*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 540965
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 4950 , 14:48:00 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง
Finance Minister of the Year 2010 - Global and Asia-Pacific

ปี 1994 (2537) เกิดการพังทลายของตลาดหุ้นไทยรุนแรง มีผลทำให้

1) สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น

2) ไทยต้องเข้าโครงการ IMF เป็นครั้งที่ 2

3) ต้องลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540

4) สถาบันการเงินถูกปิดช่วงแรก 54 แห่ง แต่ทุกวันนี้ปิดไปแล้วกว่า 70 แห่ง

5) ภาคการผลิตจริงล้มทั้งประเทศ

6) เกษตรกรทั่วประเทศก็ไม่สามารถคืนเงินกู้ได้ ที่ดินที่นำไปจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ถูกยึด รวมกันทั้งหมด 38.5 ล้านไร่
      
ปี 2000 (2543) เกิดการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ มีผลทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย เงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น เกิดอุบัติการณ์เช่นเดียวกันกับประเทศไทยทุกประการ เริ่มด้วยปัญหา Sup Prime และตามมาด้วยการล้มลงของเอกชนและสถาบันการเงินแบบรุนแรง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดกับประเทศไทยทุกประการ เพียงแต่อเมริกาไม่ได้เข้าโครงการไอเอ็มเอฟเท่านั้น
      
เงินเหรียญสหรัฐเริ่มไหลออกจากอเมริกาหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 มีผลให้ค่าเงินสกุลต่างๆ ของโลก ทุนสำรองฯ ประเทศต่างๆ ตลาดหุ้นประเทศต่างๆ สูงขึ้น รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น ทองคำกับน้ำมันก็สูงขึ้น ใช้เวลา 6-7 ปีในการสูงขึ้น จากนั้นก็พังทลายลงในปี 2008 ทั้งปี

แสดงการสูงขึ้นของตลาดหุ้นโลกระหว่างปี 2001-2007
(หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000) และพังลงในปี 2008


(http://twitpic.com/10em9v)
      
สำหรับสกุลเงินที่ผูกค่าไว้ตายตัวกับเงินเหรียญสหรัฐ เช่น เงินหยวนของจีน การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินหยวนอ่อนค่าตามลงมาด้วย แต่อุบัติการณ์เช่นนี้ ทำให้เงินหยวนอ่อนกว่าความเป็นจริง เนื่องจากตลาดหุ้นจีนไม่มีการพังทลายเหมือนตลาดแนสแดกซ์ มีการเข้ามาไล่ซื้อเงินหยวน ตั้งแต่ปี 2001 กระทั่งกลางปี 2005 หยวนไม่สามารถคงค่าเดิมไว้ได้ และได้แข็งค่าขึ้นในที่สุด แสดงถึงความพ่ายแพ้ในการป้องกันค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีนเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ทุนสำรองฯ ของจีนสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก

แสดงค่าเงินหยวนจีนพุ่งขึ้นช่วงกลางปี 2005 อย่างมีนัยสำคัญ

(http://twitpic.com/10en6g)

เงินริงกิตของมาเลเซียก็ผูกค่าไว้ตายตัวกับสกุลเงินสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดเงินของมาเลเซียก็เกิดอุบัติการณ์เช่นเดียวตลาดเงินของจีน และทุนสำรองทางการเงินของมาเลเซียก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

แสดงค่าเงินริงกิตมาเลย์เซียพุ่งขึ้นช่วงกลางปี 2005 อย่างมีนัยสำคัญ (เช่นหยวน)

(http://twitpic.com/10emxd)
      
.

ต้นเหตุ เงินท่วมประเทศไทย !!!
      
ประเทศไทย เปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ครั้งแรกปี 2549 ในช่วงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 28 เมษายน 2549 เปิดซื้อขาย SET50 Index Futures เป็นสินค้าตัวแรก (TFEX)

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 เปิดซื้อขาย Stock Futures เป็นสินค้าเป็นตัวที่ 3 (Stock Futures)

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เปิดซื้อขาย Gold Futures เป็นสินค้าเป็นตัวที่ 4 (Gold Futures)

(มีการเปิดตลาด Options และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าอีกส่วนหนึ่งด้วย)

ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นตลาดที่ทันสมัยมากที่สุดในโลก สิงคโปร์ที่ว่าทันสมัย ก็ไม่มีตลาด Gold Futures ตลาดตราสารอนุพันธ์เกี่ยวข้องกับการทำ Arbitrage คือการหาประโยชน์จากส่วนต่างราคาของสินค้า 2 ตลาด และ Hedge คือการซื้อ-ขายสินค้าล่วงหน้า

อธิบายข้อดีของตลาดตราสารอนุพันธ์ว่า เป็นวิธีการประกันความเสี่ยง นั่นคือ มันเป็นธุรกรรมที่ไม่มีความเสี่ยงนั่นเอง จะเป็นธุรกรรมที่ทำกำไร เช่นธุรกรรม Hedging สินค้าราคาขึ้นก็ทำกำไรได้ สินค้าราคาตกก็ทำกำไรได้ เป็นผลให้เงินทุนไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เงินทุนไหลเข้าประเทศไทย ทำให้เงินท่วมประเทศไทยอย่างผิดปกติ เห็นได้จาก 
      
(1) ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างผิดปกติ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีปัญหาการนำเข้า-ส่งออก

(2) ช่วงกว้างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้(Spread)สูง ประมาณ 4-6 เปอร์เซนต์ เหตุเพราะมีเงินเข้ามาในระบบมาก มากเกินกว่าด้านกู้จะสามารถรองรับได้ ปกติช่วงกว้างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้(Spread) ควรจะอยู่ที่ระดับ 2-3 เปอร์เซนต์ ..สถาบันการเงินดำเนินธุรกรรมด้วยความลำบาก
      
(3) วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ทางการได้ออกมาตรการ กันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า ก่อให้เกิดการตื่นตระหนกในตลาดทุนมาก วันที่ 19 ธันวาคม มีการเทขายหุ้นกันอย่างบ้าคลั่ง SET Index ในชั่วโมงซื้อขายตกแรงถึง 108.4 จุด เย็นวันที่ 19 ธันวาคม 2549 หลังปิดตลาดหุ้นไปแล้ว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกประกาศ “ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์” ความตื่นตระหนกยุติ

มาตรการ กันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า เหตุการณ์นี้แสดงถึงเงินทุนได้ไหลเข้าประเทศไทยอย่างผิดปกติ แล้วคิดหาทางหยุดยั้งเงินทุนไหลเข้า การกันสำรอเงินทุนไหล 30 เปอร์เซนต์นี้ จะทำให้นำมาธุกรรมธุรกรรมไม่ได้ น่าจะหยุดยั้งเงินทุนไหลเข้าได้ แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด กลับเกิดเหตุร้ายกับตลาดทุนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 อย่างรุนแรง
      
(4) ตัวเลขทุนสำรองฯ แสดงการเคลื่อนย้ายเงินทุน (หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐ)

(ที่มา: CIA - The World Fact Book)

ช่วง 4 ปี ทุนสำรองฯประเทศไทยเพิ่มเป็นอัตราส่วนสูงกว่าประเทศจีน
จีน (ทุนสำรอง 2006 - 2009) 1,034,000 - 2,206,000 +113%
ไทย
(ทุนสำรอง 2006 - 2009) 59,060 - 128,700 +118%

จีน และรัสเซีย เป็นตลาดหุ้นเปิดใหม่ พบว่าหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 ทำให้เงินทุนไหลเข้าจีนและรัสเซียรุนแรง ปี 2007 เงินทุนไหลเข้าจีน 48 เปอร์เซนต์จากปีก่อนหน้า เงินทุนไหลเข้ารัสเซีย 51 เปอร์เซนต์จากปีก่อนหน้า

จีน และมาเลย์เซีย ผูกค่าเงินไว้ตายตัวกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ การพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 ทำให้เงินหยวน และเงินริงกิต อ่อนกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้เงินไหลเข้ามาเก็บหยวนและริงกิตแรง  ทำให้เงินทุนไหลเข้าจีนและมาเลย์เซียรุนแรง กระทั่งกลางปี 2005 เงินหยวนและริงกิตจึงแข็งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ดูกราฟที่นำเสนอข้างต้น)

ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทย มาเลย์เซีย เป็นตลาดเก่า ค่าเงินลอยตัว ยกเว้นมาเลย์เซียที่ผูกค่าเงินไว้(จนถึงกลางปี 2005) ทำให้เงินไหลเข้าปกติ แต่ยกเว้นประเทศไทยมีการเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ในปี 2006 ส่งผลให้เงินไหลเข้าไทยรุนแรง ปี 2007 เงินทุนไหลเข้าไทย 48 เปอร์เซนต์จากปีก่อนหน้า(เท่าจีน)

ประเทศไทยยังคงเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ในรูปแบบต่างๆต่อเนื่อง นอกจากการซื้อขายดัชนีตลาดหุ้นล่วงหน้า ราคาหุ้นล่วงหน้า กระทั่งราคาทองคำล่วงหน้า (รวมทั้ง Options และราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า) ส่งผลให้เงินไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่อง แม้ปี 2009 ยังไหลเข้า 28 เปอร์เซนต์ ขณะที่ประเทศอื่นๆชลอตัว และมาเลย์เว๊ยติดลบ 6 เปอร์เซนต์ 

การเคลื่อนย้ายเงินทุนแบบผิดปกติดังกล่าว แสดงการขาดความเข้าใจในกลไกความสัมพันธ์ของตลาดเงินและตลาดทุน

5) ล่าสุด ข่าวธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 6/2553 "เรื่อง การผ่อนคลายระเบียบการลงทุนในต่างประเทศ การทำธุรกรรมอนุพันธ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง และการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน" (นำเสนอไว้ในความคิดเห็นที่ 2) http://www.bot.or.th/Thai/PressAndSpeeches/Press/News2553/n0653t.pdf ..ซึ่งเป็นผลมาจากเงินท่วมประเทศ ทำให้มีการยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ให้โอกาสทั้งคนไทยและต่างชาติเพิ่มการลงทุน และการถือครองเงินตราต่างชาติประเทศแก่ non-resident สิ่งผิดปกตินำมาซึ่งปัญา ปัญหาจะทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเสื่อมลงตลอดเวลา ยากที่จะยุติได้

ดูแล้วเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหายังคงอยู่ (การเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์)

อุปมาอุปมัย เหมือนการยังคงมี มีสลากกินแบ่งรัฐบาล สลากธาคารออมสิน สลากธกส. ก็จะทำให้มีหวยใต้ดินตลอดไป

กล่าวได้ว่า การไหลเข้า-ออกของเงิน ในแต่ละประเทศ และในแต่ละภูมิภาค สามารถทราบสาเหตุได้ว่าเกิดจากอะไร เกิดแบบไหน และอย่างไร
      
ก่อนการเกิดวิกฤตในปี 2537 – 2540 ทุนสำรองฯ ของไทยเคยอยู่ที่ระดับเกือบ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เดือนกรกฎาคม 2540 เดือนที่มีการลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองฯ เหลือเพียง 1,140 ล้านเหรียญสหรัฐ วันที่ 4 ธันวาคม 2552 ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาเป็น 154,480 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มสูงมากกว่าที่เคยสูงสุดประมาณ 4 เท่า การนำเข้า-ส่งออก และการท่องเที่ยวช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ทำให้ทุนสำรองฯ เพิ่มถึงขนาดนี้ แต่เป็นเพราะการเข้ามาหาประโยชน์จากตลาดตราสารอนุพันธ์ที่เปิดในปี 2549 นั่นเอง ที่ทำให้ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

แสดงถึงทุนสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์

(http://twitpic.com/10emlq)

ฝนแล้งไม่ดี น้ำท่วมก็ไม่ดี เช่นเดียวกัน เงินแล้งก็ไม่ดี เงินท่วมประเทศก็ไม่ดี น้ำท่วมเกิดกับบางพื้นที่ และเกิดขึ้นช่วงระยะเวลาอั้นสั้น แต่เงินท่วมทั้งประเทศ เกิดต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3-4 ปีแล้ว และก็ไม่ทราบจะท่วมต่อเนื่องไปอีกกี่ปี ความเสียหายจากเงินท่วมประเทศรุนแรงกว่าที่เกิดจากสึนามินับแสนเท่า
      
วิกฤตเศรษฐกิจแบบหมดประเทศ กระทั่งต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง มีแต่เบี่ยงเบนประเด็นของต้นเหตุ กล่าวหาว่านายเสรี ทรัพย์เจริญ เป็นคนปั่นหุ้นบ้าง กล่าวหาว่าจอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาทบ้าง กล่าวหาว่าเอกชนไทยไม่มีธรรมาภิบาลบ้าง แท้จริงแล้ววิกฤตเศรษฐกิจทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ตัวตลาดหุ้นนั่นเองเป็นต้นเหตุ

เงินท่วมประเทศครั้งนี้ก็มีต้นเหตุมาจากตลาดหุ้น ต้นเหตุเกิดจากตลาดทุน แล้วทำให้ตลาดเงินเสียหายทุกครั้ง แก้แต่ปลายเหตุของปัญหา ต้นเหตุของปัญหาไม่แก้ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลา

ตลาดตราสารอนุพันธ์ คือการซื้อขายกระดาษ หรือซื้อขายตัวเลข ไม่มีตัวสินค้าจริง เป็นอบายมุข ไม่เกิดผลผลิตต่อระบบ ทำให้ World Fund มาขนเงินไปจากประเทศไทยง่ายดาย แล้วทิ้งความเสียหายให้ท้องถิ่น สิ่งเลวร้ายที่ก่อขึ้นแล้วยากที่จะเอาออกได้ คงได้แต่นั่งดูความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเดียว

เรื่องนี้สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ บอกใครต่อใครไม่ได้ แต่ผู้รับผิดชอบสูงสุดควรจะได้ทราบ อยู่ที่จะเชื่อหรือไม่เท่านั้น 

ปรับปรุง เพิ่มเติม แก้ไขจากบทความ "เงินท่วมประเทศไทย สาเหตุ และผลกระทบ" จาก
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000013874

ตัวอย่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้น-ตลาดอบายมุข

สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่:
http://bit.ly/b1yVn7 via @addthis

เศรษฐกิจอเมริกา ส่อแววว่า จะตกเป็นเมืองขึ้นของจีน:
http://bit.ly/ajBnj1 via @addthis

...................................................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
@@@

http://twitter.com/indexthai
.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 07/03/2010 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

^^ ลาบลอก ^^ ขออนุญาตลาบลอกชั่วคราวนะคะ

http://www.oknation.net/blog/roungkaw/2010/03/07/entry-4

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide


เขากลัวกันว่า กราฟเศรษฐกิจโลก จะเป็น w คือ กำลังขาขึ้นแต่ไม่สุดก็ตกวูบอีก แทนที่จะเป็น V คือขึ้นสูงสุด

ถึงเวลากำจัดแม้ว แม้ว คุณคือ จุดอ่อน ถ่วงความเจริญ เชิญครับ!

“เพราะอยู่รวมกัน จึงรู้จักกันได้ว่า คนนี้
มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด

ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด
เขาทำกันทุกอย่าง

ทุกคนพึง...................................................ทำอย่างไร

ตามดูกันชัด ๆ กับพุทธวจนะได้แล้วที่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/21/entry-1

เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน ...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ หรือยัง

ปล.สิ่งที่ต้องอ่านก่อน คือ เผย ! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แผ่...วงจรอุบาทว์ "ความรุนแรง" ที่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/19/entry-1

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
Cat@ วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 18.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

เชิญ นะค่ะ

แม่แคทขอเชิญ นะคะ่

เรืองใหม่

ใสบริสุทธิ์

ตอน

* จัดงานวันมาฆะบุชา วัดธรรมวิหารฮันโนเฟอร์ ประจำปี 2553 ( Cat@ )

คลิก
http://www.oknation.net/blog/Akanittha/2010/02/22/entry-1

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
feng_shui วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui


ซิน เหนียน ไขว้ เลอ
ขอให้ ปีนี้ เป็นปีแห่งความ มงคลและอุดมสมบูรณ์

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 00.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


มาส่งดอกไม้..
คืนแห่งรัก.
ในวันแห่งความรัก...

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 14/02/2010 เวลา : 09.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee


ขอให้อาจารย์สุภาพแข็งแรง โชดีมีชัยไปตลอดกาล

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
Cat@ วันที่ : 13/02/2010 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha


เซ้ง เงินยูโรแลกเงินไทยได้นิดเดียว

ตอนนี้ อิๆ
ติดเฟส
เลยไม่ได้มาป่วน

................
มั่งมี ศรีสุข นะค่ะ
เชิญนะค่ะ
แคทลงเรืองใหม่
กล้วเพือน จะลืม รักแท้ของแม่แคท อิๆ

ภาพนี้ ลืมลง
เย็บจากเสืือยืดตัวเก่า


* แบบหมวก สวยเก๋ ทำเองง่ายจัง โดยแม่แคท พร้อม เมนูเด็ดซีโครงหมูอบ ( Cat@ )

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
indexthai วันที่ : 11/02/2010 เวลา : 12.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ดร.โกร่งชี้
กูรูเศรษฐกิจไทยเตือนรัฐบาลอย่าพึ่งลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ดร.โกร่ง" ประเมินเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแค่ภาพลวงตา ชี้รัฐสนใจแก้ปัญหามาบตาพุด
ThaiTelephone.comด้าน "ศุภวุฒิ" คาดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปกระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย "สมชัย" มั่นใจจีดีพีโตได้ 4% จากส่งออกที่เพิ่มขึ้น

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง กล่าวในระหว่างเสวนาเรื่อง “กูรูเศรษฐกิจ มองโลกมองไทย ปี 2010” วานนี้ จัดโดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิทยาเขตกล้วยน้ำไท) ว่า นโยบายลดการใช้มาตรการกระตุ้นความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Exit Strategy) ของทางรัฐบาลนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่าหากเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับประชานิยมแล้วก็ควรจะยกเลิก แต่สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจแท้จริงและเป็นโครงการที่เห็นผลดีควรดำเนินการต่อไป เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างจริงจัง

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของเรานั้น ยังไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง ดังนั้นโครงการที่ไม่ใช่โครงการประชานิยม ก็ควรดำเนินต่อไป เพียงแต่เข้าใจว่ารัฐบาลยังหาโครงการใหม่ๆ ออกมาใช้กระตุ้นไม่ได้ ซึ่งมองว่ารัฐบาลน่าจะเร่งลงทุนในโครงการพื้นฐานต่างๆ เช่นจีน ที่ทำให้เศรษฐกิจของเขาฟื้นขึ้นมาได้" นายวีรพงษ์ กล่าว

ดร.วีรพงษ์ มองว่า ประเด็นที่สำคัญสุดของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ คือ การฟื้นความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของโครงการมาบตาพุด ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนจำนวนมาก ซึ่งโดยส่วนตัวก็มองว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหานี้น้อยไป และยังไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของภาคเอกชนและนักลงทุนเท่าที่ควร

รัฐบาลอาจทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็เป็นได้ เพียงแต่ภาพที่ออกมามันยังไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย รวมไปถึงนักลงทุนต่างประเทศจากทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่น ก็มีการบ่นถึงปัญหาดังกล่าวเป็นระยะๆ และปัจจุบันก็ยังไม่เห็นว่าการแก้ไขปัญหาจะออกมาในทิศทางใด

ดร.วีรพงษ์ ยังกล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยด้วยว่า โดยภาพรวมแม้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ถือว่าหลุดพ้นจากช่วงวิกฤติแต่อย่างใด เพราะตามทฤษฎีแล้วการฟื้นตัวจากช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คงไม่ใช้เวลาเพียงแค่ปีเศษ ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น ถือว่ามาเพียงครึ่งทางเท่านั้น ดังนั้นจึงยังต้องจับตาดูกันต่อไป อย่างไรก็ตามประเทศไทยถือว่ามีเงินทุนสำรองที่สูงมาก ดังนั้นความกังวลที่ว่าจะเกิดปัญหาแบบในปี 2540 จึงยังไม่มี

“ตัวเลขการว่างงานยังไม่น่าไว้วางใจ ดอกเบี้ยก็น่าจะคงไว้ในระดับต่ำ ที่ต้องระวังคือเงินเฟ้อ เพราะถ้าเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจยังตกต่ำ ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง เหมือนที่เกิดในยุโรป และสัญญาณนี้เราก็เริ่มเห็นบ้างแล้วในประเทศเวียดนาม จึงต้องดูกันว่าปัญหานี้มันจะลุกลามออกไปจนกระทบประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว เขมร และไทยเราเองหรือไม่" ดร.วีรพงษ์ กล่าว

สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น มองว่าที่ผ่านมามีการฟื้นตัวตามตลาดหุ้นอื่นในต่างประเทศ ซึ่งการปรับขึ้นมานั้น โดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะขึ้นมายังจุดสูงสุดแล้ว ดังนั้นแนวโน้มจึงมีโอกาสอ่อนตัวลงได้
เศรษฐกิจโลกฟื้นลวงตา

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจโลกนั้น จีนและอินเดียถือว่าเป็นประเทศหลักที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้นมาได้ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรปถือเป็นการฟื้นตัวแบบภาพลวงตา เนื่องจากเป็นการฟื้นตัวแค่ในภาคการเงิน ซึ่งมีปริมาณเงินมากขึ้นจากการอัดฉีดโดยรัฐบาล ขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะกลับเพิ่มขึ้น และดุลบัญชีเดินสะพัดรวมถึงดุลการชำระเงินก็ยังคงมีปัญหาอยู่

ดร.วีรพงษ์ กล่าวว่า นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย แตกต่างจากนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ อย่างสหรัฐอเมริการวมถึงประเทศในแถบยุโรป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป ดำเนินนโยบายขาดดุล และอัดฉีดเงินเข้าระบบโดยเน้นไปที่สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทเหล่านั้นล้ม ซึ่งแตกต่างจากนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย

สำหรับการแก้ปัญหาของจีนและอินเดียนั้น หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกซึ่งทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวและส่งออกลดลง ทั้งสองประเทศได้ใช้วิธีหันมาเน้นการลงทุนในประเทศ เพื่อชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวและส่งออก และหลังจากนั้นหนึ่งปีเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศก็สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับเดียวกับช่วงการเกิดวิกฤติ อีกทั้ง จีน ยังถือเป็นประเทศที่มีทุนสำรองสูงสุด โดยสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

“หากว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจริงจัง เชื่อว่าเงินเฟ้อจะถีบตัวขึ้นสูงในทันที และสิ่งแรกที่จะเห็นการปรับขึ้นคือสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ราคาน้ำมัน ทองคำ หรือแร่ ต่างๆ" ดร.วีรพงษ์ กล่าว

"ศุภวุฒิ" หวั่นปัญหาวิกฤติยุโรป
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากกลุ่มประเทศยุโรปได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่ค่อนข้างมากรวมถึงหนี้สาธารณะที่ล้นในกลุ่มประเทศ กรีซ สเปน และโปรตุเกส อาจทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวไปด้วย เนื่องจากรายได้หลักของไทยยังมาจากการส่งออกสินค้า

“นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เคยคาดการณ์กันว่า เศรษฐกิจโลกจะดีและฟื้นตัวขึ้น ซึ่งแรงส่งดังกล่าวน่าจะต่อเนื่องมาถึงปลายปีนี้ แต่จากปัญหาหนี้สาธารณะล้นในกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้ต้องปรับการคาดการณ์กันใหม่ เพราะตอนนี้กลายเป็นว่าภาครัฐมีปัญหา และเอกชนไม่กล้าปล่อยกู้ให้ ทำให้ต้นทุนการกู้ของรัฐบาลเหล่านั้นสูงขึ้น กระทบต่อมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่อาจถูกกดดันให้ Exit ออกมาแรงและเร็วกว่าที่คาดไว้" ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ในต่างประเทศได้คาดการณ์กันว่า ปัญหาหนี้สาธารณะล้นจะลามไปยังประเทศอื่นใน 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น อิตาลี อังกฤษ กรีซ ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ สเปน และสหรัฐ

สำหรับนโยบาย Exit Strategy ของรัฐบาลไทยนั้น ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า การที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ และทำให้ลดการใช้เงินกู้ยืมลงกว่า 1.5 แสนล้านบาทนั้น ก็ถือเป็นการใช้มาตรการ Exit Strategy ไปในตัวอยู่แล้ว และโดยส่วนตัวอยากให้รัฐบาลลดการใช้จ่ายในช่วงนี้ลงก่อน เพื่อสำรองเงินไว้ใช้เมื่อคราวจำเป็น

"สมชัย"คาดจีดีพีโต 4%
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้มีความเป็นไปได้ ที่จะมีอัตราเติบโตได้ที่ 4% จากภาคการต่างประเทศ เพราะคาดว่าการส่งออกจะเติบโตได้ที่ระดับ 10%

ขณะที่ราคาน้ำมันยังไม่ปรับสูงขึ้นมากทำให้การใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันไม่ได้ถีบตัวสูงขึ้น แต่ก็อยู่ภายใต้สมมติฐานว่า สถานการณ์ประเทศไม่กลับไม่เป็นเหมือนปีที่แล้ว คือ มีปัญหาเรื่องการชุมนุมหรือปัญหากรณีมาบตาพุดอีก


สำหรับมาตรการเศรษฐกิจ ดร.สมชัย ให้ความเห็นว่า ยังไม่น่าจะถอนออกไปในช่วงนี้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินมากระตุ้นเพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ขณะที่การดำเนินนโยบายสามารถยืดหยุ่นได้มากขึ้น เช่น โครงการไทยเข้มแข็งที่เดิมตั้งใจจะกู้เงินถึง 8 แสนล้านบาท แต่ในความเป็นจริงอาจจะกู้ไม่ถึงก็ได้ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ยังคงต้องอิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย
ส่วนการดำเนินนโยบายการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดูแลเศรษฐกิจ ดร.สมชัย กล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนในครึ่งปีหลังจะปรับขึ้นช่วงใดต้องดูการเติบโตเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง

กนง. ชั่งใจขึ้นดอกเบี้ยช้า-เร็ว
ดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ฝ่ายบริหาร ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประกอบการพิจารณาดำเนินนโยบายการเงินเป็นหลัก โดยกำลังพยายามชั่งน้ำหนักระหว่างการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินเร็วเกินไป อะไรเสี่ยงกว่ากัน

“กนง. ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงอื่นที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นพิเศษ แต่กำลังชั่งน้ำหนักว่าการใช้ดอกเบี้ยนโยบายต่ำนานเกินไป ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. 2552 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันที่ระดับ 1.25% ต่อปี อาจเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อ แต่ถ้าจะเลิกผ่อนคลายเร็วก็เสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่อาจยังไม่แข็งแรงพอ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า กนง. โฟกัสอะไร ก็คงต้องดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก" ดร.อัจนา กล่าว

ที่มา: http://www.suthichaiyoon.com/detail/177

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 08/02/2010 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

สบายดีนะครับผม..

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
Cat@ วันที่ : 08/02/2010 เวลา : 05.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

มัวแต่ไปเฝ้าฟส

วันนี้แวะมาโอเคค่ะ

..

เชิญนะค่ะ

แม่แคทมาแล้ว

เรียน ครบปี
เลย จึงมาอวดหน่อย

ตอน

* ชม วีดีโอมวยจีน ยี่สิบสี่ท่าปักกิ่งฟอร์ม ( Cat@ )

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ยากันยุง วันที่ : 05/02/2010 เวลา : 10.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/newgeneration
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิตสาธารณะ


ขอบคุณบทความมีดีๆประโยชน์ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 17 (0)
NN1234 วันที่ : 03/02/2010 เวลา : 12.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

เงินท่วมประเทศ หากใช้ไม่เป็นและทุจริต เงินก็กลายเป็นเศษกระดาษ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 03/02/2010 เวลา : 12.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

อยากให้จัดการเรื่องตลาดหุ้น ตลาดเงิน ให้เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศค่ะ
เห็นวิกฤตการเงินในแต่ล่ะครั้งมา 2 ครั้งในชีวิตแล้ว ไม่อยากจะเห็นอีก
ดูเหมือนโลกจะหมุนไวขึ้น การเก็งกำไรในตลาดเงินกระดาษ หมุนเร็วไปกว่า ตลาดค้าขายจริงๆมาก ตลาดไม่สมดุลแบบนี้ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติแน่ และจะสะสมปัญหา รอวันระเบิด

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 03/02/2010 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

อีกนิด..นอกจากเราต้องรู้เท่าทันเงินที่ท่วมประเทศไทยเเล้ว-เราต้องหาทางสร้างประโยชน์หรือเอาประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ไห้ได้.
-วิธีการนั้นทางธนาคารชาติหรือกระทรวงการคลังต้องคิดหากับธนาคารหรือสถาบันการเงิน. ไหนๆก็มีความก้าวหน้าเเล้วก็ต้องใช้ไห้เป็นประโยชน์ไม่ใช่เเค่ถูกใช้โดยเงินต่างประเทศ. ผมว่าน่ะนะครับ.

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 03/02/2010 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

เข้ามาอ่านครับ-นำเสนอได้ดีจัง..มีหลักการเเละข้อมูลประกอบดี..ใล่ตามช่วงเวลาชัดเจนยังกับได้อ่านประวัติศาสตร์การเงินไทยเลยครับ-เยี่ยม.
เเล้วเขียนอีกนะครับจะเข้ามาคอยอ่าน.
ขอบคุณครับที่เเบ่งปันความรู้.

เเวะไปเยี่ยมบ้างนะครับ-เขียนไม่บ่อยครับกำลังพยายามอยู่
http://www.oknation.net/blog/ponder

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
sukhum!!!! วันที่ : 03/02/2010 เวลา : 10.27 น.

การลดค่าเงินเวียดนาม จะมีผลกระทบอย่างไรต่อเวียดนาม และประเทศอื่นๆ

ทำไมเวียดนามถึงต้องลดค่าเงินลงเยอะขนาดนั้น เป็นการแก้ไขที่ถูกรึเปล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ลุงวอ วันที่ : 03/02/2010 เวลา : 09.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
BATTY วันที่ : 03/02/2010 เวลา : 01.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/DIVING

คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนกินเยอะเท่าไรก็ไม่อ้วน แต่ฉันเองกินก็น้อยสุดๆ แป้งก้อไม่กิน ไขมันก้อเขี่ยออก ทำไมฉันจึงบวมเอาๆ ยิ่งไปกว่านั้น อดอาหารก้อแล้ว ออกกำลังกายก้อแล้ว ทำมั้ย ทำไม จึงอืดสุดๆ ตอนนี้เราจะมาเล่าให้ฟังถึงกลไกของร่างกายเราทำไมจึงอ้วนเอาๆและหากอยากจะผอมจะต้องทำอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
วัฒนวิช วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bwat

เงินตรา เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ช่วยเกิดความคล่องตัวในระบบเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน เงินมีความซับซ้อน ตลาดหุ้น และตลาดอนุพันธ์ ทำให้ปริมาณเงินในประเทศหนึ่งๆ เพิ่มขึ้น ลดลงอย่างรวดเร็ว กระทบอัตราแลกเปลี่ยน

เป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไร ครั้นจะปิดตลาดหุ้น ตลาดตราสารฯก็อาจกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินของประเทศได้เช่นกัน
ซับซ้อนเหลือเกิน

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indexthai วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

http://twitpic.com/x6czs
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลFinance Minister of the Year 2010 - Global and Asia-Pacific แต่ผมก็ยังไม่ได้รู้สึกพอใจกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย & ในปัจจุบันยังมีงานที่ยังต้องทำอีกมากเพื่อสร้างงานให้กับคนไทยครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
indexthai วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เมื่อก่อนเคยเชื่อว่า ทุนสำรองฯ แสดงถึงความมั่งคั่งของประเทศ
ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว
ทุกวันนี้เรามีหนี้สาธารณะ 3.5 ล้านล้านบาท

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
indexthai วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 17.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เงินท่วมไทย แต่ไม่ใช่เงินของคนไทย
เป็นเงินของ World Fund ที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุนไทย
มาโกยเงินไปจากประเทศไทย
เขาเคยโกยไป 2 ครั้งแล้ว ..ทำให้ไทยเข้า IMF มา 2 ครั้ง

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 17.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


จริงหรือครับ..
ทำไมจ่าแค่จะส่งไปให้ยายเฒ่าบ้านแม่แตง
ยังไม่พอเลย.
ห้าร้อยบาทเอง..

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
lim วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 15.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meema

เงินท่วมเมืองไทยจริงหรือ ? ถ้าอย่างนั้นต้องจับตาดูต่อไปเสียแล้ว .....ว่าต้มยำกุ้งจะกลับมาเดือดอีกอะเปล่า...?

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
indexthai วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เงินท่วมเมืองไทยจริงเหรอ?

คนทั่วไปเร้าใจแต่เรื่องการเมือง เรื่องเหล่านี้ยากที่จะเข้าใจ กระทั่งเกิดวิกฤติ ประเทศไทยเกิดวิกฤติกระทั่งเข้าโครงการ IMF มาแล้วถึง 2 ครั้ง ก็ยังไม่ทราบและไม่เข้าใจอยู่ดี

กระทั่งสินทรัพย์ของคนไทยตกเป็นของต่างชาติแทบหมด

ธนาคารกสิกร.. เหลือส่วนผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทย 3%

ธนาคารกกรุงเทพ.. เหลือส่วนผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทย 11%

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
feng_shui วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ตราสารอนุพันธ์ และเงินทุนไหลเข้า ทำให้ตลาดเงินผิดปกติ

เดินสายกลาง ดีที่ซู๊ด


เงินท่วมตรงไหน....
แล้ว
ไปท่วมแถวไหน

ยังไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย จะได้เตรียมกู้เงิน นอก


อิอิ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
indexthai วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 15.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ข่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย

ฉบับที่ 6/2553

เรื่อง การผ่อนคลายระเบียบการลงทุนในต่างประเทศ การทำธุรกรรมอนุพันธ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง และการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน
ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)แถลงว่า ตามที่ ธปท. ได้ผ่อนคลายระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 ให้บุคคลและนิติบุคคลไทยลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย โดยล่าสุดในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาได้ผ่อนคลายให้ผู้นำเข้าส่งออกบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวมากขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นสมควรผ่อนคลายระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพิ่มเติมในเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ การทำธุรกรรมอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน สรุปสาระสำคัญดังนี้

1. การลงทุนในต่างประเทศ ขยายวงเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศโดยให้นิติบุคคลสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน และขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ ในต่างประเทศจากที่เคยอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จัดสรร 30,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้าย และช่วยเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้ภาคธุรกิจและบุคคลธรรมดา รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจไทย

2. การทำธุรกรรมอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง ผ่อนผันให้ผู้นำเข้าส่งออกสามารถยกเลิกธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทำขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าสินค้าและบริการได้ทุกกรณี
การผ่อนคลายดังกล่าวเพื่อให้ผู้นำเข้าส่งออกมีความคล่องตัวในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดเงินตราต่างประเทศให้สามารถสะท้อนปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศมากขึ้น

3. การประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ผ่อนคลายคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้งศูนย์บริหารเงินและหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงินเพื่อบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศให้แก่บริษัทในเครือ เช่น อนุญาตให้ใช้นิติบุคคลเดิมประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงินได้ โดยไม่จำเป็น ต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ อนุญาตให้ศูนย์บริหารเงินสามารถโอนเงินตราต่างประเทศกับบริษัทในเครือ ในประเทศไทย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุน

-2-

ให้บริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในไทยย้ายการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศเข้ามาอยู่ใน ประเทศไทย และสนับสนุนให้ใช้ประเทศไทยเป็น Regional Operating Headquarter ตามนโยบายภาครัฐ นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีการพัฒนาบุคคลากรด้านการบริหารเงินด้วย
4. การผ่อนคลายระเบียบอื่นๆ ขยายวงเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศจาก 5 ล้านดอลลาร์ สรอ. เป็น 10 ล้านดอลลาร์ สรอ. และอนุญาตให้บริษัทในไทยให้กู้แก่บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือได้ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ สรอ. จากเดิมที่ต้องขออนุญาตเป็น รายกรณี รวมทั้งขยายวงเงินในการนำเงินบาทแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศเพื่อฝากเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศด้วย

ทั้งนี้ การอนุญาตให้ยกเลิกธุรกรรมอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกรณี ค่าสินค้าและบริการ และการขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่อนุมัติให้ กลต.จัดสรร ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 สำหรับมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ ตามที่กล่าวข้างต้น กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้เห็นชอบในหลักการร่วมกันแล้ว โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาออกประกาศกระทรวงการคลัง และคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553
ผู้สนใจสามารถเรียกดูหนังสือเวียนที่เกี่ยวกับการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การทำธุรกรรมอนุพันธ์ได้จาก Website ของ ธปท. ที่ www.bot.or.th และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 0-2356-7799

ธนาคารแห่งประเทศไทย
1 กุมภาพันธ์ 2553

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 02/02/2010 เวลา : 14.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เงินท่วมเมืองไทยจริงเหรอ?

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน