*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531300
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< มกราคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2552
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 6018 , 11:09:30 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.กระทรวงการคลัง

บทความ กลไกทางเศรษฐกิจโลกทุนนิยม ผู้เขียนนำเสนอไว้ประมาณ 100 บทความ (entries)

อธิบายถึงกลไกความสัมพันธ์กัน (correlations) ระหว่าง ตลาดทุน ตลาดเงินตรา ตลาดเงิน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา(super big scale economy) ไทย(small scale economy) และทั่วโลก(Global Economy)

สิ่งที่นำเสนอ ไม่ใช่ทฤษฎี หรือสมมุติฐาน

แต่เป็นข้อมูลจริง ที่เกิดขึ้นทุกวัน ย้อยหลัง 10 - 30 ปี

ยกตัวอย่างเช่น 2 บทความนี้ .

1) แนวทางที่โอบามาจะเปลี่ยนอเมริกา
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2008/11/13/entry-1

2) ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/01/12/entry-2

แสดงถึงอุบัติการณ์ต่างๆ ใครได้ ใครเสีย อย่างไร และเท่าใด

......................................................................................................................

ตัวอย่าง อุบัติการณ์ที่เกิดกับตลาดทุนไทย ระหว่างปี 1992 - 2002

......................................................................................................................

ข้อมูล ปี 1993 - 1994 - 1995 โดยเฉพาะข้อมูลปี 1994 ซึ่งเป็นปีที่ SET Index ขึ้นไปสูงสุดที่ 1,750 จุด แล้วจากนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ก็พังทลายลง ผู้อ่านจะไม่เคยพบเห็นการนำเสนอข้อมูลเช่นนี้จากที่ไหนมาก่อน มันคือต้นเหตุการพินาศของเศรษฐกิจไทย เรื่องราวของมันสำคัญมาก ต่อทั้งประเทศไทย ต่อทุกประเทศทั่วโลก และต่อโลกทั้งโลก ..

ชาร์ต 1 SET Index

SET Index เป็นดัชนีที่เบี่ยงเบนสูงสุดเป็นอันดับที่ 7 ของโลก

เดือนตุลาคม 1993 ตลาดหุ้นได้นำระบบ Maintenance margin และ Forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น

Maintenance margin และ Forced sell คือระบบที่ให้มีการกู้ยืมเงินมาซื้อขายหุ้น โดยเอามูลค่าหุ้นเป็นหลักประกัน ถ้ามูลค่าหุ้นสูงขึ้น ก็สามารถกู้เงินมาซื้อหุ้นเพิ่มได้ แต่ถ้ามูลค่าหุ้นตกต่ำลง หาหลักประกันมาเพิ่มไม่ได้ ก็อาจจะถูกบังคับขายได้

SET Index ถูกลากขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับ 1,000 จุด ที่ต้นเดือนตุลาคม 1993 (วงกลมสีแดงในชาร์ต)  ไปที่ 1,750 จุดที่ต้นเดือนมกราคม 1994 ใช้เวลา 3 เดือน ดัชนีเพิ่มขึ้น 75 เปอร์เซนต์ จากนั้นก็เทขายทำกำไรอย่างรุนแรง

การโจมตีตลาดหุ้น คือลากให้ขึ้นสูง แล้วถล่มเทขายทำกำไรอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทเสียหายตามมา

World Fund ได้บาทจากการขายหุ้น ก็ไปเอาไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐ แต่ทางการไทยไม่รู้ว่าค่าเงินบาทเสียหาย ได้ทำการปกป้องเงินบาทไว้ที่  ทำให้ต่างชาติซื้อดอลลาร์ได้ราาคาแสนถูก จึงทำให้ได้กำไรสูงสุดในภายหลัง 

การที่ตลาดหุ้นเสียหาย ก็แสดงว่า Baht ก็เสียหายด้วย การผูกค่าเงินบาทไว้ตายตัว ทำให้ Baht แข็งกว่าความเป็นจริง ทำให้สกุลเงินต่างประเทศไม่ว่า เงินเหรียญสหรัฐ หรือเยน ราคาถูกมาก จึงมีการทิ้ง Baht ไปเก็บ USD และ YEN ตลอดเวลา ส่งผลทำให้ทุนสำรองฯ ของไทย หร่อยหรอลงทุกวัน

ระหว่างปี 1994 - 1995 จะเห็นว่า SET Index มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นรูปซิกแซก เป็นการกระทำของ World Fund  เพื่อทำให้นักลงทุนท้องถิ่นที่เล่น Maintenance margin ถูกบังคับขายหลายรอบ ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดหุ้นเสียหายหนักไปอีก และบาทก็เสียหายหนักลงอีก

ความเสียหายของตลาดทุนและตลาดเงินไทย ยิ่งเสียหายมากเท่าใด ก็คือผลกำไรของ World Fund ที่จะได้รับมากเท่านั้น หรือไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือตก เขาทำกำไรได้ทั้ง 2 ทาง

ประเทศไทยต่อสู้เอาเป็นเอาตาย ด้วยความไม่รู้ ที่จะรักษาค่าเงินบาทไว้

เดือนมกราคม 1997 ทุนสำรองฯ สุทธิ ของประเทศไทย อยู่ที่ 30,374 ล้านเหรียญสหรัฐ
เดือนมิถุนายน 1997 ทุนสำรองฯ สุทธิ ของประเทศไทย อยู่ที่ 2,839 ล้านเหรียญสหรัฐ
ช่วงระยะเวลา 6 เดือน ทุนสำรองฯ สุทธิ ของประเทศไทยหายไป 27,535 ล้านเหรียญสหรัฐ ..หายไปอย่างรวดเร็ว

สุดท้าย ประเทศไทยก็ตาย ด้วยความไม่รู้ จำใจต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุดในกลางปี 1997

World Fund ผู้รู้กลไกตลาดทุนและตลาดเงินก็ได้รับชัยชนะทุกตลาด มีการลอยค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 1997 ดอลลาร์ที่ซื้อไว้ที่ราคา 26-27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นำมาแลกเป็นเงินบาทคืน ก็จะได้ที่ 35-55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กำไร

World Fund ได้กำไร 2 ต่อ กำไรจากตลาดหุ้น 1 ต่อ และกำไรจากตลาดเงินอีก 1 ต่อ  

ชาร์ต 2 การสะสมหุ้นของต่างชาติในตลาดหุ้นไทย 1993 - 1994


แสดงการสะสมหุ้นของต่างชาติ 1993 - 1994
พบว่าต่างชาติมีการสะสมหุ้นตั้งแต่ มกราคม 1933 ถึง ตุลาคม 1993
ต่างชาติซื้อสะสมหุ้น เป็นเวลา 10 เดือนติดต่อกัน

จากนั้นก็เทขายต่อเนื่องเป็นเวลาติดต่อกัน 6 เดือน

ชาร์ต 3 การซื้อหุ้นของต่างชาติรายเดือนในตลาดหุ้นไทย 1993 - 1994


ชาร์ต 2 และ 3 เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน แสดงการซื้อขายหุ้นต่างชาติ ปี 1993 - 1994

ชาร์ต 3 แสดงมูลค่าการซื้อขายหุ้นต่างชาติ รายเดือน

เดือนตุลาคม 1993 มีการนำ Maintenance margin และ forced sell มาใช้

ทำให้ต่างชาติกระชากซื้อแรงมาก โดยซื้อสุทธิมากที่สุดถึง 32,051 ล้านบาท

จากนั้นก็มีการขายออกโดยตลอด

เดือนมกราคม 1994 ที่ SET Inde ขึ้นไปสูงสุดที่ 1,750 จุด ต่างชาติขายสุทธิมากเป็นประวัติการณ์ 40,735 ล้านบาท

ปี 1994 - 1995 มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนท้องถิ่นมากที่สุด หุ้นหรือสินทรัพย์ของนักลงทุนก็เป็นทรัพย์สินของชาติ การบังคับขายหุ้นของนักลงทุนก็คือการบังคับขายสินทรัพย์ของชาติ ก็ให้เกิดความเสียหายแก่ชาติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ชาร์ต 4 ความสัมพันธ์การซื้อขายหุ้นต่างชาติ กับ SET Index

ชาร์ตที่ 4 คือการนำข้อมูล จากชาร์ตที่ 2 และ 3 มาสรุปเป็นภาพสรุปการซื้อขายหุ้นของต่างชาติระหว่างปี 1993 - 1994  นำเสนอให้เห็น ถึงการซื้อขายหุ้นของต่างชาติ สัมพันธ์กับการขึ้นลงของ SET Index 

แสดงให้เห็นว่า ระหว่างมกราคม - ตุลาคม 1993 ต่างชาติซื้อสะสมหุ้นอย่างเดียว (กรอบ 4 เหลี่ยมสีน้ำเงิน A) ไม่ว่า SET จะขึ้นหรือตก ต่างชาติซื้อเก็บอย่างเดียว กระทั่งมีการนำระบบ Maintenance margin & Forced sell มาใช้ ต้นเดือนตุลาคม 1993 ต่างชาติซื้ออย่างรุ่นแรง มีผลให้ SET Index พุ่งจาก 1,000 จุด ขึ้นไปที่ประมาณ 1,400 จุด ช่วงระยะเวลาแค่เดือนตุลาคมเดือนเดียว

จากนั้นจึงมีการเทขายอย่างเดียว เริ่มเทขายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1993 เทขายอย่างไร SET Index ก็ยังขึ้น

กระทั่งเดือนมกราคม 1994 ที่ SET Index ขึ้นไปสูงถึง 1,750 จุด ต่างชาติจึงขายมากเป็นประวัติการณ์ดังกล่าว

จากเดือนพฤศจิกายน 1993 - เมษายน 1994 ต่างชาติขายออกอย่างเดียว (กรอบสี่เหลี่ยมสีแดง B) ขายเป็นเวลา 6 เดือน ติดต่อกัน

กราฟแสดงให้เห็นว่า เมื่อต่างชาติซื้อ SET Index จะขึ้น และเมื่อต่างชาติขาย SET Index จะตก

ในกรอบสี่เหลี่ยมสีน้ำเงิน A มีช่วงที่ SET Index ปรับตัวลดลงจากระดับ 1,000 จุด มาที่ 800 จุด ต่างชาติซื้อ แต่ช่วง SET Index ปรับตัว มูลค่าซื้อของต่างชาติน้อย (ชาร์ต 3) เชื่อว่าต่างชาติมีเทคนิคในการซื้อขายหุ้นสูง ซื้อน้อย-แบบถอยรับ มากกว่า เพื่อให้ซื้อได้ที่ราคาต่ำ

ที่ระดับสูง SET Index 1,200 - 1,750 จุด ต่างชาติขายอย่างเดียว  (กรอบสี่เหลี่ยมสีแดง B) ต่างชาติกำไรฝ่ายเดียว

ชาร์ต 5 มูลค่าตลาดหุ้น เสียหาย

ต่างชาติที่กล่าวนี้ ก็คือ World Fund ที่ผู้เขียนกล่าวถึงในช่วงต้นนั่นเอง ตลาดหุ้นไทยใช้คำว่าต่างชาติ (Foreign)

การได้เสียในตลาดหุ้น ไม่ใช่ ร้อยล้านหรือพันล้าน

แต่เสียหายทั้งชาติ คนไทยเสียชาติ ต่างชาติได้ชาติไทย ไปจากคนไทย

มูลค่าตลาดหุ้นช่วงเวลาถัดมา เสียหายประมาณ 3.27 ล้านล้านบาท

มูลค่าตลาดหุ้นเสียหาย เป็นเพียงความเสียหายส่วนหนึ่ง เท่านั้น

ต่างชาติมีกำไรทั้งจากตลาดหุ้น และจากค่าเงินบาท

ช่วงนั้นประเทศไทยยังไม่มีตลาดตราสารอนุพันธุ์

ตลาดตราสารอนุพันธุ์ของประเทศไทย เกิดขึ้นปลายปี 2006 (2549)  ..ในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

ตลาดตราสารอนุพันธุ์ จะทำให้ World Fund มีกำไรจากตลาดหุ้นของประเทศต่างๆ มากขึ้นไปอีก เพราะไม่ว่าหุ้นหรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะขึ้นหรือตก เขาจะสามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ทาง

ตลาดหุ้นไทยเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการวันที่ 30 เมษายน 2518 (1975) ..รัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท เป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งแรก ก่อนหน้านั้น 100 ปี ประเทศไทย ไม่เคยมีตลาดหุ้น ประเทศไทยไม่เคยต้องเข้าเลย

Maintenance margin & forced sell  ถูกนำมาใช้ในตลาดหุ้นปี 2536 (1993) ..รัฐบาลนายชวน หลีกภัย

เป็นเหตุให้ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว

เดือนกุมพันธ์ 2009 ประเทศไทย จะเปิดการซื้อขาย ทองคำล่วงหน้าเพิ่มขึ้นอีก (Gold Future)

Gold Future คือตราสารอนุพันธุ์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่การซื้อขายสินค้าจริง แต่เป็นการซื้อขายตัวเลข"ราคาทองคำ" ไม่ต่างอะไรกับซื้อขายหวยบนดินหรือใต้ดิน หรือซื้อขายล๊อตเตอรี่ ได้เสียมาก แน่นอน กว่าซื้อขายหวยเบอร์มาก

พวกเขาพากันเรียกมัน ..ว่าเป็นการพัฒนาตลาดทุน

ประเทศไทย อยู่ด้วยความไม่รู้มากว่า 30 ปีแล้ว ..นิยมเดินตามก้นตะวันตก
ทุกวันนี้โลกทุนนิยมตะวันตก.. ล่มสลายกันทั้งโลก
ตะวันตกมีอะไร ..ประเทศไทยเอาด้วยหมด
เห็นโลงศพ ..ไม่รู้ว่าเป็นโลกศพ ..

กำไรจากการลอยค่าเงินบาท ของดร.ทักษิณ ชินวัตร

สื่อรายงานว่า ดร.ทักษิณ ล่วงรู้ข่าววงในเรื่องการลอยค่าเงินบาท

เรื่องเช่นนี้ผู้เขียนไม่ติดใจ ไม่จำเป็นต้องรู้ข่าววงใน ก็รู้อยู่แล้วว่าค่าเงินบาทเสียหาย รู้ว่าทางการไทยไม่สามารถปกป้องค่าเงินบาทไว้ได้

ก็รู้เหมือนที่ World Fund รู้ แทัจริงแล้วค่าเงินบาทเสียหายจริง และไม่มีทางที่จะรักษาค่าเงินบาทไว้ได้แล้ว ความจริงก็คือความจริง

ประเทศไทยต้องประกาศลอยค่าเงินบาทในที่สุด  

ดร.ทักษิณ ได้กำไรจากการลอยค่าเงินบาทเพียง "ขี้เล็บ"

แต่คนที่ได้กำไรไปจากประเทศไทยทั้งประเทศ คือ World Fund ต่างหาก

.

ตลาดหุ้นเป็น Zero Sum Games คือมีฝ่ายได้ ก็มีฝ่ายเสีย หรือเอาฝ่ายได้กับฝ่ายเสียรวมกัน จะเท่ากับ 0 (ศูนย์)

ชาร์ต 1 - 5 แสดงให้ทราบว่า World Fund กำไรฝ่ายเดียว คนท้องถิ่นไทย สถาบันท้องถิ่นไทย หรือประเทศไทย ขาดทุนทั่วหน้า

ช่วงดังกล่าว มีกองทุนไทย (Mutal Funds) เกิดขึ้นเกือบ 70 กองทุน ระดมเงินจากชาวบ้านมาตั้งเป็นกองทุน ขาดทุนและล้มลงกันทั่วหน้า นายช่วย คชสิทธิ์ คนกาญจนบุรี ใช้อุจจาระราดตัวเอง มาทวงเงินต้นคืนจากกองทุนรวมออมสิน ก็คงไม่ได้อะไร เนื่องจากทุนที่ลงไว้ มลายไปหมด

ปลายปี 1995 นักลงทุนท่านหนึ่ง พยายามฆ่าตัวตายที่ตลาดหุ้น    

สินทรัพย์และหุ้นของนักลงลงทุน คือทรัพย์สินของชาติ การบังคับขายหุ้นนักลงทุน ก็คือการบังคับขายทรัพย์สินของชาติ หรือคือการขายชาติ 

ความเสียหายจากตลาดหุ้น คนไม่เล่นหุ้น ก็ได้รับความเสียหายจากตลาดหุ้น

สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้เอกชนและบริษัทต่างๆ ต้องปิดตัวลง เกือบทั่วประเทศ คนตกงานมากเป็นประวัติการณ์

เงินบาทเสียหาย ก็คือเงินบาทประชาชนทุกคนเสียหาย ต้องใช้บาทมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการ ซื้อสินค้านำเข้า เช่น วัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องจักร ปุ๋ย ยาคน ยาสัตว์ สูงขึ้น ข้าวที่ปลูกได้เองก็ต้องซื้อที่ราคาสูงขึ้น เพราะราคาข้าวมีความสัมพันธ์กับค่าเงิน สถานทูตไทยในต่างประเทศก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น  

คนส่วนหนึ่งกล่าวว่า ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลง เป็นเรื่องธรรมดา ประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเสียหาย

"ภาคการผลิตจริงล้มลงทั้งประเทศ สถาบันการเงินถูกปิดกิจการไปกว่า 70 แห่ง" ทางการตั้งบบส.มาจัดการสินทรัพย์สถาบันการเงินที่ไปยึดมา ทางการตั้งบสท.มาจัดการสินทรัพย์ภาคการผลิตจริงที่สั่งยึดมา

เอกชนที่ล้มลง ได้ใช้เวลา 20 - 50 ปี ก่อร่างสร้างตัว แต่เมื่อสภาพคล่องกลับคืนมา ตลาดหุ้นฟื้นตัว เอกชนเหล่านั้นก็ไม่ได้กลับมามีสถานะดังเดิมแต่อย่างใด ถูกปู้ยี่ปู้ยำจนไม่เหลือสภาพเดิม ค่าเงินบาทก็ไม่ได้กลับมาสู่สถานะเดิม

ทางการสร้างเครื่องมือมาทำลายสินทรัพย์ชาติของตนเอง เมื่อเกิดความเสียหาย ก็ตั้งบบส.และบสท.มาซ้ำเติม ทำร้ายทรัพย์สินของคนในชาติอีก

ชาร์ต 1- 5 แสดงให้ทราบว่า ที่ SET Index อยู่สูงเป็นประวัติการณ์ ต่างชาติมีกำไรจากประเทศไทยแต่ฝ่ายเดียว

คนไทยและประเทศไทย เสียหายกันทั้งชาติ

โลกทุนนิยม สร้างตลาดหุ้นขึ้นมา เพื่อให้ World Fund ชำเราเศรษฐกิจชาติ ของตนเอง

นางธาริษา วัฒนเกศ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

......................................................................................................................
ข้อมูลปัจจุบัน
......................................................................................................................

ชาร์ต 6 Foreign Sum Index (2000 - 2009)

Foreign Sum Index คือดัชนีแสดง การสะสมหุ้นของต่างชาติระหว่างปี 2000 - 2009

กลางปี 2007 คือช่วงที่ SET Index ขึ้นไปสูงสุด

ต่างชาติเริ่มขายหุ้นออกมาอย่างมีนัยสำคัญ (วงกลมสีแดงในชาร์ต) และขายออกต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2008 และกระทั่งต้นปี 2009 ก็ยังขายต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดทุนทั่วโลก

แสดงว่า

ต่างชาติกำไรมหาศาลจากตลาดหุ้นไทยอีก

นักลงทุนท้องถิ่นเสียหาย ..อีก เช่นเคย

World Fund มีกำไรสูงสุดในโลก มีกำไรจากทั่วโลก ไม่ว่าจะหายใจเข้า หรือหายใจออก มีกำไรตลอดเวลา

ตลาดหุ้นของประเทศใด ไม่ว่าตลาดหุ้นไทย หรือตลาดหุ้นประเทศสหรัฐอเมริกา คือ "สถานที่ทำลายสินทรัพย์ของคนในชาติ ทุกชาติ"

......................................................................................................................

ขอยุติเรื่องราวสิ่งเขลาของตลาดทุนและตลาดเงินของไทย

มาเริ่มเรื่องราว สิ่งโง่เขลาของโลก (Global Economy) กันต่อ

......................................................................................................................

ขออธิบายเรื่องผลตอบแทน จากการเล่นตลาดตราสารอนุพันธุ์ .. SET50 Future Index เพื่อความเข้าใจ ที่จะอธิบาย และอ้างอิง ตอนต่อไป

ชาร์ต 7 SET50 Futues Index

เป็นตัวอย่าง การซื้อขาย SET50 Futures Index ตลาดหุ้นไทย ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม 2007 -26 พฤศจิกายน 2007

ระยะเวลาเล่น 40 วัน (ระหว่างเส้นแนวตั้ง ในชาร์ต 7)

มูลค่าซื้อขายต่อสัญญา 500,000 บาท
เงินค้ำประกัน ต่อ 1 สัญญาการซื้อขาย เท่ากับ 50,000 บาท
(ประมาณ 10 เปอร์เซนต์ ของมูลค่าการซื้อขาย 1 สัญญา)

เดือนตุลาคม 2007 ซื้อขายครั้งละ 1 เซ็ต (1 เซ็ต มี 2 สัญญา long/short)

เดือนพฤศจิกายน 2007 เพิ่มการซื้อขายครั้งละ 2 เซ็ต

การเล่น SET50 Future Index หากเล่นถูกทิศทาง กำไรเหลือเชื่อ หากเล่นผิดทิศทาง ขาดทุนเหลือเชื่อ และถูกบังคับขายได้

ชาร์ต 8 ผลตอบแทนจากการเล่น SET50 Future Index

รายการ

สัญญาที่ขาดทุน

สัญญาที่กำไร

รวม

จำนวนสัญญา

20

82

102

ค่านายหน้าโบรเกอร์(บาท)

9,000

36,900

45,900

ค่าธรรมเนียม+วีเอที(บาท)

630

2,583

3,213

กำไร (ขาดทุน)สุทธิ (บาท)

(83,930)

319,617

235,687


ระยะ 40 วันของการเล่น SET50 Future Index
ยอดรวม Long = 32,925,200 บาท
ยอดรวม Short = 32,852,400 บาท

ระยะเวลา 40 วัน เสียค่านายหน้าให้โบรเกอร์  ..45,900 บาท
เสียค่าค่าธรรมเนียมให้ตลาดหลักทรัพย์ และวีเอทีแก่รัฐ ..3,213 บาท

กำไรสุทธิ 235, 687 บาท (หักค่านายหน้าฯ ค่าธรรมเนียมฯ และวีเอทีแล้ว)

หรือ 4.71 เท่า ต่อเงินประกัน 50,000 บาท

กำไรเฉลี่ยวันละ  0.1178 เท่า

การคำนวณในบทความนี้ จะคำนวณกำไรเฉลี่ยวันละ 0.05 เท่า ของเงินประกัน

(ลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ของที่เกิดขึ้นจริง 0.1178 เท่า)

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ข้อกำหนด การคำนวณ

ในการคำนวณ ต่อไปจากนี้

ขาขึ้น ขอคำนวณแบบซื้อขายหุ้นธรรมดา

ขาลง คำนวณแบบการซื้อขาย Future (ลงก็มีกำไร)

โดยถือว่า NASDAQ Index หรือดัชนีตลาดหุ้นประเทศใดๆ เท่ากับหุ้น 1 ตัว

กำไรจากการซื้อขาย Future ทุกตัว เท่ากับวันละ 0.05 เท่า ของเงินประกัน

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


ชาร์ตที่ 1 แสดงให้เห็นว่า World Fund โจมตีตลาดทุนและตลาดเงินไทยในปี 1993 - 1944

อีก  6 ปีถัดมา ปี 1999 - 2000 มีการโจมตีตลาดแนสแดกซ์ของอเมริกา

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คำนวณเงินที่เพิ่มขึ้น ของ บรรดา World Fund ที่ผ่านมา 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ชาร์ตที่ 9 Nasdaq Index

ถือว่า Nasdaq Index คือหุ้นตัวหนึ่ง

จุด A Nasdaq Index = 2,000 จุด หรือ 2,000 เหรียญสหรัฐ (ซื้อ)
จุด B Nasdaq Index = 5,000 จุด หรือ 5,000 เหรียญสหรัฐ (ขาย) (Futures/short open)
จุด C Nasdaq Index = 1,500 จุด หรือ 1,500 เหรียญสหรัฐ (Futures/long close)

1) จุด A จุดเริ่มเล่น ครั้งแรก ซื้อ Nasdaq 2,000 เหรียญสหรัฐ 

2) จุด B ขายได้เงินมา 5,000 เหรียญสหรัฐ ......... กำไรช่วงแรก

.......................................................................................................................
แบ่งเงิน 5,000  เหรียญสหรัฐ ออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน นำไปลงทุนต่อ (2.1 และ 2,2)
.......................................................................................................................

2.1) เงิน 2,500 เหรียญสหรัฐ ใช้ค้ำประกันการซื้อขาย Nasdaq Future Index ใช้เวลาในการเล่น (ต้นปี 2000 - ต้นปี 2003) ประมาณ  2.5 ปี (ชาร์ต 9) หรือ 912.5 วัน
กำไรวันละ 0.05 เท่า ของเงินประกัน รวมมีกำไร 912.5 คูณ 0.05 = 45.625 เท่า

เงินประกัน Nasdaq Future Index เท่ากับ 2,500 เหรียญสหรัฐ
ได้เงินจากการเล่น Nasdaq Future เท่ากับ 45.625 คูณ 2,500 = 114,062.5 เหรียญสหรัฐ

เงินส่วนนี้ ไปเล่นต่อ ในสินค้าโภคภัณฑ์  คือ ทองคำ

ชาร์ตที่ 10 Gold price (USD/Ounce)

จุด A GOLD = 350 เหรียญสหรัฐต่อเอาซ์ (ซื้อ)
จุด B GOLD = 1,000 เหรียญสหรัฐต่อเอาซ์ (ขาย) (short open)
จุด C GOLD = 700 เหรียญสหรัฐต่อเอาซ์ (long close) ..ระยะเวลา 1 ปี

(จุด A) ซื้อกระดาษทองคำที่ 350 เหรียญต่อเอานซ์

(จุด B) ลงทุนทองคำ 5 ปี (ชาร์ต 10) ได้เงินเพิ่ม 2.86 เท่า
มีเงินเพิ่ม 114,062.5 คูณ 2.86 = 326,218.75 เหรียญสหรัฐ

นำเงินส่วนนี้ ค้ำประกันเล่น Gold Future  ต่อ (จุด B)

(จุด C) จำนวนเท่า (times) เงินประกัน คูณ ระยะเวลา(วัน) คูณเงินประกัน
= 0.05 คูณ 326,218.75 คูณ 365 = 5,953,492.1 เหรียญสหรัฐ

..จบการลงทุน 2.1

....................................................................

2.2) เงิน 2,500 เหรียญสหรัฐ ออกไปลงทุนต่างประเทศ เช่น จีน ซื้อเงิน Yuan ก่อน
ทำไมต้องไปลงทุนในจีน ..เพราะจีนมีการผูกค่า Yuan ไว้ตายตัว ..Yuan อ่อนผิดจริง
เพราะเหตุนี้ทุนสำรองฯ ประเทศจีน จึงพุ่งมามีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ชาร์ต 11 Chinese Yuan

Yuan ผูกค่าไว้ที่ 8.277 Yuan ต่อ ดอลลาร์ (ราคาถูกผิดจริง)
World Fund ไล่ซื้อเป็นเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง Yuan จึงหมดจากธ.กลางจีน
จะเห็นได้ว่า Yuan แข็งค่าขึ้น ในช่วงกลางปี 2005

อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 8.227 ต่อเหรียญสหรัฐ
เงิน 2,500 เหรียญสหรัฐ แลกได้ 20,567.5 หยวน

นำ 20,567.5 หยวน ไปซื้อหุ้นจีน

ชาร์ต 12 China SE A Share Index

นำไปซื้อ หุ้นจีนที่ (ชาร์ต 12) ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า
ได้มา 20,567.5 คูณ 4 = 82,270 Yuan

ตลาดจีนไม่มี Index Future เหมือนประเทศไทย หรือประเทศอื่นๆ

นำไปแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ที่ 6.8155 Yuan/USD (ชาร์ต 11)
ได้มา 82,270 หาร 6.8155 = 12,071.01 เหรียญสหรัฐ

เอาเงินส่วนนี้ค้ำประกันการเล่น Futures (อะไรก็ได้) ในปี 2008 ระยะเวลา 1 ปี กำไรวันละ 0.05 เท่าของเงินประกัน 

ได้มา 12,071.01 คูณ 0.05 คูณ 365 = 220,295.93 เหรียญสหรัฐ

..จบการลงทุน 2.2

สรุป การเล่นหุ้น และเล่น ตราสารอนุพันธ์ ของ World Fund
1) เงินลงทุนครั้งแรก 2,000 เหรียญสหรัฐ
2) ได้เงินจากการเล่นใน 2.1 = 5,953,492.1 เหรียญสหรัฐ
3) ได้เงินจากการเล่นใน 2.2 = 220,295.93 เหรียญสหรัฐ
4) รวมได้เงินจากการเล่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (1999 - 2009) = 6,173,788 เหรียญสหรัฐ
5) ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา World Fund มีเงินเพิ่ม 3,087 เท่า

จากเงินต้น 2,000 เหรียญสหรัฐ ในปี 1999

10 ปี ผ่านไป.....

เพิ่มเป็น 6,173,788 เหรียญสหรัฐ ในปี 2009

หรือเพิ่มขึ้น 3,087 เท่า 

การเล่น Futures มีกำไรมากกว่าการซื้อขายหุ้นธรรมดามาก

ช่วงที่ผ่านมา World Fund ไม่ได้มีเงินเพียง 2,000 เหรียญสหรัฐ

แต่มีเงินรวมกัน ไม่น้อยกว่า  20-30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ลองจินตนาการดู

เงินพวกเขาจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000-10,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเวลาที่รวดเร็วได้

หมายเหตุ

1) กองทุนข้ามชาติ (World Fund) กลายเป็นผู้ที่มั่งคั่งที่สุดในโลก ประกอบด้วยกองทุนหลายลักษณะ มีชื่อเรียกที่บ่งบอกที่มา เช่น currency reserves, pension funds, hedge funds, insurance companies, mutual funds, private equity, provident funds, sovereign wealth funds, VAYU1 RMF, LTF  ฯลฯ

World Fund ที่ชาญฉลาด คือผู้ที่ทราบทิศทาง และกลไกตลาดครบถ้วน จึงคุมตลาดได้ 100 เปอร์เซนต์ คนที่คุมตลาดได้ ไม่มีทางขาดทุน แต่จะมีกำไรแต่อย่างเดียว

World Fund ที่ฉลาดก็มี ที่โง่ก็มี เช่นบรรดากองทุนไทย ปี 2538 "Mutal Fund" ในประเทศไทย เคยมีเกือบ 70 กองทุน นอกจากไม่สามารถหากำไรจากตลาดหุ้นไทยได้ ล้มลงทั้งหมด ผู้ถือหน่วยลงทุน ต้องเอาอุจจาระราดตัวเอง มาทวงขอเงินลงทุนคืน

2) การคำนวณดังกล่าว แบบไม่มีอัตราเร่ง เช่นกำไรในตลาดอนุพันธุ์ เพิ่มขึ้นวันละ 0.05 เท่า หรือปีละ 18.25 เท่า แต่ความจริงแล้ว กำไรจะเพิ่มขึ้นแบบมีอัตราเร่ง เช่นปีแรก เพิ่ม 18.25 เท่า ปีที่ 2 จะเพิ่มขึ้นเป็น 36.5 เท่า

3) การคำนวณดังกล่าว คำนวณแบบการเกิดผลตอบแทนขั้นต่ำ (อนุรักษ์) เช่น ลงทุนในตลาดหุ้นจีน กำไรเพิ่ม 4 เท่า ลงทุนในทองคำ กำไรเพิ่ม 2.86 เท่า

ตลาดหุ้นรัสเซีย ที่กำไรเพิ่ม 21 เท่า หรือ ลงทุนในน้ำมัน กำไรเพิ่ม 5.6 เท่า
หากใช้ตลาดหุ้นรัสเซีย และราคาน้ำมันเป็นฐานในการคำนวณ ..World Fund จะมีกำไร สูงกว่านี้มาก

จีนมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดในโลก รัสเซียมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเป็นอันดับ 3 ของโลก การใช้ตลาดหุ้นจีน ค่าและเงินหยวนของจีน เป็นฐานของการคำนวณ เป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญ เป็นเรื่องที่เป็นน้ำหนักของการคำนวณ

การคำนวณดูไม่สลับซับซ้อน เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจ

แต่การลงทุนจริง ของ World Fund สลับซับซ้อนกว่านี้มาก 

ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

เศรษฐกิจโลก บิดเบี้ยว เบี่ยงเบนมาก

ปลายปีที่แล้ว มีประเทศต่างๆ เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ  4 ประเทศแล้ว

และขณะนี้ World Fund กำลังโจมตี ตลาดหุ้นทั่วโลก หลังจากลากขึ้นในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา

เรื่องใหญ่มาก

ที่คนไม่ตื่นเต้น เพราะไม่เข้าใจนั่นเอง

ปี 2000 มันโจมตี อเมริกา (ไม่มีใครรู้เรื่อง)

ตอนนี้

ปี 2008 - 2009 มันกำลังโจมตี รัสเซีย อินเดีย และจีน (ไม่มีใครรู้เรื่องเช่นกัน)

indexthai แปลกใจตนเองเช่นกัน...

มารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร

..................................................................................................................

ตบท้าย...ที่ดาวอส...

รัสเซีย-จีน ..จวกมะกันตัวก่อวิกฤติเงิน
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2009/02/02/entry-5

โยนกลองกันมั่ว  ..ซื่อบื้อกันทั้งโลก

World Fund ..ขำกลิ้ง ..หัวร่อ ..งอหาย ...

...................................................................................................................

สรุป

ตลกไม่ออก ? เงินท่วมโลก ..แต่โลกทุนนิยมกำลังล่มสลาย

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ในธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เป็นที่เก็บเงินของบรรดา World Fund

เงินในระบบ ก็ไม่ใช่ของใคร เป็นเงินของ World Fund อีก เห็นได้จากดอกเบี้ยต่ำติดดิน

ต่อไปจะมีการคิดดอกเบี้ยเอาจากผู้ฝากเงิน และให้ดอกเบี้ยแก่ผู้กู้เงิน 

การไหลเข้าออกระหว่าง ทุนสำรองฯ และ เงินในระบบ ..อยู่ในอำนาจของ World Fund

ไม่ได้อยู่ในอำนาจของธนาคารกลางของประเทศใดๆทั้งสิ้น

ทุกวันนี้โลก มีเงินมากขึ้น ...เงินท่วมทะลุโลก

เสียใจด้วย...

เงินเหล่านั้นเป็นเงินของบรรดา World Fund ต่างหาก

ดอกเบี้ยเรี่ยดิน ไม่มีการลงทุน เป็นเรื่องของสภาพคล่องผิดปกติ  ไม่มีการจ้างงาน แต่มีคนตกงานเพิ่มขึ้น แทนที่รัฐบาลจะคิดแก้ปัญหาหลัก ระยะยาว แต่เอาเงินส่วนหนึ่งไปแจกชาวบ้านคนละ 2,000 บาท

แต่เงินส่วนใหญ่เข้ากองทุนหมู่บ้าน

หัวคะแนนกับนักการเมืองก็จับมือกันซื้อแมคโคร คนละ 1-10 คัน รับเหมาขุดสระ "รับเงินกันไป" ทำให้รวยกระจุก จนกระจายเหมือนเดิม ชาวบ้านทำตาปริบๆเหมือนเดิม  

ประชาชน คนท้องถิ่น จะจนลงตลอดเวลา

การฉกชิง วิ่งราว ลักขโมย จี้ปล้น ขายตัว คอร์รับชั่นมีมากขึ้น

เอกชน ประเทศต่างๆ จะเกิดความเสียหาย ตลอดเวลา

ประเทศต่างๆ (รัฐบาลประเทศต่างๆ) จะเดือดร้อน และยากจนค่นแค้นเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

สิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยม เป็นตัวทำลายโลกทุนนิยม

เงินท่วมโลก คือรูปแบบการพังทลายของโลกทุนนิยม

.

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท)

..\\abnormal

@@@



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
สมดุล วันที่ : 08/11/2009 เวลา : 05.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

ร่วมช่วยกัน ปลดหนี้เกษตรกร 8 แสนล้านบาท กับนวัตกรรมล้ำสมัย Atomic Biotech ร่วมกับระบบ อี-คอมเมิร์ซ ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ เชิญที่ http://www.ainews1.com

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
indexthai วันที่ : 05/03/2009 เวลา : 21.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ทำอะไรดูง่ายไปหมด..

ตลท.ชงวิธีเพิ่มปริมาณซื้อขายหุ้น
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2009/03/05/entry-4

ตั้งศูนย์ฟื้นฟูภาพลักษณ์ดึงลงทุน
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2009/03/05/entry-3
@@@

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ยากันยุง วันที่ : 22/02/2009 เวลา : 08.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/newgeneration
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิตสาธารณะ


ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ(ดีมากๆ)ค่ะ...
เห็นด้วยค่ะ..เศรษฐกิจโลก บิดเบี้ยว เบี่ยงเบนมาก
เศรฐกิจ..กำลังจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ (ทั้งโลก)
ต้องเลิกหลอกตัวเอง...ว่า เราจะรอดจากวิกฤติครั้งนี้
ยิ่งคนในภาคอุตสาหกรรม..จะยิ่งเห็นชัดเจน
แม้จะไม่ได้รับผลกระทบ กับตัวเอง...
แต่ก็เห็น และ ใกล้ชิด...ผู้ประสบปัญหา..
อยากให้แง่คิด และ กำลังใจ..
...ตั้งสติให้ดี...จะได้เกิดปัญญา
เศรฐกิจล้ม...แต่ลมหายใจยังมี..สมอง และสองมือยังมี จะกลัวอะไร
ต่อสู้ปัญหา ด้วยความ"เข้มแข็ง"...ไม่ใช่ความท้อแท้

ใช้...มนต์ตราวิเศษ..."เศรฐกิจพอเพียง"..ใช้ให้เป็น
ไม่ได้หมายถึง ต้องให้ทิ้งภาคอุตสาหกรรมไปปลูกผัก
คือ..พอเพียง กับที่ตนมี..กับรายได้..ไม่เกินตน..รู้จักตัวเอง
นี่แหละ..
เวทมนต์อันวิเศษ..จากพ่อของแผ่นดิน

สวัสดีเช้าวันอาทิตย์..ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
นายดินแดง วันที่ : 02/02/2009 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dindang19
ซักวัน เรา ๆ ท่าน ๆ จำถูกโลก กำจัด


ได้ความรู้อีกเยอะ ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบตัวเลข แ ต่ก็ยังอ่านซะ 2 ตอน แ ค่นี้ก่อน ตาลาย อ ดสงสารประเทศไทยไ ม่ไ ด้ ไ ม่ รู้จะอยู่ยังไงบนโลกที่เอารัดเอาเปรียบกันโดยไม่มีคุณธรรม ผู้นำไทยก็ไม่ค่อยจะทันโลกภายนอกซะด้วย ปิดประเทศไปเลยซะดีไหมจะหวังกับคนเก่ง ก็กลายเป็นเก่งโกงซะอีก ขอบคุณข้อมูลดี ๆ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
เด็กการะเกด วันที่ : 02/02/2009 เวลา : 10.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kara
จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยหัวใจที่ร่าเริง..... 

ขอบคุณคะ
ได้รู้อะไรดีๆ เยอะ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
Numa วันที่ : 01/02/2009 เวลา : 23.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numa
คนแนวหลังปากร้าย-ใจดี

อ่านแล้วเหนื่อยใจ...พึ่งพาตัวเองได้ในแนวทางที่รัดกุมก็อยู่ด้วยตัวเองได้สบายดี
.
ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน ปัญหาทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์
ไม่รับมาเป็นทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็หายใจได้เรื่อยๆจนถึงที่สุด

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
indexthai วันที่ : 01/02/2009 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


บอกแล้ว ใช่ไหม "ธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ" ไม่ได้รู้เรื่องกลไกเศรษฐกิจ

คิดแต่ใช้เงินอย่างเดียว ไม่ใช้สมอง หรือไม่มีสมองให้ใช้

นายกฯอังกฤษเรียกร้องปฏิรูปธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2009/02/01/entry-2

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
maimicky วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 17.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maimicky

บังเอิญดูข่าว คนแห่ตื่นทอง ตื่นน้ำมันกัน สลดจริงๆครับ เกิดอะไรขึ้นครับอาจารย์..สะท้อนถึงความไม่รู้ของคนไทย ยังมีอยู่อีกมาก..แต่ก็คงมีคนได้กำไรจากสถานการณ์แน่นอน..โลกทุนนิยม เมื่อคนได้ ก็มีคนเสีย..มันก็เป็นเช่นนั้นเอง

อาจารย์ว่าราคามันจะมีแนวโน้มแบบไหนครับ ทั้ง น้ำมัน และทองคำ..ขอบคุณอีกครั้งคับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
Chaniya วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 15.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thailand-my-country

สังคมเราบิดเบี้ยว
เพราะที่แท้จริงแล้วเราไม่รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง
โดยเฉพาะผู้ที่จะมานำพาประเทศ

อย่างไรก็ตามทั้งนี้ก็คงขึ้นอยู่ว่า
เขามาด้วย "Personal Inspiration"
หรือมาด้วย "Assignment"

เพราะหากเขามี "Inspiration"
เขาย่อมต้องรู้ว่า
การจะเป็นผู้นำหมายถึงการต้องมีผู้ตามเดินตามหลัง
เพราะถ้าไม่มีมวลชนสนับสนุน
เขาจะยังคงเป็นผู้นำอยู่ได้อย่างไร

ดังนั้นหากเมื่อผู้นำทำให้ประเทศอยู่ในความเสี่ยง
แล้วประชาชนอยู่ไม่รอด
ผู้นำก็คงต้องตายตกไปตามกัน

แต่ถ้าหากเขาเป็นที่ยอมรับในทางกว้าง
อย่าว่าแต่ 4 ปี 8 ปี เลย
ตลอดชาติเขาก็จะยังนำอยู่ได้
(หากไม่ถูกยิงตายจากฝ่ายที่เอาประโยชน์แห่งตนเป็นที่ตั้งเสียก่อน)

การคงไว้ซึ่งสติปัญญา
จิตวิญญาณ
และความกล้าหาญ
เท่านั้นที่จะทำให้เขารอดได้
ไม่ว่าเขาจะเป็น The President ประเทศใด

ขอบคุณค่ะอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
maimicky วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 14.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maimicky


ทุกสิ่งในโลกล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสิ่งใดหลีกพ้น ผมได้แต่หวังว่า World Fund ทั้งหลาย และตลาดที่เบี่ยงเบนสารพัด คงต้องอยู่ในวัฏจักรนี้ด้วย จะรออยู่ภายใต้อายุขัยของผมให้วันนั้นมาถึง..

ขอบคุณอาจารย์มากครับ ที่ให้เกียรติผม ตอบคำถามและเอ่ยนามผม...

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
indexthai วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 10.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


แท้จริง ...
ข้อมูลจริงมีอยู่เต็มไปหมด
แต่มันยากที่จะเก็บรวบรวม (Collecting)
ยากที่จะนำมายำ (Processing)
ยากที่จะนำเสนอ (Presenting)

เมื่อก่อนนี้ใช่ ..แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่
เพราะทุกวันนี้มี คอมฯ ช่วยเก็บ ช่วยยำ ช่วยนำเสนอ ข้อมูล
มี internet ..เข้าถึงข้อมูลทุกซอกมุมโลก
มี blog (OKnation) ให้นำเสนอ..

บางท่านคิดว่าเป็นเรื่องหนักสมอง
บางท่าน ไม่อยากอ่าน คิดว่ามันเข้าใจยาก
แต่ก็.. มีคนพยายาม
แต่ก็ ..มีคนเข้าใจ
แม้ไม่ค่อยเข้าใจ ..แต่ก็เชื่อว่าไม่เหลวไหล
..........................................................................
รัฐมนตรีคลัง.. ผู้ว่าธปท. ก็คงได้อ่าน ..ผมเชื่ออย่างนั้น
..........................................................................

ขอบคุณ..
และขอให้สิ่งที่ท่านประสงค์ไว้ สัมฤทธิ์ผล
เรารู้สึกได้ ..ไม่อยากให้โลกเดือดร้อน ..ให้มีความสงบสุข
แต่ก็คง..
ไม่ต้องเดือดเนื้อ ร้อนใจ..ตนเอง
ไม่มีอะไรเป็นของเรา.. แม้แต่ตัวเรา

เรื่องเหล่านี้ไม่เพียงทำให้เราคิดถึง รัฐมนตรีคลัง.. ผู้ว่าธปท. ของไทยเท่านั้น
ยังทำให้เราคิดถึง ..บาราค โอบามาด้วย..

ใช่ไหม ?

ขอสดุดี ..คนกล้า ..แหกคอกด้วยกัน..

Chaniya
http://www.oknation.net/blog/Thailand-my-country

chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha

ปี๊นปี๊น
http://www.oknation.net/blog/peanpean

ting
http://www.oknation.net/blog/Germany

maimicky
http://www.oknation.net/blog/maimicky

tutu
http://www.oknation.net/blog/tutu

ดินดำน้ำชุ่ม
http://www.oknation.net/blog/derreiser

ลูกเสือหมายเลข9
http://www.oknation.net/blog/chai

@@@

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
tutu วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

นั่นสินะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
indexthai วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 07.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


.
หากไม่มีข้อมูลก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่มีข้อมูล

อย่างคุณ Chaniya ยังทราบ ..ว่าจะต้องทำอย่างไร
แล้วผู้บริหารประเทศ ไม่ทราบได้อย่างไร ?

@@@

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
Chaniya วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 02.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thailand-my-country

Modernization
Centralization
Globalization
Internetization
และวาทกรรมการพัฒนา
(ที่คนบ้าที่ไหนไม่รู้มาบอกเรา)
Develop!, Develop!, Develop!

ทำให้เกิด "ท่อดูดเงิน" (Tube)
ดูดเงินย่อยที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค
เข้ามาสู่แม่เหล็กใหญ่ใจกลางประเทศ
เพื่อพร้อมใจกันไหลทะลักไปสู่เกาะสวรรค์
บน "No Where Island"
แบบที่ใครหน้าไหนก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้

แต่อย่างไรก็ตาม
โจโฉก็ยังแตกทัพเรือ

ไม่ต้องคิดให้สลับซับซ้อน
คิดแบบ Children Children
แบบ PPE Degree from Thailand
ก็แค่ Cut Down the Tube
อย่าให้เงินท่วมบ้านใครอยู่รายเดียว

กระจายความเสี่ยง
เพิ่มความมั่นคง
ส่งเสริมความมั่งคั่ง
ล้างความคิดเดิม
มาสู่ "ประชาชนรายใหญ่ เอกชนรายย่อย"

Independent for All!
Impossible is Nothing!

ถ้าผู้นำทำไม่ได้ อีกไม่นานประชาชนจะมาทำเอง

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
Chaniya วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 22.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thailand-my-country


Enlightened Economics!

Consciousness : The Missing Ingredient

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
chedtha วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 20.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)


สวัสดีครับ คุณ indexthai

อ่านบทความทางเศรษฐศาสตร์ ต้องใช้เวลามากหน่อย จึงจะทำความเข้าใจได้บ้าง

สรุปได้เยี่ยมมากๆครับ รัฐบาลน่าจะมาอ่านด้วยนะครับ
เผื่อว่าบางที จะปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นได้บ้าง

"ดอกเบี้ยเรี่ยดิน ไม่มีการลงทุน เป็นเรื่องของสภาพคล่องผิดปกติ ไม่มีการจ้างงาน แต่มีคนตกงานเพิ่มขึ้น แทนที่รัฐบาลจะคิดแก้ปัญหาหลัก ระยะยาว แต่เอาเงินไปแจก 2,000 บาท และทุ่มใส่ท้องถิ่น"

ช่างเป็นบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่น่าอ่าน
นำข้อเท็จจริงมาเสนอได้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

โหวตให้ครับ


เชิญไปชมภาพจากพิพิธภัณฑ์ BMW มีรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ที่หาชมได้ยาก
สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตและวัฒนธรรมผ่านทางการจัดแสดงนิทรรศการ

http://www.oknation.net/blog/chedtha/2009/01/29/entry-1

ขอให้มีความสุขมากๆกับชีวิตประจำวันนะครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
indexthai วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณ maimicky

จริงๆ พวกเขาไม่รู้หรอก
พวกประชุมกันจัง ..เอเปค ..อาเซ็ม ..อาเซียน ฯลฯ
ทั้ง ..ผู้นำประเทศ ..รัฐมนตรีคลัง ..ผู้ว่าการธนาคารกลาง
ตอนนี้ก็ประชุม World Economics Forum กัน ที่เมืองดาวอส สวิสเซอร์แลนด์

เสือกระดาษ

World Fund ไม่เห็นต้องประชุมอะไร
ตามถล่ม.. พวกที่ดีแต่ประชุม..หน้าหงายกันไปทั้งโลก

อย่าง IMF ..
เขาคอยแต่อัดฉีดสภาพคล่อง ..ทุนสำรองฯ
แต่เขาไม่หาสาเหตุว่า.. ทำไมทุนสำรองฯ จึงหมดประเทศ
ระดับโลกยังมักง่าย และดักดานเช่นนี้
แล้วระดับประเทศจะแค่ไหน

ประชาชน คนของโลกก็เดือดร้อนกันไป..

ที่ผมรู้เพราะ ..ชอบเล่นกับตัวเลข
รู้ถึงคุณสมบัติของดัชนีตลาดหุ้นของแต่ละประเทศ
อธิบายได้ ถึงกลไก ความสัมพันธ์ ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดเงินตรา และราคาสินค้าโภคภัณฑ์
..................................................................
อย่างที่ผมนำเสนอไว้..นี้

"เรื่องใหญ่มาก

ที่คนไม่ตื่นเต้น เพราะไม่เข้าใจนั่นเอง

ปี 2000 มันโจมตี อเมริกา (ไม่มีใครรู้เรื่อง)

ตอนนี้

ปี 2008 - 2009 มันกำลังโจมตี รัสเซีย อินเดีย และจีน (ไม่มีใครรู้เรื่องเช่นกัน)

indexthai แปลกใจตนเองเช่นกัน...

มารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร "
..................................................................

ตอนนี้..
ไม่มีใคร มีข้อมูล หรือรู้เรื่อง .ว่า ..รัสเซีย อินเดีย จีน ฯลฯ ..กำลังถูก World Fund โจมตี
(เหมือนที่เขาเคยโจมตีสหรัฐอเมริกาในปี 1999 - 2000 - 2001 นั่นเอง
และเมื่อเกิดการพังทลาย ..ก็ไม่รู้ว่าพังทลายเพราะอะไร อีก

มันรุนแรง ร้ายแรง กว่าสงครามโลกอีก
แม้อเมริกา ก็ราบเรียบเป็นหน้ากลองไปแล้ว
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/25/entry-2

@@@

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
indexthai วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 17.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณ maimicky

"เงินท่วมโลก"

วลีนี้ ..มีนัยสำคัญ

มีใครพูดว่า เงินท่วมโลกบ้าง เพราะไม่มีข้อมูล ไม่รู้กลไก จึงไม่รู้
กำลังจะตายกัน ..เพราะเงินท่วมโลก ท่วมประเทศ
เหมือนน้ำท่วม นั่นแหละ...

อธิบายได้ ..ทำไม(กนง./ธปท.) ลดดอกเบี้ย และโลกก็ลดดอกเบี้ย
ไม่ใช่ลดลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรอก ..อ้างไปอย่างนั้นเอง

ลดดอกเบี้ย ..ลง ..เพราะเงินมันท่วมโลก ..ต่างหาก

@@@

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
maimicky วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 13.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maimicky

ตามมาอ่านครับ
เข้าใจขึ้นมาก หลังจากที่อ่านหลายๆบทความของอาจารย์ เริ่มเข้าใจกราฟแล้ว กว่าจะเข้าใจได้ต้องแวะมาอ่านเกือบทุกวัน บางวันก็ได้แต่มึนกลับไปนอน ..ตอนนี้รู้เรื่องแล้วครับ

นับถืออาจารย์นะครับ ขนาดมีความรู้ความเข้าใจขนาดนี้ ยังไม่เอาความรู้ไปแสวงหาประโยชน์ จากการค้ากำไรในสารพัดตลาด ซึ่งอาจทำให้รวยไปแล้วก็ได้ ถึงไม่เท่าบรรดากองทุนทั้งหลายก็ตาม..ฮาๆๆ

มาแล้วต้องเรียนถามสักนิดด้วยว่า อาจารย์ไม่คิดเหรอครับว่า จริงๆหลายคนในรัฐบาล ทั่วโลก ก็น่าจะรู้กลไกเหล่านี้ แต่ยังไม่สามารถหาวิธีหยุดมันได้ต่างหาก เลยได้แต่ปล่อยไป เข้าทำนอง รู้ทั้งรู้ แต่ทำอะไรไม่ได้ ผมว่าเขาไม่น่าโง่มากขนาดนั้นนะครับ แต่ความยิ่งใหญ่ของกองทุนมันมากนัก เลยต้องปล่อยไป และโลกก็เลยต้องทนอยู่กับสภาพแบบนี้ต่อไป..

ว่าแล้วก็นึกถึง กระแสพระราชดำรัส ความพอเพียงเหลือเกิน..เฮ้อ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indexthai วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 06.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ผมไม่โทษ World Fund หรอก

ผมโทษผู้บริหารประเทศมากกว่า รวมทั้งโทษประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาทุกคน ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา

..โง่เอง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ปี๊นปี๊น วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 02.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peanpean
"ไม่ได้อะไรก็ไม่เป็นไร แค่มีคุณธรรมก็พอแล้ว" 


สู้สู้นะครับหล่อโย่ง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Chaniya วันที่ : 29/01/2009 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thailand-my-country

The role of "World Fund" is to be the "World's Biggest Magnet to Money"

ความขลาด
ความเขลา
ความละโมบ
ทำให้เราต้องตกเป็นเหยื่อ
ตัวเองเป็นเหยื่อแต่เพียงลำพังยังไม่พอ
ยังมาล่อหลอกให้เราเข้าไปเสียท่าด้วย

ก็ไม่เป็นไรค่ะ "No pain, No gain"
เพราะอีกไม่นานผู้คนก็จะได้รู้ว่า
"ประเทศไทยได้เจ๊งไปตั้งนานแล้ว"

และอีกไม่นานปริญญาหรือชุดตำราจากที่ใด
ก็จะไม่มีความหมายในที่นี่

เพราะ "All the answers " นั้น
มันก็อยู่ในสติปัญญาของเรานี่แหละ

เมื่อใดที่เราเริ่มจะรู้จักที่จะนับถือตัวเอง
เมื่อนั้นเราจะได้เห็นแสงสว่างแห่งการอยู่ร่วมกัน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
indexthai วันที่ : 29/01/2009 เวลา : 17.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


Fundilization ศัพท์ใหม่เศรษฐกิจโลก
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/01/29/entry-1

@@@

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
indexthai วันที่ : 29/01/2009 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ข้อเขียนของ indexthai

คนขยาด ..ไม่ค่อยกล้าอ่าน

อ่านดูแล้วเหมือนยาก
แต่ก็เขียน และคำนวณ ข้อมูลจริง..
อาจจะเข้าใจยากสักหน่อย ในเรื่องของการคำนวณ
หากไม่มีข้อมูลก็คำนวณไม่ได้

เป็นเรื่องสำคัญ..
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ วิกฤติเศรษฐกิจโลก ขณะนี้

@@@

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ting วันที่ : 29/01/2009 เวลา : 12.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

มิเข้าใจ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
tutu วันที่ : 29/01/2009 เวลา : 12.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...


เซ็งเลยเป็นแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 29/01/2009 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

เงินชาวบ้านหาย แต่เงินท่วมโลก

โหดเหลือร้ายครับ ฟันด์ ฟัน อย่างเดียว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 29/01/2009 เวลา : 11.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณมากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน