*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531355
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< มกราคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม 2552
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 7360 , 17:32:33 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธาริษา วัฒนะเกศ ผู้ว่าการธปท. กรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ บางทีก็เรียกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศ

ทุนนิยมยุคใหม่ที่มีตลาดทุนเป็นองค์ประกอบเบี่ยงเบนรุนแรงขึ้นทุกวัน  และตลาดทุนก็มีการพัฒนาในทางเสื่อมลงตลอดเวลา เช่น "ตราสารอนุพันธ์"

การเกิดวิกฤติมีต้นเหตุมาจากการพังทลายของตลาดหุ้น "ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ค่าเงินเสียหาย เงินไหลออกนอกประเทศ ทำให้สภาพคล่องมีปัญหา ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลง จนแทบไม่หลือ หรือไม่เหลือ ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ

วิกฤติเศรษฐกิจโลกพังทลายระหว่างปี 2007-1009 ..ต้นเหตุเกิดในปี 1999 - 2000 จากการพังทลายรุนแรงของตลาดแนสแดกซ์

สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น ทำให้เงินท่วมประเทศต่างๆ

ทำให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ สภาพคล่อง ตลาดหุ้น ค่าเงิน  ของประเทศต่างๆสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาโภคภัณฑ์ ทองคำ โลหะต่างๆ พลังงาน เคมีภัณฑ์ สินค้าเกษตร เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลง(อย่างรุนแรง) เกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2007 - 2009

ชาร์ต 1 การพังทลายของตลาดแนสแดกซ์และค่าเงินหรียญสหรัฐ

แสดงให้เห็นว่า การพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายด้วย ดัชนีแนสแดกซ์ตก 78 เปอร์เซนต์ ค่าเงินเหรียญสหรัฐตก 48 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินยูโร (หรือเงินยูโรสูงขึ้น 94 เปอร์เซนต์)

.

ชาร์ต 2 ความผิดปกติของดัชนี Nasdaq เทียบกับ Dow Jones (ปี 2000)

ปรับฐานที่ต้นปี 1998 ของดัชนีทั้ง 2 เท่ากับ 100 เท่ากัน (เพื่อการเปรียบเทียบด้วยภาพ)

ต้นปี 2000 ดัชนี Dow Jones เป็นไปค่อนข้างปกติ แต่ดัชนีแนสแดกซ์การขึ้นก็แรง แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ

อลัน กรีนสแปน ออกมาเตือน ให้ระวังหุ้นธุรกิจดอทคอม ยิ่งเตือน Nasdaq Index ยิ่งขึ้น สุดท้ายก็ตายทั้งเป็นในอเมริกา และก็กำลังตายทั้งเป็นกันทั่วโลก

Dow Jones ใช้หุ้น 30 ตัวคำนวนทำเป็นดัชนี S&P500 Index ใช้หุ้น 500 ตัว Nasdaq ใช้หุ้นกว่า 7,000 ตัว มาคำนวณสร้างทำเป็นดัชนี

Nasdaq เกิดความเบี่ยงเบนสูงในปี 1999 ทำให้ถูกปั่นขึ้นสูงได้ง่าย เป็นดัชนีฐานกว้าง (Broad band index) จึงมีผลต่อระบบสูง เมื่อได้ก็ได้มาก เมื่อเสีย ก็เสียรุนแรง

นักลงทุนเป็นแบบเดียวกันทั่วโลก เมื่อหุ้นกลุ่มไหนขึ้นแรง นักลงทุนท้องถิ่นก็จะเฮโลกันไปกลุ่มนั้น จากนั้นก็ถูกเทขายทำกำไร ความเสียหายจึงเกิดแก่นักลงทุน ตลาดหุ้น และค่าเงินในที่สุด 

ผู้อ่านจำเหตุการณ์การพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์และการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000 ไว้ (ผู้เขียนจะอ้างอิงถึงจุดนี้บ่อยครั้ง)

มันคือ ..ที่มา(ต้นเหตุ)ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2007 - 2009  


ชาร์ต 3 การเพิ่มขึ้นของดัชนี ค่าเงิน ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน ปี 2000-2008

รายการ

ต่ำสุด

สูงสุด

เพิ่ม

G83 Index (ชาร์ต4)

1,390

7,832

+ 463 %

ค่าเงินEURO(ชาร์ต5)

0.83

1.60

+ 93 %

GOLD (ชาร์ต6)

 259

1,003

+ 287 %

BRENT (ชาร์ต7)

18.65

146

+ 683 %

ดัชนีตลาดหุ้น ค่าเงิน ราคาโลหะ ราคาพลังงาน และราคาสินค้าเกษตร ในชาร์ต 3 สูงขึ้น เป็นผลมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000 (ดังที่กล่าวไว้ในช่วงต้น)

ดัชนีหุ้น ค่า และราคา ของเรื่องที่กล่าว เริ่มสูงขึ้นหลังปี 2000 (หลังการพังทลายตลาด Nasdaq)

เมื่อมันขึ้นมาแรง ..มันจึงตกแรง

คล้ายคลื่นสึนามิ มาก็แรง ไปก็แรง ที่ทำให้เกิดการทำลายสูง

ผู้เขียนตรวจสอบค่าเงินของประเทศรอบฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เมื่อเสียหายจากคลื่นสึนามิปลายปี 2004 และแผ่นดินไหวในจีนกลางเดือนพฤษภาคม 2008 พบว่า ไม่ได้ทำให้ค่าเงินของประเทศที่เกี่ยวข้องเสียหาย แสดงว่าความเสียหายจากคลื่นสึนามิ หรือแผ่นดินไหว ทำความเสียหายให้ระบบน้อย

สิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจต่างหาก (ตลาดหุ้น) ที่ทำความเสียหายให้ระบบสูงมาก เห็นได้จากส่งผลให้ค่าเงินผันผวนแรงมาก

......................................................................................

ตลาดหุ้น คือเครื่องมือทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 100 ปี ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นความเสียหายของโลกทุนนิยมในปัจจุบัน

การพัฒนาตลาดทุน ยิ่งเพิ่มความผิดปกติให้โลกทุนนิยมมากขึ้น

ทำให้มีการปั่นได้รุนแรงขึ้น

สินทรัพย์ของโลกทุนนิยม ที่เคยเป็นของนายทุนภาคบริการ และภาคการผลิตจริง จะตกเป็นของ Hedge Fund มากขึ้น

พวกเขา (Hedge Fund) ไม่ต้องรับผิดชอบผลการดำเนินงานของภูมิภาคใดทั้งสิ้น ภูมิภาคใดดีเขาก็จะสวมรอยปั่นขึ้น ภูมิภาคใดแย่ เขาก็สวมรอยปั่นลง

ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจ "จะดี" หรือ "จะเสีย" พวกเขาสามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ทาง

แต่ ..โลกจะเสียหาย และยากจนลง 

.

ชาร์ต 4 G83 Index (ค่าเฉลี่ยดัชนีตลาดหุ้น 83 ประเทศ)


ดัชนีตลาดหุ้นโลก เพิ่มขึ้น 463 เปอร์เซนต์ หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ

.

ชาร์ต 5 EURO : USD/EURO


ค่าเงิน Euro เพิ่มขึ้น 93 เปอร์เซนต์ หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ

.

ชาร์ต 6 ราคาทองคำ (USD/Ounce)


ราคาทองคำ เพิ่มขึ้น 287 เปอร์เซนต์ หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ในปี 2000

ราคาทองคำแสดงถึงความมั่งคั่งและความจนของโลกได้ โลกทุนนิยมเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจตลอดเวลา เป็นผลมาจากการเบี่ยงเบนทางวิสัยทัศน์และปรัชญาของโลกทุนนิยมเอง

ทุนนิยมคือมิจฉาอาชีวะ ทุนนิยมคือการเห็นแก่ตัว และเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีการสร้างเครื่องมือมาเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นและส่วนอื่น

ความผิดปกติดังกล่าว ส่งผลให้ราคาทองคำสูงขึ้น ราคาทองคำสูงขึ้นมากเท่าใด ก็แสดงว่าเศรษฐกิจโลกเสียหายมากเท่านั้น หรือโลกยากจนลงเท่านั้น

การมีทองคำเป็นทุนสำรองฯ ตามที่หลวงตามหาบัวรับบริจาค และนำไปมอบให้ธปท. เป็นอนุโมทนาบุญสูง ทำให้ทุนสำรองฯมีความมั่นคง มากกว่าการเก็บสกุลเงินตราต่างๆ แต่หากมีความเชี่ยวชาญเรื่องความเป็นไปของค่าเงินสกุลต่างๆ  ก็อาจจะทำการเปลี่ยนแปลงการถือสกุลเงินในทุนสำรองฯได้ ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง มีข่าวว่าธปท.มีการเก็บสกุลเงินยูโรเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น แต่ตอนนี้ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มต่ำลง ก็ต้องมาพิจาณาสัดส่วนของทุนสำรองฯใหม่           

.

ชาร์ต 7 ราคาน้ำมัน (USD/Barrel)


Brent ราคาเพิ่มขึ้น 683 เปอร์เซนต์ หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ

.

ชาร์ต 8 ราคาแผ่นยางดิบรมควัน (Baht/Kg.)


ราคายางดิบ เพิ่มขึ้นประมาณ 400 เปอร์เซนต์ หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ในปี 2000 

สินค้าเกษตร ไม่ว่า ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ราคาสูงขึ้นแบบผิดปกติทั่วหน้า เช่นเดียวกัน

การที่ราคาขึ้นแรง คือความผิดปกติ หรือเกิดความผิดปกติ ..เมื่อขึ้นแรงก็ตกแรง มีการสวมรอยปั่น นั่นเอง

มีการสวมรอยปั่น ทุกตลาด ทั่วโลก นำมาแต่ความเสียหาย

หากสิ่งผิดปกติไม่ได้รับการแก้ไข ความเสียหายก็จะเกิดกับโลกตลอดไป

.................................................................................................................

ช่วงที่ผ่านมา..

อเมริกา "แก้ปัญหา" การขาดสภาพคล่องโดย สร้างเครื่องมือทางการเงินแบบใหม่ขึ้นมาใช้ เช่น CDO (Collateralized debt obligation) คือการกู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ แล้วก็มี CDS (Credit default swap) มาค้ำประกัน CDO อีกชั้นหนึ่ง เมื่อ CDO พังลง ธุรกรรม CDS ก็พังทลายตามมาด้วยความเสียหายส่วนนี้ มีมูลค่านับล้านล้านเหรียญสหรัฐ สถาบันการเงินของไทยหลายแห่งไปลงทุนใน CDO ก็ได้รับความเสียหาย

การแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาที่ "ปลายเหตุ" ไม่ได้แก้ปัญหาที่ "ต้นเหตุ" ทำให้ปัญหาทับถมกันมากขึ้น ในที่สุดก็ทนไม่ได้ และโลกล้มลงในปี 2008

สภาพคล่องหดหายไปทั้งโลก

รูปแบบ(Pattern)การแก้ปัญหาแบบ CDO ของอเมริกา ก็คล้ายๆ รูปแบบ(Pattern)การแก้ปัญหาของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของไทย ที่ตั้งขึ้นในปี 2528 เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเช่นเดียวกัน ที่ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ระบบได้ สุดท้ายสถาบันการเงินของอเมริกาก็ล้มลงทั้งระบบ เช่นเดียวกัน

ประเทศไทยยุติการใช้งาน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปแล้ว

แต่.. ตั้งสถาบันประกันเงินฝากขึ้นมาแทน

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ.. ประกันไม่ให้สถาบันการเงินล้ม (ถ้าล้ม เงินฝากจะสูญด้วย)
สถาบันประกันเงินฝาก.. ประกันเงินฝากไม่สูญ 

แสดงว่า ..ปรัชญา ของสถาบันประกันเงินฝาก และของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไม่ได้แตกต่างกัน

เพียงเปลี่ยนชื่อเรียกเท่านั้น

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ และสถาบันประกันเงินฝาก ..ก็คิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเช่นเดียวกัน

หากไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา แล้วปัญหาจะยุติได้อย่างไร 

ตั้งสถาบันประกันเงินฝากได้ ..แต่ต้องแก้ต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้สภาพคล่องผันผวน ปั่นป่วน และเสียหายแบบเฉียบพลันด้วย

ประเทศไทย เป็นหัวหอก คิดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเซีย (Asia Bond Fund) รูปแบบคล้ายไอเอ็มเอฟ เพื่อให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ประเทศในภูมิภาคเอเซีย เป็นโครงการณ์ที่จะพากันเข้ารกเข้าพงมากกว่า แทนที่จะคิดหาต้นเหตุที่ทำให้บางประเทศขาดสภาพคล่องในบางช่วง และแก้ไขต้นเหตุนั้น แต่กลับคิดหาทางอัดฉีดสภาพคล่องอย่างเดียว

ตัวอย่างแห่งความเสียหาย มีให้เห็นเป็นระยะๆ ทั้งในไทย และสากล

"กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของไทย คือตัวอย่างเครื่องมือที่ล้มเหลวของประเทศไทย ที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงิน กองทุนฯ นอกจากไม่สามารถทำให้สถาบันการเงินยืนอยู่ได้แล้ว(1) ยังทำให้สถาบันการเงินล้มลงทั้งระบบ(2) และก่อหนี้สาธารณะอีก 1.44 ล้านล้านบาท(3) (ซ้ำเติมให้ระบบเสียหายมากกว่าปกติ)"

ความเสียหายของโลก

ปี 1997 - 1998 (2540 - 2541) ประเทศที่ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้

ปี 2002 - 2004 (2545 - 2547) ประเทศที่ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ได้แก่ อาร์เจนตินา และตุรกี 

ปี 2008 (2551) ประเทศที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ ฮังการี ยูเครน ปากีสถาน และ ไอซ์แลนด์ 

ดูรายละเอียด 4 ประเทศที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟปลายปี 2008 ที่นี่..
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2008/11/28/entry-1

และยังไม่ทราบว่า ในปี 2009 (2552) จะมีอีกกี่ประเทศที่จะต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ 

คนอาจจะลืมไปแล้ว ประเทศไทยเคยเข้าไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว ..มีหลักฐานแสดงไว้
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/06/12/entry-1

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ซ้ำแล้วซ้ำอีก

นับวันว่า วิกฤติจะรุนแรงยิ่งขึ้น และแผ่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น

การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ..คือการหมดตัวของประเทศ เทียบได้เท่ากับไฟไหม้ประเทศ เป็นเรื่องที่ "เลวร้ายที่สุด"  จะมีการล้มลงของภาคการผลิตจริง สถาบันการเงิน เกิดภาวะ เงินเฟ้อ หลักประกันตกต่ำ และคนตกงานจำนวนมาก

ผู้เขียนได้วิจารณ์ฝ่ายการเมืองมาบ่อยครั้ง

แต่ที่น่าตำหนิไม่แพ้กัน คือ วิสัยทัศน์ ปรัชญา ของข้าราชการระดับสูง ของกระทรวงการคลัง ธปท. กลต. ตลท. และพันธมิตรของพวกเขา

แท้จริงแล้วการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ มาจากข้าราชการระดับสูง เขาคิดอะไรได้ ก็เอามาให้ฝ่ายการเมืองอนุมัติ

รัฐบาลชวน 1 (1992) "รัฐบาลคนดี" พวกเขาแนะนำให้นำระบบ Maintenance margin & Forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น ที่ส่งผลให้ตลาดหุ้น ค่าเงินบาทพังทลายในเวลาต่อมา สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงทั้งประเทศ มูลค่าสินทรัพย์ของประเทศตกลง เงินเฟ้อ และคนตกงานมากเป็นประวัติการณ์

รัฐบาลทักษิณ (2001)  "รัฐบาลคนเก่ง" การที่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยสูงขึ้น ค่าเงินบาทสูงขึ้น ตลาดหุ้นสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น เงินเฟ้อต่ำ สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด "ไม่ใช่ความสามารถของดร.ทักษิณ" แต่เป็นเพราะผลกระทบ จากการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000  ดร.ทักษิณ สวมรอย ออกมาให้ข่าวว่าเป็นความสามารถของตนเอง ว่าทำให้ต่างชาติเชื่อมั่น

ไม่มีข้าราชการ และนักวิชาการคนใดบอกดร.ทักษิณได้ ว่าสิ่งที่ดร.ทักษิณให้ข่าว ไม่ได้เกิดจากความสามารถดร.ทักษิณ เป็นมุสาวาทาวาท

กลับนำเอาความเก่งจอมปลอมของดร.ทักษิณ มาแนะนำดร.ทักษิณให้ตั้ง Asia Bond Fund ทำให้ดร.ทักษิณได้เรื่องโม้โอ้อวดคำโต

กองเชียร์ให้ข่าว ดร.ทักษิณ ขึ้นชั้นระดับผู้นำอาเซียน

ไปกันใหญ่

คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ" ทำความเสียหายให้ระบบเพีบงใด ข้ออ้างการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เลิศลอย ปรัชญาเลิศล้ำ มีที่ปรึกษาการเงินชั้นยอด

"กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ" ตั้งขึ้นในปี 2528 สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

กว่าจะรู้ว่าเป็นปรัชญาที่อ่อนด้อย ก็เมื่อพบว่า เกิดการล้มลงของสถาบันการเงินอีกครั้งในปี 2541

กว่าจะรู้ว่าเป็นอวิชชา ก็เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 2541 - 2528 = 13 ปี (ขออภัย ไม่ได้ดูแคลนว่าบวกลบเลขไม่เป็น)

ทำความพินาศ ย่อยยับให้ประเทศไทยอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ทรัพย์ของคนไทย ตกเป็นของต่างชาติเพิ่มขึ้น

แม้คนธปท.จะนำความย่อยยับมาสู่ตลาดเงิน และตลาดเงินตราของชาติ ..ชีวิตพวกเขาไม่เคยตกต่ำ

เขาได้ไปเป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)บ้าง

เขาได้ไปเป็นประธานตลาดหุ้น(ตลท.)บ้าง

เขาไปเป็นประธานธ.กรุงไทยบ้าง

เขาไปเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารเอกชนบ้าง

ฯลฯ

ความล้มเหลวของไอเอ็มเอฟ ..ไอเอ็มเอฟได้แต่ช่วยสนับสนุนสภาพคล่อง แต่ไม่หาสาเหตุ ว่าทำไมจึงขาดสภาพคล่อง แล้วแก้ปัญหาที่ตรงนั้น

โลกจึงปั่นป่วนวุ่นวายทางเศรษฐกิจไม่รู้จบ

"ไอเอ็มเอฟ" คืออวิชากองโตกองหนึ่งของโลกทุนนิยม

Asia Bond Fund กำลังเลียนแบบ สิ่งโง่เขลาของโลกทุนนิยม เสียเวลา เสียทรัพยากร สุดท้ายก็ช่วยอะไรระบบไม่ได้ ได้แต่ผู้บริหาร มีหน้ามีตา มีตำแหน่งเงินเดือนสูงรับประทาน

ธปท. ไม่รู้ว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นำความล่มจม มาให้ประเทศชาติแค่ไหน

ไม่ศึกษา และไม่หาทางแก้ต้นเหตุที่ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย..

แล้วคิดเป็นหัวหอก.. ตั้ง Asia Bond Fund ? แล้วประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร ?

จะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี เพื่อพิสูจน์ ปรัชญา ของ  Asia Bond Fund ... อีก 13 ปีหรือ ?

ต้องการรู้เรื่อง Asia Bond Fund ให้ไปที่ เว็บไซด์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

http://www.bot.or.th/Thai/Pages/BOTDefault.aspx

แล้วพิมพ์คำว่า "ตลาดพันธบัตร" ในช่อง search

 .................................................................................................................

เรื่องที่ควรทำไม่ทำ แต่กลับทำแต่เรื่องที่ไม่ควรทำ

ขณะที่ธปธ.คิดตั้ง Asia bond fund

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ..แอบ แปรรูปตลาดหุ้นเป็นเอกชน

มี.. วิจิตร สุพินิจ เป็นประธาน กลต. คนแรก (แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ไปเรียบร้อยแล้ว

ทำให้นึกถึงการยึดเอา โทรทัศน์ช่อง 11 มาเป็น NBT

ทำไมจึงมีการยึดทรัพย์สินของทางการ ..ไปเป็นของส่วนตน ไปเป็นของเอกชนง่ายๆ ละ..

เมื่อทรัพย์สินของรัฐถูกปล้นง่ายๆ

แล้วทรัพย์สินของเอกชนทั่วไป ..จะปลอดภัยได้อย่างไร

 .................................................................................................................

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

Definitions (ธนาคารแห่งประเทศไทย)

International Reserve = Gold + Foreign currency reserves + Special Drawing Rights + Reserve position in the IMF

ภาษาไทยเรียก ..เงินสำรองระหว่างประเทศ

ภาษาอังกฤษเรียก ..Reserves of foreign exchange and gold

Net Forward Position = Bank of Thailand’s forward obligations to buy (+) or sell (-) foreign currency against Thai Baht

การที่ประเทศต่างๆต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟก็เพราะ "ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ" ลดต่ำลงมาก หรือหมดลง

....................................................................................................................


มีใครสงสัยบ้างว่า ..ทำไม ทุนสำรองเงินตราจึงเพิ่มขึ้นและลดลงง่ายๆ 


....................................................................................................................

เดือนมกราคม 1997(2540) ปีที่มีการลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิของไทยมี 30,374 ล้านเหรียญสหรัฐ

6 เดือนผ่านไป

เดือนมิถุนายน 1997(2540) เหลือ 2,839 ล้านเหรียญสหรัฐ

และ

เดือนกรกฎาคม 1997(2540) เดือนที่มีการลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองฯของไทย เหลือเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

เสียหายรวดเร็วมาก..

จากกลางปี 1997 ทุนสำรองฯ ประเทศไทยเหลือ 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ กลางปี 2008 เพิ่มขึ้นมาเป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ชาร์ต 10) หรือ 11 ปีที่ผ่านมา ทุนสำรองประเทศไทยเพิ่มขึ้น 10,390 เปอร์เซนต์  

เหตุแห่งการเพิ่มขึ้นของเงินตราต่างประเทศมีหลายทาง
1) จากการได้ดุลการค้า
2) จากการได้ดุลบริการ  เช่นการท่องเที่ยว ต่างชาติมาเที่ยวในไทย คนไทยออกไปขายแรงงานต่างประเทศ และส่งเงินกลับประเทศ
3) ได้จากการเข้ามาลงทุนทางตรง เช่นลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ
4) ได้จากการลงทุนทางอ้อม เช่นลงทุนในตลาดทุน และตลาดพันธบัตร
5) ได้จากการกู้เงินต่างประเทศ
6) รับบริจาคจากต่างชาติ

เหตุแห่งการลดลงของเงินตราต่างประเทศ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม
1) การขาดดุลการค้า
2) การขาดดุลบริการ  เช่นการท่องเที่ยว คนไทยไปเที่ยว หรือไปศึกษาต่างประเทศ   ต่างชาติเข้ามาขายแรงงานในไทย  และส่งออกค่าแรงกลับประเทศตน
3) การถอนการลงทุนทางตรง เช่นถอนการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ
4) การถอนการลงทุนทางอ้อม เช่นถอนการลงทุนในตลาดทุน และตลาดพันธบัตร
5) จากการชำระคืนกู้เงินต่างประเทศ
6) ให้การบริจาคไปต่างประเทศ

ชาร์ต 9 ดุลการค้าประเทศไทยปี 2000 - 2008

ปี

ส่งออก

นำเข้า

ดุลการค้า

2000

69.62

62.18

7.44

2001

65.18

61.65

3.53

2002

68.16

64.24

3.92

2003

80.04

75.03

5.01

2004

96.50

94.03

2.47

2005

110.94

118.18

-7.24

2006

129.72

128.77

0.95

2007

152.10

139.96

12.14

2008

177.84

178.65

-0.81

รวม

950.10

922.70

27.40


(หน่วย : พันล้านเหรียญสหรัฐ)

ที่มา : http://www2.ops3.moc.go.th/thtrade/monthly_bal/

จะเห็นว่าช่วง 9 ปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี 2000 - 2008 ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้ารวมเพียง 27,400 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ไม่ได้มากอะไร ไม่ได้เป็นต้นเหตุให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การได้ดุลบริการ และการลงทุนทางตรง ช่วงเวลาดังกล่าว ก็ไม่มาก (ไม่ได้นำเสนอข้อมูลไว้)

"ตัวการ" ที่ทำให้ "ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำ" เกิดการเบี่ยงเบนอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่การลงทุนทางอ้อม คือการลงทุนในตลาดทุน และตลาดพันธบัตร

จุดอ่อนการลงทุนทางอ้อม ..เพราะเข้าลงทุนก็ง่าย ถอนการลงทุนก็ง่าย และปั่นก็ง่าย

เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่สำคัญ

นั่นคือ

ทุนที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากธุรกรรมจริงในทางการผลิตและการบริการ แต่เกิดขึ้นจากการซื้อขายกระดาษ

ธุรกรรมจริงในตลาดทุนและตลาดเงินอาจจะมีมูลค่า 15 - 25 เปอร์เซนต์

แต่ธุรกรรมไม่จริง หรือธุรกรรมทางอ้อม หรือธุรกรรมซื้อขายกระดาษ อาจมีมูลค่าสูง 75 - 85 เปอร์เซนต์

เป็นเรื่องผิดปกติ

.

ชาร์ต 10 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิของไทย

Updated : Dec 31, 2008 (Included gold & forward position)
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

แสดงให้เห็นว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ของไทย เริ่มเพิ่มสูงขึ้นหลังการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000 เช่นเดียวกัน

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และทองคำ สุทธิของไทยขึ้นสูงกว่า 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กลางปี 2008 ก่อนที่จะลดต่ำลง

ประเทศไทย มีการชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ หมดในปี 2003 ประมาณ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กลต.ได้ขออนุมัติธปท.ให้เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศอีกประมาณ 20,000 ล้านเหรียญ (เชื่อว่าเกิดการขาดทุนเป็นส่วนใหญ่)

รวมเงิน 2 ส่วนนี้ประมาณ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นั่นคือ หากรวมเงินที่ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ และเงินของเอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ มูลค่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ของไทยจะต้องสูงกว่า 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

.

ชาร์ต 11 สถานะการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

Updated : Dec 31, 2008
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

สถานะการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ในช่วงเงินบาทแข็งจะเป็นบวก สถานะการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าได้ขึ้นไปสูงสุดกลางปี 2008 จากนั้นก็ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าทุนสำรองของไทย เริ่มลดลง หรือเงินบาทเริ่มอ่อนค่า 

.

ชาร์ต 12 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก(2005-2007)

(หน่วย : ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)

ที่มา : https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/

ทุนสำรองฯประเทศจีนปี 2007 สูงเป็นอันดับ 1 เท่ากับ 1.534 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทุนสำรองฯ ของจีนเพิ่มขึ้น 93 เปอร์เซนต์

ประเทศที่ทุนสำรองเพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนสูงสุดไม่ใช่ประเทศจีน

แต่เป็น รัสเซียเพิ่มสูงสุด 163 เปอร์เซนต์  บราซิลเพิ่ม 160 เปอร์เซนต์ Libya เพิ่ม 146 เปอร์เซนต์

ที่ทุนสำรองฯ เพิ่มน้อยคือญี่ปุ่น ช่วง 3 ปีดังกล่าว เพิ่ม 13 เปอร์เซนต์

ทุนสำรองของประเทศไทย ก็ไม่น้อย อยู่ลำดับที่ 15 ของตาราง

ทุนสำรองของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ติด 1 ใน 20 ของประเทศที่ทุนสำรองฯสูงสุด

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


ตัวอย่างตลาดหุ้น 2 ประเทศ ที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟล่าสุด เมื่อปลายปี 2008




นางเบนาซีร์ บุตโต



ระเบิดพลีชีพ สังหารนางเบนาซีร์ บุตโต ทำให้ประชาชนเสียชีวิตด้วย จำนวนมาก

.

ชาร์ต 13 ดัชนีตลาดหุ้นปากีสถาน

ดัชนีเพิ่มขึ้น หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ในปี 2000

ตลาดหุ้นประเทศปากีสถาน ใช้เป็นกรณีตัวอย่าง ระหว่างการเมืองกับตลาดหุ้นได้

หลังจากหลบไปอยู่ต่างประเทศนาน 8 ปี ด้วยข้อหาคอร์รัปชัน นางเบนาซีร์ บุตโต ได้รับนิรโทษกรรม (คล้ายที่ประเทศไทยคิดจะนิรโทษกรรมให้ดร.ทักษิณ) วันเดินทางกลับประเทศที่ 18 ตุลาคม 2550 เกิดระเบิดพลีชีพ คนตาย 140 คน และวันที่ 27 ธันวาคม หลังการหาเสียง ขณะเดินทางกลับบ้าน ก็มีการลอบสังหารด้วยระเบิดพลีชีพอีก คราวนี้ไม่รอด นางต้องเสียชีวิตหลังการระเบิดไม่นาน มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 20 คน

สื่อไทยมักง่าย อ้างกันส่งเดช ไม่มีสาระ ว่าการเมืองไม่ดี ทำให้ตลาดหุ้นไม่ดี เศรษฐกิจไม่ดี

การเมืองประเทศปากีสถาน เลวร้าย และรุนแรงกว่าประเทศไทยมาก และเป็นรัฐบาลทหารด้วย แต่ 7-8 ปีหลังการพังทลายของตลาดหุ้นและค่าเงินเหรียญสหรัฐ ดัชนีตลาดหุ้นปากีสถานสูงขึ้นถึง 1,445 เปอร์เซนต์ ไหนว่าการเมืองไม่ดี เศรษฐกิจจะไม่ดี อย่างไรละ

จากนั้นตลาดหุ้นพังทลายลง "ทุนสำรองฯหมด" ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟในที่สุด

.

ชาร์ต 14 ดัชนีตลาดหุ้นไอซ์แลนด์

หลังการพังทลายของตลาดหุ้นและค่าเงินเหรียญสหรัฐ ในปี 2000 ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศไอซ์แลนด์พุ่งขึ้น 717 เปอร์เซนต์ จากนั้นก็ตกลงรุนแรง

96 เปอร์เซนต์ ช่วงหนึ่งของการตกลงของตลาดหุ้น มีการพักการซื้อขาย 3 วัน ยิ่งทำให้คนวิตกกังวลมาก ทันทีที่เปิดการซื้อขาย ตลาดหุ้นตกวันเดียว 77 เปอร์เซนต์ "ทุนสำรองฯหมด" ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ วันที่เข้าโครงการณ์ ดัชนีตกในวันเดียวอีก 44 เปอร์เซนต์

ไอซ์แลนด์ ไม่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรสกุลเงินยูโร ยังคงใช้เงินโครนของตนเอง เงินโครนเป็นสกุลเงินที่เล็ก ทำให้ถูกโจมตีได้ง่าย

หุ้นของคนเล่นหุ้น ตกหนัก ทำให้คนเล่นหุ้นหมดตัว

ตลาดหุ้นของประเทศตกหนัก ก็ทำให้ประเทศนั้นหมดตัวเช่นกัน

ภาวะเศรษฐกิจประเทศไอซ์แลนด์ น่าเวทนามาก

....................................................................................................................

ตลาดหุ้นตก แล้วทำไม เงินทุนสำรองฯจึงหมด ?

....................................................................................................................

หุ้นตกหนัก ทำให้ค่าเงินตกลงด้วย ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก "จึงทำทุนสำรองฯหมดลง" กลไกนี้เกิดที่ประเทศใด ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประการ สุดท้ายก็ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ตัวอย่างตลาดหุ้น 2 ประเทศ ที่ทุนสำรองฯติดอันดับสูงสุด 1 ใน 3 ของโลก

.

ชาร์ต 15 ตลาดหุ้นประเทศรัสเซีย

รัสเซีย เป็นประเทศที่ทุนสำรองฯเพิ่มเป็นอัตราส่วนที่สูงที่สุดในโลก ช่วงระหว่างปี 2005 - 2007 ทุนสำรองฯของรัสเซียเพิ่มสูงถึง 163 เปอร์เซนต์

ปี 2007 ทุนสำรองฯขึ้นมาอยู่เป็นลำดับที่ 3 ของโลก มี 476,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จะเห็นว่าตลาดหุ้นรัสเซียเริ่มสูงขึ้นหลังการพังทลายของตลาดทุนและตลาดเงินของสหรัฐในปี 2000 เช่นเดียวกัน ช่วง 7- 8 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นมา 1,972 เปอร์เซนต์

ตั้งแต่กลางปี 2008 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นตกไปแล้ว 78 เปอร์เซนต์

บอกให้ทราบว่า ประเทศรัสเซียต้องเจอปัญหาสภาพคล่องแน่นอน

ก็คอยตามดู ทุนสำรองฯ 476,000 ล้านเหรียญสหรัฐของรัฐเซีย จะเป็นอย่างไร

เอาเป็นกรณีศึกษา ..คอยติดตามดูกันต่อไป

.

ชาร์ต 16 ตลาดหุ้นประเทศจีน

ทุนสำรองเงินตราประเทศจีน ปี 2007 สูงสุดในโลก 1.534 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ตลาดหุ้นจีนสูงขึ้นหลังปี 2000 เช่นเดียวกัน สูงขึ้น 502 เปอร์เซนต์ ก่อนที่จะตกลง 72 เปอร์เซนต์ การที่ตลาดหุ้นตกแรงเช่นนี่ แสดงถึงเกิดความเสียหายแก่สภาพคล่อง และหลักประกันด้านเศรษฐกิจของประเทศจีนแล้ว ประเทศจีนเริ่มมีปัญหาด้านเศรษฐกิจแล้ว

ซึ่งรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของดัชนีหุ้น และค่าเงินหยวน แตกต่างๆปจากประเทศอื่นๆ

มีคำอธิบายที่แตกต่าง

ทั้งนี้เพราะช่วงการพังทลายของตลาดหุ้นและค่าเงินเหรียญสหรัฐในปี 2000 เงินหยวนได้ผูกค่าไว้ตายตัวกับเงินเหรียญสหรัฐ (Fixed) ทันทีที่ตลาดหุ้นสหรัฐพังทลายลง "ส่งผลให้ค่าเงินหยวนของจีน อ่อนค่าผิดจริงทันที" และราคาหุ้นจะมีค่าสูงผิดจริง

หากไม่การผูกค่าเงินไว้ ตลาดหุ้นจีนควรจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2000 - 2001 แล้ว ดูจากกราฟ พบว่าตลาดหุ้นจีน ตกลงตลอดเวลา เพราะราคาหุ้นสูงผิดจริง แสดงว่ามีการขายหุ้นออกมา

ตลาดหุ้นจีนตกตั้งแต่กลางปี 2001 ถึงกลางปี 2005 

.

ชาร์ต 17 ค่าเงินหยวนของจีน

วุฒิสมาชิกสหรัฐท่านหนึ่ง ออกมาตำหนิประเทศจีน ที่ปล่อยให้หยวนอ่อน ทำให้สินค้าจากจีนเข้าไปตีตลาดที่สหรัฐอย่างท่วมท้น และบอกว่าจะต่อต้านสินค้านำเข้าจากจีน

น่าสังเกตนักการเมืองประเทศใด ล้วนโง่เขลา และมักง่าย โดยไม่ทราบว่าการที่หยวนอ่อน ผิดจริงเกิดจากการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ต้นเหตุหยวนอ่อนค่า มีต้นเหตุมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกานั่นเอง

รัฐบาลประเทศจีน ก็ไม่ได้คิดทำอะไรกับค่าเงินของตนเอง

แต่ ..คนที่จัดการกับค่าเงินหยวน ..ก็คือ Hedge Fund ของโลก ..นั่นเอง

เมื่อหยวนราคาอ่อนผิดจริง พวกเขาจึงเข้ามาซื้อ และเข้ามาเก็บเงินหยวนทั้งแต่ปี 2000 - 2005

พบว่ากลางปี 2005 หยวนถูกไล่ซื้อ จนไม่สามารถยืนค่าเดิมไว้ได้ ทำให้หยวนแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (วงกลมแดงในชาร์ต) แสดงว่ามีการสะสมหยวนเป็นเวลาถึง 4 ปี และในที่สุด Hedge Fund ก็มีกำไรมหาศาลจากการซื้อหยวนจีน จากกราฟบอกว่ามีกำไรจากเก็บหยวน สูงสุดถึง 21 เปอร์เซนต์

ปี 2008 หยวนหยุดแข็ง และราคาไต่ระดับ 6.8 - 6.9 Yuan/USD เกือบทั้งปี (กรอบสี่เหลี่ยมในชาร์ต) เป็นไปได้ว่า เงินหยวนของจีน เริ่มเปลี่ยนทิศทางเป็นอ่อนค่าลง

....................................................................................................................

ผู้คนมีแต่พูดถึง วิกฤติการเงินของยุโรปอเมริกา พูดถึงการทุ่มเงินทุนเข้าไปซื้อ และเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหา ซึ่งก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คล้ายกับวิกฤติเศรษฐกิจของไทยแตกกระจายในปี 2540 - 2541

แต่ไม่มีใครนำเสนอถึงต้นเหตุของการเกิดวิกฤติ 

รู้แต่ว่ามีการปั่นราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ตลาดหุ้น สูง แล้วขายทำกำไร ทำให้ราคาตกลงมาก ทำให้มีปัญหาไปทั่วโลก

แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าเพราะเหตุใดละ จึงทำให้เกิดการปั่นราคาขึ้นลงแรงเช่นนั้น

บทความนี้ได้พยายามบอกกล่าว เรื่องราวเหล่านั้น

บทความพยายามให้ครอบคลุม Who?  What?  Where?  When?   Why?  How?  &  How much?


ดร.ทักษิณ ก็คุยโอ้อวดไว้ การมารัฐบาลของเขา ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ทำให้ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้น (มั่ว)

และยังมีนักการเมือง และคนระดับสูงไม่น้อย คุยว่าไทยมีสำรองฯสูง ไทยมั่งคั่งมาก (ไม่รู้เรื่องเช่นกัน)

เศรษฐกิจยุคดิจิตอล ตลาดหุ้นน้ำเน่า "อันตรายทุกประเทศ" (ยกเว้นประเทศที่ไม่มีตลาดหุ้น)

.......................................................................................................................

ทุกวันนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศ ทุกประเทศ เบี่ยงเบน ไม่เหมือนเดิม

.......................................................................................................................

เป็นของบรรดา Funds ข้ามชาติ

เมื่อมีเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ..เขาอาจ ..จะคงไว้ ..หรือเอามาเพิ่ม ..หรือขอถอนออกได้

เป็นไปได้ทุกประเทศ..

เดือนมกราคม 1997(2540) ทุนสำรองฯ ของไทยมี 30,374 ล้านเหรียญสหรัฐ

ผ่านไป 6 เดือน

เดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน ทุนสำรองฯของไทยเหลือเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ไม่ใช่ของประเทศใด

แต่มันเป็นเงินของบรรดา Funds ข้ามชาติฝากไว้ นั่นเอง

...............................................................

ทุนสำรองฯประเทศจีน ปี 2008 พุ่งทะลุ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/02/12/entry-1

(ขอบคุณภาพจากผู้จัดการออนไลน์)

@@@
\\..abnormal



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 68 (0)
soultraveller วันที่ : 23/04/2011 เวลา : 04.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soultraveller
Vacation Rentals by Owner

แล้วไอ้ข้าวของแพง นี่จะแก้ยังไงครับ

http://www.shoppinggem.com/

ความคิดเห็นที่ 67 (0)
indexthai วันที่ : 01/02/2009 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

บอกแล้ว ใช่ไหม "ธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ" ไม่ได้รู้เรื่องกลไกเศรษฐกิจ

คิดแต่ใช้เงินอย่างเดียว ไม่ใช้สมอง หรือไม่มีสมองให้ใช้

นายกฯอังกฤษเรียกร้องปฏิรูปธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2009/02/01/entry-2

ความคิดเห็นที่ 66 (0)
chronomist วันที่ : 26/01/2009 เวลา : 17.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

新年快乐!
HAPPY CHINESE NEW YAER

送你一棒棒的BODY
满满的MONEY
多多的HAPPY
心情天天很SUNNY
无忧无虑像个BABY
总之,新年快乐!

ในปีใหม่นี้ขอให้คุณ
มีรูปร่างฟิตปั๋ง
เงินทองเต็มคลัง
มีความสุขจัง
อารมณ์ดีดั่งวันฟ้าใส
ไร้ความทุกข์
และไร้สิ่งกังวลเช่นเด็กทารก

ขอให้มีความสุขมากๆ ในตรุษจีนนี้!!!

ความคิดเห็นที่ 65 (0)
indexthai วันที่ : 24/01/2009 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอยก.. สาระสำคัญส่วนหนึ่งมาเม้นท์ไว้

"ไอเอ็มเอฟได้แต่ช่วยสนับสนุนสภาพคล่อง แต่ไม่หาสาเหตุ ว่าทำไมจึงขาดสภาพคล่อง แล้วแก้ปัญหาที่ตรงนั้น"

............................................................


ความล้มเหลวของไอเอ็มเอฟ ..ไอเอ็มเอฟได้แต่ช่วยสนับสนุนสภาพคล่อง แต่ไม่หาสาเหตุ ว่าทำไมจึงขาดสภาพคล่อง แล้วแก้ปัญหาที่ตรงนั้น

โลกจึงปั่นป่วนวุ่นวายทางเศรษฐกิจไม่รู้จบ

"ไอเอ็มเอฟ" คืออวิชากองโตกองหนึ่งของโลกทุนนิยม

Asia Bond Fund กำลังเลียนแบบ สิ่งโง่เขลาของโลกทุนนิยม เสียเวลา เสียทรัพยากร สุดท้ายก็ช่วยอะไรระบบไม่ได้ ได้แต่ผู้บริหาร มีหน้ามีตา มีตำแหน่งเงินเดือนสูงรับประทาน

ธปท. ไม่รู้ว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นำความล่มจม มาให้ประเทศชาติแค่ไหน

ไม่ศึกษา และไม่หาทางแก้ต้นเหตุที่ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย..

แล้วคิดเป็นหัวหอก.. ตั้ง Asia Bond Fund ? แล้วประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร ?

จะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี เพื่อพิสูจน์ ปรัชญา ของ Asia Bond Fund ... อีก 13 ปีหรือ ?

ต้องการรู้เรื่อง Asia Bond Fund ให้ไปที่ เว็บไซด์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

http://www.bot.or.th/Thai/Pages/BOTDefault.aspx

แล้วพิมพ์คำว่า "ตลาดพันธบัตร" ในช่อง search

............................................................
เรื่อง เข้าไอเอ็มเอฟ เทียบได้กับไฟไหม้ประเทศ
ร้ายแรงที่สุด..

อยากดูว่า Asia bond เป็นอย่างไร ให้ดู IMF ตอนนี้ก็ได้
ทำไมละ
ทำไมไม่ศึกษาให้รู้ว่า.. เพราะเหตุใด ทุนสำรองฯจึงหมดประเทศ
แล้ว IMF ก็ให้เงินกู้มาเสริมสภาพคล่อง ..อย่างเดียว

ทำไม IMF ไม่หาทางป้องกัน ..ว่าทำไมทุนสำรองฯ จึงไม่หดหาย

@@@

ความคิดเห็นที่ 64 (0)
tutu วันที่ : 22/01/2009 เวลา : 12.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

นี่ถ้าไม่ได้ไปตามนี่ลืมอ่านที่มาตอบคุณน้องออนเลยนะ


อิอิ


มาอ่านเม้นท์คุณ index หน่อยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 63 (0)
สายสืบภาคประชาชน วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 18.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Anti-Corruption


คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น
ผมสนับสนุนให้ปิดตลาดหุ้นจอมปลอมทั้งโลกครับ!

ปล.รวมทั้งตลาดซื้อขายล่วงหน้าทุกอย่างด้วย เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันและอนาคตอย่างไม่คดโกงกันและกัน...

ความคิดเห็นที่ 62 (0)
ท่านเจ้าคุณ วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 16.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sutku
สุทธิคุณ กองทอง 

ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมกัน
ซินเจี่ยยู่อี่ ซิงนี้ตั่วถัง กันถ้วนหน้าทุกๆ คนครับ

ความคิดเห็นที่ 61 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 01.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

คึดว่ามานั่งเฮียนเศรษฐศาสตร์อีกรอบ....

ความคิดเห็นที่ 60 (0)
indexthai วันที่ : 20/01/2009 เวลา : 14.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


น้องออน
ความคิดเห็นที่ 55

"กรณีของการอุ้มภาคการเงินโลกเป็นสัญญาณ
รัฐบาลดีซีเป้นเจ้าของ Wall Street ไปแล้ว
รัฐบาลยุโรปกลายเป็นเจ้าของธนาคารใหญ่ๆทุกแห่ง"

......................................................................................
indexthai

อ๋อ ..Overlapping of Development เป็นอย่างนี้เอง
เข้าใจแล้ว...

สงสัยว่าเขาเอาเงินที่ไหนมาอุ้ม
แล้วพวกที่เข้า IMF 4 ประเทศเมื่อปลายปี 2008 ..สถาบันการเงินก็จะต้องล้มเช่นกัน
ก็ต้องเกิด Overlapping of Development เช่นกัน

เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2541- ปัจจุบัน

Overlapping of Development
ทำให้ ..รัฐบาลไทย..เป็นเจ้าของ

ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ
ธนาคารนครธน
ธนาคารมหานคร
ธนาคารศรีนคร
ธนาคารนครหลวงไทย
ธนาคารสหธนาคาร
ธนาคารแหลมทอง
ธนาคารเอเซีย
ธนาคารทหารไทย
ธนาคารรัตนสิน
บรรษัทเงินทุนอุตสาหรรมในประเทศไทย

และ

ไฟแนนซ์ ..ต่างๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว
เป็นไปตาม โยบายแต่แรก หรือไม่
หรือเพราะไม่มีทางออก.. ไม่มีทางเลี่ยง ..จำใจต้อง Overlap

ตอนนี้ชื่อธนาคารไทยเหล่านี้ ..ไม่ค่อยมีเหลือแล้ว
หากเป็นอย่างที่ว่า ..ตอนหลังรัฐขายออกทำไม
เมื่อเร็วๆนี้ก็ขายธ.ทหารไทย ให้ ING ไป
ที่เหลือ.. พยายามขายเช่นกัน ..ก็ขายไม่ออก

รัฐบาลดีซีเป็นเจ้าของ Wall Street ไปแล้ว(น้องออน)

แต่รัฐบาลไทยกลับคิดแปรรูป The Stock Exchange of Thailand เป็นเอกชน....
ทำตรงข้ามกับกับรัฐบาลวอชิงตัน
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/08/06/entry-1

ขอบคุณ น้องออน ..ที่เอา research ..มาให้อ่าน
แต่มันตามน้ำ..อะ

ความคิดเห็นที่ 59 (0)
indexthai วันที่ : 20/01/2009 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณน้องออน
ความคิดเห็นที่ 53

"สิ่งที่คุณเรียกว่าราชการโลกนั้นแหละ ที่รู้เห็น กับทุนการเงินที่โฉบไปเอาผลประโยชน์ทั่วโลก
ราชการโลกพวกนี้ไม่ได้โง่นะคะและจริงๆก็รู้ด้วย"

ฯลฯ

"และคนพวกนี้ก็ผลักดันกฏเกณฑ์ต่างๆผ่านโครงสร้างองค์กรที่รวบรวมผู้มีอำนาจรัฐและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เอาไว้ไปยังรัฐบาลทั้งโลกและองค์กรราชการโลกทั้งหมด

เงินทุนจึงไหลคล่อง ทุกอย่างจึงเสรี Hedge Fund และกองทุนอื่นๆจึงหากำไรได้แบบไร้ขีดจำกัด

ปราศจากกฏเกณฑ์ที่เอื้ออำนวยภาคการเงินจะหากินและขยายตัวไม่ได้มากขนาดนี้ "

.........................................................
indextthai

เพิ่มมาอีกประเด็น.. นะ คุณน้องออน

หากคุณน้องออนใช้คำว่าราชการโลก "รู้เห็น" ..ก็แสดงว่าราชการโลกชั่ว

คุณน้องออนรู้เรื่อง คนเดียวหรือ ?

คนอื่นรู้ด้วยหรือไม่

เศรษฐกิจอเมริกา.. ภาคการเงิน และการผลิตจริงล้มลงทั้งประเทศ เลวร้ายมาก

มีใครบอกตำรวจให้ไปจับไหม ? ปล่อยไว้ทำไม ?

@@@

ความคิดเห็นที่ 58 (0)
indexthai วันที่ : 20/01/2009 เวลา : 11.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณน้องออน
ความคิดเห็นที่ 39

"ระบบแรงงานแบบนี้มีส่วนส่งเสริมให้ทุนการเงินภายใต้โลกาภิวัตน์ดำเนินและก้าวหน้าในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะมันทำให้สินค้าถูกผลิตและขายเร็วได้ทันรอบการหมุนของเงินในตลาดการเงิน ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้ภาคการเงินขยายตัวได้อีก จากการที่ภาคการผลิตตอบสนองทันต่อความต้องการและความเร็วของตลาดการเงิน"

............................................................................................
indexthai
(ดูเหมือนคุณน้องออน ..หาเหตุผลมาสนับสนุนการขยายตัวทางการเงินได้อีกแล้ว..

ผมเห็นต่างนะครับ

เงินที่หดและขยาย เกิดจาก 2 ส่วน ..ดังนี้

>> 1) เกิดจากธุรกรรมจริง เช่นการผลิต การค้าขาย นำเข้า ส่งออก ท่องเที่ยว ฯลฯ
เงิน ส่วนนี้มีปริมาณประมาณ 10-20 เปอร์เซนต์ของระบบโลก

>>2) เกิดจากธุรกรรมไม่จริง เช่นการซื้อขายกระดาษ ในตลาดทุน และตลาดเงิน
2.1 ปี 2000 ปั่นอเมริกาขึ้นไปเชือด
ได้เงินจากอเมริกา เอามาปั่นโลก และสินค้าโภคภัณฑ์
2.2 ปี 2008 ลากโลก จีน รัสเซีย ยุโรปตะวันออกมาเชือด
เงิน ส่วนนี้มีปริมาณ 80-90 เปอร์เซนต์ของระบบ ..และนับวันจะเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น

กำไรทุกขั้นตอน.. ตลอดเวลา

ธุรกรรมส่วนนี้ (ข้อ 2) ต่างหาก ที่ทำให้ปริมาณเงินท่วมโลก)

@@@

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
น้องออน วันที่ : 19/01/2009 เวลา : 15.02 น.

ลืมไปค่ะ วันศุกร์นี้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 56 (0)
น้องออน วันที่ : 19/01/2009 เวลา : 14.40 น.

ขอเรียนเชิญชาวโอเคเนชั่นทุกท่านร่วมการเสวนาจัดโดยชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาฯ

เศรษฐศาสตร์การเมืองฟอรั่มหัวข้อ

"เสถียรภาพรัฐบาลกับการบริหารประเทศ"

ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 2 ห้อง 209 เวลา 19.00-21.00น.

มีวิทยากรดังๆหลายๆท่านเช่น ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และผู้นำภาคธุรกิตหลายคนที่เรียนที่หลักสูตรนี้ด้วย

ขอเชิญชวนค่ะ

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
น้องออน วันที่ : 18/01/2009 เวลา : 13.21 น.

ถ้าผู้อ่านทุกท่านลองศึกษาประวัติการก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ ประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ยุคพาณิชยนิยมประมาณตั้งแต่ปี ค.ศ. 1500 จนถึงทุกวันนี้ ก็จะเห็นกระบวนการถ่ายเทความมั่งคั่งระหว่างโลกตะวันตกและเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา จะพบเห็นความขัดแย้งที่มันฝังรากลึกระหว่างขั้วเหล่านี้ คนตะวันตกมองคนในส่วนอื่นๆของโลกไม่ขึ้น

จะเข้าใจวิธีคิดของนักนโยบายทางการเงินและการต่างประเทศมากขึ้น

และคุณก็จะเข้าใจถึง Overlapping of Development

Pattern ของความขัดแย้ง การแก้ความขัดแย้งและ การพัฒนาของระบบทุนนิยมในหลายส่วนของโลกเป็นเรื่องน่าศึกษา และสิ่งที่เกิดในวันนี้มันก้มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องของมันมาตลอดเวลากว่า 200 ปีเต็ม

โลกจะกลับเข้าสู่ Mode ในยุคล่าอาณานิคมอีกครั้ง คือรัฐเป้นตัวนำ ต่างจากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาที่ตลาดมีบทบาทนำรัฐ รัฐแค่ทำความต้องการของตลาดให้เป็นจริง

รัฐจะ Direct ตลาด ปรากฏการณ์ของทุนนิยมโดยรัฐกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เห็นได้จากการเปลี่ยนมือของความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตจากเอกชนมาสู่รัฐ

กรณีของการอุ้มภาคการเงินโลกเป็นสัญญาณ
รัฐบาลดีซีเป้นเจ้าของ Wall Street ไปแล้ว
รัฐบาลยุโรปกลายเป็นเจ้าของธนาคารใหญ่ๆทุกแห่ง

รัฐบาลแถบตะวันออกทำการ Renationalize สถาบันการเงินตัวเอง หลังจาก Privatize ไปบางส่วนก่อนหน้านี้
ทั้งรัสเซีย จีน และตะวันออกกลางก็สั่งให้กองทุนของรัฐเข้าซื้อหุ้นในตลาดในทุกๆ Sector

เป็นปรากฏการณ์ไหลย้อนกลับและพยายามเยียวยาตัวเองของทุนนิยมทั่วโลก เมื่อตลาดและเอกชนพลาดท่า รัฐก็เข้ามาแทน

Hedge Fund กองทุนต่างๆและสถาบันการเงินภาคเอกชนจะถูกลดบทบาทโดยอัตโนมัติ

Sate Capital และ State Investment Fund จะเข้ามาแทนที่ และจะผุดขึ้นในแถบตะวันตกด้วย นอกจากในตะวันออก

เพราะทุนการเงินในสหรัฐฯและยุโรปที่เป็นทุนเอกชนมันเพลี่ยงพล้ำ และแม้ State Investment Company จะขาดทุนยับ แต่หลายแห่งยังพอมีกระสุนเหลือไม่น้อย

กองทุน SWF ในสิงคโปร์และตะวันออกกลางเจ็บหนักเพราะลงทุนในหุ้นการเงินเยอะ

กองทุนของจีนใช้เงินไปนิดเดียวและไม่โดนมาก

และอย่าเอา Sovereign Wealth Fund มารวมใน Hedge Fund ตามความหมายที่คุณเข้าใจด้วย เพราะมันมีแรงจูงใจต่างกัน วิธีการลงทุนไม่เหมือนกองทุนของเอกชนทั่วๆไปด้วย

โลกของ SWF มัน Dynamic กว่าที่คุณเห็นเยอะ กรุณาหาข้อมูลให้ละเอียดก่อนมา Grouping มันใน Hedge Fund ตามความหมายที่คุณเข้าใจ

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลที่สหรัฐฯมีต่อทุนการเงินภาครัฐรูปแบบใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างมากในจีน รัสเซีย และตะวันออกกลาง พร้อมบทวิเคราะห์ที่เสนอแง่มุมด้านผลกระทบต่อนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ

http://www.cfr.org/content/publications/attachments/Debt_and_Power_CSR37.pdf

ความคิดเห็นที่ 54 (0)
indexthai วันที่ : 18/01/2009 เวลา : 12.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณน้องออน
ความคิดเห็น 39
(ในวงเล็บเป็นข้อความของ indexthai)

"ที่บอกว่าเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์เพราะ สหรัฐฯและอังกฤษมีแนวทางแบบเสรีสุดขั้ว ขณะที่ยุโรปเน้นความเสมอภาค รัฐและสังคมสำคัญกว่าเอกชน เน้นระบบสวัสดิการ ไม่เน้นกำไรสูงสุด เน้นการควบคุม (ผมว่ารัฐโง่กว่า (Hedge) Funds ถูก (Head) Funds ปั่นตลาดทุน และตลาดเงินแล้วยังไม่รู้ตัว อ่าน http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/25/entry-1)

ขณะที่เอเชีย รัสเซีย ญี่ปุ่นโตมาจากการอุดหนุนโดยรัฐ การเมืองไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบยุโรป อังกฤษและสหรัฐฯ เป็น State Capitalism เหมือนกันหมด (ไม่รู้เรื่อง ไม่เชื่อ ไม่เห็นมีประเทศไหนดีกว่าประเทศไหน เห็นพังกันทุกประเทศ)

และตอนนี้เราก็เห็นการถดถอยครั้งใหญ่ของเสรีนิยม (ถดถอยเพราะอะไร) ฝรั่งเศสและเยอรมันกำลังผลักดันอุดมการณ์ทุนนิยม(แบบไหน ไม่เข้าใจ) ยุโรปที่เน้นการควบคุมและรัฐ+สังคมขึ้นมาให้ผงาดโลก(ผงาดโลกจริงหรือ?)

และอุดมการณ์(อุดมการณ์อะไร) ก็ถูกสร้าง(ถูกสร้างแบบไหน) มาเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ด้วยในหลายๆโอกาส การเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินหลายครั้งเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางอำนาจเพราะระบบทุนนิยมในซีกอื่นๆของโลกกำลังโต(ที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายมา 7- 8 ปีเพราะ ความขัดแย้งทางอำนาจในซีกโลกไหนละ ผมเห็นแต่ (Hedge) Fund โจมตี Nasdaq หนัก และ USD ก็เสียหาย เพราะตลาดหุ้นพังทลาย) มาแข่งอิทธิพลในตลาดและแผ่อิทธิพลทางการเมืองแข่งกับสหรัฐฯ (เป็นอย่างนั้นหรือ ?)

ถ้าคุณไม่แก้กติกาของสถาบันใหญ่(แก้กติกาอะไร อย่างไร) อย่าง WTO, World Bank, IMF,BIS ที่มีสหรัฐครอบงำอยู่ ปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน(ปรับแบบไหน) จัดความสัมพันธ์ใน UN ใหม่คุณก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะพวกนี้มันกำกับการ Function ของตลาดเงิน ตลาดทุนโลกอีกที

Bretton Woods ล่มเป็นผลมาจากความขัดแย้งของสหรัฐฯต่อค่ายคอมมิวนิสต์ รวมทั้งญี่ปุ่นและเยอรมัน (ว่าไป)

Plaza Accord เกิดจากความขัดแย้งของสหรัฐฯกับญี่ปุ่น รวมถึงเยอรมัน (ไปไกลเกินไป)

และภาคการเงินหลังปี 1997 และ 2000 เป็นผลมาจากพลวัตความขัดแย้งและผลประโยชน์ชั่วคราว(ผลประโยชน์อะไร) ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
(เรื่อง.. ภาคการเงินระหว่างสหรัฐ-จีน หลังปี 1997 และ 2000 นำเสนอไว้แล้ว ชาร์ต 1 ชารต์ 2 ชาร์ต 12 ชาร์ต 16 ชาร์ต 17)

และจีนกับสหรัฐฯเป็นความขัดแย้งหลักของโลกในตอนนี้ ดูได้จากคำพูดของผู้มีอำนาจในสหรัฐฯในหลายๆโอกาสที่ผ่านมา
(ชอบอ้างคำพูดผู้มีอำนาจ ..ผมนำเสนอไว้แล้ว ในคำอธิบายชาร์ต 17.. "น่าสังเกตนักการเมืองประเทศใด ล้วนโง่เขลา และมักง่าย โดยไม่ทราบว่า ..การที่หยวนอ่อน ผิดจริงเกิดจากการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ต้นเหตุหยวนอ่อนค่า มีต้นเหตุมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกานั่นเอง")

จะพูดว่าการเมืองกับเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกันเห็นจะไม่ใช่
(ดูชาร์ต 13 ตลาดหุ้นปากีสถาน แสดงว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง เกี่ยวกับการตลาดหุ้นถูกปั่นมากกว่า)

คุณต้องแก้ระบบแรงงานของโลกด้วยเพื่อให้ระบบทุนนิยมมันวิ่งต่อไปได้ ครั้งนี้มันเป้นวิกฤตของระบบแรงงานนอกระบบทั้งหลายและพวก Over Time เป็นวิกฤตระบบ Just in Time

ระบบแรงงานแบบนี้มีส่วนส่งเสริมให้ทุนการเงินภายใต้โลกาภิวัตน์ดำเนินและก้าวหน้าในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะมันทำให้สินค้าถูกผลิตและขายเร็วได้ทันรอบการหมุนของเงินในตลาดการเงิน ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้ภาคการเงินขยายตัวได้อีก(ไม่เชื่อ ไม่เห็นด้วย เรื่องนี้นำเสนอไว้แล้ว ท้ายชาร์ต 9 ..ทุนที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากธุรกรรมจริงในทางการผลิตและการบริการ แต่เกิดขึ้นจากการซื้อขายกระดาษ ธุรกรรมจริงในตลาดทุนและตลาดเงินอาจจะมีมูลค่า 15 - 25 เปอร์เซนต์ แต่ธุรกรรมไม่จริง หรือธุรกรรมทางอ้อม หรือธุรกรรมซื้อขายกระดาษ อาจมีมูลค่าสูง 75 - 85 เปอร์เซนต์ เป็นเรื่องผิดปกติ) จากการที่ภาคการผลิตตอบสนองทันต่อความต้องการและความเร็วของตลาดการเงิน

แรงงานเป็นส่วนสำคัญของทุนนิยม และดูจะสำคัญกว่าระบบการเงินด้วยซ้ำเพราะทำหน้าที่ทั้งผลิต สร้างมูลค่าส่วนเกินเพื่อหล่อเลี้ยงระบบทุนนิยม และเป็นผู้บริโภคด้วย

เปลี่ยนแนวคิดพื้นฐาน โครงสร้างสถาบันของดลก ระบบแรงงาน และระบบการเงินถึงจะฝ่าวิกฤตไปได้"

(สรุปว่าวิกฤติ นี้ เกิดจากปัญหาแรงงานโลก)
.
.

(สับสนครับ ..จาก ..ขัดแย้งในอุดมการณ์ และอำนาจในช่วงต้น ..แล้วจบลงด้วย ..ปัญหาแรงงานในช่วงท้าย)

(เรื่องที่ผมนำเสนอ ..ไม่ได้นำเสนอเพื่อให้เชื่อ ..แต่พยายามนำเสนอเพื่อให้เข้าใจ ง่ายๆ ..แสดงเหตุ และผล ..เพราะสิ่งนี้เกิด ..จึงเกิดสิ่งนี้ ..มีความสัมพันธ์ต่อกัน ..แสดงเวลาที่เกิดชัดเจน)

(อ่านเรื่องของคุณน้องออนแล้ว ..ไม่เข้าใจ ..ให้ความรู้สึกว่า ..นำเสนอแบบจะให้เชื่อ ..คือหาเหตุผลสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมไม่ได้)

(คนใน OKnation ส่วนใหญ่มีความรู้ มืออาชีพแต่ละสาขามาเอง มีความหลากหลาย ..มั่วได้ยาก ..นะครับ)

(คุณน้องออน เป็นคนที่มีข้อมูลเยอะดี และก็พิมพ์ได้เก่ง ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ..น่าจะเปิด blog เป็นของตนเอง ..จะได้บอกบอกตัวตนของตัวเองด้วย ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย ในที่มืดมักเป็นที่ซ่อนตัวของอาชญากรรม)

---------------------------------------------------------------
indexthai

ตลาดหุ้น มันถูกสร้างด้วยมือคน... มันกำลังพังทลายโลก
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2008/11/13/entry-1

ชัดเจนในประเด็น..

ตลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติ
ก็เหมือนเลี้ยงจงอาง หรือจรเข้ไว้ในบ้าน มันก็ทำร้ายคนในบ้านตลอดเวลา
แล้วจะเลี้ยงมันไว้ทำไม

พูดกันว่า นักเศรษฐศาสตร์ 10 คน ก็ 10 ความคิดเห็น
เป็นเพราะ ไม่มีข้อมูลจริง มีแต่ทฤษฎี แล้วก็สมมุติฐาน ความคิดเห็นจึงแตกต่างกัน

พอดีผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์
ไม่มีห่านบิน ห่านไม่บิน ไม่มีห่านขาว ไม่มีห่านดำ

entry นี้ ..ไม่มีทั้งทฤษฎี และ ..สมมุติฐาน

มีแต่ข้อมูลจริง

แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งในประเทศ และทั่วโลก

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
น้องออน วันที่ : 18/01/2009 เวลา : 12.03 น.

สิ่งที่คุณเรียกว่าราชการโลกนั้นแหละที่รู้เห็นกับทุนการเงินที่โฉบไปเอาผลประโยชน์ทั่วโลก

ราชการโลกพวกนี้ไม่ได้โง่นะคะและจริงๆก็รู้ด้วย

และบรรดาภาคการเงินก็อยู่เบื้องหลังและครอบงำราชการโลกให้ราชการโลกกำหนดกฎระเบียบต่างๆออกมาให้เอื้ออำนวยผลประโยชน์ของพวกเขา

และเหนือกว่าราชการโลกและทำเนียบขาว เหนือภาคการเงินทั้งโลกคือ CFR หรือ Council on Foreign Relations

ที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นสมาชิกสมทบและสุรินทร์ พิศสุวรรณก็เป็น 1 ในคณะกรรมการที่ปรึกษาระหว่างประเทศด้วย

Hedge Fund และ Investment Bank ทั่วโลกก็อยู่ในนี้มีอำนาจ Lobby รัฐบาลสหรัฐฯและขยายวงเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนที่ทรงอิทธิพลของแต่ละประเทศและบรรดาข้าราชการระดับสูงและผู้นำทางการเมืองของหลายๆชาติ

http://www.cfr.org/about/people/board_of_directors.html

http://www.cfr.org/about/people/international_advisory_board.html

นี่อันนี้เป็นรายชื่อบริษัทสมาชิก นี่แหละรัฐบาลโลกตัวจริง

http://www.cfr.org/about/corporate/roster.html

องค์กรนี้และองค์กรอื่นๆมียิวเป็นศูนย์กลาง และดึงให้คนอื่นๆมารวมตัวกันโดยมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน เมื่อก่อน CFR จะจำกัดเฉพาะสหรัฐฯ แต่หลังจากปี 1971 สหรัฐฯยกเลิกระบบมาตรฐานปริวรรตทองคำ ทำให้เศรษฐกิจโลกชะงักงันเพราะปัญหาการว่างงาน เงินเฟ้อที่สูงมาก และความผันผวนของดอลลาร์ที่สูงมากจนหระทั่งต้องสั่งปิดตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศในยุโรปและญี่ปุ่น สหรัฐฯเห็นว่าตัวเองพลาดท่าให้ยุโรปและญี่ปุ่นจนตัวเองต้องสูญเสียทองคำสำรองไปมหาศาล

เพื่อปกป้องผลประโยชน์และคงความเป้นผู้นำดลกต่อไป สหรัฐฯจำต้องดึงประเทศเหล่านี้เข้ามาเป็นพันธมิตรตัวเองและประสานประโยชน์กับคนพวกนี้ด้วย จึงต้องตั้งองค์กรประสานประโยชน์และ Lobby เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญและกำหนดวาระโลกขึ้น

เลยตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมามีประวัติและสมาชิกดังที่ website นี้ ได้แสดงเอาไว้

http://www.trilateral.org/

รวมถึงการขยายสมาชิกภาพของ CFR ด้วย ไปดูได้เลยมีหลายประเทศ Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดิอาระเบีย Olayan Group ยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาระหว่างประเทศหรือ International Advisory Board ด้วย

และคนพวกนี้ก็ผลักดันกฏเกณฑ์ต่างๆผ่านโครงสร้างองค์กรที่รวบรวมผู้มีอำนาจรัฐและกลุ่มทุนขนาดใหย่เอาไว้ไปยังรัฐบาลทั้งโลกและองค์กรราชการโลกทั้งหมด

เงินทุนจึงไหลคล่อง ทุกอย่างจึงเสรี Hedge Fund และกองทุนอื่นๆจึงหากำไรได้แบบไร้ขีดจำกัด

ปราศจากกฏเกณฑ์ที่เอื้ออำนวยภาคการเงินจะหากินและขยายตัวไม่ได้มากขนาดนี้

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
indexthai วันที่ : 18/01/2009 เวลา : 11.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณน้องออน
ความคิดเห็น. 38
(ในวงเล็บ เป็นของดัชนีไทย)

"ภาคการเงินมันมีปัญหาทั้งระบบ และทุนการเงินโลกมันก็ไม่ใช่จู่ๆมันเกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลก Rudolf Hilferding ในหนังสือ Finance Capital เคยทำนายการผงาดของทุนการเงินมาแล้ว ตั้งแต่ปี 1910 (โค ตะ ระ เก่ง)

สิ่งที่ต้องแก้คือ โครงสร้างสถาบันและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่มันกำกับระบบทุนนิยมโลกทั้งหมดเอาไว้ (ไม่เข้าใจ จริงๆ แบบไหน อย่างไร แก้โครงสร้างอย่างไร สัมพันธ์กับอำนาจไหน อเมริกามีอำนาจมากใช่ไหม? แล้วทำไมอเมริกาถึงถูกถล่มเป็นหน้ากลอง? ) จนทำให้หน้าตาของระบบการเงิน และส่วนอื่นๆในระบบทุนนิยมมันเป็นเช่นนี้ ป้องกันไม่ ให้โลกถูกท่วมไปด้วยสภาพคล่องทางการเงิน(สาเหตุอะไร ที่ทำให้สภาพคล่องท่วมโลก ป้องกันอย่างไร ไม่ให้สภาพคล่องท่วมโลก ) ควบคุมการไหลเวียนของเงินทุน (ควบคุมได้ไหม ? ชาร์ต 12 เงินเข้ามาท่วม เอเซีย และยุโรปตะวันออก) (ผมได้ยินเช่นนี้มาหลายปีแล้ว ปรับโครงสร้างตลาดหุ้น ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างข้าราชการ ฯลฯ แล้วรัฐบาลก็เอาด้วย เพราะไม่มีปัญญาจะคิดอะไรเอง ปรับกันแทบทุกรัฐบาล เช่นรัฐบาลทักษิณปรับโครงสร้างข้าราชการ ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรดีขึ้น อยุติธรรม และแตกแยกมากกว่าเดิม สองมาตราฐานมากกว่าเดิม)

(ได้ยินใตรพูดถึงปรับโครงสร้าง ..สดุ้งทุกที)

ปัญหาระบบการเงินโลกมันมากกว่าแค่ Hedge Fund ไปโจมตีใครๆไปทั่ว

(ก็มีข้อมูลแสดง.. นี่ไงละการโจมตี ..ชาร์ต 1-17 แสดงถึงการโจมตีของ (Hedge) Fund))

(ยกตัวอย่างเช่นชาร์ต 1 โจมตีตลาดหุ้น Nasdaq ลากดัชนี จาก 1,000 ไปที่ 5,000 จุด แล้วเทขาย กำไรบานเบอะ)

(ทำให้ได้ USD จากการขายหุ้นที่สหรัฐ)

(เอา ..USD ไปซื้อ EURO(ชาร์ต1 & 5) ไปซื้อ Baht (ชาร์ต 10) ไปซื้อเงินประเทศต่าง ทำให้ทุนสำรองประเทศต่างๆสูงขึ้น (ชาร์ต 12) ไปซื้อหยวน (ชาร์ต 17) ไปซื้อหุ้น ไปซื้อทองคำ ไปซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาสูงขึ้นทั่วหน้า)

(กลไก) (คือ USD อ่อนค่า หรือเล็กลง ต้องใช้ USD มากขึ้นในการแลกสินค้า(ซื้อ) จึงทำให้เห็นว่าค่าและราคาของดังกล่างสูงขึ้น แล้วมีการสวมรอยปั่น ราคาจึงพุ่งกระฉูด)

Hedge Fund มันเป็นแค่ผลผลิตของปัญหา ((ไม่เข้าใจ) (ผลิตผลของปัญหา คือตลาดเงิน ตลาดทุน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ผันผวนแรง ทำให้เกิดความเสียหาย ต่างหาก) ตลาดหุ้นคือตัวปัญหาในเบื้องต้น ให้ ..(Hedge) Fund คือผู้เล่น ได้เล่น ได้ปั่น ..ปั่นตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์))

ที่มันใหญ่กว่านั้น คือความตีบตันของระบบทุนนิยมในสหรัฐฯและยุโรป (ใช้คำศัพท์ได้น่าทึ่ง แต่ผมไม่เข้าใจ 'ตีบตัน' แบบไหน ไม่เข้าใจ) จากการที่มันมี Overlapping of Development กับส่วนอื่นๆของโลก (แบบไหน ? ไม่เข้าใจ) ซึ่งก็ด้านหนึ่งมันเกื้อกูลให้ทุนการเงินสหรัฐฯและในยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ มันโตไปด้วย (เกื้อกูลแบบไหน ไม่เข้าใจ)

(..ทุนสหรัฐ ตอนนี้มันโตที่ไหนละ ..เป็นผู้นำโลกทุนนิยมได้ที่ไหนละ ชาร์ตที่ 12 ..ทุนสำรองฯ ยังไม่ติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีทุนสำรองฯสูงสุดเลย)

(คุณน้องออน บรรยายได้ไหลลื่น ผมคงความรู้น้อย ไม่เข้าใจจริงๆ มีข้อมูล หรือตำราอ้างอิงหรือไม่ กรุณาด้วย)

สหรัฐฯเลือกที่จะคงตำแหน่งผู้นำในระบบทุนนิยมโลกเอาไว้ แทนที่จะยอมก้าวลงจากผู้นำโลกแบบคนเดียวในปี 1971(ต้องอธิบาย ก้าวลงจากผู้นำ แล้วทำไมตอนนี้ยังบอกว่าเป็นผู้นำอยู่อีก) จนปัญหามันลุกลามไปกว่าเดิมเพราะดอลลาร์ไร้เสถียรภาพ (ดอลลาร์ ..ไร้เสถียรภาพ เพราะอะไรครับ) และไม่มีมูลค่าที่แท้จริง (ดอลล่าร์ มีมูลค่าที่แท้จริง คืออ่อนค่าลงจริง (ชาร์ต 1) และ (ชาร์ต 5) ไงละ คือมูลค่าที่แท้จริง แสดงค่าได้ย้อนหลัง 8-9 ปี ..แล้วบอกไม่มีมูลค่าที่แท้จริงได้อย่างไร ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงแล้วเอามาซื้อเงิน หุ้น ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ ได้อย่างไร) (คุณน้องออนพูดแบบบรรยายคำ wording ไม่มีข้อมูล พูดเหมือนนักการเมือง) (สิ่งที่คุณน้องออนบรรยาย ผมมีข้อมูลอยู่ใน entry นี้แล้ว ผมจึงยกมา (ยืน)ยัน ได้)

(กลไก และธุรกรรม เช่นนี้แหละ ที่ทำให้ (Hedge) Funds หรือ Big players มั่งคั่ง ทำให้เงินท่วมโลก ..กำไรแรงๆ 4 ต่อ)

(1) ปั่นสหรัฐขึ้น แล้วเทขาย)
(2) ได้เงินแล้วไปปั่นประเทศอื่นต่อ แล้วเทขาย)

(นี่แหละคือการโจมตี) (Hedge) Fund โจมตี ..ไม่มีคนโจมตี แล้วราคามันขึ้นหรือลงได้อย่างไร)

(1 รอบ ของการเก็งกำไร ..(Hedge) Fund ได้กำไร 4 ต่อ)

(กำไรจากตลาดหุ้น 2 ต่อ กำไรจากตลาดเงิน 2 ต่อ)

(เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมา 70-80 ปีแล้ว ..พวกเขาจึงมั่งคั่ง)

( ..ทำให้เงินพวกเขาท่วมโลก อย่างไรละ )

(ต่อไป..)

(ไม่ใช่ ธนาคารจ่ายดอกเบี้ย ให้ผู้ฝากเงิน)

(แต่)

(ผู้ฝากเงิน ..ต้องจ่ายค่าฝากเงิน ..ให้กับธนาคาร)

(นี่แหละคือการโจมตี ไม่เข้าใจหรือว่าเขาโจมตีไปทั่วโลก ตีกราบซ้ายที ตีกราบขวาที แล้วโลกจะไปเหลืออะไร)

(ผมไม่ได้มั่ว มีข้อมูลแสดงละเอียด ทุกชอร์ต)

พัฒนาการภาคการเงินโลกเป็นดอกผลของความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์และความขัดแย้งทางอำนาจ

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
indexthai วันที่ : 18/01/2009 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณน้องออน
ความคิดเห็น 31

"ขอเห็นต่างในบางประเด็น คุณบอกว่า Hedge Fund คือ คนที่เป็นศูนย์กลางของปัญหา และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ ทั่วโลกในท้ายที่สุดจากวิกฤตการเงินครั้งนี้ แต่หนูไม่เห็นด้วยเสียทั้งหมด เพราะหนูมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Hedge Fund ในตอนนนี้มันดูจะตรงข้ามกับที่คุณพูดไว้ กองทุนหลายกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งอุตสาหกรรมกำลังทยอยปิดตัวลง ส่วนที่ยังอยู่ก็จำกัดวงเงินในการไถ่ถอน หรือไม่ก็ห้ามไถ่ถอนไปเลยพักหนึ่ง"

อ่าน การวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์จากสื่อแล้ว ตื่นเต้น(ประจำ) เหมือนที่บอกว่า Lehman Brothers และ Merrill Lynch พังทลายแค่ไหน

ที่จริงผมไม่สนใจหรอกว่า ใครจะพังทลายเท่าใด เพราะรู้ล่วงหน้าว่า ..สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น เพราะติดตามมาตลอด
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2008/11/28/entry-1

แต่ผมสนใจว่า..
ต้นเหตุเกิดขึ้นเพราะอะไร ? ต้นเหตุอะไร ที่ทำให้สถาบันการเงิน และภาคการผลิตจริงล้มลง ต้นเหตุอะไร ที่ทำให้ประเทศต่างๆต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ

30 - 40 ปีที่ผ่านมา ..ก็เกิดวิกฤติเช่นนี้มาในหลายประเทศแล้ว เพียงแต่สกุลเงินประเทศเหล่านั้นมันเล็ก มันจึงไม่กระทบถึงทั้งโลกเช่นในปี 2008 นี้

ที่จริง entry นี้ ได้เสนอให้เห็นถึง "กลไก" (Mechanism) การเกิดวิกฤติได้ค่อนข้างครบถ้วน

มันไม่ใช่ทฤษฎี แต่มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ชาร์ตที่ 1
แสดงให้เห็นว่าการพังทลายของตลาด nasdaq ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายตามมา (ย้ำว่า "ทำให้")

ชาร์ตที่ 2
เปรียบเทียบให้เห็นว่ามีการขึ้นลงของ Nasdaq แบบผิดปกติอย่างไร

ชาร์ต 4, 5, 6, 7 และ 8
แสดงให้เห็นการสูงขึ้นของ ดัชนีตลาดหุ้นโลก ค่าเงินยูโร ราคาทองคำ ราคาน้ำมันดิบ ราคายางพารา ระหว่างปี 2000 - 2008
(สูงขึ้น หลังการพังทลายของ Nasdaq และ USD)

มีทั้งหมด 17 ชาร์ต
และข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่เป็นชาร์ต

ผมอธิบาย เป็นเหตุเป็นผล เป็นความสัมพันธ์กัน ทุกชาร์ต (Correlation)

ฯลฯ

(Hedge) Funds ต่างๆ ที่คุณน้องออน กล่าว..ย่อมมีทั้ง ผู้จัดการกองทุนที่ฉลาด ที่ยืนอยู่ได้ก็มี ที่กำไรมหาศาลก็มี ..ผู้จัดการกองทุนที่โง่ ที่ขาดทุนจนต้องปิดตัวก็มี

..นิค ลีสัน ..เทรดเดอร์ของธนาคารแบริ่ง ทำให้ของธนาคารล้มละลาย ในปี 1995 จนต้องขาย แบริ่ง ให้ ING ไป ..เพราะโง่

ตัวเองก็ติดคุก ..ตอนนั้น นิค ลีสัน โง่ ..แต่ตอนนี้ฉลาดแล้ว..

ทุกวันนี้ นิค ลีสัน ก็มั่งคั่ง ในเวลาอันรวดเร็ว..(เพราะความผิดปกติของโลกทุนนิยม) ..เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลล์ ในไอร์แลนด์

ผมไม่เคยตำหนิ (Hedge) Funds นะครับ
แต่ ..ผมนำเสนอบ่อยครั้ง ในหลาย entries ว่า "ตลาดหุ้น คือสิ่งผิดปกติในโลกทุนิยม"
เป็นสนามให้ (Hedge) Fund ได้วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เมามัน
ผมว่าผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศต่างๆโง่เองมากกว่า

ใน entry นี้ผมก็ตำหนิ IMF
ผมตำหนิทางการไทย ที่จะเป็นหัวหอก ตั้ง Asia Bond Fund
เพราะอะไร ..อ่านดู ?

ผมเคยนำเสนอ..
"รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าธนาคารกลาง ทุกประเทศ
ผู้อำนวยการ IMF ผู้อำนวยการธ. เอดีบี ผู้อำนวยการธนาคารโลก
เทียบได้เท่ากับ ..ราชการของโลก"

คนเหล่านี้โงเอง... โง่มาก
โลกพังทลายทุกวันนี้
ยังไม่รู้ว่าวิกฤติโลกเกิดที่จุดไหน อย่างไร
แล้วก็เอาหุบเหวมา(ตลาดหุ้น)มาตั้งอยู่ในใจกลางระบบเศรษฐกิจ
คนหล่นลงไปตาย ไม่เว้นแต่ละปี

(Hedge) Fund เทียบได้กับเอกชน ที่ชาญฉลาด เชี่ยวชาญกลไกเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก
ฝีมือ.. ราชการของโลก ต่ำชั้นกว่า (Hedge) Funds มาก

ผมว่า...
"เงินสำรองระหว่างประเทศ ไม่ใช่ของประเทศใดทั้งสิ้น แต่มันเป็นเงินของบรรดา (Hedge) Funds ..ฝากไว้
เมื่อมีเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ..เขาอาจ ..จะคงไว้ ..หรือเอามาเพิ่ม ..หรือขอถอนออกได้"

ยืนยันว่าเป็นเช่นนี้จริง... ไม่เปลี่ยนแปลง ผมอยากจะจดลิขสิทธิ์วลีไว้ด้วยซ้ำ ..ว่าเป็นวลีที่ผมพูดเป็นคนแรก และคนเดียวในโลก

ปีที่แล้ว(2008) ประเทศต่างๆเข้าโครงการณ์ IMF 4 ประเทศ
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2008/11/28/entry-1
เพราะทุนสำรองฯ หมด ..จึงต้องเข้าไอเอ็มเอฟ

ถ้าทุนสำรองฯ มันเป็นของประเทศเหล่านั้นจริง..
แล้วมันหมดลงได้อย่างไร

ลาว กัมพูชา พม่า ..ไม่มีตลาดหุ้น ..ไม่เคยเห็นเข้า IMF
เวียตนาม ..มีตลาดหุ้น ..ตอนนี้ก็ลูกผีลูกคน ..ไม่รู้จะเข้า IMF วันไหน ?
ที่ผมนำเสนออะไร ..ส่วนใหญ่ผมมีข้อมูลสนับสนุน ..ดูที่นี่
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2008/12/29/entry-1

ก่อนปี 2518 ไทยยังไม่เคยมีตลาดหุ้น
ก็ไม่ต้องเข้า IMF

หลังปี 2518 ที่ไทยมีตลาดหุ้น

ทำให้.. ประเทศไทยเข้าไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว ..มีหลักฐาน
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/06/12/entry-1
ครั้งแรกต้องลดค่าเงินบาท
ครั้งที่ 2 ..หนักกว่า ..หนักที่สุดในโลก ทำให้ต้องลอยค่าเงินบาท

มีต้นเหตุมาจากการพังทลายของตลาดหุ้น ในเบื้องต้น..ทั้ง 2 ครั้ง

คุณน้องออนอ่านสื่อในระบบมากเกินไป แล้วก็ได้รับอิทธิพลจากสื่อเหล่านั้น
รวมจาก textbook เก่าๆ

สื่อเหล่านั้นเขา ถือหาง ราชการของโลก
สื่อประเทศไหน ก็เป็นแบบนี้
อเมริกาทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ อเมริกาเก่งอย่างนั้น อย่างนี้

ขนาดถูก (Hedge) Funds ถล่มขนาดนี้ (ชาร์ต 1) ..ยังคิดว่าอเมริกาเก่งอยู่อีก (หรือ?)
อเมริกากลายเป็นประเทศยากจนใหม่ ไปแล้ว ..อ่านที่นี่
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/25/entry-2

จริงๆแล้วผมเซ็งเป็ด โลกทุนนิยมตะวักกะบวย มาก
ขนาดเศรษฐกิจอเมริกาเละเป็นโจ๊ก
พอล ครุกแมน ยังได้โนเบลไพร้ซ์ อีก ....โห

โลกทุนนิยม ..ตะวักกะบวย
เทียบไม่ได้กับสาธารณะโภคี ..ของพระพุทธเจ้า ..(อ่านความคิดเห็นที่ 47)

สรุป
โลกจนลง และจนแสนจน
แต่ (Hedge) Fund มั่งคั่งเพิ่มขึ้น มั่งคั่งที่สุดในโลก
ดู.. วอร์เรน บับเฟตต์ ..เป็นตัวอย่าง ..มั่งคั่งที่สุดในโลก

@@@

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
indexthai วันที่ : 18/01/2009 เวลา : 08.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณน้องออน

คำว่า Hedge Fund

ประเทศไทย..
เมื่อก่อน แบ่งประเภทการซื้อขาย เป็น 4 กลุุ่ม คือ 1) Brokers 2) M-funds 3) Foreign และ 4) customers
ทุกวันนี้ แบ่งประเภทการซื้อขาย เหลือนเพียง 3 กลุ่ม คือ 1) Local Institutions 2) Foreign Institutions 3) Retial Investors

Hedge Fund ของผมใช้เป็น "คำรวม" (ซึ่งทำให้เข้าใจผิด)

ซึ่งประกอบด้วย
currency reserves
Goverment pension funds
hedge funds
insurance companies
mutual funds
private equity
provident funds
sovereign wealth funds
ฯลฯ

ผู้ว่าแบงก์ชาติเราใช้คำว่า big players (ตลาดเงิน)
ตลาดหลักทรัพย์ ใช้คำว่า Foreign (ตลาดทุน)
ผมใช้คำว่า Hedge Fund (ทำให้เข้าใจไม่ตรง / ขอยอมรับผิด)

กองทุนเหล่านี้ ..ล้วนมีความข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ในกลไกเศรษฐกิจโลกอย่างดี
รู้ว่าจะทำอย่างไร ..
ที่จะไม่ทำให้สินทรัพย์ที่ตนบริหารอยู่เสียหาย
และทำอย่างไรที่จะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่ตนบริหารอยู่เพิ่มค่าขึ้น
กองทุนใดจะเก่งหรือไม่เก่ง ก็อยู่ที่ผู้จัดการกองทุนเหล่านั้น

@@@

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
joeyman วันที่ : 17/01/2009 เวลา : 19.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind

กิเลสและความโลภนี่แหละครับทำให้โลกล่มจน มันมาในรูปของคำว่า ทุนนิยม สามานย์

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 16/01/2009 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

แจ่มครับผม...

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
indexthai วันที่ : 16/01/2009 เวลา : 20.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

จ่าจินต์ที่รัก..

ตำรวจส่วนใหญ่รูปหล่อ สาวๆติดเกรียว
จ่าจินต์นอกจากรูปหล่อระดับพระเอกหนังฮ่องกงแล้ว ใจยังหล่อด้วย
ยินดีครับที่จะนำไปเผยแพร่ และขอขอบคุณ

ในอินเตอร์เนท ก็มีคนเอาไปเผยแพร่ตาม webside และ web board พอสมควร

"บุญนิโยมิคส์ ศักดิโนมิคส์ ทักษิโณมิกซ์" เป็นเรื่องที่ผมเขียน...
แต่ชื่อหนังสือว่า "ศักดิโนมิคส์ ทักษิโณมิกซ์"
ทางชุมชนอโศก นำไปตีพิมพ์ แจกที่ชุมนุม พธม. เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
สาระ รายละเอียด มีอยู่ที่นี่
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/05/03/entry-1

เป็นหนังสือเล่มแรกที่ถูกแจก ในกลุ่มผู้ชุมนุม "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"

แจกไปแสนเล่ม

ใครว่า ..ชุมชนอโศกยากจน
นอกจากหนังสือเล่มดังกล่าว (ที่ผมเขียน) แล้ว
ยังมีหนังสือเล่มอื่นๆ ที่นำมาตีพิมพ์ "แจก" อีกนับ 10 เล่ม
แจก แจก แจก ได้กุศลมากกว่าขาย
แจกคือ ..ได้กำไรติดตัว ไปชาติหน้า
ขายคือ ..ได้หนี้ติดตัว ไปชาติหน้า
คนชุมชนอโศก ..เขาคิดกันเช่นนี้

ชุมชนอโศก ไม่ร่ำรวย ไม่มั่งคั่ง
แต่ก็ไม่ยากจน และไม่รู้สึกว่าตนเองยากจน
มีความ "มั่นคง" ในชีวิต และความเป็นอยู่มากกว่า
เป็นชีวิตที่เบา ไม่หนักเหมือนคนทั่วไป เพราะไม่บ่มเพาะกิเลส
ประหยัด มัธยัสต์ รู้จักใช้เงิน
คิดแต่ให้ประโยชน์คนอื่น ไม่คิดเอาประโยชน์จากคนอื่น

ที่ชุมนุมพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตยแต่ละวันหลายหมื่นคน
ประชุมยืดเยื้อยาวนานตลอดวัน ตลอดคืน 193 วันได้
เพราะมีชุมชนอโศก เป็นแบคอัพที่แข็งแกร่ง
ดูแลอาหารการกิน (มังสวิรัติ) ความสะอาดบริเวณ ที่ปัสาวะ ที่อุจจาระ
"เป็นงานที่หนักที่สุด ที่ไม่มีใครตระหนัก" (มีใครคิดถึงบ้างหรือไม่)
ไม่ได้อยาก "ได้หน้า" ไม่ต้องการ "ได้หน้า"

เป็นเรื่องที่ฝ่ายคนเสื้อแดง ..ทำตามไม่ได้
เนื่องจากไม่มีแบคอัพ.. อย่างชุมชนอโศก

ดูแล้ว..
พธม. เขาก็เฉยๆ กับเรื่องที่ชุมชนอโศก และที่ผมนำเสนอนี้
(บุญนิโยมิคส์ ศักดิโนมิคส์ ทักษิโณมิกซ์)
เฉยๆ ก็เฉยๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

พธม. เขาก็พูดถึงการเมืองใหม่ ตลอดเวลา..กระทั่งทุกวันนี้
ก็ยังไม่เห็นรูปร่างหน้าตา การเมืองใหม่ อย่างที่ว่า แต่อย่างใด
ว่าหน้าตาเป็นแบบไหน ?
หน้าตา ..แบบช้าง ..แบบม้า ..แบบกา ..หรือแบบไก่

การเมืองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ..ก็เก่าคร่ำครึ อีกนั่นแหละ

ปรัชญาของหนังสือ "ศักดิโนมิคส์ ทักษิโณมิกซ์"
เสนอให้ผู้บริหารระดับสูง ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และนักวิชาการระดับสูง ที่มามีตำแหน่งสำคัญในการบริหารประเทศ ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และไม่ให้เป็นผู้มีทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นของส่วนตน สละทรัพย์สินให้เป็นของส่วนกลางทั้งหมด (ไม่ใช่ให้ถือหุ้นในบริษัทไม่เกิน 5% เหมือนทุกวันนี้) ตั้งกองทุนผู้บริหารระดับสูง คอยให้การเลี้ยงดูผู้บริหารระดับสูงและครอบครัว ไปจนตลอดชีวิต ส่งเสียลูกเรียนหนังสือ สูงสุดเท่าที่อยากเรียน ลูกจะพ้นจากการอุปถัมภ์เมื่อมีงานทำและมีครอบครัว ..มอบที่อยู่อาศัยและจัดงานแต่งงานให้ลูกของผู้บริหารสูงสุด

การเมืองใหม่ จะต้องออกมาในรูปที่กล่าวนี้ จึงจะหลุดพ้นการเมืองโสโครกแบบเก่าๆได้
การเมือง ทุกวันนี้ คือการแย่งชิง และรักษาผลประโยชน์ ของกลุ่มผู้บริหารระดับสูง
อ้างว่ารักประเทศชาติ ประชาชน บังหน้า

คนอาจจะคิดว่า..
รูปแบบผู้บริหารระดับสูงของประเทศ แบบชุมชนสาธารณะโภคีนี้
คงไม่มีใครอยากมาเป็นผู้บริหารแน่
ผู้เขียนว่ายิ่งดี ..ตรงตามเป้าประสงค์ของปรัชญาการเมืองใหม่..(ที่ผู้เขียนนำเสนอ)
ผู้เขียนว่าจะมีคนเอาด้วยแน่นอน
อย่างน้อยก็ "ผู้รับใช้" ของชุมชนอโศก ..

ต้องแบบนี้.. คนที่ "ไม่ต้องการอะไร" จึงจะได้เป็นผู้บริหารบ้าง

อ่านรายละเอียด "บัญญัติสู่การเมืองการปกครองใหม่" เพิ่มเติมที่นี่...
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/10/31/entry-1

ระบบเศรษฐกิจของชุมชนอโศก
จำลองมา "สาธารณะโภคี" ของพระพุทธเจ้า
คือ ไม่คิดเอาทรัพยากรเป็นของส่วนตน ไม่เอาแม้บ้านเป็นของส่วนตน
ทุน แรงงาน มอบไว้ให้เป็นของส่วนกลาง
ผลิตผล ผลิตภัณฑ์ ที่เกิดจากทุนและแรงงาน มอบไว้ให้เป็นของส่วนกลาง
อยู่ ใช้ กิน และบริจาค ..ร่วมกัน
เป็น วัตรปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน ของชาว ชุมชนอโศก

กองทุน ..คือกองบุญ
ดอกเบี้ย ..คือดอกบุญ
ต้นทุนการผลิต และต้นทุนความเป็นอยู่ต่ำมาก
เงินบาท ของพวกเขามีค่าสูงมาก
เงินบาท ของนักการเมือง มีค่าต่ำมาก ..จึงนำมาหว่านง่ายๆ

ผมไม่ได้ทึ่งคนมีเงินอย่างทักษิณ (มิจฉาอาชีวะ)
แต่ผมทึ่ง ..คนที่ไม่คิดที่จะเอาเงิน เอาสมบัติมาเป็นของส่วนตนมากกว่า
เช่นคน ชุมชนอโศก
คิดแต่จะให้
คนมีตำแหน่งรับผิดชอบในชุมชน ยิ่งมาก ยิ่งเสียสละสูง
แข่งขันกันเสียสละ
มากกว่าแข่งกันกันกอบโกย

ไม่มีใครมั่งคั่งเกินใคร ...เท่าๆกัน
เรียกตำแหน่งผู้บริหารว่า "ผู้รับใช้"
ทุกคน ..ให้เงินติดตัวได้.. เท่าใดก็ได้ แต่ไม่เกินปีละ 36,000 บาท เดือนละ 3,000
(ผู้บริหารองค์กรรัฐวิสาหกิจ ..ปีละ 3 - 15 ล้านบาทต่อแห่ง)
บางคนมีตำแหน่ง 2-3 แห่ง ..ก็บวกเข้าไป ..ซิ

ชุมชนฯ..
ไม่มีอาชฌากรรม ไม่มียาเสพติด ไม่มีบุหรี่ ไม่มีน้ำเมา ไม่มีการพนัน
มีตำรวจไว้ไล่วัว ควาย ที่มากินพืชผักของชุมชนฯ

ระบบการศึกษา ..โรงเรียนสัมมาสิขา ชุมชนอโศก
"ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา"
เหนือชั้นกว่า การศึกษาของนายกอภิสิทธิ์ ..แบบเทียบกันไม่ติด
คุรุ(ครู) สอนฟรี ..ไม่เอาเงินเดือน ..นักเรียน เรียนฟรี ถึง ม. 6

ลองพิจารณาดูให้ดี...
หากประเทศไทย และระดับสูงของประเทศเป็นแบบชุมชนอโศก
ประเทศจะ "มั่นคง" (และจะ "มั่งคั่ง" กระจาย) ..ไม่ใช่มั่งคั่งกระจุก
ไม่ต้องมีตำรวจ อัยการ ศาล ฯลฯ ให้เปลืองงบประมาณ และคอร์รัปชัน
ต้นทุนการผลิต และต้นทุนของความเป็นอยู่ของคนในชาติจะต่ำมาก
สินค้าจากประเทศไทย สามารถตีตลาดได้ทุกประเทศ ทั่วโลก
ประเทศชาติจะได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในโลก
เงินบาทจะแข็งมากที่สุดในโลก
ดอกเบี้ยจะต่ำที่สุดในโลก
เงินเฟ้อจะต่ำที่สุดในโลก
คนไทย จะมีความสุขมากที่สุดในโลก
ไม่มีทั้งสี และกลิ่น ใดๆ

เห็นจ่าจินต์ ท่องทาง ไปไหน ต่อไหน

หากมีเวลา ..
แวะไปชุมชน ศีรษะอโศก(ศีรษะเกศ) ชุมชน ราชธานีอโศก(อุบลราชธานี)
ไปทำสารคดี.. มาให้ชมบ้าง
(ผมไม่เคยไปเลย)

จ่าจินต์รู้จักทหารบ้างไหม ?

อยากจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่ กับทหารด้วย

ทหารจะได้รู้เท่าทัน โลกและโลกย์ บ้าง

@@@

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
มนต์รัตนา วันที่ : 16/01/2009 เวลา : 12.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monruttana

ข้อมูลน่าสนใจมากๆเลยค่ะ
แต่ดิฉันยังไม่ค่อยเก่งนักต้องเรียนรู้จากอาจารย์เพื่อตีความ..ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
drpichai วันที่ : 16/01/2009 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/drpichai


ขอบคุณครับที่แวะไปเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 16/01/2009 เวลา : 07.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ผมจะนำไปเผยแพร่ให้ตำรวจรับรู้ได้บ่ครับ...

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
tutu วันที่ : 16/01/2009 เวลา : 00.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

อ่านจบแล้ว

รอบเดียว

เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

ที่จะเปลี่ยนระบบทุนนิยม

อะไรๆก็ดูเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างประเทศ

ทุกคนคงต้องร่วมมือกันหยุดระบบนี้

ล่ะมั่งคะ


เอิ้ก (สมองตู่ได้แค่นี้จริงๆ)


ปล.1 ท่าทางน้องออนคงอยากจะคุยตัวต่อตัวไม๊คะ



ปล. 2 +1ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
indexthai วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


http://www.paisalvision.com/paisal/index.php/2008-11-18-07-35-42/2008-12-01-04-43-11/730-2009-01-14-10-05-31

@@@

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
indexthai วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ไป blog คุณ tutu ..ผ่อนคลาย
มา blog ..indexthai ..หนักสมอง

ถ้าสนใจ คือต้องอ่านไปด้วย พิจารณาข้อมูลไปด้วย
คงอ่านเร็วๆไม่ได้
เป็นเรื่องผิดปกติ ..ของโลกทุนนิยม

หากอ่านได้ 2 รอบ จะยิ่งดี
ถ้ามีคนเข้าใจเพิ่ม ก็มีแนวร่วมเพิ่ม
จะช่วยให้แก้ปัญหาของโลกได้

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
tutu วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

ขอเวลาิอ่านซัก ชม.นะคะ

เจ๋งสุดๆ

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 17.08 น.

ที่บอกว่าเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์เพราะ สหรัฐฯและอังกฤษมีแนวทางแบบเสรีสุดขั้ว ขณะที่ยุโรปเน้นความเสมอภาค รัฐและสังคมสำคัญกว่าเอกชน เน้นระบบสวัสดิการ ไม่เน้นกำไรสูงสุด เน้นการควบคุม

ขณะที่เอเชีย รัสเซีย ญี่ปุ่นโตมาจากการอุดหนุนโดยรัฐ การเมืองไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบยุโรป อังกฤษและสหรัฐฯ เป็น State Capitalism เหมือนกันหมด

และตอนนี้เราก้เห็นการถดถอยครั้งใหญ่ของเสรีนิยม ฝรั่งเศสและเยอรมันกำลังผลักดันอุดมการณ์ทุนนิยมยุโรปที่เน้นการควบคุมและรัฐ+สังคมขึ้นมาให้ผงาดโลก

และอุดมการณ์ก็ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ด้วยในหลายๆโอกาส การเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินหลายครั้งเป้นผลมาจากความขัดแย้งทางอำนาจเพราะระบบทุนนิยมในซีกอิ่นๆของโลกกำลังโตมาแข่งอิทธิพลในตลาดและแผ่อิทธิพลทางการเมืองแข่งกับสหรัฐฯ

ถ้าคุณไม่แก้กติกาของสถาบันใหญ่อย่าง WTO, World Bank, IMF,BIS ที่มีสหรัฐครอบงำอยู่ ปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน จัดความสัมพันธ์ใน UN ใหม่คุณก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะพวกนี้มันกำกับการ Function ของตลาดเงิน ตลาดทุนโลกอีกที

Bretton Woods ล่มเป็นผลมาจากความขัดแย้งของสหรัฐฯต่อค่ายคอมมิวนิสต์ รวมทั้งญี่ปุ่นและเยอรมัน

Plaza Accord เกิดจากความขัดแย้งของสหรัฐฯกับญี่ปุ่น รวมถึงเยอรมัน

และภาคการเงินหลังปี 1997 และ 2000 เป็นผลมาจากพลวัตความขัดแย้งและผลประโยชน์ชั่วคราวระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

และจีนกับสหรัฐฯเป็นความขัดแย้งหลักของโลกในตอนนี้ ดูได้จากคำพูดของผู้มีอำนาจในสหรัฐฯในหลายๆโอกาสที่ผ่านมา

จะพูดว่าการเมืองกับเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกันเห็นจะไม่ใช่

คุณต้องแก้ระบบแรงงานของโลกด้วยเพื่อให้ระบบทุนนิยมมันวิ่งต่อไปได้ ครั้งนี้มันเป้นวิกฤตของระบบแรงงานนอกระบบทั้งหลายและพวก Over Time เป็นวิกฤตระบบ Just in Time

ระบบแรงงานแบบนี้มีส่วนส่งเสริมให้ทุนการเงินภายใต้โลกาภิวัตน์ดำเนินและก้าวหน้าในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะมันทำให้สินค้าถูกผลิตและขายเร็วได้ทันรอบการหมุนของเงินในตลาดการเงิน ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้ภาคการเงินขยายตัวได้อีก จากการที่ภาคการผลิตตอบสนองทันต่อความต้องการและความเร็วของตลาดการเงิน

แรงงานเป็นส่วนสำคัญของทุนนิยม และดูจะสำคัญกว่าระบบการเงินด้วยซ้ำเพราะทำหน้าที่ทั้งผลิต สร้างมูลค่าส่วนเกินเพื่อหล่อเลี้ยงระบบทุนนิยม และเป็นผู้บริโภคด้วย

เปลี่ยนแนวคิดพื้นฐาน โครงสร้างสถาบันของดลก ระบบแรงงาน และระบบการเงินถึงจะฝ่าวิกฤตไปได้

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 16.48 น.

ภาคการเงินมันมีปัญหาทั้งระบบ และทุนการเงินโลกมันก็ไม่ใช่จู่ๆมันเกิดขึ้น นักเสรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลก Rudolf Hilferding ในหนังสือ Finance Capital เคยทำนายการผงาดของทุนการเงินมาแล้ว ตั้งแต่ปี 1910

สิ่งที่ต้องแก้คือ โครงสร้างสถาบันและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มันกำกับระบบทุนนิยมโลกทั้งหมดเอาไว้จนทำให้หน้าตาของระบบการเงิน และส่วนอื่นๆในระบบทุนนิยมมันเป็นเช่นนี้ ป้องกันไม่ให้โลกถูกท่วมไปด้วยสภาพคล่องทางการเงิน ควบคุมการไหลเวียนของเงินทุน

ปัญหาระบบการเงินโลกมันมากกว่าแค่ Hedge Fund ไปโจมตีใครๆไปทั่ว

Hedge Fund มันเป็นแค่ผลผลิตของปัญหาที่มันใหญ่กว่านั้นคือ ความตีบตันของระบบทุนนิยมในสหรัฐฯและยุโรปจากการที่มันมี Overlapping of Development กับส่วนอื่นๆของโลก ซึ่งก็ด้านหนึ่งมันเกื้อกูลให้ทุนการเงินสหรัฐฯและในยุโรป (โดยเฉพาะอังกฤษ) มันโตไปด้วย

สหรัฐฯเลือกที่จะคงตำแหน่งผู้นำในระบบทุนนิยมโลกเอาไว้ แทนที่จะยอมก้าวลงจากผู้ำนำโลกแบบคนเดียวในปี 1971 จนปัญหามันลุกลามไปกว่าเดิมเพราะดอลลาร์ไร้เสถียรภาพและไม่มีมูลค่าที่แท้จริง

พัฒนาการภาคการเงินโลกเป็นดอกผลของความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์และความขัดแย้งทางอำนาจ

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 16.35 น.

อีกอย่างหนูจริงๆไม่สู้จะเห็นด้วยกับคุณมานานแล้วว่า การยกเลิกตลาดหุ้นจะทำให้ปัญหาต่างๆมันลดไปเยอะ

ไม่มีตลาดหุ้นคงไว้แต่ตลาดเงินเพราะปั่นได้ยากกว่า และไม่สร้างปัญหามหาศาลเหมือนตลาดหุ้น ก็ไม่ช่วยให้วิกฤตการเงินมันหายไป

ต่อให้ไม่มีทั้งตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณฑ์ และตลาดอนุพันธ์ก้ไม่ได้หมายความว่าระบบการเงินมันจะไม่สร้างปัญหาใหญ่กับเราได้

ถ้าทั้งโลกยกเลิกตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์เกลี้ยงหมดเลย การเก็งกำไรในภาคการเงินก็ยังคงอยู่

เพราะเงินจะถูกถาโถมเข้าตลาดตราสารหนี้แบบถล่มทลาย จนดอกเบี้ยต่ำผิดจริงมโหฬาร ขณะเดียวกันก็จะยิ่งไปทำให้อสังหาริมทรัพย์ราคาพุ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเงินมันหาที่ไปไม่ได้

ราคาตราสารหนี้ท้ายที่สุดก็วิ่งเป็นกระทิงไม่ต่างจากราคาหุ้น และเรื่องนี้ก็เกิดมาแล้ว ใน 5 สัปดาห์ราคาตราสารหนี้ระยะยาว 30 ปีออกโดยรัฐบาลสหรัฐฯวิ่งจาก 100 ไปอยู่ที่ 140 หรือกระชากไปกว่า 40%

ค่าเงินก็ยังผันผวนเหมือนเดิม

และต่อให้ไม่มีตลาดตราสารหนี้เลยหรือห้ามซื้อขายตราสารหนี้ คุณก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตการเงินได้อยู่ดี

เพราะเงินจะถูกถมไปที่ระบบธนาคารพาณิชย์แทน และก็จะทำให้สภาพคล่องล้สนระบบธนาคารพาณิชย์ เท่ากับว่าคุณเปลี่ยนจากวิกฤตตลาดทุนไปเป็นวิกฤตใหญ่ของระบบธนาคารแทน แถมหากธนาคารพังทีเสียหายหนักกว่าตลาดหุ้นตกด้วยซ้ำหากธนาคารถูกทำให้มีขนาดใหญ่มากๆ

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 16.18 น.

ดังนั้น Hedge Fund จึงไม่ใช่ Force เดียวที่ทำให้ระบบการเงินโลกมันมีพลวัต และไม่ใช่ Force หลักด้วยซ้ำ พวกประกันและกองทุนบำนาญต่างหากที่ดันราคาสินทรัพย์ให้สูงขึ้นจริงๆ แบบต่อเนื่อง และก็ควบคุมเงินทุนทั้งดลกส่วนใหญ่เอาไว้

รวมทั้งเงินของพวก Hedge Fund ด้วย มากกว่า 20% ของ Total Asset มาจากเงินพวกกองทุนบำนาญ

กองทุนบำนาญทั้งระบบของสหรัฐฯมี Total Asset รวมกันมากกว่า 17 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2007 เอาแค่นี้

กองทุนรวมทั้งโลกก็ปาเข้าไปตั้ง 24 ล้านดอลลาร์แล้ว (Investment Company Institute: Worldwide Mutual Fund Assets And Flows Second Quarter 2008)

ดังนั้นพวกนี้มีกำลังเงินมากกว่า Hedge Fund อยู่แล้ว Hedge Fund สามารถสร้างความผันผวนได้มาก แต่กองทุนพวกนี้อำนาจต่อรองมันมากกว่า มันเคลื่อนเงินทีก้อนใหญ่กว่ามาก และอยู่นานไม่โฉบเข้าๆออกๆ แบบ Hedge Fund ด้วย ผลที่สร้างสะเทือนมากกว่า ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราแลกเปลี่ยนจนทำให้พื้นฐานประเทศเปลี่ยนได้เลย

พวกนี้เป็น Market Force ตัวจริง เพียงแต่มี Hedge Fund เป้นตัวนำเพราะพวกนี้ตาไวและนำหน้าก่อนเสมอ

คุณเป็น Hedge Fund แต่ถ้าไม่มีนักลงทุนสถาบันใหญ่ๆหนุนหลังก็ Manipulaye ค่าเงินหรือกระทั่งโจมตี ก็จะทำไม่ได้เลย

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 15.58 น.

Hedge Fund นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของวงจรภาคการเงินโลกที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย เป็นตัวจุดพลุความผันผวน เนื่องจากการมีกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายและไม่มีข้อจำกัดทางภาษีมาเกี่ยวข้อง

ตัวเล่นในภาคการเงินโลกมันมีหลายฝ่ายและล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ จะมาบอกว่า Hedge Fund ฝ่ายเดียวไม่ได้ ก้เห็นอยู่แล้วว่า Hedge Fund มี Total Asset จริงๆไม่มาก แต่ทุกๆ Party ในภาคการเงินล้วนมีพฤติกรรมในทาง Speculative ทั้งนั้นเพียงแต่ Hedge Fund มัน Agressive กว่าเพื่อน

ในภาคการเงินนอกจาก Hedge Fund แล้วก็มีพวก Mutual Fund มีพวก Investment Bank ใหญ่ๆเช่น Goldman Sachs, Barclays, UBS, Merrill Lynch, Deutsche Bank ฯลฯ นักลงทุนรายย่อย และผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดตัวจริงก็คือ บริษัทประกันและกองทุนบำนาญทั้งหลาย พวกนี้ต่างหากที่เป็นคนควบคุม Fund Flow ทั้งโลก

เจอแค่กองทุนบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่นกองเดียวก็หนาวแล้ว มี Total Asset มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากสถาบันการเงินของภาคเอกชนแล้วคุณต้องไม่ Underestimate อำนาจของทุนภาครัฐทั้ง Central Bank, State Enterprise และพวก State Investment Company พวกนี้จะเงียบๆ แต่ถ้าเข้ามาที ก็จะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนป่วนทั้งโลกเพราะเงินหนาที่สุด

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 15.47 น.

สำนักนี้ให้ข้อมูลขนาดของอุตสาหกรรมต่างออกไปแต่ก็บอกว่า Hedge Fund ก็เจ็บหนักเหมือนกัน เจอทั้งผลขาดทุนและการถอนหน่วยลงทุนของนักลงทุน มูลค่าของ Total Asset เลยหายไป 1 ล้านล้านดอลลาร์จาก Peak

Hedge-Fund Assets Fell Record 36% in 2008, Hedgefund.net Says

By Tomoko Yamazaki

Jan. 15 (Bloomberg) -- Hedge-fund assets fell a record 36 percent to $1.84 trillion in 2008 as tumbling global markets prompted investor withdrawals and fund liquidations, according to industry researcher HedgeFund.net.

Hedge funds lost $512 billion through withdrawals and fund closures, while performance losses totaled $535 billion, the New York-based unit of Channel Capital Group Inc. said in an e-mailed statement. The decline is the biggest since Hedgefund.net began tracking the data in 2003.

Funds including Citadel Investment Group LLC suffered losses and client withdrawals last year, with some selling assets at fire-sale prices as the global credit crisis forced banks to withdraw loans to the industry. While defections and closures reached a record in December, a benchmark of performance rose for the month after declining in previous months, Hedgefund.net said.

“Investor asset flows lag performance, and the sharp rise of outflows in the fourth quarter are the result of yearlong aggregate losses,” Hedgefund.net said in the statement. “Positive performance in December may be an indication that the biggest wave of investor outflows has passed.”

The HFN Hedge Fund Aggregate Average, an equal-weighted benchmark of all single-manager hedge funds and managed futures products, gained 1.1 percent last month, the data provider said.

For the year, the average declined a record 15.3 percent, compared with a record 42 percent slide by the MSCI World Index, which tracks shares in 23 developed nations.

Assets managed by the funds plunged from a peak of $2.97 trillion in the second quarter of the year, said HedgeFund.net, whose database includes more than 8,200 hedge funds, fund of funds and managers that trade futures, known as commodity trading advisers or CTAs. Withdrawals and liquidations totaled $221 billion in December.

Eurekahedge Pte, a Singapore-based hedge-fund research and publishing company, estimated earlier this week that the hedge- fund industry shrank by about a fifth to $1.5 trillion at the end of 2008, from a peak of $1.9 trillion.

HedgeFund.net plans to release a full report in early February.

2008 Estimated Hedge-Fund Asset Flow Table by HedgeFund.net



----------------------------------------------------------------
Date Total Quarterly Quarterly Performance Net flows*
Assets Change % Change Losses
----------------------------------------------------------------
Q1 08 $2,847.50 ($40.16) -1.39% ($93.78) $53.62
Q2 08 $2,972.99 $125.49 4.41% $91.28 $34.21
Q3 08 $2,497.28 ($475.71) -16.00% ($347.51) ($128.20)
Q4 08 $1,841.17 ($656.11) -26.27% ($184.99) ($471.11)

----------------------------------------------------------------

*Net flows refer to outflows from redemptions, allocations, launches, and liquidations. All figures are for single-manager hedge-fund assets.

To contact the reporter on this story: Tomoko Yamazaki in Tokyo at tyamazaki@bloomberg.net

Last Updated: January 14, 2009 21:03 EST
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601208&sid=appgR1_ODV2M&refer=finance

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 15.45 น.

อันนี้เป็น Research จากสิงคโปร์ คำนวณต่างจากของ HFRI ของสหรัฐฯ โดยของสิงคโปร์บอก Total Asset เหลือ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ของสหรัฐฯบอกเหลือ 1.1 ล้าน้ลานดอลลาร์ จาก Peak ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์เหมือนกัน นั่นหมายความว่า Hedge Fund โดนหนักๆอย่างน้อย 400,000 ล้านดอลลาร์ อย่างหนักก็ 800,000 ล้านดอลลาร์ ใน 6 เดือน

Hedge Funds Lost $350 Billion in 2008 Amid Global Market Rout

By Tomoko Yamazaki

Jan. 13 (Bloomberg) -- Hedge funds lost $350 billion globally in 2008, the most on record, as the biggest financial crisis since the Great Depression crippled returns and caused investors to pull money out, according to an industry report.

About 90 percent of the money was lost in the three months to the end of November, according to a preliminary report published today by Singapore-based data provider Eurekahedge Pte. Funds that invested in North America declined the most, posting a drop of $183 billion for the year, the report said.

The hedge-fund industry shrank by about a fifth to $1.5 trillion at the end of the year from a peak of $1.9 trillion, Eurekahedge said. Funds including Citadel Investment Group LLC suffered investment losses and client withdrawals. Some funds were forced to sell assets at fire-sale prices as the credit crisis forced banks that lent money to hedge funds to withdraw their loans.

“A coordinated slowdown everywhere has led the hedge-fund industry to shrink,” said Peter Douglas, principal of hedge- fund consulting firm GFIA Pte in Singapore. “Everyone has been caught in a liquidity trap.”

Eurekahedge’s figures are estimates based on the 39 percent of the funds that have so far disclosed performance figures to the research firm.

Hedge funds posted a 12.3 percent loss over the year, based on the Eurekahedge Hedge Fund Index, which tracks more than 2,000 funds worldwide. That compares with a 13 percent gain in 2007 and is the first decline since Eurekahedge began publishing the figures in 2000.

December Gains

Hedge funds added 1 percent on average in December, the first increase in seven months. The funds are mostly private pools of capital whose managers participate substantially in the profits from their speculation on whether the price of assets will rise or fall.

Decisions by hedge-fund managers including Kenneth Griffin’s Citadel Investment Group LLC and Paul Tudor Jones’s Tudor Investment Corp. to limit redemptions spread to smaller funds in Asia as investors unable to raise cash elsewhere sought to sell out of the funds.

The collapse of U.S. investment bank Lehman Brothers Holdings Inc. in September fueled a rout that halved the value of equity markets worldwide to about $30 trillion in 2008. The MSCI World Index, which tracks shares in 23 developed nations, tumbled a record 42 percent last year as credit-related losses at financial firms topped $1 trillion.

Lehman’s Demise, Madoff

Lehman’s demise rocked hedge funds that relied on investment banks’ prime-brokerage units to make loans, clear trades and handle administrative tasks, forcing more than 80 managers to liquidate hedge funds, segregate assets and limit withdrawals.

The industry also suffered when U.S. authorities charged Bernard Madoff with securities fraud for directing an alleged $50 billion Ponzi scheme.

“The Madoff scandal has led to investors becoming more suspicious about hedge funds,” said Mitsushige Akino, who oversees about $430 million as chief investment officer at Tokyo-based Ichiyoshi Investment Management Co. “The redemption-spree is going to last for quite some time.”

Managers that trade futures, so-called CTAs, and macro-fund managers, who wager on trends in stocks, bonds and currencies, were the best performers, gaining 17 percent and 1.9 percent respectively, according to Eurekahedge. Those investing in distressed debt were the worst performers, declining 27 percent.

To contact the reporter on this story: Tomoko Yamazaki in Tokyo at tyamazaki@bloomberg.net

Last Updated: January 13, 2009 08:34 EST
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=ayk5zzO8QL5U&refer=home

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 15.40 น.

นี่ก็เป็นหลักฐานของภาวะคับขันของ Hedge Fund หลายแห่ง ก่อนหน้านี้ Hedge Fund ในสิงคโปร์และญี่ปุ่น รวมถึงฮ่องกงปิดตัวไปหลายแห่งแล้ว หลายกองทุน Total Asset เกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์ สุดท้ายเหลือไม่ถึง 100 ล้านดอลลาร์ ที่พังเพราะเก็งทิศทางตลาดหุ้นเอเชียพลาดกันหมด ตอนนี้ถึงคิวของกองทุนในสหรัฐและอังกฤษแล้ว

Hedge Funds Lost Record 18.3% on Misjudged Markets (Update3)

By Saijel Kishan

Jan. 8 (Bloomberg) -- Hedge funds lost 18.3 percent in 2008, their worst year on record, as managers misjudged the severity of the biggest financial crisis since the Great Depression.

A gain of 0.42 percent in December lessened the average loss for the full year, according to Hedge Fund Research Inc.’s HFRI Fund Weighted Composite Index. The decline was the largest since the Chicago-based firm began tracking data in 1990.

“Hedge funds failed to appreciate the magnitude, breadth and duration of the declines we saw across most markets,” said Michael Rosen, principal at Angeles Investment Advisors LLC in Santa Monica, California, which advises clients on investments.

Investment losses and client withdrawals reduced industry assets to $1.1 trillion last month from its peak of $1.9 trillion in June, according to Morgan Stanley. Firms such as Dwight Anderson’s Ospraie Management LLC and Jeffrey Gendell’s Tontine Associates LLC closed funds, while Paul Tudor Jones’s Tudor Investment Corp. and Kenneth Griffin’s Citadel Investment Group LLC were among those to limit redemptions.

The decline by hedge funds last year compared with the 37 percent drop in the Standard & Poor’s 500 Index, including reinvested dividends, the benchmark’s worst showing since 1937. Commodities slumped 33 percent, according to the UBS Bloomberg Constant Maturity Commodity Index of 26 contracts.

The worst previous performance by hedge funds was in 2002, when they lost 1.45 percent while the S&P 500 tumbled 23 percent. Hedge funds returned 9.9 percent in 2007.

Stock Funds Lose

Among the major investment strategies, equity hedge funds lost the most last year, an average of 26 percent, Hedge Fund Research said. Event-driven funds, which invest in companies going through changes such as mergers and spinoffs, lost 21 percent. Macro hedge funds, which can bet on securities from commodities and interest rates, returned 5.7 percent.

Tontine, based in Greenwich, Connecticut, was among the firms with the biggest losses. Tontine Partners LP fund slumped 91.5 percent, while Tontine 25 Fund lost 64 percent, according to investors. Griffin, 40, who runs Citadel, lost about 53 percent from its two biggest funds. The Chicago-based firm oversees $13 billion.

Executives at the firms declined to comment.

Last year’s winners include Paulson & Co., run by John Paulson, 53. The New York-based firm, which manages about $36 billion, posted a 37 percent gain in its Advantage Plus Fund Ltd., according to investors.

Brevan Howard

Brevan Howard Asset Management LLP, Europe’s biggest single-manager hedge-fund firm, produced a 22 percent gain in its main fund, the $15 billion Brevan Howard Fund, investors said. London-based Brevan, founded by Alan Howard, 45, oversees $26.4 billion.

Ionic Capital Management LLC, a $3.9 billion fund run by former Highbridge Capital Management LLC executives Bart Baum, Adam Radosti and Dan Stone, returned about 20 percent last year, investors said.

“This is a Darwinism moment for the hedge-fund industry,” said Amit Shabi, a partner at Geneva-based Bernheim Dreyfus & Co., which invests in hedge funds. “Investors will be taking note of the managers who were able to preserve capital in 2008. They will form the core of the industry in the future.”

Managed futures funds, which rely on computers to decide when to buy and sell securities, outperformed peers in 2008 after betting against stock markets and correctly betting on the direction of commodities.

Futures Funds

Winton Capital Management Ltd., the $13.3 billion London- based firm started by David Harding, 47, generated a 21 percent return in its $5.5 billion futures fund. Tudor’s $1 billion futures fund, Tensor, returned 36 percent last year.

Banks restricted the amount of money they loaned to hedge funds as credit markets froze, while funds cut investments and held cash to avoid losses. Funds held more than $300 billion in cash, according to a December report by Man Group Plc in London.

RAB Capital Plc, based in London, and New York’s GLG Partners Inc. were hurt when some of their assets held in the European prime brokerage unit of Lehman Brothers Holdings Inc. were frozen after the New York-based investment bank filed for bankruptcy in September. The Lehman division provided lending and brokerage services to hedge funds.

Market losses in the second half of the year led funds to limit investor withdrawals. Tudor, run by Jones, 54, out of Greenwich, Connecticut, told investors in November that it would suspend withdrawals until the end of March. Citadel and Harbinger Capital Partners, which is run by 46-year-old Philip Falcone, last month restricted redemptions.

Funds of Funds

Funds that invest in hedge funds lost 20 percent last year, Hedge Fund Research said. Tiger Select Absolute Return Fund LP, a fund of funds overseen by Morgan Creek Capital Management LLC in Chapel Hill, North Carolina, lost 51 percent in the first 11 months of the year, according to an investor letter.

“They’ve shown not to have added any value above the broad market,” James McKee, director of hedge-fund research at Callan Associates Inc., an investment consulting firm in San Francisco, said of funds of funds. “I don’t think it will be the death of the fund-of-funds industry, but there will be a lot of pressure for change.”

Madoff Impact

The industry was hit by the alleged fraud by Bernard Madoff, who last month confessed to employees that his investment company was “a giant Ponzi scheme,” that may have cost clients as much as $50 billion, according to an FBI complaint. In a Ponzi scheme, early investors are paid with money from subsequent participants rather than from actual investments.

The hedge-fund units of Spain’s Banco Santander SA and Geneva-based Union Bancaire Privee were among those that had invested in Madoff.

“Recent events will unavoidably lead to a re-evaluation of the hedge-fund model,” Man Group said in the report. “The concept of absolute returns, once a key selling point for the industry, will have to be revised in light of recent losses.”

About 6.9 percent of the industry, or 693 funds, closed in the first nine months of 2008, Hedge Fund Research said. For the whole year, 920 funds may have been shut, topping the all-time high of 848 closures in 2005, the firm said.

Ospraie’s Anderson, 41, closed his flagship $2.8 billion fund in September because of losses in commodities. Gendell said in November it would start liquidating two of its four hedge funds.

Carlyle Group, the private-equity firm run by David Rubenstein, 59, began closing its Blue Wave hedge fund in July. Arience Capital Management LP and Sunova Capital LP, both based in New York, also liquidated funds.

Hedge funds are private, largely unregulated pools of capital whose managers can buy or sell any assets, bet on falling as well as rising asset prices and participate substantially in profits from money invested.

To contact the reporter on this story: Saijel Kishan in New York at skishan@bloomberg.net

Last Updated: January 8, 2009 19:05 EST
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=af5HeHTcNxo8&refer=home

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
น้องออน วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 15.36 น.

ขอเห็นต่างในบางประเด็น

คุณบอกว่า Hedge Fund คือ คนที่เป็นศูนย์กลางของปัญหา และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทั่วโลกในท้ายที่สุดจากวิกฤตการเงินครั้งนี้

แต่หนูไม่เห็นด้วยเสียทั้งหมด เพราะหนูมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Hedge Fund ในตอนนนี้มันดูจะตรงข้ามกับที่คุณพูดไว้ กองทุนหลายกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งอุตสาหกรรมกำลังทยอยปิดตัวลง ส่วนที่ยังอยู่ก็จำกัดวงเงินในการไถ่ถอน หรือไม่ก็ห้ามไถ่ถอนไปเลยพักหนึ่ง

Hedge funds face more pain
By James Mackintosh in London

Published: January 5 2009 23:20 | Last updated: January 5 2009 23:20

Hedge funds are suffering a New Year hangover of record proportions after an end-of-year rush to suspend or restrict withdrawals of money and the first of what is expected to be a wave of closures.

Funds from London managers GLG Partners, RWC Partners and Oceanwood Capital all introduced last-minute restrictions as the year ended, while Finnish fund Ilmatar on Monday said it would close.

Hedge funds are facing a meagre year after their worst 12 months on record left most needing to make back hefty losses before they begin earning performance fees. More than 150 – including funds from some of the biggest names in the industry, such as Tudor Investment Corp, Citadel, Cerberus Capital and Highbridge Capital – have limited redemptions.
Prime brokers, which provide services to hedge funds, and managers predict continued selling pressure into the markets from suspended funds for months to come as they try to cash in hard-to-sell assets. Withdrawals are widely expected to continue to the end of the first quarter.

Ilmatar, is to close after losing 73.6 per cent in the year to the end of November, leaving it with just $9m under management. Jukka-Pekka Leppä, chief executive, said the fund was closing because of the rising costs of operating in eastern Europe and Russia, its main markets. “It is too expensive to keep the fund going,” he said.

Oceanwood, founded by a team from Tudor, and RWC’s Pilgrim fund will both withhold about 12 per cent of pay-outs from withdrawals until hard-to-sell assets can be realised, an increasingly common restriction.

GLG on Monday said it suspended withdrawals from its Event Driven fund on New Year’s eve, taking the total number of funds suspended by the company to nine. Event Driven was mainly invested in another suspended GLG fund, European Long-Short.

Just before Christmas, New Star, the stricken fund manager currently for sale, presented investors with plans to close the geared version of a fund investing in Royal Bank of Canada’s Hedge 250 index of hedge funds.

New Star – which also closed its Apollo hedge fund – said assets in the fund had plunged from $63m a year ago to less than $12m after it lost more than 70 per cent in the year to December 17, and it was no longer viable.

There was a small piece of good news for hedge funds Monday when London’s Financial Services Authority dropped its ban on short-selling, or betting against, banks and insurers, instead introducing a tighter disclosure regime.

Copyright The Financial Times Limited 2009

http://www.ft.com/cms/s/0/c26dc21e-db66-11dd-be53-000077b07658.html

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
indexthai วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

"ซันญ่ามีครบ ๑๐๐ เอนทรี่ แล้ว"

ของมีค่า ..เยอะโดยไม่รู้ตัว

อีก 10 ปี ..จะมีเพิ่มอีกเท่าใด ?

..

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
ซันญ่า วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 10.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2009/01/15/entry-1

อาจารย์สุทธพงษ์ ...ขา วันนี้ ซันญ่ามีครบ ๑๐๐ เอนทรี่

ที่แปะไว้ข้างบนแล้วนะคะ

เขียนได้ไง เยอะจังเลย

ขอบคุณมากค่ะ

ซันญ่าอ่าน และหา ความรู้ตรงหน้า

ไม่ต้องเข้าชั้นเรียนเลย

คนเข้ามาอ่านกันมากดีจังค่ะ

..............

อีกคำถามหนึ่ง ....ค่ะ ด๊อกเตอร์ วุฒิพงษ์ ท่านไปไหนเสียแล้วคะ?...........

..........หายไปนานมาก......

...............

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
กลุ่มเพื่อเด็ก วันที่ : 14/01/2009 เวลา : 20.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PueDek

เราขอความอนุเคราะห์จากท่านเพื่อนำของไปมอบให้แก่เด็ก ในวันเด็ก ของปี2553ค่ะ เเล้วแต่กำลังศรัทธาของท่านและท่านสามารถเลือกซื้อสินค้าของกลุ่มเพื่อเด็กเพื่อนำดอกผลไปดำเนินงานวันเด็กในปีถัดไป

หมายเหตุ ช่วงตรุษจีนนี้ทางกลุ่มจะไปดำเนินการมอบเสื้อกันหนาวให้แก่ผู้สูงอายุและพระภิกษุสงฆ์ ที่อำเภอสีดา

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
chedtha วันที่ : 14/01/2009 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)


สวัสดีครับ คุณ indexthai

เป็นข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจมากครับ
ต้องอ่านอย่างช้าๆ จึงจะทำความเข้าใจได้
ท่านเขียนได้รายละเอียดครอบคลุมชัดเจน

+1 โหวตให้ด้วยความขอบคุณย่ิงที่เขียนบทความประเทืองปัญญาด้านเศรษฐศาสตร์นี้ครับ

ขอเชิญไปชมความยิ่งใหญ่ อลังการ ของ BMW World, Munich, Germany

http://www.oknation.net/blog/chedtha/2009/01/12/entry-3


ความคิดเห็นที่ 26 (0)
indexthai วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอบคุณ ..คุณ นายยั้งคิด

(สำหรับการแก้ไขของนักเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนดังคำเปรียบเปรยที่ว่า "มากหมอ มากความ" เพราะความเห็นของนักเศรษฐกิจมีกันหลายทิศทางเสียจริงๆ)

นักเศรษฐศาสตร์ไทย ส่วนใหญ่มากไปด้วยทฤษฎี
ไม่ได้มีข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นวงกว้าง (Correlation)
..และมักง่าย

เป็นที่มาของ "มากหมอ มากความ"

...........................................................................

ฟังข่าว และวิเคราะห์ข่าวทีวีแต่ละช่อง ..เง็ง
..ตามน้ำ ส่วนใหญ่
แล้วชาวบ้านจะฉลาดได้อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
indexthai วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 22.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เป็นไปได้ว่าที่ประเทศไทย เป็นผู้นำตั้ง Asia bond ..เนื่องจากเผื่อไว้
หากสภาคล่องของระบบไทยเสียหายอีก
ก็จะอาศัยขอสภาพคล่องจาก Asia bond
ก่อนหน้านั้น.. หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 1.44 ล้านล้านบาท ..ยังใช้หนี้ไม่หมดเลย

ผู้เขียนไม่ได้จงเกลียดจงชัง ธปท. และตลท.

แต่วิจารณ์ เพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เบียงเบน เป็นสิ่งที่ผิดปกติ ..เป็นห่วงประเทศไทย

ประเทศไทย สร้างเครื่องมือที่ทำร้ายประเทศตัวเอง ..มา 33 ปีแล้ว

แล้วก็แก้ปัญหาแบบผิดทิศทางตลอดเวลา...

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
indexthai วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 16.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


อ้างถึง...
ชาร์ต 15 ตลาดหุ้นประเทศรัสเซีย ..entry นี้

"รัสเซีย เป็นประเทศที่ทุนสำรองฯเพิ่มเป็นอัตราส่วนที่สูงที่สุดในโลก ปี 2007 ทุนสำรองฯขึ้นมาอยู่เป็นลำดับที่ 3 ของโลก มี 476,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จะเห็นว่าตลาดหุ้นรัสเซียเริ่มสูงขึ้นหลังการพังทลายของตลาดทุนและตลาดเงินของสหรัฐในปี 2000 เช่นเดียวกัน ช่วง 7- 8 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นมา 1,972 เปอร์เซนต์

ตั้งแต่กลางปี 2008 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นตกไปแล้ว 78 เปอร์เซนต์

บอกให้ทราบว่า ประเทศรัสเซียต้องเจอปัญหาสภาพคล่องแน่นอน

ก็คอยตามดู ทุนสำรองฯ 476,000 ล้านเหรียญสหรัฐของรัฐเซีย จะเป็นอย่างไร

เอาเป็นกรณีศึกษา ..คอยติดตามดูกันต่อไป"
............................................................................
ตลาดทุน-ตลาดเงินรัสเซียปิดตลาดช่วงปีใหม่ 1 สัปดาห์
เปิดตลาดขึ้นมา..
เงิน ..Russian Rouble มี new low
New low.. New low.. New low.. ครับ

ฮา .....
............................................................................
ใกล้เคียงกับที่.. บอกไว้นะครับ..

บางคนบอกว่า.. indexthai เอาเหตุการณ์เกิดแล้ว ..มาพูด
ได้บอกเอาเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาไว้แล้ว.....
ก็ลองตามดู...

เงินเป็น ..หลายแสนล้าน USD นะครับ.. (How much?)
มากว่า 76,000 ล้านบาทของทักษิณ ..อย่างเทียบกันไม่ได้...

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
preechasan วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 15.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preechasan
"นัตถิ  ปัญญา สมาอาภา "  แสงสว่างใดจะเสมอเหมือน "แสงสว่างแห่งปัญญา "ไม่มี

ประเด็นเรื่อง "การบริหารจัดการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ"
นั้นเป็น"ปัญหาระดับชาติที่ต้องช่วยกันคิด"
- เห็นกราฟเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากก็น่าวิตกว่า ถ้าเรายังถือเงินตราต่างประเทศที่มีแนวโน้มด้อยค่าลงทุกวัน หรือเสื่อมค่าลง แล้วก็น่าเป็นห่วงครับ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 15.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ข้อมูลแน่นเอี๊ยดเลยค่ะ สุดยอดเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
indexthai วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 14.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ความคิดเห็นที่ 17 (rabbitzilla)
.
คุณเป็นคนเขียนเอง...
"มันแปลกๆนะ อะไรเป็นเหตุเป็นผลกันแน่
ความเชื่อมั่นลดลง (จากสาเหตุต่างๆ)"
................................................................................
ผมจะเอาวลีของคุณ ..มาเรียงใหม่.. ดังนี้

"มันแปลกๆนะ อะไรเป็นเหตุเป็นผลกันแน่
(จากสาเหตุต่างๆ) ความเชื่อมั่นลดลง "

คุณต้องเอาสาเหตุขึ้นก่อน ..ตามด้วยความเชื่อมั่นลดลง ..หรือทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

คุณต้องบอก ..(จากสาเหตุต่างๆ) ..คืออะไร ..ไม่ใช่เขียนลอยๆ
...................................
ที่ผมนำเสนอนั้น.. ผลเรียงลำดับไว้แล้ว ..ครบถ้วยพอสมควร..
มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติ(What?) ..ต้องมีคนทำ(Who?) ..ไม่มีคนทำ ..มันจะเกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร
Who? What? Where? When? Why? How? & How much?

@@@

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
NN1234 วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 13.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

Good, Very good
ข้อมูลน่าสนใจมาก...
ที่จีนกำลังปรับเปลี่ยนสัดส่วนการสำรองเงินทุนฯ ด้วยการถือครองดอลลาร์ลดลง มาเป็นทองคำแทน.....?
แล้วไทยเราล่ะ..? สัดส่วนนั้นเป็นอย่างไร?
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
feng_shui วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 13.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui




ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 13.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

นักเศรษฐศาสตร์ การเงิน การคลัง การธนาคาร และ การบัญชี ก็ดูแลกันไปเถิดครับ คนนอกวงการไม่ค่อยจะรู้ความซับซ้อนของเรื่องเหล่านี้ แต่ที่น่าสังเกต คือ ผลมักจะปรากฏให้เห็นก่อน แล้วถึงจะมีการตรวจสอบหาเหตุแล้วแก้ไขกันต่อไป สำหรับการแก้ไขของนักเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนดังคำเปรียบเปรยที่ว่า "มากหมอ มากความ" เพราะความเห็นของนักเศรษฐกิจมีกันหลายทิศทางเสียจริงๆ ขอขอบคุณ indexthai ที่นำเอาเรื่องเหล่านี้มาบอกกล่าวให้รู้ทั่วกันครับ.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
rabbitzilla วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/season-change-chiangmai

ท่านว่า :

ตลาดหุ้นตก แล้วทำไม เงินทุนสำรองฯจึงหมด ?

หุ้นตกหนัก ทำให้ค่าเงินตกลงด้วย ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก "จึงทำทุนสำรองฯหมดลง" กลไกนี้เกิดที่ประเทศใด ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประการ สุดท้ายก็ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ

มันแปลกๆนะ อะไรเป็นเหตุเป็นผลกันแน่
ผมว่า :

ความเชื่อมั่นลดลง (จากสาเหตุต่างๆ) เงินไหลออก (ออกจากสินทรัพย์ทุกอย่างรวมตลาดหุ้น ตลาดทุนจึงพัง) ค่าเงินจึงลดลง ทุนสำรองจึงหด แล้วจึงเข้าโครงการ IMF

hedge fund เป็นแค่ตัวทำให้แย่ขึ้น

ไม่ใช่หรือครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
rabbitzilla วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 12.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/season-change-chiangmai

ท่านว่า :

ตลาดหุ้นตก แล้วทำไม เงินทุนสำรองฯจึงหมด ?

หุ้นตกหนัก ทำให้ค่าเงินตกลงด้วย ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก "จึงทำทุนสำรองฯหมดลง" กลไกนี้เกิดที่ประเทศใด ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประการ สุดท้ายก็ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ

ผมว่า :

ความเชื่อมั่นลดลง เงินไหลออก (ออกจากสินทรัพย์ทุกอย่างรวมตลาดหุ้น ตลาดทุนจึงพัง) ทุนสำรองจึงหด แล้วจึงเข้าโครงการ IMF

ไม่ใช่หรือครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
indexthai วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 11.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เราจะไปโทษ Hedge Fund ก็ไม่ได้
เพราะเราสร้างเครื่องมือมาให้เขาเล่นเอง

ไม่ต้องมีตลาดทุน ..เหลือไว้เพียงตลาดเงินอย่างเดียว จะช่วยได้
ตลาดเงินปั่นยากกว่า..

เรื่องนี้ ..สำหรับคนทั่วไป คงจะเข้าใจยากพอสมควร
แต่คนที่มีพื้นฐานบ้าง.. จะเข้าใจได้

ประเทศไม่ใช่ของ indexthai คนเดียว เป็นของทุกคน
เรื่องเลวร้ายเกิดแบบไหน อย่างไร ก็บอก..

มาอ่านเรื่อง ที่ตัวเองเขียน อ่านแล้วสะใจดีเหมือนกัน
ที่เห็นได้ในความพินาศของโลก อยู่ที่ไหน แบบใด...

@@@

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

สวัสดีปีใหม่ ขอบคุณมากครับท่าน จขบ.

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
khunjumbo วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 11.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunjumbo

เยี่ยมเลยพี่ ผมเลยไม่ต้องเขียนเรื่องนี้แล้ว
(สวัสดีปีใหม่ครับ)

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สายฟ้าขี้สงสัย วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 08.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ligthning
มีบางอย่างอยู่ในสายฟ้า ที่มักจะออกมาถามคุณเพื่อคลายสงสัย

ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลดี ๆ

แล้วเราจะทำอะไรกับพวก Hedge Fund ได้บ้างมั๊ย เราจะสามารถป้องกัน กีดกัน หรือต่อสู้กับพวกนี้ได้อย่างไรครับ
เพราะเท่าที่อ่านมา ไม่ว่าเรื่องไหน ดูเหมือน Hedge Fund จะเข้าไปมีส่วนร่วมเกือบทุกเรื่อง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
บรรยง วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 08.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong

ข้อมูลดี และเยอะมากจนเหลือเชื่อ ยังกับทำงานอยู่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอย่างไรอย่างนั้น แต่สำนวนการเขียน อ่านยากอยู่เหมือนกันนะครับ 1 โหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
indexthai วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 08.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณดาบปลายปืน ..ชื่อคุ้นๆ
จะเอาบทความไปเผยแพร่ต่อ..

ยินดีครับ...

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
หมูสนาม วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 05.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ดาบปลายปืน วันที่ : 13/01/2009 เวลา : 00.36 น.

ถ้าผมจะขออนุญาตอาจารย์นำบทความของอาจารย์ไปเผยแพร่ที่อื่นบ้างจะได้หรือไม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
indexthai วันที่ : 12/01/2009 เวลา : 22.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


Brent ปี 2008 ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
หมูสนาม วันที่ : 12/01/2009 เวลา : 22.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

ชาร์ต 7 เป็นระยะยาวเกินไปผมอยากได้ข้อมูลเฉพาะปี08 ครับ เห็นเคย post ไว้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
indexthai วันที่ : 12/01/2009 เวลา : 21.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คุณหมูสนาม
ราคาน้ำมันดิบ (Brent) อยู่ที่ชาร์ต 7 ของ entry นี้

แต่หากเป็นราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มของไทย ผมจะไดเ update ในวันหลังครับ

อาจจะนำเสนอในเรื่อง "เงินเฟ้อ" ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
หมูสนาม วันที่ : 12/01/2009 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

น่าจะชื่อ entry สัญญาณเศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายของปี 08

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
หมูสนาม วันที่ : 12/01/2009 เวลา : 21.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

คุณ Indexthai ผมเคยเห็นกราฟราคาน้ำมันปี 08 ตอนนี้หายไปไหนแล้ว หรืออยู่ entry ไหน ช่วยบอกหน่อยอยากได้ไว้เป็นข้อมูล น่าจะอยู่ในช่วงปลายปีหรือต้นปีขอบคุณครับ ผมเข้ามาเติมความรู้บ่อยๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ศิษย์หลวงพ่อ วันที่ : 12/01/2009 เวลา : 19.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/don-sathon

อะโย๋..ข้อมูลแน่นปึ๊ก
http://www.oknation.net/blog/LKL

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 12/01/2009 เวลา : 19.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanna
เฒ่า..เล่าเรื่อง

กราบขอบคุณครับอาจารย์
สำหรับข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจารย์เขียนในที่นี้
กระพ้มขออนุญาตนำไปย่อยให้ชาวบ้านร้านตลาดได้อ่านแบบกระชับ ๆ ในโอกาสอันควรบ้างนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน