*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531265
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 4449 , 17:20:41 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ของสหรัฐอเมริกาปี 2000 ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย และไหลออกนอกประเทศ เข้าไปซื้อเงินและหุ้นของประเทศต่างๆ ทำให้สภาพคล่องและตลาดหุ้นของประเทศต่างๆสูงขึ้น แต่การที่เงินไหลเข้าประเทศใดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ รูปแบบการบริหารและการจัดการของตลาดเงินและตลาดทุนของแต่ละประเทศด้วย

การผูกค่าเงินไว้ตายตัวเงินหยวนของจีน และเงินริงกิตของมาเลยเซีย ทำให้เงินทั้ง 2 สกุลนี้อ่อนผิดจริง จึงมีการเข้ามาเก็บเงินของทั้ง 2 สกุลนี้อย่างรุนแรง กระทั่งไม่สามารถยืนค่าเงินในระดับเดิมไว้ได้ ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นทะลุเพดานเดิมขึ้นมาในกลางปี 2005

ประเทศไทยแม้ไม่ได้ผูกค่าเงินไว้ตายตัวแล้ว แต่การเปิดตลาดอนุพันธ์ในตลาดทุน ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้สภาพคล่องท่วมประเทศไทยอย่างแรง ทำให้ประเทศไทยต้องหาทางแก้ไขปัญหาสภาพคล่องท่วมประเทศอย่างเคร่งเครียด

คือ..

(1) วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ทางการได้ออกมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30 เปอร์เซ็นต์ มีผลให้ SET ตกวันเดียว 108 จุด มูลค่าตลาดหุ้นเสียหาย 8.1 แสนล้านบาท ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในเย็นวันเดียวกัน โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศ "ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์”  

SET Index วันที่ 19-20 ธันวาคม 2549 วันที่ 19 ธันวาคม 2549 SET Index ตก 108.4 จุด มูลค่าตลาด(Market Cap.)ตก 858,000 ล้านบาท

จากประกาศของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง วันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นพุ่งขึ้นมา 75 จุด จากต่ำสุดวันก่อนหน้า

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีเงินทุนไหลเข้าแรง ทำไมเงินจึงไหลเข้าประเทศไทยรุนแรง กระทั่งต้องออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า วันที่ออกมาตรการวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ตลาดหุ้นตอบสนองในทางลบรุนแรง กระทั่งต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าว

จากประโยค  "ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์” แสดงว่า แท้ที่จริงแล้ว เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุนเป็นสำคัญ ประโยคดังกล่าว เข้าทางบอลกลุ่ม World Fund ที่เป็นเจ้าของการเคลื่อนย้ายทุนของโลก เป็นจุดประสงค์ของ World Fund ที่นำเงินเข้ามาเก็งกำไรและปั่นตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการนำเงินเข้ามาลงทุนทางตรงแต่อย่างใด

เหตุการณ์ได้เสีย วันที่ 19-20 ธันวาคม 2549

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า และตลาดอนุพันธ์ สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ราคาตกมากเท่าใดกำไรมากเท่านั้น และราคาขึ้นมากเท่าใดกำไรก็มากเท่านั้นเช่นกัน นักลงทุนไทยและประเทศไทยที่รู้ไม่เท่าทันเสียหายยับ แต่ World Fund กำไรท่วมจากตลาดอนุพันธ์ TFEX 

ยกตัวอย่าง ตลาดอนุพันธ์ SET50 TFEX "หาก Short หรือ Long ได้ถูกทิศทาง" จะมีกำไร 1 จุดละ 1,000 บาทต่อสัญญา วันที่ 19 ธันวาคม 2549 TFEX Index ตก 103 จุด ก็กำไร 103,000 บาท ต่อสัญญา วันที่ 20 ธันวาคม 2549 TFEX Index บวก 75 จุด ก็กำไร 75,000 บาท ต่อ สัญญา รวม 2 วัน กำไร 178,000 บาท ของเงินประกัน 50,000 ต่อสัญญา นั่นคือ 2 วันนี้ทำเงินได้ 3.56 เท่าของเงินประกัน หรือกำไร 256 เปอร์เซนต์ของเงินประกัน หาธุรกรรมใดในโลกนี้ ที่ทำประโยชน์ได้มโหระทึก ด้วยระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ได้ นอกจากตลาดอนุพันธ์

SET50 TFEX "หาก Short หรือ Long ไม่ถูกทิศทาง ก็จะขาดทุนย่อยยับ"

การเปิดตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าและตลาดอนุพันธ์

1) ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ(BHMR) ข้าวขาว 5%(BWR5) ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (SRR3) มันสำปะหลังเส้น(TC)

วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เปิดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (รัฐบาลทักษิณ)

2) ปัจจุบัน บมจ. ตลาดอนุพันธ์ ได้เปิดซื้อขายอนุพันธ์ทั้งสิ้น 4 ประเภทด้วยกัน

วันที่ 28 เมษายน 2549 เปิดซื้อขาย SET50 Index Futures (รัฐบาลทักษิณ)
วันที่ 29 ตุลาคม 2550 เปิดซื้อขาย SET50 Index Options (รัฐบาลสุรยุทธ์)
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 เปิดซื้อขาย Single Stock Futures (รัฐบาลสมัคร-สมชาย)
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เปิดซื้อขาย Gold Futures (รัฐบาลอภิสิทธิ์)

ในลำดับถัดไป บมจ.ตลาดอนุพันธ์ฯ จะเปิดซื้อขายฟิวเจอร์สที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยหรือพันธบัตรรัฐบาล (Interest rate Futures)
ที่มา : http://www.tfex.co.th/th/products/products.html

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าและตลาดอนุพันธ์ เป็นที่มาหลักของเงินไหลเข้าท่วมประเทศ
 

ความสัมพันธ์ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ กับการเปิดตลาดอนุพันธ์

ประเทศไทยเคยมีทุนสำรองฯสูงสุดถึง 38,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อก่อนมีวิกฤติเศรษฐกิจระหว่างปี 2535 -2538 หรือเมื่อ 15-18 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้ประเทศไทยมีทุนสำรองฯ สูงถึง 154,890 ล้านเหรียญสหรัฐ (5 มีนาคม 2553) สูงถึง 4 เท่าของที่เคยสูงสุด การเปิดตลาดอนุพันธ์ คือต้นเหตุหลักของเงินทุนไหลเข้า

ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ (ล้านเหรียญสหรัฐ)
 

ที่มา : CIA - The World Fact Book

ยืนยัน การเปิดตลาดอนุพันธ์ ทำให้ทุนสำรองฯของประเทศไทยช่วง 4 ปี (2006-2009) เพิ่มเป็นอัตราที่สูงกว่าประเทศใด สูงกว่าประเทศจีนเสียอีก ดังรายละเอียดที่นำเสนอนี้  

1) ปี 2008 ทุนสำรองของมาเลย์เซียสูงกว่าไทย ปี 2009 ทุนสำรองของไทยกลับสูงกว่ามาเลย์เซีย ปี 2009 ทุนสำรองมาเลย์เซียลด 6 เปอร์เซ็นต์ ทุนสำรองของไทยเพิ่ม 28 เปอร์เซ็นต์

2) ปี 2009 ทุนสำรองของประเทศไทยเพิ่ม 28 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปีก่อนหน้า เพิ่มเป็นอัตราส่วนที่สูงมากที่สุดในบรรดา 6 ประเทศที่นำเสนอ

3) ปี 2006 – 2009 (2549-2552) ทุนสำรองจีนเพิ่ม 113% ทุนสำรองไทยเพิ่ม 118% ช่วง 4 ปี ทุนสำรองประเทศไทยเพิ่มเป็นอัตราส่วนสูงกว่าประเทศจีน

ปี 2004 (2547) ตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

ปี 2006 (2549) ตั้งตลาดอนุพันธ์

เป็นต้นเหตุหลักของเงินไหลเข้าประเทศไทย

ทุนสำรองฯ ที่สูงขึ้น ไม่ได้แสดงว่าประเทศไทยมั่งคั่งขึ้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังแสดงการกู้เงินถึง 8 แสนล้านบาท การกู้เงินที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเงินท่วมประเทศ โดยคิดว่าจะช่วยลดภาวะเงินท่วมประเทศได้

(2) วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการ 4 ข้อ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องล้นระบบ

ธปท.เคยอนุมัติกลต.ให้ให้มีการลงทุนต่างประเทศโดยตรง 30,000 ล้านดอลลาร์สรอ. เอกชนที่นำเงินไปลงทุนต่างประเทศ เจอสภาวะการพังทลายของตลาดทุนโลกในปี 2551 ทำให้โลกขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ มูลค่าธุรกรรมตกลงทั้งโลก ทำให้คนนำเงินไปลงทุนขาดทุนย่อยยับ ยกตัวอย่างเช่นการไปลงทุนกับ ตราสาร CDO (Collateralized debt obligation) กับสถาบันการเงินที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสถาบันการเงินของอเมริกาล้มลง (ล้มทั้งระบบ) เงินที่นำไปลงทุน ก็สูญ

ธปท.เพิ่มให้อีก 20,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. รวมเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. คนไทยน้อยรายที่จะขนเงินไปลงทุนต่างประเทศได้ คนที่มีเงินถุงเงินถังจริงจัง ก็คือ World Fund นั่นเอง ยังหรอก ยังไม่ถึงเวลาที่ World Fund ขนเงินออกจากประเทศไทย หากวันนั้นมาถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ สรอ.ก็ไม่พอ ด้วยมาตราการเช่นนี้  World Fund ต้องขอบคุณธปท.ไว้ในใจล่วงหน้า

สภาพคล่องที่ท่วมประเทศ หรือที่ผู้เขียนใช้คำว่า "เงินท่วมประเทศ" เกิดจากการเปิด “ตลาดเกษตรล่วงหน้า” และ "ตลาดอนุพันธ์" การนำเสนอต่อไปนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอ สินค้าในตลาดอนุพันธ์ ที่มีความนิยมมาก เป็นตัวอย่าง

คำว่าตลาดอนุพันธ์ หรือตลาดล่วงหน้า มีความหมายอันเดียวกัน

ตลาดอนุพันธ์ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ Arbitrage คือการหาประโยชน์จากส่วนต่างของราคาสินค้า 2 ตลาด และ Hedging คือการซื้อ-ขายสินค้าล่วงหน้า

"ตลาดอนุพันธ์" ถูกสร้างขึ้นโดยความไม่รู้ของนักการเงิน โดยเชื่อว่าเป็น "Financial Engineering" ที่ล้ำยุคแบบหนึ่ง

อธิบายข้อดีของตลาดอนุพันธ์ว่า "เป็นตลาดประกันความเสี่ยง" ก็คือตลาดที่ไม่มีความเสี่ยงนั่นเอง ที่เป็นผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยอย่างท่วมท้น

ตลาดประกันความเสี่ยง หรือไม่มีความเสี่ยง จะเป็นประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ในกลไกตลาดอย่างลึกซึ้งเท่านั้น โดยเฉพาะ World Fund ที่ซึ่งได้กลายเป็นผู้ควบคุมกลไกของเศรษฐกิจโลกอย่างเบ็ดเสร็จ จะได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนคนท้องถิ่น และ Hedge Fund บางกลุ่ม จะขาดทุน จากขาดทุนแบบธรรมดา ถึงขาดทุนย่อยยับ ดังเช่นการล้มละลายของธนาคารแบริ่งของอังกฤษ โดยนายนิค ลีสัน เทรดเดอร์ชื่อดัง เป็นผลมาจากการเก็งกำไรที่ผิดทิศทางในตลาดล่วงหน้านั่นเอง

นักเก็งกำไรท้องถิ่นอาจจะมีบ้างที่ได้ประโยชน์สูง แต่เป็นส่วนน้อย

ตลาดอนุพันธ์ จะดีเฉพาะผู้เล่น (Players) ที่ชาญฉลาด ทำให้เข้ามาโกยเงินไปจากประเทศต่างๆ หรือภูมิภาคต่างๆ ส่วนประเทศท้องถิ่น (ระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่น) จะย่อยยับจาก อภิมหาเงินทุน ที่เคลื่อนย้ายเข้า-ออกประเทศ

แม้สงครามนี้เพิ่งเริ่มต้นในปี 2549 ก็พบแล้วว่ามันทำความย่อยยับให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เห็นได้จากมาตรการวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ส่วนมาตรการวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 คงต้องจับตาดูต่อไป ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

อบายมุข

ตลาดอนุพันธ์ เป็นการซื้อขายกระดาษ เป็นสินค้าที่ไม่มีตัวตน จึงเรียกได้ว่าเป็นตลาดอบายมุข

น่าเชื่อว่าศาสนาและวัฒนธรรมของตะวันตกจะไม่รู้จักคำว่า "อบายมุข" แต่ศาสนาและวัฒนธรรมตะวันออกรู้จักคำว่า "อบายมุข" ลึกซึ่ง

เพื่อง่ายแก่ความเข้าใจถึงตลาดอนุพันธ์ ให้คิดถึงสลากกินแบ่งรัฐบาล "ที่ตัวสินค้าเกิดจากการหมุนกงล้อให้เกิด ตัวเลข" ขึ้นมา โดยกำหนดว่า การหมุนกงล้อรอบใดเป็นรางวัลอะไร

แต่สินค้าในตลาดอนุพันธ์ ไม่ต้องใช้วิธีหมุนกงล้อ "ใช้วิธีอ้างอิง" ตัวเลขดัชนีตลาดหุ้น ตัวเลขราคาหุ้น ตัวเลขราคาทองคำ ตัวเลขราคาน้ำมัน และตัวเลขราคาสินค้าเกษตร แล้วนำตัวเลขดังกล่าวมาทำการซื้อขาย

มีการอ้างอิงกับราคาสินค้าเกษตรด้วย โดยแท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวกับเกษตรกร เกษตรกรตัวจริงจะไม่มีเวลามาติดตามและซื้อ-ขาย "ตัวเลขราคาสินค้าเกษตรได้”

แต่หากใครมีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ กับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า จะสามารถทำกำไรจากตลาดเกษตรล่วงหน้าได้ ก็จะไม่ไปทำนาทำสวนให้ลำบาก หนักแรง สู้ดำนาและทำสวนบนเครื่องคอมพิวเตอร์กับตลาดเกษตรล่วงหน้าไม่ได้ กำไรแน่นอน ไม่มีความเสี่ยง (ประกันความเสี่ยง)

อุปมาอุปมัย ระหว่างคนดำนากับคนขายหวย หากคนดำนาตาย คนขายหวยจะตายด้วย เพราะไม่มีข้าวกิน แต่หากคนขายหวยตาย ชาวนาจะไม่ตาย เนื่องจากยังมีข้าวกิน อาชีพของชาวนาก่อให้เกิดผลผลิตต่อระบบ อาชีพขายหวย (ขายล๊อตเตอรี่) ไม่เกิดผลผลิตต่อระบบ เป็นอาชีพที่เอารัดเอาเปรียบชาวนา

ธุรกรรมสลากกินแบ่งรัฐบาล และ ธุรกรรมของตลาดอนุพันธ์ จึงไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด เป็นธุรกรรมที่ค้าตัวเลขแบบเดียวกัน เป็นมิจฉาอาชีวะ เป็นอบายมุข ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตต่อระบบ (Non productivity) เป็นธุรกรรมที่เอารัดเอาเปรียบระบบ เบียดเบียนระบบ เอารัดเอาเปรียบสังคม

โอกาสที่จะถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล (Probability) น้อยมาก ส่วนธุรกรรมของตลาดอนุพันธ์มีโอกาสได้กำไร (ถูกรางวัล) ทุกวัน ขึ้นก็กำไร-ตกก็กำไร บางวันกำไรหลายรอบ ได้เงินดีกว่าการถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 หลายเท่า

หากเปรียบเทียบกับเชื้อโรค สลากกินแบ่งรัฐบาลเทียบได้เท่ากับโรคผิวหนัง เช่นโรคหิด (โรคเฉพาะที่) แต่ตลาดตราสารอนุพันธ์เทียบได้กับโรคเอดส์ (โรคของระบบ)

โรคหิด หรือโรคเฉพาะที่ มีโอกาสรักษาหายได้ แต่แปลก โรคสลากกินแบ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ นอกจากจะรักษาไม่หายแล้วยังทำให้เกิดโรคข้างเคียงเพิ่มขึ้น เช่นโรคหวยใต้ดิน โรคหวยบนดินและโรคหวยออนไลน์

ส่วนโรคตลาดอนุพันธ์ที่เป็นโรคของระบบ ยิ่งยากมากขึ้นไปอีก มันก็จะทำความเสียหายให้ระบบตลอดเวลา

ธปท.ดูเหมือนจะเน้นแต่ด้าน Real Trade คือคิดถึงแต่ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ การผลิต การพาณิชย์ การขนส่ง การนำเข้า การส่งออก การท่องเที่ยว

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ Real Trade การไหลเข้าออกของเงินทุน เกิดจากการเข้ามาหาประโยชน์ในธุรกรรมซื้อขายกระดาษในตลาดหุ้น และล่าสุดจากธุรกรรมอบายมุข หรือจากตลาดอนุพันธ์

หรือปัญหามันเกิดจาก Paper Trade แล้วส่งผลกระทบต่อ Real Trade

ประเทศไทย สร้างปัญหาขึ้นมาเอง แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา กลับแก้แต่ปลายเหตุของปัญหา เป็นเช่นนี้มา 35 ปีแล้ว เคยเป็นมาอย่างไรก็อย่างนั้น โดยไม่ทราบ หรือปฏิเสธที่จะทราบว่าต้นเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร แก้แต่ปลายเหตุของปัญหา โดยไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ปัญหาจึงยุติลงไม่ได้ ปัญหาจึงหนักขึ้นเรื่อยๆ สินทรัพย์ของคนไทยตกเป็นของ World Fund เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ยกตัวอย่าง

ธนาคารกสิกรไทยเหลือผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทย 3 เปอร์เซนต์

ธนาคารกรุงเทพเหลือผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทย 11 เปอร์เซนต์

ฯลฯ

การแก้ปัญหาตลอด 35 ปีที่ผ่านมา เป็นการยอมจำนนต่อปัญหามาโดยตลอด  

1) การยอมจำนนต่อปัญหาในอดีต

35 ปีที่ผ่านมา หลังการเปิดตลาดหุ้น ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ “ขนาดหนัก” จนต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟถึง 2 ครั้ง มีต้นเหตุมาจากตลาดทุนทั้ง 2 ครั้ง

1.1) การพังทลายของตลาดหุ้นครั้งแรกเกิดในปี 2521 ประเทศไทยต้องลดเงินบาทถึง 3 ครั้ง จาก 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาเป็น 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงจำนวนมาก ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งแรก

1.2) การพังทลายของตลาดหุ้นที่ 2 เกิดในปี 2537 ครั้งนี้ประเทศไทยต้องลอยค่าเงินบาท เงินบาทตกจาก 26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาเป็น 56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงทั้งประเทศ ที่ดินเกษตรกรทั่วประเทศ 38.5 ล้านไร่ถูกยึด ต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2

หากแก้ปัญหาครั้งแรกถูกทิศทาง ประเทศไทยก็ไม่ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2

กองทุนเพื่อการพัฒนาสถาบันการเงิน ตั้งขึ้นหลังการเกิดวิกฤติครั้งแรก ปรัชญาว่า หากมีสภาพคล่องให้สถาบันการเงินเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหา จะทำให้สถาบันการเงินไม่ล้ม แต่เมื่อเกิดปัญหาจริง กลับไม่สามารถพยุงฐานะการเงินไว้ได้ หลังจากอัดฉีดสภาพคล่องตามความเชื่อเต็มที่ ก็ไม่สามารถรักษาฐานะสถาบันการเงินไว้ได้ สถาบันการเงินล้มลงครั้งแรก 54 แห่ง (ถูกปิดกิจการ) แต่ทุกวันนี้ถูกปิดกิจการไปมากกว่า 70 แห่ง ที่เหลือก็ทยอยตกเป็นของต่างชาติตลอดเวลา นอกจากไม่สามารถพยุงฐานะสถาบันการเงินไว้ได้แล้ว การล้มลงของสถาบันการเงิน ยังก่อหนี้สาธารณะกว่า 1.44 ล้านล้านบาท

การพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537 รวมทั้งให้มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นพังทลายอย่างรุนแรง เป็นที่มาของความเสียหายของค่าเงินบาท ทางการได้เข้าไปปกป้องค่าเงินบาทเต็มกำลัง แต่ก็ไม่สามารถปกป้องค่าเงินบาทไว้ได้อีก พ่ายแพ้อีก ต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุด ยอมจำนน

นั่นคือทางการต้องพ่ายแพ้ถึง 2 ด้าน คือพ่ายแพ้ต่อการพยุงฐานะของสถาบันการเงิน และพ่ายแพ้ต่อการปกป้องค่าเงินบาท  

2) การยอมจำนนต่อปัญหาในปัจจุบัน

2.1) มาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เป็นการแก้ปลายเหตุของปัญหาอีก โดยไม่แก้ที่ต้นเหตุของเงินทุนไหลเข้า ออกมาตรการได้วันเดียว ก็ต้องพ่ายแพ้อีก เงินทุนยังคงไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลที่นำเสนอข้างต้น คือการยอมจำนนนนนั่นเอง 

2.2) มาตรการ 4 ข้อ ตามประการของธนาคารแห่งประเทศไทย มีผลบังคับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 แสดงถึงถึงความพยามต่อสู้กับทุนไหลเข้านั่นเอง แบบไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว "ยอมแล้ว จำนนแล้ว”

มาตรการต่างๆที่ทำมา ตลอด 35 ปี ไม่ใช่การประสบผลสำเร็จในแก้ปัญหา แต่เป็นการยอมจำนนต่อปัญหา โดยไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรมากกว่า ไม่ทราบว่าต้นเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร แล้วก็แก้แต่ปลายเหตุของปัญหา หรือเป็นเพียงการรักษาโรคตามอาการ เป็นการเปิดช่องทางให้ World Fund ทำมาหากินบนตลาดทุนและตลาดเงินของประเทศไทย ตลอด 35 ปี อย่างง่ายสะดวก อย่างไม่มีอะไรจะทัดทาน 

องค์ประกอบทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เสื่อมทรุด ตลอดเวลา


เขียนจากเค้าโครงเรื่อง “35 ปีของการพ่ายแพ้ทางการเงินของประเทศไทย”
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000021256

.................................................................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
http://twitter.com/indexthai



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Maira วันที่ : 30/03/2010 เวลา : 22.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Illusions

มันเป็นอะไรที่น่ากลัวจังค่ะ ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
indexthai วันที่ : 20/03/2010 เวลา : 09.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ข่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย

ฉบับที่ 6/2553

เรื่อง การผ่อนคลายระเบียบการลงทุนในต่างประเทศ การทำธุรกรรมอนุพันธ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง และการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน
ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)แถลงว่า ตามที่ ธปท. ได้ผ่อนคลายระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 ให้บุคคลและนิติบุคคลไทยลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย โดยล่าสุดในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาได้ผ่อนคลายให้ผู้นำเข้าส่งออกบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวมากขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นสมควรผ่อนคลายระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพิ่มเติมในเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ การทำธุรกรรมอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน สรุปสาระสำคัญดังนี้

1. การลงทุนในต่างประเทศ ขยายวงเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศโดยให้นิติบุคคลสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน และขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ ในต่างประเทศจากที่เคยอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จัดสรร 30,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้าย และช่วยเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้ภาคธุรกิจและบุคคลธรรมดา รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจไทย

2. การทำธุรกรรมอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง ผ่อนผันให้ผู้นำเข้าส่งออกสามารถยกเลิกธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทำขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าสินค้าและบริการได้ทุกกรณี
การผ่อนคลายดังกล่าวเพื่อให้ผู้นำเข้าส่งออกมีความคล่องตัวในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดเงินตราต่างประเทศให้สามารถสะท้อนปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศมากขึ้น

3. การประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ผ่อนคลายคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้งศูนย์บริหารเงินและหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงินเพื่อบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศให้แก่บริษัทในเครือ เช่น อนุญาตให้ใช้นิติบุคคลเดิมประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงินได้ โดยไม่จำเป็น ต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ อนุญาตให้ศูนย์บริหารเงินสามารถโอนเงินตราต่างประเทศกับบริษัทในเครือ ในประเทศไทย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุน

-2-

ให้บริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในไทยย้ายการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศเข้ามาอยู่ใน ประเทศไทย และสนับสนุนให้ใช้ประเทศไทยเป็น Regional Operating Headquarter ตามนโยบายภาครัฐ นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีการพัฒนาบุคคลากรด้านการบริหารเงินด้วย
4. การผ่อนคลายระเบียบอื่นๆ ขยายวงเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศจาก 5 ล้านดอลลาร์ สรอ. เป็น 10 ล้านดอลลาร์ สรอ. และอนุญาตให้บริษัทในไทยให้กู้แก่บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือได้ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ สรอ. จากเดิมที่ต้องขออนุญาตเป็น รายกรณี รวมทั้งขยายวงเงินในการนำเงินบาทแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศเพื่อฝากเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศด้วย

ทั้งนี้ การอนุญาตให้ยกเลิกธุรกรรมอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกรณี ค่าสินค้าและบริการ และการขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่อนุมัติให้ กลต.จัดสรร ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 สำหรับมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ ตามที่กล่าวข้างต้น กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้เห็นชอบในหลักการร่วมกันแล้ว โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาออกประกาศกระทรวงการคลัง และคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553
ผู้สนใจสามารถเรียกดูหนังสือเวียนที่เกี่ยวกับการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การทำธุรกรรมอนุพันธ์ได้จาก Website ของ ธปท. ที่ www.bot.or.th และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 0-2356-7799

ธนาคารแห่งประเทศไทย
1 กุมภาพันธ์ 2553

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน