษยชาติที่แท้จริงนี่นะ นี่เป็นการเมืองใหม่ 

อาตมาขอสรุป ตรงนี้เป็นนิยามชัดๆ ว่าการเมืองใหม่จะเป็นแบบนี้ ซึ่งจะไม่มีไม่เหมือนที่มันเคยมีมาในโลกหรือมีอยู่ในโลก และจะเกิดได้ไหม เกิดได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้ ๙๐%, ๘๐%, ๗๐%, ๖๐% ก็เอา  ก็ดีกว่าการเมืองอย่างที่มันเป็นอยู่นี่ มันยังมีตัวมีตนเพื่อตัวกูของกูอะไรอยู่เต็มที่ อย่างน้อยก็ให้มันมีมารยาทสังคมบ้างว่ามันไม่ใช่เพื่อตัวตน แม้จะเป็น

แค่มารยาท หมายความว่ากิเลสมันยังมี แต่เขาต้องมีมารยาทสังคมข้างนอก อย่างประธานาธิบดีของบางประเทศ เขาผิดนิดหน่อยเขาลาออก ไม่ใช่เขาไม่มีกิเลส เขาก็มีกิเลส แต่เขาใช้มารยาท ใช่มั้ย นั่นแหละ อาศัยอันนั้นก่อน แต่ถ้าเป็นคนจริง ไม่มีกิเลสจริง ไม่มีตัวตนจริง แล้วมันจะวิเศษมั้ย  ใช่ไหม ? เพราะฉะนั้นเราก็สร้างคนไปด้วยให้หมดกิเลสไป

ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เชื่อไหมล่ะว่าทฤษฎีของพระพุทธเจ้าล้างกิเลสได้จริง เชื่อไหมล่ะ เอ้าเชื่อก็.. พัฒนาขึ้นไปสิ กี่ปีก็เอา ที่สำคัญปฏิบัติธรรมต้องจริง


การเมืองใหม่ ก็คือการเมืองที่จะต้องมีศีลธรรม เป็นตัวหลัก การเมืองใหม่นี่ เป็นการเมืองที่มีศีลธรรมเป็นตัวหลัก เป็นคนมีศีลมีธรรมเป็นตัวหลัก และจะทำยังไงจึงจะให้เป็นอย่างนั้นได้ ก็ให้คนปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรมให้ได้จริงๆสิ  ต้องมาส่งเสริมอันนี้ ต้องมาพากเพียรอันนี้จริงๆ ถ้าปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิเลย ปฏิบัติไปแล้วจิตวิญญาณถูกสำรอกหรือกำจัดกิเลสออกไปจากจิตใจจริงๆ   ในทฤษฎีต่างๆ ในหลักเกณฑ์ต่างๆของพระพุทธเจ้านั้น นอกจากจะล้างกิเลสตัวเองแล้ว ยังสร้างสมรรถนะ สร้างโลกวิทู

เรียนรู้โลก ไม่ได้หนีโลก เรียนรู้ว่าโลก สังขารโลก เป็นยังไง โลกเขาปรุงแต่งยังไง เขามีองค์ประกอบยังไง เขามีการยึดถือยังไง เขาเป็นไปยังไง เรียกว่าโลกวิทู สามารถรู้เท่าทันโลก รู้แจ้งโลก โลกเขาเป็นยังไงรู้แจ้งเข้าใจเขา แต่เราไม่ได้ หลงใหลได้ปลื้ม หรือว่าไม่ได้หลงวนเวียนวุ่นวายอะไรไปกับเขา มีแต่จะเข้าไปช่วยเขา แก้ไขมุมนั้นประเด็นนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ อะไรปลดปล่อย ทำให้เบาบาง ทำให้เรียบร้อย ทำให้เป็นอยู่สุข ช่วยโลกเขา(โลกานุกัมปา) ช่วยเหลือเฟือฟาย ที่จะทำการเมืองอย่างที่อาตมากล่าวสิบข้อนี่ แม้ยังไม่ได้บรรลุธรรมขั้นสูง คนบรรลุธรรมนี่ บรรลุจริงๆ นะ แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ สอนเพี้ยนไปจนกระทั่งคนไม่เข้าใจ และคนก็ไม่เชื่อ เลยเข้าใจผิด ว่า คนที่บรลุธรรมคือคนประหลาดๆ คือคนที่วิเศษ โดยไม่เกี่ยวกับสังคมโลก   

ขอยืนยันว่าคนบรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี  และอรหันต์ก็ตาม ไม่ใช่คนที่มีอะไรลึกลับวิเศษมหัศจรรย์ เป็นแบบที่คุณเชื่อคุณคิดฝันเอาไว้ ตามที่ได้เข้าใจเพี้ยนมาเรื่อยๆ นานแล้ว อาริยะ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ หลักเกณฑ์ตรวจสอบมีหมด เป็นคนลด ละอย่างนั้นอย่างนี้ได้ขั้นนั้นขั้นนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาคงจะไม่ลงลึกในหลักธรรมที่อาริยะแต่ละรูปท่านเป็นแต่ละฐานะ สรุปง่ายๆ อาริยบุคคล คือผู้ที่ลดกิเลสตนเอง จนกระทั่งไม่เห็นแก่ตัว เป็นโสดาบันไม่เห็นแก่ตัวได้ส่วนหนึ่ง สกิทาคามี ก็สูงขึ้น อนาคามีก็ยิ่งไม่เห็นแก่ตัวมากขึ้น อรหันต์ ก็ไม่เห็นแก่ตัวเลย แต่เห็นแก่ผู้อื่น เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อโลก โลกานุกัมปา หรือพหุชนหิตายะ เป็นคนทำประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง นี่เป็นลัทธิของพุทธ นี่เป็นศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้น ผู้เจริญไปตามลำดับจริงนี่ จะเป็นคนที่ทำงาน จะเป็นคนช่วยโลก ช่วยมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง  เพราะฉะนั้นจึงมาทำงานบริหารรับใช้ประชาชนหรือปกครองบ้านเมืองดีที่สุด แต่คนเข้าใจผิดมาก เขาไล่ธรรมะออกจากการเมือง ไล่พวกนักปฏิบัติธรรม ไป๊...ไปอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำ อย่ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง การเมืองจะปู้ยี้ปูยำเลวลงไปชั่ว ลงไปทำบาปทำชั่วอะไรกันยังไง ก็ทำไปเถอะปู้ยี่ปู้ยำไปเลย การเมืองจึงเหลวแหลก

ขอยืนยันอีกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะของมนุษยชาติ เป็นธรรมะของสังคม ไม่ได้เป็นธรรมะที่บรรลุแล้วก็ทิ้งคุณค่าคนไปเปล่าๆ เสียคนโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อมวลมนุษย์ ได้แต่ไปนั่งหลับหูหลับตา ไปนั่งเดี่ยวๆ ดายๆ อยู่ในป่าเขาถ้ำ ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับอะไร แล้วเขาก็นิยมนับถือเป็นพระผู้บรรลุธรรม ถือว่าเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระปฏิบัติ เสร็จแล้วก็นั่งนิ่ง เอาแต่หลับตาใครมาก็หลับตา ไม่ค่อยพูดค่อยจา โอ้..ท่านสงบ ท่านไม่ติดอะไรเลย มันมีเหมือนกันแบบฤาษีน่ะ มันมีจริงๆ มันเป็นได้ แต่มันไม่ใช่แบบพุทธ ไม่ใช่ของพุทธ ของพุทธนี่จะต้องมี...

๑. โลกวิทู รู้จักโลก รู้เท่าทันโลก  รู้จักสังคม เข้าใจประชาชน


๒. โลกุตระ มีจิตที่เหนือโลก มีจิตที่อยู่เหนือสังคม เหนืออิทธิพลของโลก แล้วก็หลุดพ้นโลกีย์จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 

๓. โลกานุกัมปา มีชีวิตที่ช่วยเกื้อกูลอนุเคราะห์โลก เอ็นดูต่อสัตว์โลก มีประโยชน์ช่วยเกื้อกูลต่อมวลมนุษยชาติ มีความกรุณาช่วยให้เขาพ้นจากทุกขอาริยสัจ ตามจริง เป็นคนทำ

งานให้แก่มนุษย์ เป็นผู้รับใช้สังคมอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่อธิบายกันไว้ผิดๆ และก็ทำให้เข้าใจ
ศาสนาพุทธผิดไปเลย ศาสนาพุทธจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติเท่าที่ควร ทั้งๆ

ที่พุทธ มีคุณลักษณะสำคัญ ๕ ประการ ที่จะทำให้คนเป็นประชาธิปไตยได้สมบูรณ์ที่สุด คุณลักษณะ ๕ ประการ คือ

๑. อิสรเสรีภาพมาที่หนึ่ง คนบรรลุธรรมคือผู้มีอิสรเสรีภาพ ถึงขั้นไม่เป็นทาส แม้แต่ตัวเอง พ้นความเป็นทาสแม้แต่จิตที่เหลือของตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะว่า จริงๆแล้ว หากกล่าว

โดยโวหาร คนที่เป็นประชาธิปไตยที่เต็มที่สุด หรือคนที่เป็นอิสระที่สุด นั่นก็คือคนเป็นทาสของประชาชน หรือทาสรับใช้ประชาชน ผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสของตัวเอง จึงมีอิสระ  เสรีภาพสูงสุด จึงสามารถเป็นทาสประชาชนแท้จริง นั่นคือ รับใช้ประชาชนด้วยภูมิปัญญาให้ดีที่สุด  ไม่รับใช้ชนิดเลวร้าย ทุจริต ขี้โกง คนที่ไม่เข้าท่า เราไม่เป็นทาสรับใช้คนเหล่านั้น เรารับใช้ประชาชนส่วนใหญ่ ประชาชนที่ดีๆ นี่เป็นอิสรเสรีภาพของเราที่จะเลือกทำ ยิ่งเราทำโดยไม่ได้ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน ไม่ได้รับจ้าง ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน 

เป็นอิสระของเรา เราจะทำให้ใครก็ได้นี่ ก็เราไม่ได้การันตี ไม่ได้มีสัญญิงสัญญาอะไรกับใครว่า ถ้าเราจะทำจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ตอบแทนอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่มี  ทำให้ฟรี  เพราะฉะนั้นจะเลือกทำกับใครก็ได้ที่สมควร มีอิสระ เสรีภาพ

๒. ภราดรภาพ ทำให้เกิดการเลี้ยงดูกัน ไม่ให้เกิดการเป็นศัตรูกัน ให้เกิดความเป็นพี่เป็นน้องกัน พึ่งพาอาศัยกัน รักกัน เคารพกัน สงเคราะห์กัน ไม่วิวาทกัน ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ทั้งนั้นเลย

๓. สันติภาพ สงบเรียบร้อยราบรื่นง่ายงาม อาตมาออกแบบคำความให้สันติภาพไว้เป็นชุดเลยว่า สงบ - เรียบร้อย - ราบรื่น - ง่าย - งาม 

๔. สมรรถภาพ มีฝีมือ มีความสามารถ มีความขยันหมั่นเพียรสร้างสรรอยู่ ไม่งอมืองอเท้า ไม่เอาเปรียบเอารัด หนีงานหนักสมัครงานสบาย อะไรอย่างนี้ไม่เอา เป็นคนที่ไม่กลัวงานหนัก เป็นคนอดทน หนักเอาเบาสู้ ไอ้เบานั่นมันสู้อยู่แล้ว หนักก็เอานะ จึงเป็นคนมีสมรรถภาพ

๕. บูรณภาพ เป็นคนที่ดูแลแก้ไขพัฒนา เติมสิ่งพร่องให้เต็มอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่ทำให้มันสมบูรณ์ครบครันอยู่เสมอ(integrate) จนเรียกว่าบูรณภาพ(Integrity) อะไรที่ยังบกพร่องก็ต้องทำให้มันดีขึ้นๆ
จนสัมบูรณ์ให้ได้(integrate) เพราะเข้าใจหลักสัจจะของอนิจจัง ความไม่เที่ยงŽได้ละเอียดสัมบูรณ์ดี แม้เราไม่ทำชั่วบาปแล้วอย่างเที่ยงŽ ไม่ทำบาปทั้งปวงอีกแล้ว แต่เราก็ต้องทำความดีทำบุญให้ไม่เที่ยงŽด้วย นั่นคือ ทำบุญหรือความดีอีกๆๆๆ ไม่ใช่ดีอยู่เท่าเดิมŽ(เที่ยง) แต่ให้เจริญยิ่งๆอยู่เสมอ ไม่สันโดษในกุศลนั่นเองตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ก็เป็นผู้ไม่สันโดษในกุศล จึงจะชื่อว่า บูรณภาพ(Integrity)สูงสุดเป็นอันติมะ


นี่เป็นคุณลักษณะ ๕ ประการ ที่จะต้องเป็นไปได้ และเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบมีการถกเถียงกันอยู่ว่า การเมืองใหม่นั้นน่ะ ไหนลองออกแบบมาดูซิ นี่พูดกันอย่างภาษาสมัยใหม่กันเลยนะ...อาตมาว่าอย่าไปออกแบบมันเลย มันออกแบบการเมืองใหม่นี้ไม่ได้หรอก

คุณไม่ใช่พระเจ้า คุณจะมาออกแบบให้น่ะ มันไม่ได้ แบบมันจะเกิดตามธรรมชาติเอง  ขอให้คุณรู้จักอุดมคติก็แล้วกัน แล้วรู้จักการฆ่าต้นตอของเหตุที่มันพาไปเสื่อม พาไม่เจริญน่ะ

คือ รู้จักกิเลส ตัณหา อุปทาน ให้ได้ ถ้าฆ่ากิเลส ตัณหา อุปทานได้ คุณจะเป็นนักการเมืองที่ดี  การเมืองจะดีมันอยู่ที่คนŽต้องดี 


เพราะศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เป็นคนอยู่ป่า - เขา - ถ้ำ แต่สอนให้คนรู้จักสังคมได้ดี มีโลกวิทู เรียนรู้สังคม สังคมเป็นอย่างไร มีการปฏิบัติอะไร ประพฤติอะไร มีวิธีการที่จะทำอะไร ยังไงกับสังคม ปฏิบัติอะไร กิจอะไร การอะไร รู้ ฉะนั้นความรู้อันนั้นที่ปราศจากความลำเอียง ปราศจากความเห็นแก่ตัว เป็นงานที่เราจะทำอย่างไม่อคติ อย่างไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่สังคมมวลมนุษยชาติจริง นั่นแหละงานการเมืองที่บริสุทธิ์สะอาด งานการเมืองที่มันค่อยๆ มีรูปมีแบบ ยกตัวอย่างเช่น การชุมนุมเนี่ย ทุกวันนี้อาตมาเห็นว่า การชุมนุมประท้วงเนี่ย คณะพันธมิตรฯ ที่เป็นตัวหลักไม่ใช่คณะของคนใดคนหนึ่ง แม้ตั้ง ๕ คนขึ้นมาเป็นแกนนำ ก็ไม่ใช่ของ ๕ คน ไม่ใช่ความคิดของ ๕ คน เป็นความคิดของคนไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ถ้าจะพูดไปแล้ว ประชาชนมาเป็นหมื่นเป็นแสน ช่วยคนละไม้ละมือ จะมากจะน้อยอะไรก็แล้วแต่ ช่วยกันออกแบบ ได้กระทำมาเรื่อยๆ มันค่อยๆ สั่งสมมานานแล้ว จนกระทั่ง พ.ศ.  ๔๙ ได้ชุมนุมกัน ถ้าใครมองออก การชุมนุมปี '๔๙ ก็ได้รูปแบบมาขนาดหนึ่ง ใครเป็นคนออกแบบ ไม่มี  มันค่อยๆ เกิด ประชาชนร่วมกันออกแบบ   
   
เออ..อันนั้นผิดพลาด รีบเปลี่ยนแปลง เออ..อันนี้ดี ..เอา ผิดๆ ถูกๆ จนมาถึงการชุมนุมครั้งนี้ แบบที่มันเป็นแล้วในปัจจุบันนี่ ไม่มีใครออกแบบ แต่มันวิวัฒน์พัฒนาการมาเรื่อย เอาเฉพาะคำว่า รูปแบบ
การชุมนุมประท้วง โอ้โห...เป็นคณะการชุมนุมประท้วงที่น่าจะเป็นรูปแบบให้สังคมโลก อาตมาว่ามันยังไม่มีประเทศไหนนะ อาตมาอาจจะพูดไปตามประสาอาตมาไม่ค่อยมีความรู้ เป็นคนไม่กว้างนะ..อาตมาก็พูดเหมือนคนหลงตนอยู่ในมุมมืด หรือใครจะว่าอะไรก็แล้วแต่ นี่ก็คือความจริงใจของอาตมา มันอาจจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ เจริญกว่านี้ สวยกว่านี้ อะไรก็ว่าไปเถอะ...อาตมาเห็นอันนี้สวย ทำได้ดีอะไรปานฉะนั้น ประกอบด้วยศิลป์ศาสตร์(composite) โอ้โห..ครบพร้อมทั้งแก่นทั้งเนื้อทั้งเปลือกเลย การเป็นอยู่ การรักษาความสงบ การกินการใช้ การพักอาศัย การศึกษา วิธีให้ความรู้ การเอาหลักฐานความจริงมาว่ากัน การเงิน การต่อต้านประท้วง กดดัน อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสื่อสาร เป็นองค์ประกอบศิลป์ศาสตร์(composition) ของการชุมนุมประท้วงที่วิเศษจริงๆ

อันนี้ก็จะเป็นโมเดลของวิธีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล ประท้วงรัฐบาลนั้นไม่ใช่เล็กๆนะ แต่ว่ามันเป็นหลักของประชาธิปไตย มันไม่เป็นขบถ มันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มันไม่นอกรัฐธรรมนูญ มันเป็นหลักธรรมของประชาธิปไตยที่แท้ ประท้วงล้มล้างรัฐบาลได้ ถ้าล้มนอกรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกรูปหนึ่ง เอาปืนเอารถถังออกมา อันนั้นมันปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธแล้ว

แต่นี่ปฏิวัติด้วยพลังประชาชน ปฏิวัติด้วยความสงบ ปฏิวัติด้วยสัจจะความจริง แพ้-ชนะกันด้วยการจำนนต่อความผิดความถูกฉะนั้นตอนนี้ล้มล้างกันด้วย ความจริง ยืนยันถูกผิด  เพราะไม่ได้โค่นฆ่ากันด้วยกำลัง เอามีด ปืน มาเข่นฆ่ากันให้ตายอย่างการสู้รบ แต่นี่ เป็นเรื่องของผู้ดี เป็นสงครามสังคมที่สูงส่ง อย่างดีแค่ปากหอก สู้กันด้วย การพูด บรรยายยืนยัน แฉหลักฐาน ...แหม..สาธยายๆ  โอ้โห...แต่ละคนๆ พูดกันไป อ้างอิงกันไป ยาวนานเท่าไหร่ก็สงบเรียบร้อย นี่คือตัวอย่างของสังคมเจริญ สังคมอาริยะ ของมนุษย์ในโลก เมืองไทยเกิดแล้วอันนี้   


   

*****  ต่อไปเป็นหน้า 59  *****

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 18/05/2009 เวลา : 08.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

การเมืองที่ผ่านมา สะท้อนนิสัยในสังคม ทั้งแวดวงการค้า การศึกษา การธนาคาร ราชการงานประมูล ฯลฯ ที่มีแต่ผลประโยชน์และการเอาเปรียบกันแบบแปลกๆ ตั้งแต่"ขอ" "ค่าธรรมเนียม" หักเปอร์เซ็นต์/หักคอ ไปจนโกงกันทั้งก้อน...
ถ้าไม่แก้นิสัยสังคมนี้ ต่อให้เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิมทุกประการ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
101ไทยหลังอาน วันที่ : 17/05/2009 เวลา : 11.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/101thairidgeback

การเมืองใหม่ ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งดีๆ และนำพาประเทศออกจากวิกฤตและวงจรเน่าๆ ของนักการเมืองไทยในเวลานี้ได้ ก็จะขอเป็นหนึ่งเสียงของพลังประชาชนที่จะช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับประเทศให้ได้

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 25/09/2008 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee


นมัสการ...พ่อท่านครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ระจัน วันที่ : 22/09/2008 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rajun
www.torsilp.com  โรงเรียนสอนศิลปะของผม

ผมสนับสนุนการเมืองใหม่

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ชื่อเย็นเป็นยามโปรดเรียกพ้มว่ายามเย็น วันที่ : 20/09/2008 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/YAM-YAN

....ผมสาบาน..ผมไม่ได้อ่าน..และจะไม่อ่านด้วย..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 20/09/2008 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

อยากเห็นประเทศไทย ปกครองบ้านเมืองด้วยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน