*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531227
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 4888 , 00:08:46 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หมายเหตุ : บทความเก่า

1) เคย ส่งให้สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ประมาณเดือนกันยายน 2546 เพื่อฝากให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับบลิวยู บุช ที่มาประชุมสุดยอด เอเปกครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพ ระหว่าง วันที่ 14-21 ตุลาคม 2546 (2003)

2) ไทยโพสต์ ตีพิมพ์เรื่องนี้ฉบับวันที่ 26 มกราคม 2548

3) การพังทลายทางเศรษฐกิจของอเมริกาปรากฏชัดเจนในปี 2551

บอกให้ทราบว่า ถึงต้นเหตุวิกฤติเศรษฐษฐกิจกับประเทศอเมริกา มีมาตั้งแต่ ปี 2001 – 2002

เกิดที่ไหน ..ที่ตลาดหุ้นแนสแดกซ์ ของประเทศสหรัฐอเมริกา
เกิดขึ้นเมื่อใด ..เกิดเมื่อปี 1999 - ต้นปี 2000
เกิดขึ้นอย่างไร ..ตลาดหุ้นแนสแดกซ์ถูกโจมตี รุนแรง ระหว่างปี 1999 – 2000
ฯลฯ

คนทั่วไป ไม่มีใครพูดถึง "ต้นเหตุ" การพังทลายของสถาบันการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา การพังทลายของสถาบันการเงินในปี 2008 ไม่ใช่ต้นเหตุการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่มีต้นเหตุมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2000 (สภาพคล่อง ค่าเงิน ของอเมริกาเสียหาย) ทำให้เศรษฐกิจอเมริกาเสียหายในเบื้องต้น เงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อมั่น เงินไหลออกมาท่วมโลก ทำให้ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลกพุ่งแรงระหว่างปี 2000-2007 จากนั้นตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั้งโลกเริ่มพังทลายในปี 2008 จึงเกิดวิกฤติโลกอย่างที่เห็นทุกวันนี้

ซับไพร์มไม่ใช่ต้นเหตุให้เกิดวิกฤติ

ซับไพร์ม และการพังทลายของสถาบันการเงินสหรัฐ มีต้นเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน คือการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000

ผู้เขียนนำเรื่องนี้มาเสนอ เพื่อบอกให้ทราบว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ของประเทศใดๆ และของทั้งโลก เป็นเรื่องที่ทราบได้ เหมือนกับบทความเรื่องนี้ ที่ผู้เขียนนำเสนอล่วงหน้าไว้ 6-7 ปีมาแล้ว 

ผู้เขียน
25 พฤศจิกายน 2551

สองรูปแบบการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา

ปี 2000 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่อเมริการุนแรงและรวดเร็วมาก แบบไม่รู้ตัว ต่อมาก็มีการโจมตีตึก World Trade Center ในเดือนกันยายน 2001 ผู้คนเห็นและทราบกันทั่วโลกว่าตึก WTC ในกรุง New York พังลงอย่างเหลือเชื่อ แต่ไม่มีใครทราบแม้แต่น้อยว่าตลาดหุ้นสหรัฐถูกโจมตี ได้มีการทำสงครามแก้แค้นและเอาคืนของอเมริกาทั้งที่อาฟกานิสถานและที่อิรัก แต่ไม่ได้มีการแก้แค้นและเอาคืนกับการโจมตีตลาดหุ้นอเมริการะหว่างปี 1999-2001 แต่อย่างใด

แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาหลังปี 2000 หรือหลังที่ตลาด NASDAQ พังทลาย มีมากกว่า 7.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สภาพคล่องของระบบเสียหาย อัตราดอกเบี้ยเสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลาย คนสหรัฐได้รับผลกระทบและตายทั้งเป็นกันทั่วประเทศ

การโจมตีตึกคู่แฝด WTC ปี 2001 มีความเสียหาย 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มีคนตาย 3,000 คน

ดัชนีตลาดหุ้นคือค่าตัวกลางอย่างหนึ่ง  การปรับปรุงการคำนวณดัชนี  หากทำด้วยความเข้าใจ  จะทำให้ได้ดัชนีที่ดี มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นตัวแทนของกลุ่มได้  ตรงกันข้ามถ้าทำด้วยความไม่เข้าใจ  ก็จะทำให้ได้ดัชนีที่ไม่ดี  ไม่สามารถเป็นตัวแทนของกลุ่มได้   จะแกว่งตัวสูง  อ่อนแอสูง  และถูกโจมตีได้ง่าย

ดัชนีตลาดหุ้น NASDAQ เป็นชนิดมูลค่าตลาด (Market capitalization index) ปี 1999 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มข้อมูลในการคำนวณดัชนี ได้มีการนำหุ้นกลุ่มที่มีมูลค่าตลาดสูงเข้าไปรวมในการคำนวณดัชนีประมาณ 3-4 ตัว ดังเช่นหุ้นบริษัทไมโครซอฟท์ (MSFT) เป็นอาทิ มีผลทำให้ดัชนี NASDAQ เกิดความเบี่ยงเบนสูงหรือแกว่งตัวสูงขึ้น เพราะดัชนีอ่อนแอสูง มันจึงถูกโจมตีได้ง่ายดาย เป็นผลให้เศรษฐกิจของอเมริกาเสียหายอย่างรุนแรงขณะนี้

มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่าผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนตึก World Trade Center 200 เท่า

ผู้เขียนได้ทำการวัดความแข็งแกร่งของดัชนีตลาดหุ้น 41 ประเทศ 46 ดัชนี (ของประเทศสหรัฐอเมริกา 6 ดัชนี)

การวัดการแกว่งตัวของดัชนี (Swinging ratio) พบว่าเศรษฐกิจของประเทศที่ดัชนีตลาดหุ้นแกว่งตัวสูงล้วนต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตุรกี อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และไทย ส่วนประเทศที่ดัชนีตลาดหุ้นแกว่งตัวต่ำ เศรษฐกิจของประเทศนั้นก็เข้มแข็งมากเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์เป็นต้น

ประเทศต่างๆที่ได้รับความช่วยเหลือจาก IMF ก็ยังคงมีปัญหาอยู่เช่นเดิม หรือแย่ลงมากกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะการช่วยเหลือจาก IMF เป็นการช่วยเหลือที่ปลายเหตุ คือมีการเข้าไปสนับสนุนทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ ไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา

ประเทศไทยยังคงรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF เป็นครั้งที่ 2 ในปี 199

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบการแกว่งตัวของดัชนีตลาดหุ้นในประเทศอเมริกา

ชื่อดัชนี 

% การแกว่งตัวของดัชนี

1) NASDAQ 

14.28

2) RUSSELL2000 

8.24

3) S&P500

 8.04

4) DJIA (Dow Jones) 

7.91

5) NYSE 

7.15

6) AMEX

 5.54

จะเห็นว่าดัชนี NASDAQ แกว่งตัวแรงที่สุด 14.28% หรืออ่อนแอมากที่สุด จึงถูกโจมตีหรือถูกปั่นได้ง่าย

S&P500 แกว่งตัว 8.04%

DJIA แกว่งตัวปานกลาง 7.91%

NYSE แกว่งตัวปานกลาง  7.15% และ

AMEX แกว่งตัวต่ำที่สุด  5.54%

.............................................................

ต่อจากนั้น ผู้เขียนได้ทำการแยกวัดการแกว่งตัวของดัชนี NASDAQ ออกเป็น 2 ช่วง

ตารางที่ 2 เปรียบเทียบการแกว่งตัว (SWING) ของ NASDAQ 2 ช่วง

NASDAQ Index

%การแกว่งตัวของดัชนี

ช่วงแรก..ระหว่างปี 1995 - 1998

7.21%

ช่วงที่ 2 ..ระหว่างปี 1999 - 2002

14.28%

ตารางที่ 2 จะเห็นว่าช่วงแรกระหว่างปี 1995 - 1998 ดัชนี NASDAQ แกว่งตัวในระดับต่ำเพียง 7.21% เท่านั้น แต่ช่วงหลังคือตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา ดัชนี NASDAQ แกว่งตัวสูงมาก คือสูงถึง 14.28% การแกว่งตัวแรงขึ้น เกิดจากการนำหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงรวมเข้าไปคำนวนดัชนีในปี 1999

ชาร์ตที่ 1 ภาพเปรียบเทียบรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของ NASDAQ S&P500 และ  DJIA


NASDAQ Index DJIA Index และ S&P500 Index เป็นดัชนีที่ถูกอ้างอิงมากที่สุด NASDAQ เป็นดัชนีมูลค่าตลาด ใช้มูลค่าตลาดหุ้นประกอบในการคำนวณดัชนีกว่า 7,000 ตัว DJIA Index เป็นดัชนีราคา ใช้ราคาหุ้น 30 ตัว ประกอบการคำนวนดัชนี S&P500 เป็นดัชนีมูลค่าตลาด ใช้มูลค่าตลาดหุ้น 500 ตัว มาประกอบการคำนวณดัชนี

วิธ๊การเปรียบเทียบ ได้ปรับฐานของดัชนีในวันที่ 8 ตุลาคม 1998 ให้เท่ากันที่ 100 (เพื่อการเปรียบเทียบ)

จะเห็นว่า NASDAQ ขึ้นและตกแรงกว่า ส่วน DJIA และ S&P500 ขึ้นและตกน้อยกว่า

ช่วงเวลาเดียวกัน

NASDAQ ขึ้นสูงถึง 350 เปอร์เซนต์ (ผิดปกติ)  ขึ้นสูงสุดเมื่อต้นปี 2000

DJIA & S&P500 ขึ้นสูงที่สุดประมาณ 150 เปอร์เซนต์ (เป็นธรรมดา)

รูปแบบของดัชนีทั้ง 3 ในชาร์ตที่ 1 นี้สอดคล้องกับข้อมูลในตารางที่ 1 นั่นคือดัชนีที่มีอัตราส่วนการแกว่งตัวสูง จะอ่อนแอสูง (จะถูกโจมตีได้ง่าย)

ดัชนีที่แกว่งตัวแรงย่อมส่งผลทางจิตวิทยาต่อผู้พบเห็นได้ง่าย  ทำให้เกิดความกล้าและกลัวได้ง่าย  โดยเฉพาะนักลงทุนและนักเก็งกำไรในตลาดหุ้น สามารถทำให้นักลงทุนกล้าและกลัวได้มาก เมื่อเกิดความกล้าก็จะพากันเข้ามาซื้อหุ้น  เมื่อเกิดความกลัวก็จะพากันขายหุ้นออกมา  ทำให้คนปั่นดัชนีตลาดหุ้นสามารถหาแนวร่วมในการซื้อและขายได้อย่างง่ายดาย

Hedge Fund รู้จักดัชนีหลักของตลาดหุ้นทั่วโลก รู้ว่าดัชนีตัวใดแข็งแกร่ง และดัชนีตัวใดอ่อนแอ ดัชนีตลาดหุ้นที่อ่อนแอย่อมเป็นที่สนใจของพวกเขา เพราะสามารถปั่นเพื่อทำกำไรมากได้

วิธีการปั่นตลาดหุ้น(ดัชนีหุ้น) มีรูปแบบที่เหมือนกันทุกตลาด ไม่ว่าที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ อาร์เจนตินา ตุรกี หรือฟินแลนด์ คือต้องดันดัชนีให้ขึ้นแรงก่อนในช่วงแรก แล้วจึงทุบลงแรงในภายหลัง และหากประเทศใดมีความผิดปกติอย่างอื่นอยู่ด้วย จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก เช่นมีระบบการบังคับขายหุ้นหรือไม่ มีการผูกค่าเงิน (FIX) หรือไม่

ประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่าประเทศใดเคยได้รับชัยชนะจากการปกป้องค่าเงินของตนเองเลย ต้องพ่ายแพ้ทุกประเทศ ทั้งนี้เพราะผู้บริหารท้องถิ่นนั้นมีความรู้ความเขาใจและประสบการณ์น้อยกว่าบรรดาผู้จัดการกองทุนข้ามชาติ

จอร์จ โซรอส ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โจมตีค่าเงินบาท แต่ไม่มีใครทราบ "เพราะเหตุใด" จอร์จ โซรอส จึงมาโจมตีเงินบาท

กองทุนข้ามชาติไม่เคยแยกว่าเป็นประเทศตะวันตกหรือประเทศตะวันออก ไม่แยกว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ หรือประเทศเกิดเก่า ไม่ว่าเป็นประเทศเล็ก หรือประเทศใหญ่ "เมื่อเขาเห็นจุดอ่อน" พวกเขาจะรุมจิกแบบไม่เลี้ยง แม้ตลาด NASDAQ ของอเมริกา ระหว่างปี 1999 - 2001 ก็ถูกโจมตี

แสดงว่าแม้ อ เ ม ริ ก า เอง ก็ถูกบรรดากองทุนข้ามชาติโจมตีเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปกล่าวหาบรรดาผู้จัดการกองทุนแต่อย่างใด เพราะเครื่องมือและส่วนประกอบของระบบไม่ดีและอ่อนแอ จึงทำให้ถูกพวกเขาโจมตีเอาได้อย่างง่ายดาย หากเครื่องมือและส่วนประกอบของระบบดีและแข็งแกร่ง พวกเขาก็จะโจมตีได้ยาก

NASDAQ Index คือสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

.............................................................

การโจมตีอเมริกาในช่วงที่ผ่านมาจึงมี 2 รูปแบบ

รูปแบบแรก เป็นโจมตีดัชนี NASDAQ ระหว่างปี 1999 - 2001 และ

รูปแบบที่ 2 คือการโจมตีตึก World Trade Center ในเดือนกันยายน 2001

1) การโจมตี NASDAQ Index โดยผู้จัดการกองทุนข้ามชาติ การโจมตีแบบนี้ทำความเสียหายที่รุนแรงต่ออเมริกามาก ได้มีการเตรียมการและมีการโจมตีเป็นแบบต่อเนื่อง บรรดา Hedge Fund ทราบแล้วว่าจะมีการปรับปรุงตัวหุ้นในการคำนวณดัชนี NASDAQ ในปลายปี 1999 ซึ่งจะทำให้ NASDAQ Index แกว่งตัวสูงขึ้น อ่อนแอมากขึ้น พวกเขาจึงเข้าโจมตีดัชนีดังกล่าว (ชาร์ตที่ 2)

ชาร์ตที่ 2 NASDAQ Index ช่วง 1998 - 2003

 

ในกรอบสี่เหลี่ยมสีแดง แสดงให้เห็นถึงช่วงระยะเวลาการโจมตี NASDAQ Index อย่างต่อเนื่อง ปลายปี 1998 NASDAQ Index อยู่ที่ระดับ 2,000 จุด

ต้นปี 2000 NASDAQ Index ขึ้นไปถึงระดับ 5,000 จุด ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี จากนั้นก็ทุบให้ตกต่ำลงมา ปลายปี 2002 NASDAQ Index ตกมาอยู่ที่ระดับเหนือ 1,000 จุดเล็กน้อย ดัชนี NASDAQ ตกลงมาประมาณ 80% เป็นเรื่องผิดปกติ

2) การโจมตีตึกคู่แฝด World Trade Center (WTC) ซึ่งเป็นตึกศูนย์กลางธุรกิจ มีการโจมตีศูนย์กลางทางทหารด้วย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001(วงกลมในชาร์ต 2) โดยผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อการร้ายใช้เวลาเพียงวันเดียวในการโจมตี โดยการจี้เครื่องบินของอเมริกา บินมาชนตึก WTC ในกรุง New York และอีกลำบินมาชนตึก Pentagon ที่เป็นกองบัญชาการทางทหารของสหรัฐ เครื่องบินอีก 1 ลำปฏิบัติการไม่สำเร็จ ถูกขัดขวางโดยผู้โดยสาร ทำให้เครื่องบินพลาดเป้าไปตกลงที่ Pennsylvania คาดว่าเครื่องบินลำที่ 3 จะบินมาชนทำเนียบขาว

ความเสียหายจากการที่ NASDAQ Index ถูกโจมตี เศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกาเสียหายมากกว่า 7.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาก็คือทรัพย์สินของอเมริกาอย่างหนึ่ง เกิดความเสียหายอย่างมาก ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย (ตลาดเงินตรา) ทำให้อัตราดอกเบี้ยเสียหาย (ตลาดเงิน) ทำให้กำลังซื้อหดหาย ทำให้บริษัทต่างๆล้มละลายเป็นจำนวนมาก ทำให้คนตกงาน คนลงทุนในตลาดหุ้นก็ขาดทุน แม้ไม่มีคนตายให้เห็น แต่คนอเมริกันได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

ความเสียหายจากที่ตึกแฝด WCT ถูกโจมตี มีผลให้ดัชนี NASDAQ ตกเล็กน้อยเพียงระยะสั้น (วงกลมในชาร์ต 2) ความเสียหายจากการโจมตีตึก World Trade Center มีมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (มอร์แกนสแตนเลย์) การโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายนี้เป็นความเสียหายทางความรู้สึกมาก ผู้คนเสียชีวิตประมาณ 3,000 คน

อวิชชาทางเศรษฐกิจและสังคมทำให้ประเทศคอมมูนิสต์ล่มสลายมาแล้ว แต่ในประเทศทุนนิยมก็ใช่ว่าดีนัก ถูกอวิชชาทางเศรษฐกิจและสังคมทำลายเช่นกัน คิดทำมาหากินจากการผลิตจริงน้อยลง แต่กลับคิดพิมพ์กระดาษ(ใบหุ้น) ขายกันแต่อย่างเดียว หากทำถูกต้องดีงามพอเหมาะพอควรก็จะนำความเจริญและมั่นคงมาสู่ประเทศชาติได้ พลาดท่าเพียงนิดเดียวก็คล้ายกับการขับรถพุ่งออกจากหน้าผา ทั้งรถทั้งคนก็จะแหลกละเอียดอยู่ที่ก้นเหว หาใช่แต่ประเทศสังคมเท่านั้นที่ล่มสลายได้ ประเทศทุนนิยมก็ล่มสลายเช่นกัน   

จะเห็นว่าความเสียหายอย่างรุนแรงที่เกิดกับประเทศสหรัฐอเมริกาหาใช่ผู้ก่อการร้ายนอกประเทศแต่อย่างใดไม่ หาใช่การที่ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึก World Trade Center แต่อย่างใดไม่

อเมริกาเคลื่อนกองทัพเรือ ไปโจมตีอิรัก เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2003

อเมริกาก่อสงครามแบบผิดทิศทาง

ภัยตัวร้ายอย่างแท้จริงอยู่ในตัวระบบเศรษฐกิจอเมริกานั่นเอง

ตลาดหุ้น และ NASDAQ Index คือสิ่งที่ทำร้ายอเมริกาอย่างย่อยยับ

อเมริกากำลังอยู่ในยุค อวิชชาครอบงำประเทศ อเมริการมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ ส่งผลให้อวิชชาทางเศรษฐกิจปกคลุมไปทั่วโลกด้วย

.........................

หมายเหตุ : DJIA เกิดขึ้นในปี 1889 หรือเมื่อประมาณ 117 ปีมาแล้ว NASDAQ Index เกิดขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1971 หรือเมื่อประมาณ 35 ปีมาแล้ว


pictures ../stockindices



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ทนายแต๊ก วันที่ : 03/05/2011 เวลา : 08.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร

มนุษย์โลกอยู่ในยุคที่กำลังหมดสิ้นทรัพยากรธรรมชาติ
จึงหันมากินเลือดกินเนื้อมนุษย์กันเอง
ประมาณว่า...มึงฉิบหาย กูได้เพิ่ม อะไรทำนองนั้นแหละ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน