*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 540965
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 4070 , 08:15:07 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ต้นปี 2537(1994) ตลาดหุ้นไทยพังทลายอย่างรุนแรง

การพังทลายของตลาดหุ้นไทยอย่างรุนแรงในปี 2537 - 2539 (1994 - 1996) ทำให้ค่าเงินบาทพังทลายตามมา ที่ไม่เห็นว่าค่าเงินบาทพังทลายตามมา เนื่องจากมีการผูกค่าเงินบาทไว้ตายตัว "ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งเกินจริง" ทำให้มีการขายเงินบาททำกำไร

ค่าเงินบาทอยู่ในสถานะไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปถือเงินสกุลหลักอื่นๆ

มีการหาเงินบาทมาขาย ซึ่งมีช่องทางในการหาเงินบาท 2 ช่องทาง คือจากการกู้ยืมเงินบาท ทั้งในและต่างประเทศ (on shore และ Off shore) และการขายหุ้นในตลาดหุ้นก็ทำให้ได้เงินบาทเช่นกัน แล้วนำมาซื้อเงินตราต่างประเทศ ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินบาทพุ่งสูงขึ้นรุนแรง และซ้ำเติมทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำลงรุนแรงลงไปอีก

รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีพ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มีดร.ทนง พิทยะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ทำต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทอย่างขาดความเข้าใจ กระทั่งทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศแทบเกลี้ยง นำพาประเทศไทยพ่ายแพ้แบบหมดสภาพ จึงยอมยกธงขาว เข้าขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ กระทั่งมีการประกาศลอยค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

ตลาดทุนเกิดหลังตลาดเงิน ตลาดทุนคือสิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยม ตลาดทุนถูกปั่นให้เกิดความเสียหายได้ง่าย แล้วก็ส่งผลให้ตลาดเงินเสียหายตามมา เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกับโลกทั้งใบ

เรื่องเช่นนี้เกิดที่ประเทศใด ก็จะเกิดเป็นกลไกแบบเดียวกันนี้ทุกประเทศ

อีก 6 ปีถัดมา คือ ปี 2000

ตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐอเมริกาได้พังทลายอย่างรุนแรง ซึ่ง แน่นอน ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออก

.

ชาร์ต 1 NASDAQ Index


แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้น NASDAQ พังทลายรุนแรง จะเห็นว่าตลาดหุ้น NASDAQ ตกลงอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ดัชนี NASDAQ Index ตกลงถึง 78 เปอร์เซนต์ ผู้เขียนนำเสนอไว้ในบทความอื่นแล้ว ว่า เพราะเหตุใดตลาดหุ้นแนสแดกซ์จึงพังทลายรุนแรง ไม่ขอนำเสนอไว้ในที่นี่อีก

.

ชาร์ต 2 USD : EURO / USD


แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายลงตามการพังทลายของตลาดหุ้น เมื่อเทียบกับเงิน EURO ของยุโรป เงินเหรียญสหรัฐตกลงถึง48 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับเงินยูโร

.

ชาร์ต 3 USD : BAHT / USD


แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายลงตามการพังทลายของตลาดหุ้น เมื่อเทียบกับเงิน BAHT ของไทย เงินเหรียญสหรัฐตกลง 31 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินบาทของไทย

ค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้อ่อนค่าเฉพาะเมื่อเทียบกับเงิน EURO และเงิน BAHT เท่านั้น แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินแทบทุกสกุล

(ทางเทคนิค หลังจาก เงินเหรียญสหรัฐตกลงแรงเป็นเวลานาน ก็จะฟื้นตัว กรอบสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินในชาร์ต 2-3 เป็นการฟื้นตัวของค่าเงินเหรียญสหรัฐ)

สินค้าและบริการของโลก ถูกกำหนดค่าและราคาด้วยสกุลเงินเหรียญสหรัฐ

สกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อไหลออกจากสหรัฐ ..ส่งผล

1) ทำให้ทุนสำรองของประเทศต่างๆสูงขึ้น มีการทิ้งสกุลเงินเหรียญสหรัฐ มาถือครองสกุลเงินของประเทศต่างๆ ทำให้ทุนสำรองฯของประเทศจีนมีมากที่สุดในโลก ทุนสำรองฯ-ของประเทศรัสเซียสูงเป็นลำดับที่ 3 ของโลก ทุนสำรองฯของประเทศไทยที่กลางปี 2540 เหลือเพียง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลางปี 2551 สูงถึง 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

2) ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น (ชาร์ต 2 และ 3)

3) ทำให้สภาพคล่องทางการเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น สูงขึ้นเนื่องจากเงินไหลเข้า

4) ทำให้ตลาดหุ้นประเทศต่างๆสูงขึ้น เงินที่ไหลออกจากสหรัฐ ไหลเข้าไปประเทศต่างๆ ก็จะไหลเข้าไปในตลาดเงินหรือตลาดพันธบัตร ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น (ข้อ 2) และไหลเข้าไปในตลาดทุน ทำให้ตลาดหุ้นของประเทศต่างๆสูงขึ้น (ชาร์ต 4)

5) ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น
..ราคาโลหะต่างๆเช่นทองคำ (ชาร์ต 5) แพลตตินั่ม ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี อะลูมิเนียม ฯลฯ สูงขึ้น
..ราคาพลังงานสูงขึ้น (ชาร์ต 6)
..ราคาสินค้าเกษตรต่างๆเช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี กาแฟ ฝ้าย น้ำตาล ถั่ว งา มันสัมปะหลัง ฯลฯ และยางพาราสูงขึ้น (ชาร์ตที่ 7) คนปลูกมันสัมปะหลัง ร้องโห!! เคยเห็นมันมีราคาเพียงก.ก.ละ 0.50 บาท เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เพิ่งเคยเจอก็ครั้งนี้แหละ ที่ราคามันสูงขึ้นมา ก.ก. ละ 2 - 3 บาท

อธิบายเรื่องนี้ว่า..

โดยที่ สินค้าและบริการของโลก ถูกกำหนดค่าและราคาด้วยสกุลเงินเหรียญสหรัฐ  เมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง หรือค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย จะต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐ "มากขึ้น" เพื่อซื้อหรือแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ในปริมาณเดิม จึงทำให้เห็นว่าสินค้าและบริการราคาสูงขึ้น เช่นค่าเงินสกุลต่างๆสูงขึ้น ตลาดหุ้นสูงขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์ราคาสูงขึ้น

ยกตัวอย่าง
เคยซื้อ สินค้าโภคภัณฑ์ 1 หน่วย ต้องชำระเงิน 1 เหรียญสหรัฐ
เมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าและเสียหาย
จึงต้องซื้อ  สินค้าโภคภัณฑ์ 1 หน่วยเท่ากัน ต้องชำระเงิน 2 เหรียญสหรัฐ (เป็นต้น)

ค่าบริการนอกสกุลเงินเหรียญสหรัฐสูงขึ้น

แต่การบินไทย มีรายได้ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย นำมาแลกเป็นเงินบาท ทำให้ได้เงินบาทน้อยลง เรียกว่าการบินไทยขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

การพัฒนาตลาดทุนโลก ยิ่งพัฒนา ยิ่งเบี่ยงเบน ยิ่งเสื่อม ยิ่งทำความเสียหายแก่โลกมากขึ้น เช่นการพัฒนาตลาดตราสารอนุพันธ์ (derivatives) เป็นการนำตัวเลขต่างๆมาซื้อขายกัน เช่นตัวเลขดัชนีตลาดหุ้น ราคาหุ้นเป็นตัวๆ  ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน ราคาข้าว ราคายางพารา โดยไม่มีสินค้าจริงมาทำการซื้อขาย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการซื้อขาย "เลขหรือหวยเบอร์" มันเป็นอบายมุขกองโตท่วมโลก

ผู้จัดการกองทุนข้ามชาติ หรือกองทุนประกันความเสี่ยง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการสูงชึ้นและต่ำลง ของค่าเงิน ตลาดหุ้น และราคาสินค้าโภคภัณ์ "โดยการปั่น" ให้สูง และต่ำ มากๆ เพื่อให้มีกำไรสูงสุด ทำให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจต่อโลกที่รุนแรง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หลังจากใช้เวลาประมาณ 7 - 8 ปีของการ "ปั่นราคาขึ้น" ขึ้นสูงสุดในช่วงกลางปี 2008

ช่วงต่อไป

ก็จะเป็นช่วงของการ "ปั่นราคาลง" จะเป็นช่วงของน้ำตาเช็ดหัวเข่ากันทั่วโลก ตารางสี่เหลี่ยมสีแดงในชาร์ต 4, 5, 6 และ 7


6) ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆดีขึ้น มั่งคั่งขึ้น

7) ทำให้หลักประกันของประเทศต่างๆสูงขึ้น


ชาร์ต 4 G81 Index

ดัชนีตลาดหุ้นรวมโลก เพิ่มขึ้น 463 เปอร์เซนต์ หลังการพังเริ่มพังทลายของตลาดแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000

.

ชาร์ต 5 GOLD (USD / Ounce)

ราคาทองคำ เพิ่มขึ้น 287 เปอร์เซนต์ หลังการพังเริ่มพังทลายของตลาดแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000

.

ชาร์ต 6 BRENT (USD / Barrel)


ราคาน้ำมัน เพิ่มขึ้น 683 เปอร์เซนต์ หลังการพังเริ่มพังทลายของตลาดแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000 (1 barrel = 117.347765 liters)


นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกในช่วงปี 2000 - 2008

"ตลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติในโลกทุนนิยมระหว่างปี 1900 - 2008" และหากสิ่งนี้ไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งที่ผิดปกติก็จะมีอยู่ตลอดไป จะทำให้เกิดความยากจนค่นแค้น และเดือดร้อน กันทั่วโลก

ผู้เขียนเคยนำเสนอบทความ เรื่องปัญหานโยบายการปลูกยางพาราของรัฐบาลทักษิณมาแล้ว ในกลางปี 2548 เพื่อบอกให้ทราบว่าปัญหาจะเป็นแบบไหน อย่างไร ผู้บริหารทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายนักการเมือง ไม่มีใครสนใจ คงหน้ามืดกับการสูงขึ้นของราคยาง มองเห็นแต่ว่าจะทำเกษตรกรให้ร่ำรวยจากการปลูกยางแต่อย่างเดียว ออกนโยบายให้เกษตรกรปลูกยาง  1 ล้านไร่

ผู้สนใจ เข้าไปอ่านที่นี่ "ปัญหากับการปลูกยางพารา 1 ล้านไร่"
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/26/entry-1

ช่วงการมาของรัฐบาลทักษิณ คือปี 2001 (2544) เป็นช่วงที่เงินไหลเข้า อันเนื่องจากการพังทลายของตลาดหุ้น และค่าเงินเหรียญสหรัฐพอดี ทำให้ราคาหุ้น เงินบาท ราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งราคายางสูงขึ้นพอดี

นายกทักษิณได้สร้างกระแสข่าวว่า การมาของรัฐบาลเขา ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ทำให้ สภาพคล่อง ตลาดหุ้น ค่าเงินบาท และราคายางสูงขึ้น และบอกว่าเขานี่แหละเป็นผู้นำอาเซียนที่ไม่มีผู้นำอาเซียนประเทศใดเสมอเหมือน

นโยบายส่งเสริมให้ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ มีการขยายการปลูกยางไปทั่วประเทศ หลายพื้นที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสาธารณะ นำมาปลูกสวนยาง มีการปล่อยสินเชื่อเพื่อนโยบายยาง

เกษตรกรมือใหม่ทำสวนยางเพิ่มขึ้นจำนวนมาก มีหนี้ตั้งแต่เริ่มปลูกยาง  

แล้วก็มีข่าวการทุจริตและฮั้วประมูลการจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 บาท ตามมา

ภายหลังที่ดร.ทักษิณหมดหมดอำนาจ มีการสรุปโดยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ว่ามีหนี้คงค้างจากการแทรกแซงราคายาง 8,000 ล้านบาท

ผู้คนรู้แต่เรื่องการทุจิตการฮั้วประมูลกล้ายาง 1,440 ล้านบาท แต่ไม่มีใครทราบถึงเรื่องการแทรกแซงราคายาง 8,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะมีการคอร์รัปชันด้วย

ราคายางสูงขึ้น จากการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และค่าเงินเหรียญสหรัฐ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าแทรกแซงราคายางแต่อย่างใด ไม่ต้องทำอะไร ราคายางมันก็สูงขึ้นตามกลไกตลาดอยู่แล้ว แต่รัฐบาลทักษิณก่อหนี้จากการแทรกแซงราคายางไว้ถึง 8,000 ล้านบาท ..แปลก


ชาร์ต 7 RUBBER (Baht / Kg.)


ที่มา : ราคายางแผ่นดิบรมควัน ณ.ตลาดกลางยาง อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
http://www.rubber.co.th/menu5.php

แสดงให้เห็นถึงการสูงขึ้นของราคายางพารา ซึ่งเริ่มสูงขึ้นหลังการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์และค่าเงินหรียญหสรัฐหลังปี 2000

สูงขึ้นเหมือนค่าเงินของสกุลต่างๆ สูงขึ้นเหมือนตลาดหุ้นประเทศต่างๆ สูงขึ้นเหมือนราคาทองคำ สูงขึ้นเหมือนราคาพลังงาน และสูงขึ้นเหมือนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย

และตั้งแต่กลางปี 2008 ค่าเงิน ตลาดหุ้น ราคาทองคำ ราคาพลังงาน ราคาสิ้นค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปได้ตกลง ซึ่งราคายางพาราก็ตกลงในช่วงเวลาเดียวกัน เช่นกัน


การบริหารประเทศทุกวันนี้ ใช้วิธีให้ข่าวกันเป็นว่าเล่น โดยไม่คำนึงข้อเท็จจริง

รัฐบาลทักษิณ ให้ข่าวจะมีการรวมกลุ่มประเทศอินโดนีเซีย มาเลย์เซีย และไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ผลิตย่างรายใหญ่ของโลก เป็นผู้กำหนดราคายาง เหมือนประเทศกลุ่มโอเปคร่วมกันกำหนดราคาน้ำมัน

รัฐบาลสมัคร เข้ามาในช่วงที่ราคาข้าวขึ้นสูง ก็ให้ข่าวอีกว่า จะร่วมมือกับประเทศที่ผลิตข้าวมากที่สุดเช่นอินเดีย เวียตนา และไทย เป็นผู้กำหนดราคาข้าวโลก

ที่สุดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นเพียงข่าว

เป็นการเข้าใจผิด ที่จะตั้งกลุ่มประเทศดังกล่าวขึ้นมากำหนดราคายาง และราคาข้าว เพราะจะทำไม่ได้แต่อย่างใด 

ทุกวันนี้ OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) ก็ไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันโลกได้แต่อย่างใด โลกทุนนิยมเบี่ยงเบนสุดกู่

Hedge Fund ต่างหากเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน เขาซื้อขายตัวเลขน้ำมันบนจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องมีน้ำมันจริงมาซื้อขายแต่อย่างใด แล้วราคาน้ำมันจริงก็วิ่งขึ้นลงตามที่บรรดา Hedge Fund ซื้อขายบนจอคอมพิวเตอร์

การที่ค่าและราคาดังกล่าวขึ้นและลงแรง คล้ายกับการเกิดขึ้นของคลื่นสึนามิ จะทำให้มีความเสียหายเกิดขึ้น การเกิดขึ้นของสึนามิเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงของค่าและราคาองค์ประกอบเศรษฐกิจโลก เป็นเรื่องที่ป้องกันแก้ไขได้

................................


ทักษิณเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่นำพาประเทศไทยพ่ายแพ้ ยับเยิน หมดรูป หมดสภาพ ต่อการต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาท

เขา ไม่ได้มีวิสัยทัศน์เศรษฐกิจมหภาคโลกาภิวัฒน์

ช่วงที่ผู้เขียนเตรียมข้อมูล เพื่อนำเสนอเรื่องนี้ เป็นช่วงที่กลุ่ม นปก. นำซีดีของ นช.ทักษิณ(โฟนแห้ง)มาเปิดที่สนามศุภชลาสัย พอดี

ทักษิณเป็นผู้ที่ติดตามสถานะการณ์เศรษฐกิจได้ดีคนหนึ่ง ที่ไม่มีรัฐมนตรีคลัง หรือนายกรัฐมนตรีคนใดเทียบได้ ไม่ว่าดร.ทนง ดร.สมคิด นพ.สุรพงษ์ นายสมัคร หรือนายสมชาย

ครั้งก่อนที่กลุ่มนปก.ชุมนุมกันที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ทักษิณได้พูดถึงค่าเงิน Rupiah ของอินโดนีแซียตกแรง ถึง 11,000 Rupiah ต่อเหรียญสหรัฐ

ครั้งนี้เขาพูดถึงการตกต่ำของราคายางพาราว่าเหลือ 22 - 24 บาทต่อกิโลกรัม จากที่เคยสูง 100 บาทต่อกิโลกรัม

เท่ากับว่าทักษิณติดตามข้อมูลจริง ตามเวลาปัจจุบัน  (real time)

นักการเมือง ไม่ว่าใคร ก็เป็นเช่นนี้ส่วนใหญ่

ใช้การพูดเป็นเครื่องมือ พูดดีใส่ตัว จะพูดแต่เรื่องดีของตัวเอง ไม่พูดเรื่องที่เสีย จะอ้างถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความยากจน และคนตกงาน

หาความดีใส่ตัวได้ทั้งภาวะการณ์ดี และภาวะกาณณ์ร้าย

เมื่ออยู่ในภาวะการณ์ดีก็บอกว่า เป็นความสามารถของตนเอง ที่ทำให้ราคายางสูงขึ้น และสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด

เมื่ออยู่ในภาวะการณ์ที่ไม่ดี ก็กล่าวโทษสิ่งต่างๆ กล่าวโทษคนอื่น กล่าวโทษสิ่งรอบตัว

พร้อมทั้งแสดงความวิตกกังวลมาก กังวลต่อความไม่เชื่อมั่น กังวลต่อความเดือดร้อนที่จะเกิดกับประเทศไทย ..โห

เขากลายเป็นคนดีและคนเก่งคนเดียว ..ทั้งเก่ง ทั้งดี ทั้งมีความสามารถ ทุกภาวะการณ์

ไม่กล่าว หรือไม่ทราบ ถึงสิ่งเสียหาย ที่ตนเองก่อไว้ 

................................

ผู้เขียนนำเสนอเรื่องนี้ เพื่อจะ "ยืนยัน" วิสัยทัศน์ในเรื่องยางพารา ที่นำเสนอไว้เมื่อกลางปี 2548 เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ผู้คนไม่เห็นด้วย ที่ผู้เขียนนำเสนอว่า นโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนของนายกทักษิณ เป็นการซ้ำเติมความยากจน

รัฐบาลทักษิณ ..ส่งเสริมการปลูกยางในช่วงที่ราคายางไต่ระดับขึ้นสูงอย่างผิดปกติ โดยไม่ทราบว่าเป็นความผิดปกติ ผ่านไป 4-5 ปี เมื่อผลผลิตยางออกสู่ท้องตลาด จะเป็นช่วงราคายางตกต่ำลง (ชาร์ต 7) เกษตรกรจะเกิดความเสียหายกันทั่วหน้า ต้องมีภาระหนี้จ่ายกับทางสถาบันการเงินอีก

ผลงานรัฐบาลทักษิณเริ่มปรากฎให้เห็นในปี 2551 หรือ 3 ปี หลังการจากไปของรัฐบาลทักษิณ

เรื่องราวของนโยบายการปลูกยาง 1 ล้านไร่

ทักษิณไม่ได้ทำให้เกษตรกร อยู่ดีมีสุข มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ไม่ได้หายจน

แต่ ซ้ำเติม ทำให้คนไทยจนลง


เริ่มแล้ว ???


นโยบายเรื่องยางพาราของรัฐบาลทักษิณ เบี่ยงเบน 100 เปอร์เซนต์

1.เบี่ยงเบนทางวิสัยทัศน์ ปรัชญา ไม่ทราบถึงกลไกการเปลี่ยนเปลงของราคายางพาราโลก

2.เบี่ยงเบนทางคุณธรรมจริยธรรม มีการคอร์รัปชั่นทุกขั้นตอนของนโยบายยาง


@@@

................................

บทความที่เกี่ยวข้อง

1) ปัญหากับการปลูกยางพารา 1 ล้านไร่
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/26/entry-1

2) มิจฉาทิฏฐิจากการสูงขึ้นของราคายาง
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/07/27/entry-1

3) มิจฉาวาจาจากการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/07/26/entry-2

4) ผมคงไม่สมัครงาน กับทักษิณแล้ว
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/12/11/entry-1

5) ความจริง ความเท็จ ความตรง ความคด ทักษิณ
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/12/01/entry-1


@@@


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ค.โคกทราย วันที่ : 27/07/2009 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SeksantS

นายชวนเคยให้โค่นยาง และปลูกปาล์ม แต่ทำไปทำมาอาจจะต้องโค่นทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
indexthai วันที่ : 14/07/2009 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ผูกคอตายประชดราคายางตกต่ำ

วันนี้( 12 ก.ค.) ร.ต.อ.บุญเรือน ปานหนู พงส.สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอตายในสวนยาง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสยามรวมใจ ที่เกิดเหตุเป็นสวนยาง หมู่ 2 ต. กรุงหยัน พบศพนายชัยศักดิ์ ชัยรักษา อายุ 38 ปี ใช้ผ้าขาวม้าผุกคอติดกับกิ่งต้นยางพาราสูงประมาร 5 เมตร

ด้าน นางจุฑารัตน์ ชัยรักษา อายุ 35 ปี ภรรยาเปิดเผยว่า

สาเหตุที่สามีคิดสั้น เนื่องจากผู้ตายมีอาการเครียด บ่นทุกวันว่าราคายางพาราถูกเกินไป ไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาชำระหนี้ และเจ้าหนี้ก็มาทวงบ่อยๆ.

ที่มา
http://tnews.teenee.com/crime/37965.html

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
leetahiti วันที่ : 27/06/2009 เวลา : 03.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/leetahiti
Lee Jay

เข้ามาอ่านย้อนหลังไปเยอะเลยค่ะ

แต่ก็มาอ่านและคิดตาม.... อย่างไตร่ตรอง.. ยิ่งอ่านก็ยิ่งเหมือนว่า คนเขียนบล็อค เป็นคนเดียวกับ อาจารย์ที่เคยสอนป้าที่นิด้า.. ยังไง ยังงั้น หุหุ

แต่ก็ยังงงๆ กับการขายเงินบาท ในปี 2540 อยู่ค่ะ.. เพราะ เข้าใจแบบไม่จริง ซ๊าก...กะ ที

ป้าสำลี

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
indexthai วันที่ : 18/05/2009 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ผู้เลี้ยงกุ้ง8จว.ใต้จี้รัฐบาลแก้ราคากุ้งตกต่ำ

18 พค. 2552 19:09 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=381041


นายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย 8 จังหวัดภาคใต้ และแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้ง 8 จังหวัด ได้มีการประชุมเพื่อแสดงจุดยืนในข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังเข้าประชุมร่วม รมช.พาณิชย์ กรมการค้าภายในและองค์กรภาคเอกชน

โดยมีข้อสรุปในการรับหลักการทุกข้อเรียกร้องของเกษตรกร โดยเฉพาะในประเด็นเร่งด่วนคือการเปิดโครงการรับจำนำกุ้ง ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ซึ่งที่ประชุมจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม คณะกรรมการนโยบาย และมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก.เพื่อพิจารณาในเรื่องของราคา ปริมาณและ ระยะเวลาในการเปิดรับจำนำ

เบื้องต้นนั้นจะใช้กรอบโครงการรับจำนำกุ้งเมื่อปี 2551 เป็นตัวตั้ง ส่วนข้อเรียกร้องอื่น ๆ ทั้งเรื่องของการลดราคาอาหารกุ้ง จัดหาน้ำมันดีเซลราคาถูกกว่าท้องตลาด รวมถึงมาตรการระยะยาวนั้น ได้รับหลักการเอาไว้ และจะพิจารณาดำเนินการตามข้อเรียกร้องในโอกาสต่อ โดยทั้งหมดนั้นจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน ก่อนวันที่ 24 พฤษภาคมนี้

ในโอกาสนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 โดยระบุว่าหลังประชุมร่วม รมช.พาณิชย์ กรมการค้าภายในและองค์กรภาคเอกชน มีมติรับหลักการข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะการเปิดโครงการรับจำนำกุ้ง และนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตอบตกลงจะรีบดำเนินการและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาให้โดยเร่งด่วน โดยแกนนำเกษตกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ได้ยืนยันขอราคาแทรกแซงต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่รับจำนำเมื่อปี 2551 คือ 40 ตัว/กก. ราคา 160 บาท, 50 ตัว/ กก.ราคา 140 บาท, 60 ตัว/กก.ราคา 130 บาท ,70 ตัว/กก.ราคา 115 บาทและ 80 ตัว/กก. ราคา105 บาท ทางแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ได้ยืนยันปัญหาดังกล่าวต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2552

หากไม่ได้รับคำตอบตามข้อเรียกร้อง แกนนำ และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้มีความจำเป็นที่จะต้องนัดรวมพลคนเลี้ยงกุ้ง เพื่อชุมนุมใหญ่เรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ แกนนำผู้เลี้ยงกุ้งกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้เคยเรียกร้องให้ทางรัฐบาลประกันราคากุ้ง แต่กลับเพิกเฉยไม่ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งใน 8 จังหวัดภาคใต้กว่าพันคนปิดสะพานติณสูลานนท์ ประท้วงจนต้องรีบดำเนินการทันที ก่อนที่การชุมนุมจะยืดเยื้อไปกว่านี้ และในปีนี้ก็เช่นเดียวกันแกนนำก็จะมีการนัดชุมนุมกันที่เชิงสะพานติณสูลานนท์ที่เดิมในปี 2551 เพื่อรับฟังคำตอบในวันที่ 24 พฤษภาคม 2552 หากไม่มีความชัดเจน ก็จะมีการปิดสะพานติณสูลานนท์รอบที่สองแน่นอน

@@@

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
มะอึก วันที่ : 14/05/2009 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เข้ามาอ่านแล้วครับอาจารย์
ได้ความรู้มากมายครับ
.

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
indexthai วันที่ : 01/05/2009 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ผู้ปลูกมันสำปะหลังจอดรถบรรทุกปิดหน้าโรงงานราชบุรี


1 พฤษภาคม 2552 19:42 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=378188


เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ จ.ราชบุรี จ.เพชรบุรี และ จ.กาญจนบุรี ได้รวมตัวกันนำรถบรรทุกมันสำปะหลังกว่า 50 คัน มาจอดปิดถนนบริเวณหน้าบริษัทอุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแป้งมันและมันเส้น ซึ่งตั้งอยู่ ม.4 ต.เบิกไพร อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ทั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้ทางโรงงานรับซื้อหัวมันสด ตามราคาประกันของ ธกส.ที่ราคา 2,050 บาท ต่อตัน ขณะที่ทางโรงงานรับซื้อแค่ 1,300 บาท ต่อ ตัน เท่านั้น โดยทางโรงงานอ้างว่า ราคาที่ทาง ธกส.ประกันไว้ ได้หมดระยะเวลาแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 29 - 30 เม.ย.เท่านั้น

นายกิตติศักดิ์ ม่านทอง แกนนำกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า ผู้ปลูกมันได้รับแจ้งจากทางโรงงานให้นำมันมาส่งโรงงานได้ ระหว่างวันที่ 29 - 30 เม.ย. โดยทาง ธกส.ได้ประกันราคาไว้ที่ 2 ,050 บาท ต่อ ตัน ทางเกษตรกรจึงได้นำมันมาส่ง โดยเดินทางกันตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. เพราะทราบว่าจะต้องมารอคิวหลายวัน เมื่อถึงกำหนดทางโรงงานก็ให้นำมันเข้าชั่ง แต่ก็ต้องสลับเปลี่ยนกันเข้าชั่ง ระหว่าง มันของเกษตรกรที่เข้าโครงการรับจำนำหัวมันสด กับมันสำปะหลังของเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมในโครงการแต่เป็นลูกค้ากับทางโรงงานโดยตรง ซึ่งกำหนดราคาตันละ 1 , 300 บาท

ทั้งนี้เมื่อพ้นกำหนดวันที่ 30 เม.ย. ยังมีรถบรรทุกมันอีกกว่า 40 คัน ที่ยังไม่ได้เข้าชั่ง แต่ได้เข้าชื่อไว้ก่อนแล้ว เมื่อทางโรงงานเรียกเข้าชั่งกับได้ราคาที่ 1,300 บาท ต่อ ตัน เท่านั้น จึงได้รวมตัวกันประท้วงปิดถนนหน้าโรงงาน และขอพบนายกิตติ สุขสมิทธิ์ เจ้าของโรงงาน เพื่อตกลงขอราคามันที่ประกันไว้ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

ต่อมานายนภดล วีรวงศ์ พานิชย์จังหวัดราชบุรี นายรณชัย วิรุฬรัฐ การค้าภายในจังหวัดราชบุรี ได้เดินทางมาร่วมเจรจาด้วย โดยขอร้องให้ทั้งสองฝ่าย ร่วมตกลงกัน ทางกลุ่มเกษตรกรเสนอราคาใหม่ที่ 1 , 800 บาท ต่อ ตัน ซึ่งนายกิตติ กล่าวว่า ขอร่วมประชุมคณะกรรมการก่อน เพื่อกำหนดราคาใหม่ โดยจะแจ้งให้ทราบภายหลัง

อย่างไรก็ดีเกษตรกรบางรายก็ยอมขายในราคาที่โรงงานกำหนด เพราะเสียเวลาเสียค่าเดินทางมาแล้วจึงยอมขายขาดทุน ขณะที่บางรายก็รอฟังราคาใหม่ จากนั้นจึงยอมยุติการปิดถนน


@@@

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
indexthai วันที่ : 28/03/2009 เวลา : 21.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ข่าวที่เกี่ยวข้อง..

ครม.เคาะราคารับจำนำข้าวโพด 8.50บ./กก.
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2008/10/29/entry-1

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
indexthai วันที่ : 19/01/2009 เวลา : 20.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

นักธุรกิจตรังแนะให้ชาวสวนอดทนราคายางตกต่ำ

19 มกราคม 2552 19:28 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=359382


นายศุภเดช อ่องสกุล ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง และกรรมการสภาธุรกิจยางแห่งอาเซียน เปิดเผยถึงวิกฤตราคายางพาราที่ผันผวน และตกต่ำลงอย่างมากในช่วงนี้ว่า เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับราคาโภคภัณฑ์ของตลาดโลก ซึ่งต่างก็ปรับตัวลดลงมาทั้งหมดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดไม่มีสภาพความต้องการใช้ หรือความต้องการบริโภค อีกทั้งยังเป็นผลมาจากการที่ราคาน้ำมันที่ได้ลดลงอย่างมาก จากเดิมซึ่งเคยพุ่งสูงขึ้นถึงลิตรละ 40 บาทเศษ แต่กลับลดลงมาเหลือแค่ลิตรละ 20 บาทเศษ

สำหรับปัญหาราคายางพาราที่เกิดขึ้นขณะนี้ มิได้เกิดมาจากปริมาณที่ล้นตลาดอย่างเช่นในอดีต แต่เกิดมาจากต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อสินค้า ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันแทบไม่มียางพาราเหลืออยู่ในสต็อกเลย เพราะสิ่งที่กระทบตลาดแห่งหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบไปยังอีกตลาดหนึ่ง ในแง่ของความเชื่อมั่น สำหรับการที่ราคายางพาราตกต่ำลงมาเหลือแค่กิโลกรัมละ 40 บาทเศษ จากเดิมที่เคยพุ่งขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 100 บาทเศษ ตนเองยอมรับว่า ราคาในปัจจุบันนี้ตกต่ำเกินกว่าความเป็นจริง ถ้านำไปเปรียบเทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายในช่วงระยะเวลา 2-3 เดือนข้างหน้านี้ เกษตรกรชาวสวนยางพารา ทั้งในจังหวัดตรัง และในภาคใต้ อาจจะยังคงประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ อยู่ในระดับราคากิโลกรัมละ 40-50 บาทต่อไป แต่ก็ขอให้เกษตรกรชาวสวนอดทนต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้นคาดว่าราคายางพาราจะสามารถปรับตัวสูงขึ้นกว่านี้ และยังเชื่อว่าในอนาคต หรือในเวลาอีก 3 ปีข้างหน้า ยางพาราคงจะกลับมาอยู่ในระดับราคาที่ทุกฝ่ายพอใจ ส่วนการแก้ไขปัญหาอาจทำได้ด้วยการแทรกแซงราคา แต่ควรดำเนินการเพียงระยะสั้นๆเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
เมาดิน วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fachhimma

ขอขอบคุณข้อมูลเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ทำให้ผมรู้จักระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และผมสนใจเรื่องการวิเคราะห์ราคายางเป็นอย่างมาก แล้วอนาคตของยางพาราจะเป็นอย่างไรบ้างละครับ ท่านกูรู ครับ

อีกข้อหนึ่งที่ ผมอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน ว่าต่อไปข้างหน้า จะเป็นอย่างไรบ้าง การปลูกปาล์มน้ำมัน จะขึ้น อยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง การนำปาล์มมาเป็นพลังงาน ประกอบ กับเป็นอาหารของคณ ปาล์มน้ำมัน จะมีผลทำให้ราคาปาล์มน้ำมัน และการปลูกคุ้มทุนไม่ครับ วันนี้อยากรบกวน ท่านกูรูโปรดชี้แนะในเรื่องนี้ด้วยครับ

ด้วยจิตคาราวะ
เมาดิน (ความหมาย อย่างหลงระเริงอยู่กับโลกมากเกินไป ให้ อยู่ในหนทางที่เป็นจริง มีสติ สามารถพร้อมที่จะสู้กับปัญหา ตลอดจนพร้อมที่จะแสวงหาความสุข โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นได้ตลอดเวลา เพราะตัวเราเองเป็นเพียง ส่วนน้อยนิดบนโลกใบนี้

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
indexthai วันที่ : 08/01/2009 เวลา : 23.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

พาณิชย์ทบทวนรับจำนำ"ข้าว-ข้าวโพด-มัน"

8 มกราคม พ.ศ. 2552 19:35:00
http://www.bangkokbiznews.com/2009/01/08/news_326705.php

พาณิชย์ทบทวนรับจำนำ"ข้าว-ข้าวโพด-มัน"

รมว.พาณิชย์สั่งทบทวนมาตรการจำนำสินค้าเกษตร 3 รายการ คือ ข้าว ข้าวโพดและมันสำปะหลัง เหตุข้อมูลไม่ตรงกัน พร้อมตั้งทีมดูแลยุทธศาสตร์ข้าว ออก10มาตรการดูแล

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังให้นโยบายผู้บริหารกรมการค้าต่างประเทศว่า หลังจากมีการประชุมหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี โดยได้พูดถึงแนวทางดูแลสินค้าเกษตร 3 รายการ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ที่กำลังมีปัญหาทั้งราคาตกและข้อมูลแต่ละหน่วยงานโดยเฉพาะผลผลิตไม่ตรงกันนั้น ซึ่งอาจจะต้องมีการทบทวนมาตรการและเป้าหมายรับจำนำที่กำหนดไว้เดิมใหม่ เนื่องจากเห็นว่าตัวเลขข้อมูลผลผลิตและอื่นๆ ไม่ตรงกัน

ดังนั้น จะมีการหารือกันอีกครั้งในปลายสัปดาห์นี้ หรือต้นสัปดาห์หน้า จึงต้องการให้หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมการค้าต่างประเทศ ไปจัดทำข้อมูลผลผลิตสินค้าเกษตรร่วมกับกรมการค้าภายในอีกครั้งด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการจัดตั้งทีมยุทธศาสตร์ข้าว เพื่อดูแลและบริหารจัดการเกี่ยวกับข้าวครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการภายในประเทศ การส่งออก และสต็อก พร้อมกับจัดทำ 10 มาตรการในการดูแล เพื่อให้ไทยยังคงเป็นผู้นำการส่งออกข้าวและกำหนดราคาข้าวของโลก โดยรายละเอียดจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 1 เดือน และจะนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่จะมีการประชุมในเร็ว ๆ นี้

ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายที่จะเร่งรัดการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล จนกว่าราคาจะเหมาะสม และตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น

ดังนั้น เป้าหมายของยุทธศาสตร์ต้องการขายข้าวให้ได้มากที่สุดและมีราคาแพง ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ การส่งออกข้าวไทยก็ยังต้องผ่านทั้งผู้ส่งออกและเจรจาขายข้าวโดยรัฐ และปีนี้กำหนดเป้าหมายการส่งออก 8.5-9.5 ล้านตัน

นอกจากนี้ จะใช้ประโยชน์จากการออกไปโรดโชว์และพบปะกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ในการเปิดเจรจาขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว เช่น การประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปลายเดือน ก.พ.นี้ ก็กำลังเตรียมที่จะหารือกับประเทศสมาชิกในอาเซียนอีกด้วย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ลูกหินฮะ๛ วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 15.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stonekid
http://www.oknation.net/blog/stonekimo    Too bad all the people ,  ..Who know how to run the country !. Are busy Driving Taxicabs and Cutting Hair....


ขอให้ พี่ อิน เด็ก ไทย ..และครอบครัว
มีความสุข...ม๊ากมาก
ในวัน Chirtmas และวัน ปีใหม่นะฮะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
คนกันเอง วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 13.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tt
...  Memory Blog  ... 


...

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
indexthai วันที่ : 17/12/2008 เวลา : 01.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ทั้งนี้ ปีนี้ จ.นครราชสีมา มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดขึ้นทะเบียนไว้จำนวน 4,000 ราย มีปริมาณผลผลิตข้าวโพดจำนวน 90,000 ตัน ขณะนี้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวโพดของรัฐบาล ทั้ง 3 แห่ง ของ จ.นครราชสีมา ได้รับจำนำข้าวโพดของเกษตรกรไปแล้ว 4,800 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 8.50 บาท คิดเป็นเงินกว่า 4.7 ล้านบาท จึงยังคงเหลือผลผลิตข้าวโพดอยู่ในมือเกษตรกรอีกปริมาณมาก ขณะที่ราคาข้าวโพดในท้องตลาดขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละไม่เกิน 5.00 บาท

ม็อบข้าวโพดโคราชเดือดปิด “ถ.มิตรภาพ”-ร้องรัฐขยายจำนำเพิ่ม 1.5 ล้านตัน
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147961

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
indexthai วันที่ : 16/12/2008 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ม็อบข้าวโพดปิดถนนมิตรภาพจี้รัฐเปิดรับจำนำต่อ

วันที่ 16 ธันวาคม 2551 17:27 น.

กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวโพด ได้นำรถที่ใช้บรรทุกพืชผลทางเกษตรจำนวนหลายสิบคัน ส่วนใหญ่จะเป็นรถบรรทุกหกล้อ รถอีแต๋น และรถปิกอัพ มาจอดขวางบนเส้นทางคู่ขนานและเส้นทางหลัก ขาเข้านครราชสีมา ถนนมิตรภาพ หลักกิโลเมตรที่ 228-229 เนื่องจากไม่พอใจรัฐบาลที่ยกเลิกการรับประกันราคาข้าวโพดกะทันหัน ส่งผลให้การจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้รถที่มุ่งหน้าเข้านครราชสีมาใช้เส้นทางหลักด้านขาออกแทน ส่วนเส้นทางคู่ขนานก็จะให้เป็นเส้นทางออกเหมือนเดิม

นายถิ่น เติบสูงเนิน อายุ 51 ปี กำนันตำบลนากลาง อ.สูงเนิน ตัวแทนชาวไร่ข้าวโพด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลวางนโยบายเกี่ยวกับกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตร โดยเปิดโครงการรับประกันข้าวโพด 8.50 บาท/กก. ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นมา แต่โครงการดังกล่าวดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรม สถานที่รับจำนำมีไม่เพียงพอต่อผลผลิตของเกษตรกร ทั้งยังหยุดโครงการเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา อ้างปริมาณข้าวโพดเกินอัตราที่รัฐบาลจะรับจำนำ ขณะที่สถานประกอบการของภาคเอกชนก็ให้ราคาเพียง 5 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่ขาดทุน พวกตนรับไม่ได้ โดยยืนกรานขอราคาขั้นต่ำ 8.50 บาท/ก.ก.

ขณะนี้ผลผลิตออกมาแค่ร้อยละ 10 ก็ประสบปัญหาแล้ว ต่อไปจะเกิดความเดือดร้อนอีกมากถ้าผลผลิตเริ่มออกมาสู่ตลาดมากขึ้น กลุ่มเกษตรกรจึงยืนยันที่จะปักหลักชุมนุมปิดถนนจนกว่าผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จะมีมาตรการรับจำนำข้าวโพดตามราคาที่เรียกร้องคือ 8.50 บาท/กก.

ด้าน พ.ต.อ พงษ์เดช พรหมมิจิตร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยหลังเข้าเจราจรกับแกนนำม็อบ ว่า เบื้องต้นการเจราจรให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการประท้วงโดยให้เปิดถนนนั้น ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง ตำรวจเพียงจัดกำลังมารักษาความปลอดภัย ป้องกันมือที่สามสร้างสถานการณ์ และกระจายกำลังส่วนหนึ่งช่วยระบายการจราจร
...............................................................
ม็อบข้าวโพดเมืองแพร่ปิดถนน2จุด
วันที่ 16 ธันวาคม 2551 17:42 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=353817&lang=T&cat=

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดจาก อ.เมืองแพร่ อ.สอง และ อ.ร้องกวาง จำนวน 500 คน พร้อมกับรถบรรทุกเข้าโพดจำนวน 200 คัน ได้ทำการปิดถนนสายร้องกวาง-แพร่ ที่บริเวณหมู่ 4 ต.ทุ่งโฮ้ง อ.เมือง จ.แพร่ เพื่อต่อรองกับทางจังหวัดแพร่ ให้ดำเนินการให้จุดรับจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 5 แห่งใน จ.แพร่ เปิดรับจำนำข้าวโพด หลังจากที่ทาง อคส.ได้ให้จุดรับจำนำทั้ง 5 จุดการรับจำนำของโพดของเกษตรกร

โดยมีนายมนตรี ปานกล่ำ พาณิชย์จังหวัดแพร่ นายกวิน ชัยวรรณคุปต์ ป้องกันจังหวัดแพร่ เป็นตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ส่วนทางด้านเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด มีนายชุม สะเอียบคง กำนัน ต.สะเอียบ อ.สอง นายภิญโญ ชุมภูมิ่ง นายกอบต.สะเอียบ นายเส็ง ขวัญยืน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ในการเจรจา

นายชุม สะเอียบ เปิดเผยว่า เกษตรกรต้องการคำตอบในเรื่องของการจำนำราคาข้าวโพด เพราะยังมีเกษตรกรรอคำตอบอยู่ หากไม่ได้รับคำตอบเป็นที่พอใจ ก็จะทำให้การประท้วงในเรื่องนี้บานปลายอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน นายธรรมนูญ กันวรรณ เจ้าหน้าที่ อคส.ประจำจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า อคส.ได้ดำเนินการรับฝากจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/2552 นั้น จากการได้รับรายงาน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2551 มีปริมาณจำนำแล้วทั้งสิ้น 498,523.40 ตัน และคาดว่าในวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จะเกินรับจำนำตามที่ คชก.กำหนดไว้ที่ 500,000 ตัน จึงขอให้ให้หน่วยรับซื้อข้าวโพดทุกหน่วยทุกจังหวัดในสังกัดให้ชะลอการรับซื้อข้าวโพดไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2551

ในจังหวัดแพร่มีจุดรับซื้อยู่ 5 แห่งคือ บริษัทข้าวทิพย์แพร่ โรงสีข้าวอรรพล อ.เมือง จ.แพร่ บริษัทเด่นชัยทรัพย์เกษตร อ.เด่นชัย จ.แพร่ สหกรณ์การเกษตรลอง องลอง จ.แพร่ และ นายฉัตรชัย ศรีมูล อ.สอง จงแพร่ รวมซื้อกันได้ทั้งหมดจำนวน 1 หมื่นตันเท่านั้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาในวันนี้ คณะกรรมการ อคส. ได้มีการประชุมเร่งด่วนในวันนี้เพื่อจะนำ เสนอให้ คชก.พิจารณา

ต่อมานายชุม สะเอียบคง และนายมนตรี ปานกล่ำ พาณิชย์จังหวัดแพร่ ได้ตกลงกันในการแก้ไขปัญหาโดยให้เกษตรกรนำข้าวโพดที่บรรทุกมาเข้าจำนำและรับใบประทวนราคาจากโรงสีข้าวอรรถพล และบริษัทข้าวทิพย์ อ.เมือง จ.แพร่ ไปก่อน ทำให้เกษตรกรที่มาชุมนุมได้สลายตัวและยกเลิกการปิดถนนเมื่อเวลา 12.15 น.วันเดียวกัน

ส่วนที่ อ.ลอง จ.แพร่ ตั้งแต่เวลา 12.00 น.วันนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอำเภอลอง อำเภอวังชิ้น และอำเภอเด่นชัย ได้นำรถบรรทุกทางด้านการเกษตรปิดถนนสายลำปาง-เด่นชัย บริเวณสี่แยกแม่แขม หมู่ 5 ต.บ่อเหล็กลอง อ.ลอง จ.แพร่ จนรถที่ใช้ถนนเส้นนี้จอดตายเป็นขบวนยาวเป็นต้นมา โดยนายศุภชัย ศิริลักษณ์ นายอำเภอลอง ได้นำเจ้าหน้าที่ อคส. เข้าเจรจากับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการให้ อคส.รับจำนำข้าวโพดแต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้

นายลอง เทียนทอง อายุ 62 ปี บ้านเลขที่ 53/1 หมู่ 5 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ เปิดเผยว่า เกษตรกรเดือดร้อนแต่รัฐบาลกลับงดการรับจำนำข้าวโพด ทั้งที่เคยตกลงกันไว้จะรับซื้อถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2551 แต่วันนี้กลับรับจำนำข้าวโพด หนี้ที่จะส่ง ธกส. กองทุนหมู่บ้านและกู้ยืมรายวัน ที่นำมาลงทุนก็จะต้องส่งให้ในวันที่ 30 ธันวาคมนี้แล้ว และยังมีข้าวโพดที่เก็บอยู่ในบ้านอีกก็นำมาจำนำไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้โครงการนี้ยังมีการรับซื้อข้าวโพดที่บรรทุกรถพ่วงซึ่งเป็นของนายทุนก่อน ส่วนของเกษตรกรที่เป็นชาวบ้านจริงๆต้องรอคิวนานกว่าจะได้นำเข้าโพดไปจำนอง บางรายพอจะถึงคิวจำนองรัฐบาลก็ส่งแฟกซ์มาให้ อคส.งดรับจำนองอีก

นายชำนาญ วิวัฒศานติ เจ้าของบริษัทข้าวทิพย์จำกัด ที่เป็นจุดรับจำนำข้าวโพดของ อคส. เปิดเผยว่า เมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้เราหยุดรับจำนำข้าวโพดเราก็ต้องหยุดเพราะเป็นทีมงานของเขา เกษตรกรมาจำนำที่จุดรับจำนำจะมีราคาที่สูงกว่านำไปขายข้าวนอกกิโลกรัมละ 2 บาท แต่บริษัทพร้อมที่จะรับซื้ออยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อทางราชการส่งให้บริษัทหยุดก็จำเป็นต้องหยุด

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indexthai วันที่ : 16/12/2008 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


"มีปัจจัยจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่บริโภคยางพาราสูง ซึ่งมีการเปิดสายการผลิตรถยนต์ในประเทศจีน ทำให้การบริโภคยางพาราในช่วงเวลาปี 2547-48 สูงกว่าปกติ ดังนั้นราคาของยางพาราจึงมีการปรับตัวสูงขึ้น ตามกลไกตลาดชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น"

เรื่อง "การเปิดสายการผลิตรถยนต์ในประเทศจีน ทำให้การบริโภคยางพาราในช่วงเวลาปี 2547-48 สูงกว่าปกติ" เป็นข่าวสารที่ผมได้ยินได้ฟังมาบ่อยเช่นกัน เป็นการพูดแบบพื้นฐาน (fundamental)

ก็มีส่วน.. แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก..................

ผมว่าเป็นการ "สื่อ พูด และ วิเคราะห์" ตามน้ำ วิเคราะห์กันง่ายเกินไป ทำให้คนทั่วไป รวมทั้งเกษตรกร ไม่ได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องตรงจริง

99.99% รับทราบข้อมูลข่าวสารเช่นนี้

มีผมคนเดียวแหกคอก...

จึงเป็นเรื่องยาก ที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อตามที่ผมนำเสนอ.. ได้

................................................................................................................
1) ทำให้ทุนสำรองของประเทศต่างๆสูงขึ้น มีการทิ้งสกุลเงินเหรียญสหรัฐ มาถือครองสกุลเงินของประเทศต่างๆ ทำให้ทุนสำรองฯของประเทศจีนมีมากที่สุดในโลก ทุนสำรองฯ-ของประเทศรัสเซียสูงเป็นลำดับที่ 3 ของโลก ทุนสำรองฯของประเทศไทยที่กลางปี 2540 เหลือเพียง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลางปี 2551 สูงถึง 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

2) ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น (ชาร์ต 2 และ 3)

3) ทำให้สภาพคล่องทางการเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น สูงขึ้นเนื่องจากเงินไหลเข้า

4) ทำให้ตลาดหุ้นประเทศต่างๆสูงขึ้น เงินที่ไหลออกจากสหรัฐ ไหลเข้าไปประเทศต่างๆ ก็จะไหลเข้าไปในตลาดเงินหรือตลาดพันธบัตร ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น (ข้อ 2) และไหลเข้าไปในตลาดทุน ทำให้ตลาดหุ้นของประเทศต่างๆสูงขึ้น (ชาร์ต 4)

5) ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น
..ราคาโลหะต่างๆเช่นทองคำ (ชาร์ต 5) แพลตตินั่ม ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี อะลูมิเนียม ฯลฯ สูงขึ้น
..ราคาพลังงานสูงขึ้น (ชาร์ต 6)
..ราคาสินค้าเกษตรต่างๆเช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี กาแฟ ฝ้าย น้ำตาล ถั่ว งา มันสัมปะหลัง ฯลฯ และยางพาราสูงขึ้น (ชาร์ตที่ 7) คนปลูกมันสัมปะหลัง ร้องโฮ เคยเห็นมันมีราคาเพียงก.ก.ละ 0.50 บาท เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เพิ่งเคยเจอก็ครั้งนี้แหละ ที่ราคามันสูงขึ้นมา ก.ก. ละ 2 - 3 บาท
................................................................................................................
อย่างที่ผมนำเสนอไว้ 5 ข้อนี้ ..ต่างมากขึ้น ..และราคาสูงขึ้นทุกอย่าง เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี กาแฟ ฝ้าย น้ำตาล ถั่ว งา มันสัมปะหลัง ราคาสูงขึ้นทุกอย่าง ..แล้วจะอธิบายว่าอย่างไร

ผมพยายามพาไปถึงต้นตอของสาเหตุที่แท้จริง ก็เพื่อจะใช้แก้ปัญหาของประเทศไทย และของโลกให้ถูกทิศทาง

เรากำลังตายกันทั้งโลกครับ (ไม่มีใครทราบ)

ไม่ได้ว่าอะไรผู้ที่ comments ครับ ..แต่เสริมเพื่อให้เข้าใจ จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
indexthai วันที่ : 16/12/2008 เวลา : 16.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


.
reply mail..
.
ผมเคยแสดงความคิดเป็นเรื่องยางพารา ช่วงปี 2547-48 ให้แก่ชาวสวนผลไม้ในจ.จันทบุรี ว่า การลงทุนเป็นพ่อค้าคนกลางในการซื้อขาย น้ำยาง หรือยางแผ่น เป็นตลาดที่ลงทุนได้ในระยะสั้น ส่วนการลงทุนเป็นผุ้ปลูกยางพารา ไม่น่าลงทุน

เนื่องจากตลาดที่มีแนวโน้มที่ดีสำหรับยางพารานั้น มีปัจจัยจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่บริโภคยางพาราสูง
ซึ่งมีการเปิดสายการผลิตรถยนต์ในประเทศจีน ทำให้การบริโภคยางพาราในช่วงเวลาปี 2547-48 สูงกว่าปกติ ดังนั้นราคาของยางพาราจึงมีการปรับตัวสูงขึ้น ตามกลไกตลาดชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
เมื่อการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ในจีนเข้าสู่ภาวะปกติ อุปสงค์ก็จะลดลง หาใช่ผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทักษิณไม่ แต่รัฐบาลถือโอกาสนำไปประชาสัมพันธ์ว่าเป็นผลงานของรัฐบาล

ส่วนชาวสวนที่ต้องการจะปลูก ผมก็ไม่แนะนำ เนื่องจากต้องใช้เวลาปลูก 6 ปี จึงจะเริ่มเก็บผลผลิต ซึ่งเวลานั้นอุปสงค์ก็จะลดลงแล้ว ราคาจะไม่เป็นไปตามที่คาดหรือที่เป็นในช่วงปี 2547-48 และถ้ายิ่งจะต้องล้มต้นผลไม้ด้วยแล้ว จะยิ่งลำบาก

ในช่วง 6 ปีแรก ที่ไม่มีผลผลิตให้ จะต้องลงทุนอย่างเดียว ไม่มีผลตอบแทน และยิ่งรัฐบาลสนับสนุนให้ปลูกในภาคเหนือ และอีสานแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจะเป็นการไม่เหมาะสม เพราะยางเป็นพืชที่ต้องการสภาพอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงเพื่อให้ผลผลิตที่มาก อีกประการหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่ชาวสวนเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ คือปี 2552-53 จะเป็นช่วงที่ตลาดยางพารากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ดังนั้นราคาก็จะไม่สูง แต่จะเป็นการซ้ำเติมเกษตกรอีกคือ อุปทาน หรือปริมาณยาง ก็จะสูงขึ้น ทำให้ตลาดยางพาราก็จะตกต่ำลงไปอีก

ปัจจุบัน 2551 การตกต่ำของตลาดยางพารามาเร็วกว่าที่คาด เนื่องมาจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอเมริกา แล้วเกษตรกรที่ลงทุนปลูกไปแล้วจะทำอย่างไร? ใครจะรับผิดชอบ?

ขอแสดงความนับถือพี่น้อง พธม.ทุกท่าน
หมู pakkapat

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
indexthai วันที่ : 16/12/2008 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


.
reply mail
.
พอดีผมเป็นคนในวงการเกษตร เลยอยากนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมให้อีกนิดหนึ่งครับ

เมื่อสี่ปีก่อน ผมได้ไปสัมมนากับ ธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งหนึ่งในภาคอีสานตอนเหนือ ที่กำลังมีการส่งเสริมการปลูกยางพารากันอย่างมาก
หลายคำถามที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็คือ

ปลูกแล้ว หกเจ็ดปีแรกนี่ เกษตรกรจะกินอะไร
ปลูกกันไปมากๆแล้ว ในอนาคตจะตกไหม
พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมใช่ภาคเหนือ ภาคอีสานของไทยหรือไม่ ปลูกแล้วผลผลิตจะแตกต่างจากภาคใต้และภาคตะวันออกอย่างไร

ฝ่ายที่อิงการเมืองท้องถิ่นที่มามีส่วนร่วมอย่างมากในการปล่อยเงินกู้ให้กับเกษตรกรต่างย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า ยางพาราไม้มีอนาคตปลูกไปอย่างไรก็กำไรแน่นอน
การปล่อยเงินกู้ก็ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คนที่ไม่มีหลักทรัพย์ หรือหลักทรัพย์ไปอยู่ที่ สกต (สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส) ก็จะมีนักการเมืองท้องถิ่นมาค้ำประกันให้ภายใต้เงือนไข
ที่เราท่านไม่อาจรู้ แต่อาจเดา และอาจเดาได้ถูกต้องเสียด้วย

การพลักดันให้ปลูก สำเร็จ พื้นที่ที่ผมทราบ ณ วันที่ผมร่วมด้วยคือ หลักพันไร่ไปแล้ว

ผมขึ้นไปร่วมด้วยเนื่องจากอยากขายสินค้าที่ผมผลิต แต่สุดท้ายผมไม่ได้ขายเมื่อพิจารณารอบด้านแล้ว ผมเลยไม่ได้ขาย ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ต้องการสินค้าที่ผมผลิตนะครับ

ประเด็นถัดมาคือ อนาคตของยางพารา นักวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่จากรมเศรษฐกิจการเกษตร เข้าใจว่ามาจากกรุงเทพ ได้ให้ข้อมูลว่า จีนจะขยายเศรษฐกิจอีกหลายเท่าตัว
ยังไง ก็มีอนาคต ชาวไร่ชาวนาก็ยิ้ม (แต่วันนี้ อย่างที่เราท่านรู้ ๆ กันอยู่ราคาหายไปครึ่งหนึ่งแล้วครับ)

อย่าประมาททุนนิยม มาเพราะทุนก็ไปเพราะทุน มาเพราะเกมส์ก็ต้องไปเพราะเกมส์ สัจจะธรรม


ประเด็นสุดท้าย เรื่องพื้นที่ปลูกเหมาสมหรือไม่ ก็มีคำตอบจากกรมวิชาการเกษตรอย่างเต็มปากว่าอีสานเหมาะมากที่จะปลูก ส่วนพวกที่มาจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางต่างแสดงอาการไม่แน่ใจทั้ง
เหนือและอีสาน อีกพวกหนึ่งคือ กรมส่งเสริมการเกษตรก็บอกว่าแปลงทดลองที่ทำอยู่ยังสรุปไม่ได้เลย แต่สุดท้ายอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายสรุปว่า ปลูกได้และจะได้ผลผลิตดีด้วย

ผมได้รับให้เสนอราคาปุ๋ยยาเพื่อการทำงานนี้ ผมรับปากว่าจะส่งใบเสนอราคาให้ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เสนอ เพราะผมคิดว่า กรรม
งานนี้ผมจะมีส่วนร่วมสร้างกรรมก้บชาวไร่ขิงที่จะเลิกปลูกขิง ชาวนาที่จะเลิกปลูกข้าว และอีกหลาย ๆ อาชีพเกษตรกร ผุ้ซึ่งด้อยโอกาสทางสังคมอย่างสูงอยู่แล้ว

ณ วันนี้ผมไม่เสียดายโอกาสขายปุ๋ยให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางกลุ่มนี้เลย และดีใจกับตัวเองที่ตัดสินใจถูกต้องครับ

นับถือพันธมิตรทุกท่านครับ

thummachon

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ซันญ่า วันที่ : 16/12/2008 เวลา : 13.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2008/12/15/entry-1
MERRY CHRISTMAS


สวัสดีปีใหม่ค่ะ แวะมาส่งความสุขค่ะ

ได้กำไร และก็พิจารณา

ผลเสียและได้ที่เกิดขึ้น

กำลังรอดู ครม. ของเมืองไทย

รอครพ. ของเมืองอเมริกาค่ะ

ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ
.
.
.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
indexthai วันที่ : 15/12/2008 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ปัญหาหลักของประเทศไทย ..ให้น้ำหนักดังนี้

1) ปัญหาเศรษฐกิจ ...40 เปอร์เซนต์
เรื่องใหญ่มาก 7-8 รัฐบาลมาแล้ว ..ไม่เคยทำสำเร็จ
คนไทยจนลงตลอดเวลา
เป็นปัญหาของโลกด้วย

2) ปัญหาการเมือง-การปกครอง (นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการระดับสูง) ...40 เปอร์เซนต์
เรื่องปัญหาชายแดนใต้ เรื่องแตกแยกของคนในชาติ ..ก็อยู่ในหัวข้อนี้
ไม่ใช่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี (เป็นเรื่องปลายเหตุ)
แต่ต้องทำความเป็นธรรมให้เกิดแก่ระบบ ..แล้วสามัคคีจะเกิดขึ้นเอง

3) ปัญหาสื่อมวลชน ...20 เปอร์เซนต์
ไม่มีคุณภาพ มักง่าย ทำมาหากินจากเพิ่มพูนอวิชชาให้แก่ระบบ

@@@

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
madman วันที่ : 15/12/2008 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/madman

อ่านแล้วต้องคิดตามไปด้วยครับ
...
คิดและพิจารณา...ไตร่ตรอง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
indexthai วันที่ : 15/12/2008 เวลา : 15.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ปัญหาหลักของประเทศไทย ..ให้น้ำหนักดังนี้

1) ปัญหาเศรษฐกิจ ...40 เปอร์เซนต์
2) ปัญหาการเมือง-การปกครอง (นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการระดับสูง) ...40 เปอร์เซนต์
3) ปัญหาสื่อมวลชน ...20 เปอร์เซนต์

รวม 100 เปอร์เซนต์

.......

เรียน..คุณมุสิกะตะวัน ..

หากประชาธิปัตย์ยังบริหารประเทศแบบเดิม เต่าพันปี..
ผมมีเรื่องที่จะวิจารณ์คุณชวน และคุณอภิสิทธิ์ ไม่แพ้การวิจารณ์ ดร.ทักษิณ

..ขออนุญาต ..และขอบอกไว้ก่อน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 15/12/2008 เวลา : 15.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee


ข้อมูลดีมากครับ ขอบคุณสำหรับอีเมล์ที่ส่งมาให้ศึกษา

สุริยันต์ ทองหนูเอียด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 15/12/2008 เวลา : 08.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ClubOffit
มิตรแท้นั้น..จะดีทั้งต่อหน้า และลับหลังเรา ..จะคอยส่งเสริมและมีแต่สิ่งที่ดีๆ ให้แก่กัน..นี่คือมิตรแท้..

มองดูรูปเส้นกราฟ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน