*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531242
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 6736 , 22:40:01 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หมายเหตุ


บทความนี้นำมาจากบทความเก่าที่เคยนำเสนอไว้เมื่อปี 2546 (2003)  ปีที่ประเทศไทยมีการประชุมสุดยอดเอเปก และมีการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด

การประชุมสุดยอด เอเปกครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพ ระหว่าง วันที่14-21 ตุลาคม 2546 (2003) ผู้เขียนส่งบทความนี้ให้สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อฝากให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับบลิวยู บุช  2 เรื่อง
1) สองรูปแบบการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา  และ
2) สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่
รวมทั้งส่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับในไทย เรื่อง "สองรูปแบบการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา" มีหนังสือพิมพ์บางฉบับนำไปตีพิมพ์ แต่เรื่อง "สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่" ดูเหมือนว่าไม่มีฉบับไหนนำไปตีพิมพ์ อาจจะไม่เชื่อเรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอก็ได้


บทความ "สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่"
นำเสนอครั้งแรก 24 พฤษภาคม 2546
ปรับปรุงครั้งแรก 14 มกราคม 2548

ปรับปรุงครั้งล่าสุด 26 พฤศจิกายน 2551 (entry นี้)


สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่


ผู้เขียนได้เขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2546 เนื่องจากพบสัญญาณบางอย่างจากความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะทำให้ประเทศสหรัฐกลายเป็นประเทศยากจนใหม่ได้ ได้นำเสนอเรื่องนี้ในกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเศรษฐกิจ ไม่มีใครอยากจะเชื่อ แต่บัดนี้สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอไว้กำลังออกอาการให้เห็นแล้ว จะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมาค่าเงินเหรียญได้ตกต่ำมาโดยตลอด

แต่ช่วงกลางเดือนมกราคมค่าเงินเหรียญสหรัฐก็กลับตกต่ำอย่างรุนแรงอีก และยังไม่ทราบว่าจะหยุดตกเมื่อใด เงินบริจาคช่วยเหลือประเทศที่ประสบพิภบพิบัติภัยจาเสหรัฐก็น้อยกว่าประเทศชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าเยอรมันหรือออสเตรเลีย เป็นสัญญาณบอกว่าประเทศสหรัฐกำลังยากจนลงนั่นเอง และดูเหมือนว่าประเทศอเมริกาเองก็ไม่ตระหนักในเรื่องนี้ เช่นยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และยังมีค่าใช้จ่ายทางการทหารที่สูง

ต่อแต่นี้ไปความจนของสหรัฐอเมริกาจะแสดงอาการออกมาเรื่อยๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆมีทั้งสร้างสรรค์และทำลาย  แต่บางครั้งเราไม่ทราบ  ว่าต้นเหตุอะไรที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์และต้นเหตุอะไรที่ทำให้เกิดการทำลาย  หากเราไม่ทราบว่าต้นเหตุอะไรที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ก็ไม่เป็นไร  เพราะมันเป็นเรื่องของความเจริญ  แต่หากไม่ทราบว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการทำลายก็จะลำบาก  เพราะมันเป็นเรื่องของความเสื่อม  มันจะนำความทุกข์เข็ญลำเค็ญมาสู่ประเทศนั้นอย่างทารุณโหดร้าย

อดีตประเทศสาธารณรัฐรุสเซียที่ต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย  ก็เพราะความผิดพลาดปรัชญาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั่นเอง  และก็ใช่ว่าประเทศสังคมนิยมเท่านั้นที่ประสบปัญหาทำให้เกิดความเสื่อม แต่ประเทศทุนนิยมก็ล่ม(สลาย)ได้ เช่น ตุรกี อาร์เจนตินา เกาหลีใต้  ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน และ ซิมบับเว เป็นต้น 

ใครจะคิดว่าประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นแบบของทุนนิยม  ก็เสื่อมสลายเช่นกัน

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบการแกว่งตัว(SWING)ของNASDAQ 2 ช่วงเวลา

NASDAQ Index 

% การแกว่งตัวของดัชนี (%)

1995 - 1998

7.21

1999 - 2002 

14.28

อ่าน ..สองรูปแบบการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา
ทำไม NASDAQ Index จึงถูกโจมตี ถูกโจมตีแบบไหน อย่างไร เท่าใด ทำให้อเมริกาเสียหายอย่างไร
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/25/entry-1


ที่จริงเรื่องนี้ผู้เขียนสังเกตเห็นตั้งแต่ปี  2542(1999) แล้วหรือเมื่อประมาณ 6 ปีมาแล้ว ได้นำเสนอเป็นข้อมูลและความรู้ในบทความเรื่อง “เปรียบเทียบการโจมตีอเมริกา 2 รูปแบบ" อธิบายถึงการล่มของเศรษฐกิจไทยและอเมริกาก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องคล้ายๆกัน “เกิดสิ่งผิดปกติอยู่ในระบบ” ที่ส่งผลทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาล่มลง เช่นเดียวกับประเทศไทย 

NASDAQ Index เริ่มเบี่ยงเบนสูงเมื่อปี 1999 ดัชนีที่เบี่ยงเบนสูงจะทำให้มีการแกว่ง(swing)ตัวแรง ซึ่งเป็นตัวทำให้ตลาดหุ้นเสียหายอย่างรุนแรง ระหว่างปี 1995 - 1998 อัตราส่วนการแกว่งตัวของดัชนีมีเพียง 7.21% เท่านั้น แต่ตั้งแต่ปี 1999 - 2002 ช่วงที่ 2 ของการวัดการแกว่งตัว) NASDAQ Index แกว่งตัวสูงถึง 14.28% เกิดการแกว่งตัวเพิ่มขึ้นรุนแรงมาก(ตารางที่ 1)

ชาร์ตที่ 1 แสดงการเปลี่ยนแปลงของดัชนี NASDAQ และ DJIA

ชาร์ตที่ 1 เปรียบเทียบ NASDAQ Index และ  DOW JONES Index (1988-2551)

ปรับฐาน ดัชนีทั้ง 2 ต้นปี 1998 = 100 เท่ากัน (เพื่อการเปรียบเทียบ)

พบว่า NASDAQ Index เปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ ช่วงขึ้นก็ขึ้นแรง ช่วงตกก็ตกแรง

ช่วงที่ขึ้นสูง NASDAQ Index ขึ้นสูงสุดเกือบ 350 เปอร์เซนต์ ส่วน DOW JONES ขึ้นประมาณ 150 เปอร์เซนต์ 

การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกรุนแรงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิทำลายชีวิตคนในประเทศแถบคาบสมุทรอินเดียมากกว่า 1.6 แสนคน แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเงินโลกแต่อย่างใด แต่เสียหายที่รุนแรงของ NASDAQ Index ส่งผลให้ค่าเงินโลกเปลี่ยนแปลง(และเสียหาย) อย่างมีนัยสำคัญ

เศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาดที่ใหญ่โตที่สุดในโลก การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในตัวดัชนี NASDAQ ในปี 1999 - 2000 มีผลให้เกิดคลื่นยักษ์ทางเศรษฐกิจที่ยักษ์มาก ทำให้เงินไหลออกจากอเมริกาไปท่วมโลก และหลังจากนั้นก็ทำให้เงินจากทั่วโลก ไหลกลับไปท่วมอเมริกาใหม่ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก รุนแรง

ทำให้ทั้งโลกยากจนลง

ในช่วงเวลาเดียวกัน NASDAQ Index ถูกลากขึ้นแรงในช่วงแรกมากกว่า 300% แล้วก็ตกลงแรงในช่วงถัดมา ขณะที่ DJIA เปลี่ยนแปลงไม่มาก

การพังทลายของ NASDAQ Index ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของอเมริกาอย่างรุนแรง

การผันผวนของดัชนี NASDAQ และการตกหนักของตลาดหุ้นอเมริกา ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องพบกับความลำบาก เมื่อปลายปี 1999 ถึงต้นปี 2000 ผู้คนยังกล่าวขวัญถึงความ เฟื่องฟูของประเทศอเมริกา

นายอลัน กรีนสแปนผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาก็งงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดทุน กระทั่งต้องออกมาปรามว่าอย่าหลงไปกับการเฟื่องฟูของกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคและดอทคอม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตลาด NASDAQ หลังจากนั้นเพียงปีเดียว ปรากฏว่าเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกากลับต้องฟุบลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ดูภาพ NASDAQ Index ในชาร์ตที่ 1

เมื่อตลาดหุ้นตกหนัก  ความเสียหายที่พบเห็นอย่างชัดเจนคือคือ
1) ทำให้ระบบขาดสภาพคล่องทางการเงิน
2) ทำให้ค่าเงินของประเทศเสียหายและพังทลาย
3) ทำให้เกิดการเสื่อมค่าของราคาสินทรัพย์ชาติอย่างรุนแรง

เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับประเทศใด ก็จะเกิดกลไกเฉกเช่นเดียวกันนี้ทุกประเทศ ไม่ว่าเกิดที่ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ อาร์เจนตินาและสหรัฐอเมริกา

ความผิดพลาดขึ้นมา ค่าเงินท้องถิ่นเสียหายหนัก จึงทำให้เกิดหนี้กองโตขึ้นอย่างฉับพลัน  ผลกระทบต่อเนื่องก็จะคล้ายกันทุกประเทศ ประเทศไทยมีกรณีการขาดสภาพคล่องของTPI อเมริกาก็มีกรณีการขาดสภาพคล่องของ ENRON หรือ WORLDCOM เป็นต้น

ค่าเงินบาทเสียหายหนัก ค่าเงินเหรียญสหรัฐก็เสียหายหนักเช่นกัน

การที่ค่าเงินเสียหายก็แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมค่าของราคาสินทรัพย์ของชาตินั่นเอง

อเมริกากำลังเข้าสู่ความเป็นประเทศยากจน

ตลาดหุ้นและ SET Index คือสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจไทย

ตลาดหุ้น และ NASDAQ Index คือสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจสหรัฐ

หากเปรียบเทียบประเทศไทยเหมือนเรือแจว และประเทศสหรัฐอเมริกาเหมือนเรือเดินสมุทร ที่บรรทุกของมาเต็มลำเรือ  แล้วก็มี”สิ่งที่ผิดปกติ”เกิดขึ้นในลำเรือ จึงทำให้เรือล่มลง 

สิ่งผิดปกติไม่เพียงแต่ทำให้เรือแจวล่มลงเท่านั้น  แม้เรือเดินสมุทรจะมีขนาดใหญ่โตสักปานใดก็ตาม ก็ล่มลงในพริบตาได้เช่นกัน  

มีเครื่องแสดงให้เห็นแล้วว่าอเมริกากำลังจนลงและจนลง เช่นการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำและราคาน้ำมันในรูปเงินเหรียญสหรัฐ  เรื่องของดีมานด์และสัพพลายอาจจะมีส่วนกับการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ น้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ แต่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าดังกล่าวก็มีส่วนมาจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐด้วยเช่นกัน

ราคาทองคำ ปี 1999 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 290 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ปัจจุบัน(ปี 2005) อยู่ที่ประมาณ 435 เหรียญต่อออนซ์ ราคาน้ำมันเบรนท์ปี 1999 เฉลี่ยเคยอยู่ที่ระดับ 15 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ปัจจุบันราคาน้ำมันดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล

ชาร์ตที่ 2 ค่าเงินเหรียญสหรัฐ 2001 - 2004

ชาร์ตนี้ ได้ปรับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 100 เท่ากัน ในต้นปี 2001 (ช่วงที่ USD เริ่มตก)  USD ตกตามการพังทลายของตลาด NASDAQ

ระหว่างปี 2001 -2004

ดูจากสายตา USD เมื่อเทียบกับ Baht และ Yen ตกเกือบ 20 เปอร์เซนต์

ดูจากสายตา USD เมื่อเทียบกับ AUD และ EUR ตกเกือบ 40 เปอร์เซนต์

...............................................................................................

ชาร์ตที่ 3 ค่าเงินเหรียญสหรัฐ 2001 - 2007 (ข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความเดิม)


ชาร์ตนี้ ได้ปรับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 100 เท่ากัน ในต้นปี 2001 (ช่วงที่ USD เริ่มตก)  USD ตกตามการพังทลายของตลาด NASDAQ

ระหว่างปี 2001 -2007 (ปี 2008 USD เริ่มฟื้นตัว)

ดูจากสายตา USD เมื่อเทียบกับ Yen เปลี่ยนแปลงไม่มาก

ดูจากสายตา USD เมื่อเทียบกับ Baht ตกต่อแรงชัดเจน (Baht ขึ้นแรง)

(ประเทศไทยมีมาตราการ การกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30 เปอร์เซนต์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย)

ดูจากสายตา USD เมื่อเทียบกับ AUD และ EUR ตกเกิน 40 เปอร์เซนต์

...............................................................................................

กลางเดือนมกราคม 2548 พบว่าค่าเงินเหรียญยังคงตกหนักเป็นประวัติการณ์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินยูโร และอ่อนเป็นประวัติการณ์ในรอบ 4 ปีเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเป็นเรื่องของนโยบาย บ้างก็บอกว่าเป็นนโยบายเลิกแข็งค่าเงินของรัฐมนตรีคลังสหรัฐ  เพื่อจะได้ส่งออกมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ขาดดุลการค้าน้อยลง 

ที่จริงไม่ใช่นโยบายอะไรของสหรัฐ หรือนโยบายก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่มันเป็นไปเพราะกลไกตลาดมากกว่า  และเป็นเรื่องยากที่จะไปต้านทานมันได้ด้วย  เพราะว่าเศรษฐกิจของสหรัฐเสียหาย  ทำให้ราคาสินทรัพย์ของอเมริกาเสื่อมค่า  เงินเหรียญสหรัฐก็คือสินทรัพย์อย่างหนึ่ง  มันก็เสื่อมค่าด้วยเช่นกัน  ใครเขาจะไปเก็บสินทรัพย์ที่รู้ว่ามันจะด้อยค่าลงตลอดเวลา  ก็ต้องขายทิ้งแล้วไปเก็บสินทรัพย์ที่มีค่าแข็งแกร่งแทน 

โซรอสและบรรดากองทุนข้ามชาติทั้งหลายขายทิ้งสินทรัพย์ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ  ก็เพราะมีความเข้าใจในเรื่องนี้ เขาทราบถึงกลไกที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ไปเก็บสินทรัพย์ในรูปเงินสกุลอื่นที่แข็งแกร่งกว่า  จะเห็นว่าช่วงนี้เงิน EUR AUD NZD GBP และ CAD น่าสนใจมากกว่า เพราะมันแข็งแกร่งกว่าเงินสกุลใดๆ

วิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกาครั้งนี้เกิดความเสียหายมากกว่า 7.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านล้านบาท มีผลให้อเมริกาได้เริ่มกลายเป็นประเทศยากจนลง และยากจนลงเรื่อยๆ เรื่องเช่นนี้หาใช่ว่าจะเห็นผลในระยะเวลาอันสั้น มันจะต้องกินเวลานานมากนับ 10 - 20 ปีจึงจะเห็นผลชัดเจน


ค่าเงินของประเทศใด เป็นตัวสะท้อนฐานะเศรษฐกิจของประเทศนั้น ค่าเงินของประเทศใดพังทลาย แสดงว่าฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นพังทลายด้วย

ประเทศนั้นยากจนลง

โลกผิดปกติมากขึ้น

การไหลเช้าออกของเงิน เป็นเรื่องของการ "หนี" จากสกุลเงินที่เสียหาย "เข้า" หาสกุลเงินที่ไม่เสียหาย ทำให้ค่าของสกุลเงินที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ แล้วมีการปั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งทำให้ผิดปกติมากขึ้น

เพราะกลไกที่เบี่ยงเบนดังกล่าว ทำให้ทุกวันนี้ทำให้ไม่ทราบว่าค่าเงินที่แท้จริงของแต่ละสกุลเงินอยู่ที่เท่าใด

หากความผิดปกติยังคงอยู่เป็นเช่นนี้ จะทำให้ โลกทั้งโลก ยากจนลง

หากแก้ไขปัญหาได้ถูกทิศทางและถูกวิธีก็จะทำให้มีการฟื้นตัวได้ และมีความมั่นคงขึ้นได้ แต่หากยังไม่ทราบว่าปัญหาคืออะไร และแก้ปัญหาได้ไม่ถูกต้อง ปัญหานั้นก็จะเรื้อรังเพิ่มขึ้น เหมือนกับไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้และตุรกีที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้

ศัตรูตัวร้ายของสหรัฐหาที่ทำให้อเมริกาเสียหายและยากจนลง ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

ตลาดหุ้น (NASDAQ) ต่างหาก เป็นตัวทำร้ายอเมริกา

ประเทศสหรัฐอเมริกา กลายเป็นสมาชิกประเทศยากจนใหม่ไปแล้ว

pictures ../stockindices

@@@



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
indexthai วันที่ : 13/09/2011 เวลา : 23.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

Census: US poverty rate swells to nearly 1 in 6
http://news.yahoo.com/census-us-poverty-rate-swells-nearly-1-6-142639972.html

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
chronomist วันที่ : 24/07/2009 เวลา : 06.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

ยังไงเชื่อว่าถึงที่สุดอเมริกาต้องก่อสงครามแน่นอน
เป็นสูตรแก้วิกฤติของทุนนิยมอเมริกา

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
cozy วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 10.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

ฝีมือบุชและเพื่อนฝูงครับ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
indexthai วันที่ : 26/02/2009 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ความเป็นมา...
สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่ (คห.14)
http://www.oknation.net/blog/inter/2009/02/25/entry-5

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 22/01/2009 เวลา : 00.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

สวัสดีครับ แวะตามมาอ่านครับท่านIndexthai
อ้าวเสี่ยวฯกำกาดำก็มาด้วยเหรอครับมะรืนเจอกันนะครับ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
indexthai วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 16.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ยินดีครับ คุณก่ำกาดำ
นำไปเผยแพร่ที่ไหน ครับ ..มีเวลาจะตามไปดู

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
ก่ำกาดำ วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/psec

นับว่าเป็นการดวลข้อมูลและอภิปรายอย่างเข้มข้น สุดมันส์ น่าติดตาม ระหว่างเซียนอินเด็กกับเทพออน

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ก่ำกาดำ วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/psec

สุดยอด ขอนุญาตเอาไปขยายต่อได้ปะครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
indexthai วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 07.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณน้องออน ศึกษาประวัติศสาตร์เศรษฐกิจ
ให้ความชื่อถือในความยิ่งใหญ่ของอเมริกา
ดูว่าอเมริกากำกับ ..และเป็นผู้นำไปทุกด้าน
ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ..และการทหาร

indexthai เห็นต่าง.. ว่า อเมริกากำลังลำบาก
พญาอินทรีย ..กำลังพลาดท่า ติดแร้ว นายพราน
แล้วยังไม่รู้ว่าตนเอง ติดแร้ว
น่าเวทนาที่สุด...

..........................................................................
Links ที่เกี่ยวข้อง

สองรูปแบบการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/25/entry-1
.
แนวทางที่โอบามาจะเปลี่ยนอเมริกา
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2008/11/13/entry-1

@@@

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
น้องออน วันที่ : 27/11/2008 เวลา : 21.56 น.

และการที่สหรัฐฯสามารถกู้เงินได้มากขนาดนี้ก็เนื่องมาจากเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลกนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง สหรัฐฯพิมพ์เงินได้ไม่จำกัดมาใช้หนี้ได้ เพราะเงินดอลลาร์อยู่ในทุกปริมณฑลของระบบการค้าและการลงทุนของโลก ทั้งภาคการผลิตและภาคการเงิน

เดี๋ยวค่อยมายกตัวอย่างให้รายละเอียดตรงปริมณฑลที่ดอลลาร์มันสิงสถิตอยู่

แต่ทำไมสหรัฐฯสามารถทำให้ดอลลาร์เป็นที่ยอมรับของโลกได้

เพราะตอนนั้นมีทองคำสำรองสูงที่สุดในโลก อันนี้เขียนไว้แล้ว มีถึง 2 ใน 3 ของทั้งโลกคือ 20,000 กว่าตัน จาก 30,000 กว่าตัน

ถามว่าทำไมมีทองเยอะ ปี 1900 สหรัฐฯมีทองคำ 600 ตัน แต่ทำไมถึงพุ่งมามากกว่า 30 เท่าในเวลา เพียงครึ่งศตวรรษ

สงครามโลกครั้งที่ 1 คือคำตอบ

และหนี้สาธารณะของสหรัฐฯก็เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับงบทหาร เป็นสาเหตุหลักที่สหรัฐฯมักจะก่อหนี้มหาศาล นายทุนอาวุธมีอำนาจมากในสหรัฐฯ

อุตสาหกรรมสงครามเป็นอุตสาหกรรมที่มีคุณสมบัติที่พิเศษมากมันทำหน้าที่เป็นตัวปรับรูประบบทุนนิยมมาตลอด

เดี๋ยวมาเขียนต่อ ตอนนี้รัฐบาลชาติมันประกาศพ.ร.ก. แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสรุปทางวิชาการที่หนูคิดได้จากการที่ศึกษาหาความรู้จากประวัติสาสตร์วิเคราะห์และทฤษฎีเศรษศาสตร์การเมืองซึ่งอาจจะดูบ้าระห่ำมากๆ และทุกคนคงไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยเท่าไร แต่ขอบอกเลยว่ามันมาจากการศึกษาวิถีการเคลื่อนตัวของสังคมต่างๆ และวิเคราะห์ดูโครงสร้างส่วนบนของประเทศนี้แล้ว

จึงขอเสนอว่า

ปิดประเทศแล้วยิงกันให้ตายไปข้างนึงเลย

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดจากการเจรจา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่เด็ดขาดดดยไม่มีคนมานอนตายเกลื่อนท้องทุ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ปราศจากผู้เสียสละ เพราะการที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนานใหญ่ต้องมีชนชั้นที่ได้และเสียประโยชน์ และเป็นที่แน่ชัดมานานแล้วว่าชนชั้นนำไทยไม่คิดเสียสละ และโครงสร้างปัจจุบันมันเน่า เละเกินกว่าที่จะเก็ยต่อไปได้ เปรียบเหมือนแผลหนองเน่าใน ต้องตัดอวัยวะทิ้งหลายส่วน ย้ำว่าหลายส่วนจากนั้นจึงสวมอวัยวะเทียมหรืออวัยวะบริจาคของผู้อื่นเพื่อให้ร่างกายอยู่ต่อได้

ปิดประเทศแล้วยิงกันให้ตายไปข้างนึงเลยดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
น้องออน วันที่ : 27/11/2008 เวลา : 21.31 น.

ยกตัวอย่างง่ายๆ ช่วงที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 20% เศรษฐกิจแถบละตินอเมริกาล้มละลายกันเป็นแถบในยุค 1980 และเป็นง่อยไปไหนไม่ค่อยไกลช่วงยุค 1990 เพิ่งมาฟื้นตัวและทะยานขึ้นหลังจากกระแสจีนและฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯมันบูม

ต้มยำกุ้งก็โดนทั้งเฟดและ Hedge Fund เล่นซะพังทั้งทวีป

พูดในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง สหรัฐฯใช้เฟดเป็นกลไกทางสถาบันเพื่อเคลื่อนย้ายทรัพยากรและความมั่งคั่งมาให้ตัวเองแบบหนึ่งภายใต้ระบบทุนการเงินที่สหรัฐฯเล่นเกมอย่างได้เปรียบ

แต่ต้องไม่ลืมว่าเงินดอลลาร์ นโยบายการเงิน และนโยบายการคลังเป็นของที่ทำไปด้วยกัน

ทำไมเฟดสามารถสร้างอิทธิพลมหาศาลในการบงการกระแสเงินโลกซึ่งเป็นตัวแปรหนึ่งที่กำหนดพัฒนาการระบบทุนนิยมโลก

3 เครื่องมือทางเศรษฐกิจของทุนนิยมอเมริกัน นโยบายค่าเงิน นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง มาคู่กับของวิเศษ 3 อย่างคือ เงินดอลลาร์ เฟด และ

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

หลักทรัพย์ที่มีความหัศจรรย์มากที่สุดในโลก

เป็นหลักทรัพย์ในระบบตลาดทุนเพียงอย่างเดียวในโลกที่มีการซื้อขาย 24 ชั่วโมง ในทุกสถานที่ และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก เหมือนกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายทุกที่ ทุกเวลา และสภาพคล่องสูงเช่นกัน

ปลอดภัยที่สุดในโลก ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือ AAA ตลอดกาล

ถ้าคุณอ่านตำราการเงินฝรั่งคุณจะพบการครอบงำจากตำราพวกนี้ด้วย ดดนมันจะบอกว่าตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯเป็นหลักทรัพย์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก

ภาษา Marxist ภายใต้ทฤษฎีของ Gramsci เรียกว่าการทำ War of Position เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางความคิด

แต่ที่น่าตลกก็คือ อันดับ 2 รองจากรัฐบาลสหรัฐฯที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในโลก

ตำรามันบอกว่าตราสารหนี้ที่ออกโดย Citigroup

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
น้องออน วันที่ : 27/11/2008 เวลา : 21.15 น.

นโยบายอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์จะเป็นสิ่งที่ไปตามๆกันตลอด เช่นเดียวกับการใช้นโยบายทางการคลัง

ทั้งนี้ก็เพื่อหวังผลให้เกิดการเติบโตของการบริโภคและดันราคาสินทรัพย์

Federal Reserve คือสถาบันทางทุนนิยมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เป็นผู้พิทักษ์ระบบทุนนิยมโลกให้อยู่ภายใต้อุ้งเท้าอเมริกัน เป็นธนาคารกลางที่แปลกเพราะเป็นหน่วยงานภาครัฐ แต่กลับมีเอกชนสอดเข้าไปอยู่ในโครงสร้างด้วย

อาศัยโครงสร้างทางสถาบันที่สามารถควบคุมและบัญชาการกระแสเงินดอลลาร์ได้ทั้งโลก เฟดจะใช้ "พลังแห่งลมปาก" ในฐานะรูปแบบหนึ่งของนโยบายการเงินในการพิทักษ์ระบบเศรษฐกิจอเมริกา และชี้นำธนาคารกลางทั้งโลก

ดังนั้นอย่าแปลกใจไทย และธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายมักจะต้องวิ่งตามก้นเฟดตลอด

มองอีกด้านเฟดเป็นเครื่องมือทางอำนาจอย่างหนึ่งในการขยายอิทธิพลของทุนอเมริกัน ขณะเดียวกันก็ใช้เฟดเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำลายทุนเกิดใหม่

และใช้เป็นเครื่องมือที่ทรงอิทธิพลควบคู่กับอาวุธหนักตัวอื่นๆคือ Hedge Fund, Pension Fund และ Investment Bank เป็นโครงสร้างทางอำนาจที่เชื่อมโยงและสนับสนุนกันภายใต้ระบบ Dollar Standard

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
indexthai วันที่ : 27/11/2008 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คุณน้องออน ครับ

อยากทราบวิธีการ ..

"แต่ถ้าจะสรุปเป็นหลักการ เศรษฐกิจสไตล์สหรัฐฯใช้ตัวแก้คือ
1. ค่าเงินดอลลาร์
2. นโยบายอัตราดอกเบี้ย
3. สงคราม"

ข้อ 1 ข้อ 2 จะต้องทำอย่างไร ?

ข้อ 3 จะต้องทำสงครามกับใคร ?

.

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
น้องออน วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 19.52 น.

แต่ถ้าจะสรุปเป็นหลักการ เศรษฐกิจสไตล์สหรัฐฯใช้ตัวแก้คือ
1. ค่าเงินดอลลาร์
2. นโยบายอัตราดอกเบี้ย
3. สงคราม

เพื่อชิ่งทั้ง 3 ข้อเข้าหาการปั่นราคาสินทรัพย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างทั้งปัจจัยพื้นฐานและประกอบกับเรื่องทางเทคนิคมารองรับ

แต่ถ้าจะถึงขั้นเปลี่ยน Mode of Capitalism จะต้องมี New Innovation ทั้งเทคโนโลยีใหม่และโครงสร้างทางสถาบันโลกแบบใหม่มารองรับ เพื่อจัดระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตและ Superstructure ในระดับโลก

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
น้องออน วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 19.52 น.

แก้เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
indexthai วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

โดยงบประมาณทหารจะถูกเร่งไปถึงมากกว่า "1.5 ล้านดอลลาร์" ในยุคโอบามาหรืออาจเป็นสมัยที่ 2 ของเขา ซึ่งจะเท่ากับว่างบทหารจะพุ่งถึง 3 เท่าจากระดับปี 2007 ภายในเวลา 5-10 ปี

คห.10 คุณน้องออน

"1.5 ล้าน" ..confirm ด้วย

"1.5 ล้านล้าน" หรือเปล่า จะแก้ไขไหมครับ...

@

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
indexthai วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 18.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คุณคนไทยตัวเล็ก.. ลองดูข้อมูลคุณน้องออนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
น้องออน วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 17.20 น.

5. DotCom Crisis อาศัยการเพิ่มอุปทานเงินดอลลาร์ผ่านการลดดอกเบี้ยมาเหลือ 1% เพิ่มการขาดดุลงบประมาณโดยการถล่มอัฟกานิสถานและอิรัก บวกด้วยสินค้าราคาถูกจากจีนช่วยให้เงินเฟ้อทั่วโลกต่ำมาก ทำให้การใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่สุ่มเสี่ยงต่อเงินเฟ้อสูงๆ ทำได้ง่าย

ผลที่เกิดคือ เงินดอลลาร์ท่วมโลก ปัจจัยจากจีน และ Superglobalization ที่เริ่มแบบหนักๆคือ ตั้งแต่ 1980 ทำให้ราคาสินทรัพย์ทั้งโลกเพิ่มทุกรายการ ราคาบ้านที่สูงขึ้นทำให้ครอเมริกันมีความสามารถในการ Extract Home Equity และ Refinance เรื่อยๆ เพื่อมาบริโภคจนเศรษฐกิจฟื้นตัว

6. Subprime Fallout กำลังแก้โดยการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์หลังจากที่ทุบทั้งโลกมาแล้ว เงินดอลลาร์จะถูกเพิ่มเข้ามาในระบบมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ จากการก่อหนี้ของกระทรวงการคลังและธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมๆกับการถล่มอิหร่านหรือบางประเทศในแถบเอเชียกลาง โดยงบประมาณทหารจะถูกเร่งไปถึงมากกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์ในยุคโอบามาหรืออาจเป็นสมัยที่ 2 ของเขา ซึ่งจะเท่ากับว่างบทหารจะพุ่งถึง 3 เท่าจากระดับปี 2007 ภายในเวลา 5-10 ปี

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
น้องออน วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 17.11 น.

3. วิกฤตยุค 70 เป็นผลจากการล่มลงของ Bretton Woods ก่อใหเกิดทั้งเงินเฟ้อและการว่างงานสูงในเวลาเดียวกัน เงินเฟ้อเป็นเลข 2 หลักคือ มากกว่า 10% มีการปิดตลาดซื้อขายเงินตราหลายครั้งในช่วงหลังจากปี 1971

อาศัยนโยบายของ Paul Volcker ที่ขึ้นดอกเบี้ย 20% และการขาดดุลงบประมาณมหาศาลในยุคประธานาธิบดี Regan จากการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษีทำให้ธุรกิจฟื้นตัว เงินทุนระหว่างประเทศทะลักเข้าสหรัฐฯ เงินเฟ้อลดลง

4. Saving and Loan Crisis แก้โดยการตั้ง Resolution Trust Corporation หรือ RTC เพื่อโละหนี้เสียจากสถาบันการเงินมากองและบริหารไว้ที่นี่เพื่อให้การปล่อยสินเชื่อทำต่อไปได้ พร้อมๆกับการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณสมัยคลินตันและใช้เงินดอลลาร์ที่แข็งค่า เพื่อให้เงินทุนไหลออกจากเอเชียให้พังให้หมดเพื่อเลี้ยงอเมริกา

การยกเลิกกฎหมาย Glass-Stegall Act ส่งผลให้ภาคการเงินและการควบรวมกิจการเติบโตอย่างมหาศาล ราคาหุ้นสหรัฐพุ่งด้วย มาตรการนี้มีผลไม่น้อยในการแก้ไขปัญหาที่ตกค้างมาจาก Saving and Loan

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
น้องออน วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 17.01 น.

การแก้วิกฤตแต่ละครั้ง

1. ครั้งนี้ไม่มีข้อมูล แต่ขนาดภาคการเงินยังจำกัด แต่หลังจากนั้นประเทศสหรัฐฯฟื้นตัวจนกลายเป็นมหาอำนาจ มีสถานะเป็น "โรงงานของโลก" แทนที่อังกฤษหรือสถานะที่จีนเป็นอยู่ทุกวันนี้ การมีนวัตกรรมใหม่ๆอย่างน้ำมันและไฟฟ้า รวมถึงการสร้างระบบสายพานการผลิตเป็นที่แรกในโลก ช่วยให้สหรัฐฯเติบโตอย่างรวดเร็ว

จากระบบสายพาน สหรัฐฯสามารถผลิตรถยนต์ได้ถึง 5,358,000 คันในปี 1929 ขณะที่ปัจจุบันตลาดรถยนต์สหรัฐผ่านมากว่าเกือบ 80 ปีแล้วอยู่ที่แค่ 15 ล้านคันเท่านั้น

2. The Great Depression ประธานาธิบดี Roosevelt ออกโครงการ New Deal เพื่อใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากมาย ยกเลิกระบบ Gold Standard เพื่อให้สินเชื่อขยายตัว และลากสหรัฐฯเข้าสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการผลิตเคี่องบินรบกว่า 50,000 ลำ ต่อเรือรบเพิ่ม เร่งสร้าง Pentagon และก่อหนี้สาธารณะกว่า 120% ต่อ GDP เพื่อเพิ่มการจ้างงานและช่วยภาคธุรกิจ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
น้องออน วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 16.52 น.

วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯจากฟองสบู่แตกนับแต่เริ่มตั้งประเทศ
1. ฟองสบู่แตกจากกิจการรถไฟประมาณหลังจากปี 1860-1870
2. The Great Depression ปี 1929 ฟองสบู่แตกจากวิทยุ เครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ ตามด้วยธนาคารพาณิชย์กว่า 10,000 แห่ง ล้มลง พร้อมการพังของธุรกิจหลักทรัพย์จำนวนมหาศาล
3. ยุค 1970-1980 วิกฤต Stagflation จากราคาน้ำมัน ค่าเงินดอลลาร์ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการว่างงานที่สูงมาก
4. Saving and Loan Crisis ประมาณช่วง 1990-1995 เกิดจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
5. DotCom Crisis จากตลาดหุ้น Nasdaq ปี 2001 จนถึงปี 2003
6. ครั้งล่าสุด Subprime Fallout จากอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงินทั้งระบบ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนไทยตัวเล็ก วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 14.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Ljfe
Jantana  

ข้อมูลของคุณ indexthai แน่นดีค่ะ เลยขอรบกวนถามเพื่อเป็นความรู้ นะคะว่า ตั้งแต่สถาปนาเป็น United States of America นั้น USA ประสพกับวิกฤตเศรษฐกิจกี่ครั้ง แต่ละครั้งเกิดจากสาเหตุใด และเขามีการแก้ไขอย่างไร
จะเขียนป็นเอนทรีเลยก็ได้ค่ะ จะคอยติดตาม
ขอสารภาพว่าแม้สนใจ แต่เนื่องจากไม่ได้อยู่สายเศรษฐศาสตร์ ต้องใช้เวลานาน และตัวเองก็ไม่ค่อยมีเวลามากนัก หรือจะแนะนำให้ไปศึกษาได้จากที่ไหนบ้าง รบกวนแนะนำด้วยค่ะ ขอขอบคุณล่วงหน้า

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 13.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

ประเทศที่ร่ำรวย แต่มีคนที่อยู่นอก ระบบประกันสุขภาพ หลายสิบล้านคน

ตอนนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วหละครับ เศรษฐีก็เป็นยาจกได้
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คนไทยตัวเล็ก วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 13.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Ljfe
Jantana  

มือใหม่ หัดจน คงไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ ประเทศนี้เขามีโรงเรียนอบรมการอยู่ให้รอด (Survival training) หลายแห่ง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 09.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ขอบคุณข้อมูล ข้อมูลแน่นเอี๊ยดเลยนะคะ

ดีค่ะ พยายามทำบลอกให้มีสาระ ร่วมด้วยช่วยกัน

...................................................

ขอแทรกกระทู้นี้หน่อยนะคะ



คลิบวีดีโอปิดสุวรรณภูมิ ..!!

http://www.oknation.net/blog/roungkaw/2008/11/26/entry-2

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
toni วันที่ : 25/11/2008 เวลา : 23.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toni
 

ใช่เลย คนเริ่มออกมาต่อคิวขออาหารฟรี ในช่วง thank giving แล้ว ขอทานก็เพิ่มขึ้น ในอดีตคนจนมีเยอะ แต่ภาพที่ออก (ตามหนัง ตามสื่อ)คนมักเข้าใจว่าสหรัฐรวย จริงแล้วเพียงบางกลุ่ม(เล็กๆ)เท่านั้น ปากว่าทุนนิยมเสรี แต่จริงแล้วผูกขาดอยู่เบื่องหลังทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
NiiiiZ วันที่ : 25/11/2008 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NiiiiZ

ดีครับ มันจะได้ไม่ต้องกร่างมาทำตัวเป็นตำรวจโลกอีก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน