*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531111
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 11160 , 00:00:48 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มุสิกะตะวัน โหวตเรื่องนี้

.

ระบอบการเมืองที่ดี จะทำให้ได้การเมืองที่ดี ระบอบการเมืองที่ไม่ดี จะทำให้ได้การเมืองที่ไม่ดี ระบอบประชาธิปไตยวิถีทุน นำความย่อบยับมาสู่ระบบโดยตลอด หากประเทศไทยยังอยู่ในระบอบการเมืองแบบเดิม ไม่มีทางที่จะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ เสียเวลาและเสียของ แล้วเราจะอยู่กับระบอบประชาธิปไตยแบบเดิมๆอยู่อีกหรือ ระบอบประชาธิปไตยวิถีธรรม เป็นระบอบประชาธิปไตยทางเลือกที่น่าสนใจ

ระบอบที่เป็นอยู่ไม่ได้ช่วยอะไรให้ประเทศดีขึ้น ก็ต้องคิดเปลี่ยนแปลง

ทางออก...

ต้องหาทางเลือกระบอบที่ดีที่เหมาะสมกว่า ก่อนเลือกพรรคหรือเลือกคน


ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กลุ่มที่ขับเคลื่อนการเมืองและเศรษฐกิจ พระเจ้าแผ่นดินผู้มีอำนาจเต็ม ศักดินาและพ่อค้า เป็นตัวประกอบ  

ระบบอบประชาธิปไตย กลุ่มคนขับเคลื่อนการเมืองมี 5 กลุ่มคือ 1) ศักดินาข้าราชการระดับสูง 2) ศักดินานักวิชาการระดับสูง 3) พ่อค้า(นายทุน) 4) นักการเมือง และ 5) สื่อมวลชน ขอเรียกกลุ่มนี้ ว่า 'คนระดับบน' หรือ 'คนระดับสูง' อาจจะถือว่าศักดินาเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด มั่นคงแข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทย ศักดินาหลงไหลตะวันตก ลอกเลียนวิถีตะวันตก ทุกวันนี้ ตะวันตกเสื่อม เดือดร้อน และวุ่นวายมาก ยังตามยกย่อง ยังลอกเลียนตะวันตกตลอดเวลา ระบอบประชาธิปไตยในแนวคิดของบล๊อกเกอร์มี 2 แบบ คือ ระบอบประชาธิปไตยวิถีทุน ที่เราได้ใช้มาตลอด 79 ปี อีกแบบคือ ระบอบประชาธิปไตยวิถีธรรม ที่ยังไม่เคยมีการนำมาใช้เลย    

ความเสียหายของประเทศไทยมีมาตลอด 79 ปี ที่มีเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย มีความเบี่ยงเบนทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

ต่างกลุ่มต่างทำงานเพื่อหาเงินและหาอำนาจ หาแต่ประโยชน์ตน ทำให้ 'คนระดับบน' อยู่ด้วยกันอย่างสอดคล้องสอดประสาน ทอดทิ้งประเทศชาติ ประชาชน 

ปัญหาที่สร้างไว้ในปีก่อนๆ ไม่มีการแก้ไข  แต่ปัญหาใหม่ๆของประเทศ ได้ถูกสร้างมาทับถมเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ส่งผลให้ประเทศไทยเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง

"การอยู่ดีมีสุขของคนในชาติ" คือเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ว่าชาติไหน ชาติไทย หรือ ชาติอเมริกัน

คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า ถ้าการเมืองดี เศรษฐกิจก็จะดี ซึ่งไม่ป็นความจริงทั้งหมด

ตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแม่แบบระบอบประชาธิปไตยที่ดี แต่มีตลาดหุ้นเป็นสิ่งผิดปกติในระบอบเศรษฐกิจ ถูกกองทุนโลกลากขึ้นไปถล่มในปี 2000 (ตลาดแนสแดกซ์) ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย เงินไหลออกต่างประเทศ ทุกวันนี้ประเทศอเมริกาก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของตัวเอง ออกเครื่องมือ CDO (Collateralized debt obligation) มาแก้ไขสภาพคล่องของระบบ มี CDS (Credit default swap) ให้หลักประกันต่อการทำธุรกรรม CDO และมีการพิมพ์ดอลลาร์ออกมาใช้ด้วย ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างขึ้นไปอีก ความเสียหายไม่ได้เกิดเฉพาะ Subprime เท่านั้น แต่ Majorprime (ศัพท์ผู้เขียนเอง) ก็ล้มลงกันทั้งประเทศ แต่กว่าอเมริกาจะเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเสียหาย ก็ล่วงมาถึงปี 2007-2008 แล้ว หรือหลังการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ 7-8 ปี

ภาคการผลิตจริงและภาคสถาบันการเงินของอเมริกา ล้มลงและล้มละลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่า Enron, WorldCom, Bear Stern, Fannie Mae, Freddie Mac, Lehman Brothers, Merrill Lynch, AIG คนอเมริกันจนลง ประเทศอเมริกากลายเป็นประเทศยากจนใหม่ ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมา เห็นได้โดยการแสดงออกของคนอเมริกัน โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แสดงออกด้วยการเลือกประธานาธิบดีผิวสีมาเป็นผุู้นำประเทศด้วยความอัดอั้นตันใจ

ปัญหาการเมืองของประเทศไทย คือ ‘คนระดับบน’ ฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบประเทศชาติประชาชน แม้กระทั่งขายชาติ เพื่อความมั่งคั่งส่วนตน คนระดับบน สร้างกระแส ออกกฎหมายเอง บริหารประเทศเอง นักการเมืองแม้จะมาจากประชาชน แต่ไม่ได้อยู่ข้างประชาชน ถูกคนระดับบนดึงไปเป็นพวกเดียวกับ ร่วมมือกันหาประโยชน์ส่วนตน ทอดทิ้งประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ประเทศชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาประโยชน์ส่วนตนอีกต่างหาก

การขายชาติ เกิดจาก 3 ลักษณะ 1) เกิดโดยมีสิ่งผิดปกติในระบบ ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้เกิดหนี้เสีย กระทั่งไม่สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ จึงต้องขายทรัพย์สินนั้นไป 2) เกิดจากความตั้งใจที่จะขายทรัพย์สินนั้น เพื่อความมั่งคั่งทางการเงินส่วนตน จึงขายทรัพย์สินนั้นไป คนไทยไม่มีเงินพอที่จะซื้อ มีแต่ต่างชาติที่ค่าเงินใหญ่กว่าและมีเงินมากกว่า จึงซื้อไปได้ ยกตัวอย่างเช่นการขาย SHIN (INTUCH) ฯลฯ เป็นต้น 3) เกิดโดยการคิดแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งคนไทยวงในมีผลประโยชน์จากธุรกรรมการเอารัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นด้วย ต่างชาติที่ค่าเงินใหญ่กว่าและมีเงินมากกว่า จึงซื้อไปอย่างง่ายดาย 

ศักดินาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มั่งคั่งขึ้นมาจากการรับใช้ประเทศชาติ พระเจ้าแผ่นดินปูนบำเหน็จให้ ทุกวันนี้ ศักดินาในระบอบประชาธิปไตยมั่งคั่งกว่าเดิม เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การเป็นกรรมการองค์กรรัฐ และกรรมการองค์กรรัฐวิสาหกิจ มีทั้งทรัพย์สินเงินทองและอำนาจ จับมือนักการเมืองและนายทุนขายขายชาติขายแผ่นดินเพื่อความมั่งคั่งแห่งตน อยากออกกฎหมายแบบไหนอย่างไร ก็ทำได้ ตามที่ปรารถนา เป็นมิจฉาทิฏฐิกองโตที่สุดของประเทศ

ยิ่งคนระดับบนมั่งคั่งเท่าใด ประเทศชาติ ประชาชนยากจนลงเท่านั้น เดือดร้อนมากเท่านั้น เห็นได้จาก มีการฉกชิง วิ่งราว ขโมย ปล้น ฆ่า ลักพาตัว ชุมนุม เดินขบวน จลาจล และแตกแยก งบประมาณต่องานกระบวนยุติธรรม เช่นกับงานตำรวจ อัยการและศาล สูงมาก หากสังคมดี ไม่ต้องมี ตำรวจ อัยการและศาล ให้เปลืองงบประมาณแต่อย่างใด

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด ข้าราชการระดับสูง นักวิชาการระดับสูง เจ้าของโรงงานผลิตซีอิ๊ว ฯลฯ ต่างมีตำแหน่งกรรมการรัฐและรัฐวิสาหกิจกันทั่วหน้า มีรายได้ 5 - 15 ล้านบาทต่อปี หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร เป็นการเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติประชาชน กรรมการของปตท. ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงผิดปกติ เอากำไรมาก เอามาไปเป็นโบนัสและเงินปันผล จ่ายให้แก่กรรมการและผู้ถือหุ้น ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วหน้า  

การเมืองใหม่ควรจะช่วยหยุดยั้งปัญหานี้

.

เรียงลำดับพลังทางการเมือง ตามโครงสร้างเดิมในระบอบประชาธิปไตย จากมากไปหาน้อย

1) ข้าราชการระดับสูง เป็นเจ้านายประชาชน เป็นผู้ถือหมายกำหนดการของประเทศ ตามความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ 

2) นักวิชาการระดับสูง เป็นผู้กำหนดปรัชญา หรือวิชชา หรืออวิชชา ของประเทศ เพื่อประโยชน์กลุ่มผลประโยชน์

3) นายทุน ผู้คอยวิ่งเต้น ข้าราชการระดับสูง นักวิชาการระดับสูง และนักการเมือง เพื่อประโยชน์ตน

4) นักการเมือง ออกกฎหมาย และบริหารประเทศ ตามที่คนระดับบนต้องการ

5) สื่อมวลชน ทำงานรับใช้ทุนและคนระดับบน เพื่อปากและท้องของตน ทอดทิ้งประเทศชาติและประชาชน 

6) พ่อหลวง และประชาชน ผู้ด้อยโอกาสที่สุดของระบบ (ประชาชนเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ)

.

เรียงลำดับพลังทางการเมืองที่น่าจะเป็น ตามโครงสร้างใหม่ในระบอบประชาธิปไตย จากมากไปหาน้อย

1) พ่อหลวง และประชาชน (ประชาชนเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ)

2) สื่อมวลชน ทำมาหากิน เห็นแก่ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตรย์ ลดเลิก ขายข่าวอบายมุข ข่าวตื่นเต้น ข่าวที่ไม่ประเทืองปัญญา ข่าวอวิชชา    

3) นักการเมือง ออกกฎหมาย และบริหารประเทศ เพื่อรับใช้พ่อหลวงและประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ

4) นายทุน ไม่วิ่งเต้น เพื่อการเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศ สร้างและขายสิ่งที่จำเป็นต่อระบบ ไม่สร้างหรือขายสิ่งที่ลวงหลอกระบบ ลดเลิกสร้างและขายอบายมุขต่อระบบ 

5) นักวิชาการระดับสูง กำหนดปรัชญา หรือวิชชา เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ  

6) ข้าราชการระดับสูง เป็นผู้รับใช้ ประเทศชาติ ประชาชน ไม่ใช่เอาแต่เป็นเจ้านายประเทศชาติประชาชน

.

ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้เกิดจากนักการเมืองแต่อย่างเดียว แต่เกิดจาก 5 อาชีพของคนระดับบนของประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนน้อยของระบบ เป็นพลังทางการเมืองที่ผิดทิศทาง คือพลังทางการเมืองเป็นของคนกลุ่มน้อยในระบบหรือของคนระดับบน

การแก้ปัญหา การเมืองของประเทศไทย ต้องยุติพลังทางการเมืองที่ผิดทิศทาง ทำให้พลังทางการเมือง มาเป็นของคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ หรือเป็นของประชาชนคนทั่วไป

.

แนวทางเจริญต่อผู้บริหารระดับบน เพื่อประเทศชาติประชาชน

ผู้บริหารระดับบน ยกตัวอย่างเช่น นักการเมืองไม่มีศีล 5 แม้แต่ข้อเดียว

ศีล 10 เป็นศีลของสามเณร แต่ผู้ที่ศรัทธาทั่วไป ก็สามารถนำมาประพฤติ ปฏิบัติได้

ในทางธรรม มีแต่ พระคุณ คืออบรม บ่มเพาะ ไม่ให้ทำผิดศีลตามที่ระบุไว้ แม้มีการทำผิดศีลก็ไม่มีการลงโทษ หรือลงโทษไม่ได้ แต่บอกว่าเป็นไปตามกรรม กรรมใดใครก่อก็เป็นของคนนั้น ผู้ทำกรรมดีก็จะได้รับกรรมดี ผู้ทำกรรมชั่วก็จะได้รับกรรมชั่ว ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ปุถุชนคนทั่วไปจะเข้าใจได้ 

ในทางโลก สามารถใช้ พระเดช กำกับได้ และหรือเมื่อมีการทำผิดจากข้อที่กำหนดไว้ ก็ลงโทษตามกฎหมายได้ 

คนระดับล่าง เมื่อทำความไม่ถูกต้อง ความเสียหายก็ไม่มาก คนระดับบน เมื่อทำความไม่ถูกต้อง ก็จะเสียหายมาก

ยกตัวอย่างเช่นการฉ้อโกงทรัพย์ คนระดับล่างโกงได้แต่ระหว่างบุคคลต่อบุคล หรือบุคคลกับองค์กร คนระดับบนฉ้อโกงได้กับประเทศชาติ กับงบประมาณแผ่นดิน กับทรัพยากรณ์ของประเทศ

การพ่ายแพ้และล่มสลายของประเทศชาติที่ผ่านมา จึงไม่ได้เกิดจากคนระดับล่าง แต่เกิดจากคนระดับบน ไม่ว่าการเสียกรุงในอดีต การล่มสลายทางเศรษฐกิจ ก็เกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญา คุณธรรมจริยธรรมของคนระดับบน

เงิน(ศีลข้อ 10) คืออสรพิษ ที่สามารถนำความเลวร้ายมาสู่ระบบได้แบบสุดกู่ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยช่วงประมาณ 15 ปีมานี้   

วาทกรรม บอกกันว่า นักการเมืองและข้าราชการ คือผู้รับใช้ประชาชน แต่ในทางที่เป็นจริง ที่พบเห็นกัน นักการเมืองและข้าราชการทำตัวเป็นเจ้านายประชาชน ไม่ต่างอะไรกับศักดินาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช หรืออาจจะใช้อำนาจมากกว่า กฎหมายไม่สามารถแตะต้องได้อีกต่างหาก ศักดินาและนักการเมืองต่างช่วยเหลือกันและกัน ก่อให้เกิดการชำเราประเทศ

บัญญัติสู่การเมืองใหม่ จึงได้นำเรื่องของศีล 10 มาประยุกต์ใช้กับผู้บริหารระดับสูงของประเทศ "ใช้พระเดช" ให้นักการเมืองเป็นนักอาสาหรือเป็นนักบุญ นักบุญก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักบวช คนธรรมดาก็เป็นได้ เป็นผู้ที่มีสัมมามรรค และถือศีล 10 เป็นอย่างน้อย ศีลไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องที่ดี ระบบปฏิเสธเรื่องที่ดี แล้วระบบนั้นจะเป็นระบบที่ดีได้อย่างไร

.

ปรัชญาบัญญัติสู่การเมืองใหม่

"นักการเมือง(ผู้บริหารประเทศระดับสูง) จะต้องเป็นนักอาสาที่แท้จริง หรือเป็นนักบุญ เป็นผู้ที่รับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นนายประชาชน ที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีสินทรัพย์เป็นของตนเอง แต่ให้รัฐเลี้ยงดูสมาชิกและคู่สมรสไปจนตลอดชีวิต ส่วนลูกหลาน ญาติ ของสมาชิกผู้บริหารระดับสูง มีการเลี้ยงดูแบบมีเงื่อนไข"

มีการเลือกตั้ง โดยผู้ลงรับสมัครเลือกตั้งมีการหาเสียง โดยรัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่างในการหาเสียง ทั้งทางภาคสนามและผ่านสื่อ ให้เวลาและโอกาสตามสถานที่ที่เท่ากัน "ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่ตั้งใจเสียสละแล้ว และยินดีจะปฏิบัติตน ตามข้อบัญญัติสู่การเมืองใหม่" จะหาเสียงโดย บอกว่าปัญหาของประเทศอยู่ที่ใด และจะทำการแก้ไขอย่างไร

สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง จะมีทั้งผู้แทนบริหารส่วนกลาง และผู้แทนบริหารงานส่วนท้องถิ่น

ช่วงแรก ควรจะมีผู้แทนบริหารส่วนกลางก่อน ผู้แทนบริหารงานส่วนท้องถิ่น ไว้ดำเนินการภายหลัง หลังจากการบริหารส่วนกลางทำระบบให้มั่นคงแล้ว เพื่อการเป็นแม่แบบของผู้บริหารงานส่วนท้องถิ่น 

สมาชิกผู้ประเทศส่วนกลาง ควรจะมี 3 กลุ่ม เรียกว่า "สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง"

1) กลุ่มที่ทำหน้าที่ออกกฎหมาย (คล้ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิก) จำนวน... คน

2) กลุ่มที่กำหนดนโยบายและบริหารประเทศ (คล้ายคณะรัฐมนตรี) จำนวน... คน

3) กลุ่มบริหารองค์กรรัฐ และองค์กรรัฐวิสาหกิจ (คล้ายกรรมการบริหารองค์กรรัฐ และองค์กรรัฐวิสาหกิจ) จำนวน... คน

เขตเลือกตั้ง แบ่งตามภาคทางภูมิศาสตร์ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ ตามอำเภอ ตามจังหวัด สัดส่วนผู้แทน เป็นไปตามจำนวนประชากรของแต่ละภาค ของแต่ละจังหวัด ของแต่อำเภอ หรือตามแต่วิธีที่จะเห็นสมควร

ระบบนี้จะไม่มีพรรคการเมือง

แต่จะมีตัวแทนจากภาคต่างๆ ที่เสียสละเข้ามาบริหารประเทศ เข้ามารับสมัครการเลือกตั้ง   

จำนวน "สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง" จะต้องมี 2 เท่า ของตำแหน่งหน้าที่จริง เช่น สมมุติตำแหน่งผู้บริหารจริง 2,500 ท่าน ต้องรับสมาชิกทั้งหมด 5,000 ท่าน

ให้มีการเลือกกันเองของผู้แทนในกลุ่ม 5,000 ท่าน เอา 2,500 ท่านมาเป็นผู้บริหารระดับสูง อีก 2,500 ท่านที่เหลือ จะรับหน้าที่เป็นผู้ช่วย หรือผู้ตรวจสอบ

ให้มีการผลัดเปลี่ยน สลับกันบริหารประเทศระหว่าง 2 กลุ่มนี้ (หรือตามแต่วิธีการใดที่คิดว่าเหมาะสม) ทุกๆ 5 ปี 

อายุของ "สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง" อยู่ระหว่าง 45 - 75 ปี

การศึกษาของผู้สมัครต่ำสุด จบมัธยมต้น สูงสุด ไม่จำกัด  

"สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง" ที่อายุเกิน 75 ปี จะถูกเกษียณจากกลุ่ม ไปเป็นเพียงที่ปรึกษา แต่รัฐจะเลี้ยงดูไปจนตลอดชีวิต ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนราชการอย่างเดียว ไม่ให้ไปเป็นที่ปรึกษาต่อเอกชนใดๆ ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่มีรายได้จากเอกชนก็ตาม

การรับสมัครเลือกซ่อม  อาจจะทำทุก 10 ปี หรือตามที่เห็นว่าสมควร เลือกตั้งทดแทน "สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง" ที่เกษียณอายุที่ 75 ปี หรือที่ถึงแก่กรรม

มีกองทุนสมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้น เพื่อคอยบริหารจัดการ การเลี้ยงดู และดูแลสมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง ครบทั้งปัจจัย 4 ทั้ง ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม การรักษาพยาบาล ค่าการเดินทาง ค่าการพักผ่อน ฯลฯ และ ดูแลไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต สมาชิกผู้บริหารระดับสูงของประเทศ จะไม่มีมรดกไว้ให้ใคร เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิต มีแต่ความพากภูมิใจ ที่มอบไว้แก่ประเทศชาติ ประชาชน

สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง ไม่รับการบริจาค ไม่รับสินจ้าง รางวัลเป็นเงินทอง จากคนนอก

คนในครอบครัวผู้บริหารระดับสูง จะได้รับค่าใช้จ่าย จะได้รับการดูแล และได้รับการอุปถัมภ์ ด้วยปัจจัย 4 เช่นกัน คือมีอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม การรักษาพยาบาล ค่ายานพาหนะ ค่าการเดินทาง ค่าแม่บ้าน รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาบุตรธิดาของสมาชิกผู้บริหารระดับสูง ส่งเสียให้การศึกษาสูงสุดระดับปริญญาเอก ของสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ การคัดเลือกผู้ศึกษาไปศึกษาต่างประเทศ จะถูกกำหนดเป็นสัดส่วนต่อผู้ศึกษาในประเทศ

บุตรธิดาของของสมาชิกผู้บริหารระดับสูง แต่งงานมีครอบครัว กองทุนฯ จะออกค่าใช้จ่ายและจัดงานแต่งงานให้ ให้ที่อยู่อาศัย และให้ทุนจำนวนหนึ่ง และให้พ้นจากอุปถัมภ์ดูแลจากกองทุนฯ เมื่อมีครอบครัว หรือเมื่อมีงานทำเป็นส่วนตัว มีรายได้เป็นของตัวเอง 

บุพการีของผู้บริหารระดับสูง จะได้รับการเลี้ยงดูไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการฌาปนกิจ เช่นเดียวกับผู้บริหารระดับสูงนั่นเอง   

งานของสมาชิกผู้บริหารระดับสูง เป็นงานอาษา เสียสละ จะไม่มีทรัพย์สินเป็นของส่วนตน "ปวารณาตน จะไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวไปจนตลอดชีวิต" ไม่มีเงิน เดือน ไม่มีโบนัส กองทุนฯ อาจจะมีการตั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัว จำนวนหนึ่ง เผื่อต้องซื้อของจำเป็นทั่วไป ท่านใดจะขอเบิกเท่าใดก็ได้ แต่ไม่เกิดที่กำหนดไว้

รูปแบบการเมืองใหม่นี้ รายได้ของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กรรมการองค์กรรัฐ และองค์กรรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารระดับสูง จะไม่มีความแตกต่างกัน และไม่น่าเรียกว่ารายได้ เป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมากกว่า 

พนักงานและเจ้าหน้าที่ระดับทั่วไป ขององค์กรรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ยังคงมีรายได้จากเงินเดือนตามปกติที่เคยเป็นมา

ให้แยกวิสาหกิจให้ชัดเจน วิสาหกิจที่เป็นสาธารณูปโภค ควรเป็นของรัฐทั้งหมด ที่ไม่ใช่สาธารณูปโภค ควรจำหน่ายจ่ายออกให้เอกชน และไม่ให้รัฐตั้งขึ้นมา จะเป็นการไปแข่งขันกับเอกชน

เอกชนเป็นผู้ผลิตหรือผู้ดำเนินกิจการ(operator) ราชการจะเป็นผู้ควยคุมกฎ(regulator)

กรรมการองค์กรรัฐหรือองค์กรรัฐวิสาหกิจ ไม่ควรเกิน 10 ตำแหน่ง ไม่ใช่มี 15 -20 ตำแหน่งเหมือนทุกวันนี้

ตำแหน่งกรรมการจะต้องไม่เกิดซ้ำซ้อน ให้ 1 ท่านมี 1 ตำแหน่ง ไม่ใช่ 1 ท่านมี 5-6 ตำแหน่ง

สื่อของรัฐ ควรมีแต่พอเหมาะ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ สื่อ Social media ประชาสัมพันธ์เฉพาะงานของรัฐ

สื่อเอกชน ให้รับใช้เอกชนโดยตรง

ไม่ให้รัฐบาล และหน่วยงานรัฐ เป็นผู้อุปถัมภ์สื่อเอกชน หากรัฐบาลและหน่วยงานรัฐให้อุปถัมภ์แก่สื่อเอกชน จะทำให้เกิด "การเบี่ยงเบนคุณภาพการบริหารงานราชการ ของผู้บริหารประเทศ" เช่นบริหารประเทศไม่ดี แต่ออกสื่อว่าดี  บริหารประเทศเกิดความเสียหาย ก็โฆษณาชวนเชื่อว่าไม่เสียหาย เป็นการให้ภาพที่ไม่ตรงจริงแก่ประชาชน ครอบงำประชาชนด้วยการข่าว และการโฆษณาชวนเชื่อ ดังเช่นการนำเสนอของสื่อในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา

สื่อเอกชน ต้องได้รับการอุปถัมภ์จากเอกชนด้วยกันเท่านั้น เพื่อเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของระบบ เช่นหากเศรษฐกิจไม่ดี ค่าอุปถัมภ์รายการก็จะไม่ดีไปด้วย สื่อเอกชนจะได้สะท้อนภาพนี้ได้อย่างตรงจริง เพราะสื่อเองก็ได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นกัน จะทำให้สื่อรับผิดชอบข่าวสารข้อมูลของระบบอย่างตรงตามความเป็นจริง เพื่อที่จะทำให้ระบบเจริญมั่นคงขึ้นจริง อันจะทำให้อาชีพสื่อมีความเจริญมั่นคงตามไปด้วย

สื่อเอกชนที่ดีหากเป็น สื่อแบบบุญนิยมสาธารณะโภคีด้วย เพื่อที่จะไม่ตกเป็นทาษของเจ้าของทุน ในการโฆษณาสินค้า และกระบวนการของระบบ ทำให้ราคาสินค้าแพงเกินปกติ และกระบวนการของระบบเบี่ยงเบนไปจากศีลธรรมอันดีงาม  


สรุป

ผู้แทน “สมาชิกผู้บริหารประเทศระดับสูง' จะไม่มีสมบัติเป็นของส่วนตนไปจนตลอดชีวิต รัฐจะเลี้ยงดูไปจนตลอดชีวิต

จะทำให้คนเก่งคนดี ไม่ถือเงินเป็นพระเจ้า ได้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูงของประเทศด้วย

เมื่อไม่ให้ผู้บริหารระดับบนมีทรัพย์สินเป็นของส่วนตน ก็จะทำให้ตั้งใจบริหารประเทศ ไม่คิดแสวงหาทรัพย์สินหรือสะสมทรัพย์สินเป็นของส่วนตน ทำให้ผู้บริหารระดับสูงไม่เอารัดเอาเปรียบระบบ ไม่คอร์รัปชันระบบ ก็จะนำความมั่งคั่ง มั่นคง ความเจริญ การอยู่ดีมีสุขมาสู่ระบบ

ตำแหน่งทางการเมือง และตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในระบบการเมืองการปกครองแบบเก่า พบว่ามีการสืบทอดให้ญาติ ภรรยา บุตร บิดามารดา ลูกพี่ลูกน้อง พี่เขย น้องเขย พี่สะใภ้ น้องสะใภ้ การเมืองการปกครองใหม่ จะลดการสืบทอดมรดกอำนาจ แก่ญาติได้ หากญาติจะเข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูง ก็เข้ามาตามแนวบัญญัติการเมืองใหม่ดังกล่าว ก็จะไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

การเมืองเก่า พบว่านักการเมืองหน้าเดิม ที่ผัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาบริหารงานกัน บางท่านอายุ 70 - 80 ปีก็ยังเป็นผู้แทน มั่งคั่งร่ำรวยกันเป็นส่วนใหญ่ การเมืองใหม่ ก็จะเป็นคนหน้าเดิมเช่นกัน คือให้เป็นผู้บริหารระดับสูงไปจนกว่าเกษียณอายุ หรือเสียชีวิต เพียงแต่ไม่มีการสะสมทรัพย์สินเป็นของตนเอง ไม่มีมรดกให้ลูกหลาน

การแต่กแยกของคนในชาติ เกิดจากการแย่งอำนาจแย่งผลประโยชน์กันของกลุ่มผลประโยชน์และนักการเมือง การเมืองใหม่จะยุติการแตกแยกของคนในชาติ เนื่องจากไม่ให้ผู้บริหารระดับสูงมีสินทรัพย์เป็นของส่วนตน คนทั้งทั้ง 2 ฝ่ายหรือหลายฝ่าย จะรู้สึกว่าไม่มีฝ่ายใดมาเอาอำนาจและผลประโยชน์ไปเป็นของส่วนตน ก็จะยุติความแตกแยกทั้งระบบลงได้  

ประเทศชาติ ไม่ได้มีปัญหาทางด้านการเมืองอย่างเดียว ทางด้านเศรษฐกิจก็มีปัญหา ต้องแก้ไขสิ่งผิดปกติที่อยู่ในระบบควบคู่กับการพัฒนาทางการเมืองใหม่ด้วย จะทำให้เกิดการพัฒนาที่สมบูรณ์


Entries เพื่ออ่านประกอบเรื่องนี้

1) บุญนิยม ทุนนิยม กองทุนนิยม ..ความแตกต่าง http://t.co/WGfhp0I

2) ระบอบประชาธิปไตยวิถีพุทธ ทางเจริญมั่นคงเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไทย  http://t.co/NcRTP3i

3) กลไกตลาดทุนและตลาดเงิน กับต้นเหตุการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก http://t.co/RwNfPmz


ของเดิม นำเสนอไว้เมื่อ : 10/10/2551 ..
ส่วนที่เห็นนี้ ปรับปรุงใหม่เมื่อ : 11/5/2554 และ 15/5/2554


http://twitter.com/indexthai2
Google+ และ facebook: Suthipong Prachayapruit
indexthai2@yahoo.com



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ลุงวอ วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 16.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
indexthai วันที่ : 04/08/2011 เวลา : 09.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

.

"มีตรงไหนในศาสนาพุทธหรือในพระไตรปิฏก
บอกให้นักการเมืองต้องเป็นนักบุญ ทำงานไม่เอาเงินเดือน ต้องกลายเป็นคนอนาถาให้รัฐเลี้ยงตลอดชีวิต" (Puwadej Potitappa #FB)

http://www.facebook.com/groups/tissiam/?view=permalink&id=253637541331602

ก็ศีลข้อ 10 ไง

ในศานาพุทธ ศีลข้อ 10 กำหนดว่า เว้นจาการรับทองและเงิน
ในทางธรรม ได้แต่ชี้แนะ สั่งสอน คุณจะทำก็ได ไม่ทำก็ได้
อย่างเช่นการฆ่าสัตว์ ฆ่าคน
ในทางธรรม ไม่ได้ไปเอาผิดอะไรคุณ ไม่มีอะไรที่จะไปลงโทษคุณได้ เป็นเรื่องของพระคุณ
ในทางโลก มีกฎหมาย ลงโทษ เอาคุณ Pewadej เข้าคุก หรือเอาไปประหารชีวิตได้

ทางการเมือง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
คือคิดจะให้ผู้บริหารระดับสูง เสียสละเอง ด้วยความเต็มใจเอง
แต่ความจริงที่ปรากฏ ผู้บริหารระดับสูง เสียสละเอง ด้วยความเต็มใจเอง หรือไม่
ตอบว่าไม่
นอกจากไม่เสียสละแล้ว ยังเข้าไปคอร์รัปชั่น กอบโกย เอารัดเอาเปรียบระบบ
ไม่สนใจว่าประเทศชาติประชาชน จะเดือดร้อน ย่อยยับหรือไม่

เรื่องของพุทธทาส ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่ผมนำเสนอ
เป็นคำสอน ของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของการใช้พระคุณ มีแต่พระคุณ

เรื่องที่ผมนำเสนอ ก็คือ แปรเปลี่ยนรูปแบบทางพุทธ มาเป็นการปฏิบัติทางโลก
คือแปรเปลี่ยนจาก.. "การใช้พระคุณ" มาเป็น "การใช้พระเดช"

"ออกกฎหมาย" ให้ผู้บริหารระดับสูง
"ไม่มีเงินเดือน ไม่มีสินทรัพย์เป็นของตนเอง
แต่ให้รัฐเลี้ยงดูสมาชิกและคู่สมรสไปจนตลอดชีวิต
ส่วนลูกหลาน ญาติ ของสมาชิกผู้บริหารระดับสูง มีการเลี้ยงดูแบบมีเงื่อนไข"

ไม่ใช่เป็นคนอนาถา แบบที่คุณ ภูวเดช เข้าใจ แต่เป็นคนที่มีเกียรติสูงสุดของประเทศ

เจอคุณ ภูวเดช บ่อย ไม่พบว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง
ฟังพระองค์เดียวกันเทศน์ ก็เข้าใจไม่ถึง หรือเข้าใจไปคนละทิศละทาง
ไม่ให้เกีรยติผู้คน ไม่เปิดหน้า มาวิจารณ์คนอื่น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indexthai วันที่ : 19/06/2011 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ก้าวต่อไปหลังโหวตโน !

คำนูณ สิทธิสมาน 19 มิถุนายน 2554 14:56 น.

ยินดีที่เห็น ASTV โดยพี่หญิง-อัมพา สันติเมทนีดลสัมภาษณ์พิเศษท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพียงแต่ไม่อยากให้หยุดอยู่แค่นี้ ควรจะต้องมีการทำสกู้ปพิเศษเชิง Investigative Reporting ในประเด็นแนวความคิดของท่านต่อเนื่องไปแม้ว่าจะผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว

เพราะคำถามหนึ่งต่อขบวนรณรงค์โหวตโนก็คือหลังจากได้คะแนนอย่างมีนัยสำคัญแล้วยังไง ?

ถ้าโหวตโนคือก้าวแรก แล้วก้าวที่สองที่สามคืออะไร ??

ผมไม่ได้ยึดมั่นแนวความคิดของท่านผู้นี้เป็นสรณะ แต่ผมเชื่อว่าเป็นตัวอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่างสำคัญ และท่านก็ยืนหยัดมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีรูปธรรมเป็นตัวอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประยุกต์ตามแต่ละสถานการณ์ที่พลิกผันไป ซึ่งแม้จะประยุกต์ปรับเปลี่ยนไปบ้างแต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสารัตถะสำคัญ

ล่าสุด ท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ไปอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศในหัวข้อ “ปฏิรูปประเทศ : ปฏิรูประบบรัฐสภาเพื่อการพัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย” ให้กับสถาบันพระปกเกล้าในช่วงเดือนสิงหาคม 2553 นับถึงวันนี้ก็เกือบ 1 ปีเต็มมาแล้วมา อาศัยที่ถ้อยคำที่ท่านพูดบางคำบางประโยคนั้นดู “แรง” จึงทำให้ปรากฏเป็นข่าวฮือฮาในวงเล็ก ๆ อยู่วันหนึ่ง แต่ก็นเท่านั้น เป็นข่าวพาดหัวอยู่วันเดียวแล้วก็เงียบหายไป เหมือนที่เคยเป็นมาโดยตลอดกับแนวคิดของท่านตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา

โดยหลักแล้วท่านเห็นว่าปัญหาวิกฤตของประเทศเกิดจากระบอบเผด็จการรัฐสภา หรือระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน

ถ้าจะแก้ไขก็มีแต่ต้องทำลายระบอบ/ระบบนั้นในทันที !

จริง ๆ แล้วสารัตถะของแนวความคิดนี้ไม่ต่างจากแนวความคิดปฏิวัติประชาธิปไตยของนักเคลื่อนไหวมวลชนกลุ่มหนึ่งที่สืบมรดกความคิดมาจากท่านอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร แน่นอนพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธอยู่ในสกุลความคิดนี้ด้วย

วิธีการแก้ไขในเบื้องต้นที่ท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์เสนอว่าต้องทำทันทีก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย ๆ สองสามประการ คือ

1) ไม่บังคับผู้สมัครส.ส.ให้ต้องสังกัดพรรคการเมือง

2) พรรคการเมืองไม่มีอำนาจให้ส.ส.ที่ไม่ปฏิบัติตามคำบงการพ้นจากตำแหน่ง

3) ไม่บังคับว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากส.ส.เท่านั้น

จากนั้นขั้นต่อไปก็คือเริ่มกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อการปฏิรูปการเมือ และการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมือง ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ โดยผ่านระบบการคัดเลือกจาก “รัฐบุรุษ” หรือ “ผู้นำ” ในความหมายของ Statesman ไม่ใช่ในลักษณะของ “สภา” หรือ “สมัชชา” ที่มีที่มาหลากหลาย

ขั้นสุดท้ายเมื่อได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องทำเสร็จพร้อมกันแล้วให้นำมาผ่านการลงประชามติจากประชาชนโดยตรง

ไม่ว่าใครจะเห็นพ้องหรือเห็นต่างอย่างไรท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ก็ยืนยันของท่านอย่างนี้ มาเกือบ 20 ปีแล้วนับตั้งแต่นำข้อเขียนเรื่อง “รัฐธรรมนูญ : โครงสร้างและกลไกทางกฎหมาย” เสนอต่อที่ประชุมในการสัมมนาทางวิชาการที่โรงแรมเอเซีย จัดโดยสถาบันนโยบายศึกษา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 และเป็นหัวหน้าคณะวิจัยรวมทั้งเขียนบทความต่อเนื่องด้วยตนเองตลอด 2 ปีต่อมา ก่อนจะตกรวบยอดเป็นบทสรุปด้วยการเขียนบทความขนาดยาวเรื่อง “Constitutionalism : ทางออกของประเทศไทย” ลงในนสพ.ผู้จัดการรายวันช่วงเดือนเมษายน 2537 สมัยเมื่อผมเป็นบรรณาธิการข่าวการเมืองและบรรณาธิการบทความ และจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มโดยสถาบันนโยบายศึกษาในอีก 3 เดือนต่อมา

ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสีก็เคยนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของคณะกรรมการพัฒนา ประชาธิปไตย (คพป.) เมื่อปี 2537 อย่างจริงจัง

คุณบรรหาร ศิลปอาชานำมาหาเสียงเลือกตั้งในปี 2538 เป็นสัญญาประชาคมของพรรคชาติไทยว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางคพป.นี้ และจะเพราะสัญญาประชาคมนี้หรือไม่ ไม่ทราบ แต่ท่านก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศนี้หลังการเลือกตั้งครั้งนั้น และได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษาหาแนวทางทำตามสัญญาประชาคมโดยมีคุณชุมพล ศิลปอาชาเป็นประธาน

เป็นรากฐานที่นำไปสู่การแก้ไขมาตรา 211 รัฐธรรมนูญ 2534 ในปี 2539

ก่อให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 ขึ้นมาในที่สุด แต่เป็นรูปแบบสภาหรือสมัชชา แตกต่างไปจากแนวคิดเดิม จึงก่อให้เกิดเป็นข้อจำกัด แม้นวัตกรรมทางการเมืองหลายอย่างจะมาจากแนวคิดวิชากฎหมายมหาชนยุคใหม่ที่นำเสนอโดยท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ แต่หลักสำคัญที่สุดสองสามประการที่ผมกล่าวข้างต้นไม่ได้รับการแก้ไข เพราะไม่สามารถยืนหยัด “ทานกระแส” ที่เชื่อผิด ๆ ต่อ ๆ ตามกันมา

ผลที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนั้นในที่สุดจึงคือการกระชับอำนาจให้กับระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน

ท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ไม่ได้ย่อท้อ หรือเปลี่ยนแปลงความคิด ท่านนำเสนอแนวคิดพื้นฐานของท่านอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งหนึ่ง 2 ศิษย์เอกอย่างท่านอาจารย์สมยศ เชื้อไทยและท่านอาจารย์บรรเจิด สิงคเนติถึงกับก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคหนึ่งชื่อ “พรรคทางเลือกที่สาม” ในช่วงปี 2547 ช่วงวิกฤตเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2553 ก่อนจะนองเลือด ท่านก็เสนอทางออกของประเทศไทยอีกครั้งภายใต้แนวคิดพื้นฐานเดิมแต่ประยุกต์ไป ตามสถานการณ์

เมื่อเกิดกระแส “ปฏิรูปประเทศ” ขึ้นควบคู่กันไป ท่านก็ออกมาตอบโจทย์อีกว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง 2 ขั้นตอน

เสนอตัวอย่าง “ร่างต้นแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” ออกมาด้วย !

จุดอ่อนประการสำคัญของท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ก็คือภาคประชาชนส่วนหนึ่งกล่าวหาท่านว่าไม่เห็นพลังของมวลชน ไปเน้นแต่ชนชั้นนำมากเกินไป

ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะเชื่อแนวทางการวิเคราะห์สังคมไทยตามหลักสังคมวิทยาการเมือง

ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ท่านวิจารณ์แนวทางตั้งสมัชชาของท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสีที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่า การแก้ปัญหาการปฏิรูปประเทศไม่ได้อยู่ที่จำนวนของสมัชชา และคาดหมายว่าสิ่งที่คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปจะได้จากสมัชชาทั้ง 14 สมัชชา ก็คือ ความคิดเห็นที่หลากหลาย จนจับสาระและเหตุผลไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะทำให้ข้อเสนอเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร

ครับ... ถ้าโหวตโนคือก้าวแรก แล้วก้าวที่สองที่สามคืออะไร ??

แนวความคิดของท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ควรเป็นหนึ่งในตัวตั้งสำคัญที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำมาพิจารณาเพื่อหาคำตอบร่วมกับมวลชนแล้วร่วมกันกำหนดก้าวเดินต่อไป

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
indexthai วันที่ : 10/06/2011 เวลา : 17.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เมื่อสิ่งที่ทำเป็นสัมมามรรคจริง
สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน
ศึกษาและรู้จักสิ่งนั้นให้ถ่องแท้
ยึดมันแนวทางศีลให้ได้ ด้วยกาย วาจา ใจ (ไม่ใช่แต่ปาก)
คนทั่วไปทำไม่ได้ เพราะ กิเลสส่วนตน ผลประโยชน์ส่วนตน
ง่ายๆ คือ เงิน หลายคนที่แสดงออก ดูได้ เงินเป็นตัวนำ
อีกประเภท คือไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ อวิชชา หลงการเมืองแต่ละฝ่าย
แม้จะมีข้อมูล การทำไม่ดี ของแต่ละฝ่ายก็ตาม
ลำบากมาก คิดไม่เอารัดเอาเปรียบระบบมี 1%
หาเงิน เอารัดเอาเปรียบ มี 99%
ตราบใดไม่ถึงอรหันต์ ก็มีกิเลสกัน
ระบอบที่เจริญ ต้องหาทางลดกิเลส
แต่ระบอบมันไม่ดี
ทำให้คิดแย่งผลประโยชน์กัน
แหล่งที่แย่งผลประโยชน์สูงสุด คือทางการเมือง
จริงๅ ผมไม่โทษ นักการเมือง ทั้งหมด โทษระบอบ
นักการเมืองในระบบแบบนี้ หลงไหลในกิเลส ..จึงอ่อนแอ ..ตกเป็นทาษกิเลส
ต้องปฏิรูประบอบ ผมนำเสนอ เรื่องระบอบที่ดี มาหลายปีแล้ว
คนกิเลสหนา ก็หาว่าเรื่องที่ผมนำเสนอ สุดโต่ง
คนกิเลสปานกลาง ก็ว่าเรื่องที่ผมนำเสนอ พอใช้ได้
คนกิเลสน้อย จะรู้ และยอมรับ
การเมืองทางเลือก ยุติการเมืองน้ำเน่า ยุติความแตกแยก http://t.co/IkrWL4m

การเมืองทางเลือก จะทำให้ไม่เกิดคนอย่าง อภิสิทธิ์ ทักษิณ http://t.co/IkrWL4m
http://t.co/IkrWL4m กิเลสหนาก็บอกสุดโต่ง เป็นไปไม่ได้
http://t.co/IkrWL4m คิดว่าจะไม่มีใครเอาด้วย
http://t.co/IkrWL4m ที่เปลี่ยนระบบไม่ได้ เพราะกลุ่มกิเลสหนาเขาคุมการออกกฎหมาย
http://t.co/IkrWL4m กลุ่มใดออกกฎหมาย ประโยชน์ก็ได้แก่กลุ่มนั้น
คนคิดเสียสละจริงๆมีอยู่ ..แต่เข้ามาไม่ได้
ถูกกีดกันด้วยรูปแบบของระบบ ด้วยเงิน ด้วยผลประโยชน์

หากออกแบบตามระบอบที่ผมนำเสนอ
จะทำใหเได้ "ไม่รับเงินเดือน ไม่มีสินทรัพย์ส่วนตน" มาเป็นผู้บริหาร
คนแบบนี้มีอยู่ แต่ไม่มีโอกาส (ถูกกีดกันด้วยระบบ)
คนกิเลสหนา คิดที่จะมาเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ก็ไม่คิดจะเข้ามา ..เพราะเข้ามาแล้วไม่ได้อะไร
ความเจริญ ดีงาม ก็จะเกิดขึ้นกับระบบ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
อริยทัศน์ วันที่ : 30/05/2011 เวลา : 08.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aryatasna

โดนใจ..จัง ๆ
เยี่ยมครับ...
ขอเอาไปเผยแพร่ต่อนะครับ....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
กอบธรรม วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 11.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anakkumlangbai
ก่อนเกิดใครเป็นเรา? ...เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร? ...ใครที่ว่าไม่นานก็ฝังบ้าง เผาบ้าง ..ไม่เชื่อให้ญาติคอยสังเกตุไว้ได้เลย.

สวัสดีครับ
แวะมาอ่านบทความดีๆ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
indexthai วันที่ : 21/05/2009 เวลา : 09.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

บุญนิโยมิคส์ ศักดิโนมิคส์ ทักษิโณมิกซ์ (การเมืองใหม่)
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/05/03/entry-1

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ครูแดง วันที่ : 06/02/2009 เวลา : 13.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Chaniya วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thailand-my-country


Vote ให้ ด้วยคิดเห็นตรงกัน

อีกไม่นานหรอกค่ะที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ความยุติธรรมและความเท่าเทียมแห่งความเป็นเพื่อนมนุษย์จะมาถึง

อันเนื่องมาจาก "กิเลสและอำนาจนิยม" ใกล้จะถึงกาลอวสาน ทั้งนี้ก็ย่อมเป็นไปตามกฏแห่งการเปลี่ยนแปลง

เมื่อนั้นก็จะได้เห็นประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ใช่ไปเป็นเครื่องมือเขาอย่างที่เห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 31/10/2008 เวลา : 19.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 


เอ็นทรี่นี้โดนใจเสี่ยวไทบ้านเต็มๆ มอบให้หนึ่งโหวตครับทั่น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 31/10/2008 เวลา : 08.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanna
เฒ่า..เล่าเรื่อง

อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นครับ
ปัญหามีอยู่ว่า กลุ่มคนในระบบศักดินาธิปไตย จะยอมรับข้อเสนอนี้หรือครับ โดยเฉพาะ บัญญัติสู่การเป็นการเมืองใหม่ 7 ประการข้อที่ให้ผลตอบแทนคนทำงานเดือนละ 10,000 บวกเบี้ยประชุม คนเหล่านี้เคยได้ผลประโยชน์มหาศาล และที่รบราฆ่าฟันกันทุกวันนี้ก็เพื่อให้ได้อำนาจและผลประโยชน์ที่ว่า ข้อเสนอของอาจารย์ผมเห็นด้วย แต่ห่วงว่าจะมีคนเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้สักกี่คน ผมเพิ่งกลับจากสุโขทัย พูดคุยกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วได้ข้อสรุปว่า สู้ไปคงเหนื่อยเปล่า เพราะคนชนบทยังไม่รู้ว่าจะสู้ไปทำไม สู้หากินเอาตัวรอดไปวัน ๆ ดีกว่า... แต่ถึงกระนั้น ผมก็พยายาม "ขายความคิด" ในหลาย ๆ เรื่อง อย่างที่อาจารย์อ่านพบนั่นแหละครับ คือ ผมคิดว่า สะเก็ดแผลมันใหญ่มาก หากช่วยกันสะกิดคนละนิดคนละหน่อย สะกิดกันบ่อย ๆ สะเก็ดอาจหลุดกระเด็นออกไปได้ครับ
ผมคนนึงละที่ยังไม่ละความพยายามครับอาจารย์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน