*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531043
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 3618 , 22:45:49 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.

อันตรายจากโลกาภิวัฒน์ เงินท่วมโลก เงินท่วมไทย

.



ระบอบเศรษฐกิจสังคมการเมืองของโลกปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
1) ระบอบบุญนิยม เป็นระบบที่เกิดขึ้นจากสัมมามรรคจากมโนคติขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นระบอบที่ไม่มีการสะสม แรงงานและผลิตผลที่เกิดจากแรงงานมอบไว้กับส่วนกลาง เรียกว่าสาธารณะโภคี จากความเต็มใจในความเชื่อที่จะลดละกิเลส ทำให้ทรัพยากรของระบบไม่ถูกทำลาย ทำให้ทรัพยากรเหลืออยู่คู่ระบบ

2) ระบอบทุนนิยม เป็นระบอบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มีอยู่คู่โลกมาแต่แรก เป็นระบบอบที่ตรงกับจริตมนุษย์ เป็นระบบอที่มีเอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว มักง่าย ไม่รับผิดชอบ และกอบโกย มีการแย่งชิงผลประโยชน์กันทุกรูปแบบ ทำให้ทรัพยากรระบบเสียหาย และเหลือน้อยลง

3) ระบอบกองทุนนิยม คือระบอบทุนนิยม ที่มีตลาดทุนเกิดขึ้นเป็นองค์ประกอบ อาจจะเรียกว่าทุนนิยมสามานย์ คือมีการคิดค้นเครื่องมือที่จะมาเอารัดเอาเปรียบระบบรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดการปั่นราคาสินทรัพย์ที่มูลค่าขนาดใหญ่ของประเทศ ของภูมิภาค และของโลกได้อย่างง่ายดาย ก่อให้เกิดการทำลายทุนนิยมเดิมรุนแรง อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ทรัพยากรของระบบเสียหาย และเหลือน้อยลงไปอีก ระบบเต็มไปด้วยความเดือดร้อนและเต็มไปด้วยทุกข์เข็ญลำเค็ญ

หมายเหตุ ระบบอบคอมมูนิสต์ คือพุทธนิยมที่เบี่ยงเบน เกิดจากการบังคับให้มีความเสมอภาคของการมีการใช้ทรัพย์สิน เสมอภาคทางเศรษฐกิจ

คำว่ามั่งคั่ง-มั่นคง พิจารณาว่า ให้อะไรมั่งคั่ง-มั่นคง

ตัวระบบ มั่งคั่ง-มั่นคง เสมอภาค ภราดรภาพ เช่นระบอบบุญนิยม

ปัจเจก มั่งคั่ง-มั่นคง ตัวระบบจะอ่อนแอ เช่นระบอบทุนนิยม และระบอบทุนนิยมสามานย์

บุญนิยมคือตัวระบบจะมั่งคั่งมั่นคง ทุนนิยมคือนายทุนมั่งคั่งมั่นคง ทุนนิยมสามานย์คือตัวทำลายทุนนิยม ทำลายระบบ แต่ไม่สามารถทำลายบุญนิยมได้  

ระบอบบุญนิยมทำให้ระบบมั่งคั่งมั่นคง แต่ละปัจเจกมีความเสมอภาคกันทางการมีการใช้ทรัพย์สิน เป็นอยู่ได้ทุกสถานะการณ์ ไม่ว่าทุนนิยมปกติหรือทุนนิยมจะเป็นอย่างไร จะเดือดร้อน จะล้มหายตายจากกันขนาดไหน บุญนิยมก็อยู่ได้ทุกสถานะการณ์ จะไม่เห็นภาพวัตถุนิยมและบริโภคนิยม แต่จะเห็นภาพของความกลมกลืนไปกับธรรมชาติ 

ระบอบทุนนิยมคือปัจเจกมั่งคั่ง-มั่นคง หรือนายทุนมั่งคั่ง-มั่นคง ในตัวระบบมีความแตกต่างทางความมั่งคั่ง-มั่นคงมาก คือรอยล้นฟ้า และจนติดดิน

ระบบทุนนิยมสามานย์ ความมั่งคั่งจะเป็นของกองทุน หรือผู้ที่มีความอาชีพทางการซื้อขายหุ้นที่ชาญฉลาด (ยกตัวอย่างเช่น บับเฟต โซรอส ทักษิณ) มั่งคั่งแบบเหลือเชื่อ แต่จะเป็นตัวที่ทำลายระบบรุนแรง ทำให้ระบบเกิดมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก

ตลาดหุ้นหรือตลาดทุนเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 100 ปี มีตัวอย่างมากมายจากหลายประเทศ ว่าการพังทลายของตลาดหุ้น จะตามมาด้วยความเสียหายรุนแรง

การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้สภาพคล่องเสียหาย มูลค่าสินทรัพย์เสื่อมค่า หลักประกันเสื่อมค่า ตลาดเงินเสียหาย ค่าเงินเสียหาย ภาคการผลิตจริงเสียหาย ทำให้ความเชื่อมั่นเสียหาย เกิดหนี้เสียมหาศาลตามมา



การพังทลายของตลาด Nasdaq ในปี 2000-2003 รุนแรงถึง 78 เปอร์เซนต์ ก็ทำให้เกิดกลไกความเสียหายดังที่กล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหายตามมา เมื่อเทียบกับเงิน Euro Yen และ Baht แสดงให้เห็นว่ามีการทิ้งเงินเหรียญสหรัฐ แล้วไปถือครองเงินสกุลอื่น และสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินอื่น

ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการสวมรอยปั่นหุ้น ปี 1999 มีการเปลี่ยนแปลงตัวประกอบในการคำนวณดัชนีหุ้น Nasdaq โดยเพิ่มหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงเข้าไป ทำให้ดัชนีมีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูงขึ้น ดัชนีอ่อนแอลง ได้โอกาส World Fund ปั่นขึ้นแรง และทุบลงแรงในปี 2000

ไม่มีตลาดหุ้นใดที่ไม่ถูกปั่น ไม่ว่าตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว หรือตลาดหุ้นเกิดใหม่ หลังจากปั่นตลาดหุ้นอเมริกา ก็มาปั่นตลาดหุ้นโลก กลับไปกลับมา ทุนของโลกก็ย้ายไปย้ายมา


ดูภาพขยายใหญ่ http://tweetphoto.com/28193258

เงินไหลออกจากอเมริกา ออกมาท่วมโลก ตลาดหุ้นทั้งโลกสูงขึ้น 

ทฤษฎี บอกว่า ตลาดหุ้นคือแหล่งระดมทุน เพื่อการพัฒนาระบบ เป็นเรื่องที่ฟังได้

แต่นั่นคือการพิจารณาทางพื้นฐาน

แต่แท้ที่จริงมีเรืื่องจิตวิทยา มีการปั่น ให้ดีให้ร้ายอย่างเหลือเชื่อ เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด

ข้อเท็จจริงคือ..

1) ตลาดหุ้นก่อให้เกิดปั่นราคาได้ง่าย และเป็นการปั่นสินค้าที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

2) ตลาดหุ้นขึ้น ทำให้เศรษฐกิจดี ไม่ใช่เศรษฐกิจดี ทำให้หุ้นขึ้น

3) ตลาดหุ้นตก ทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้หุ้นตก

มีรายงานว่าการซื้อ Gold Future (Paper trade) แต่ละปี มีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่าการซื้อขายทองจริง 8-9 เท่า(Real trade)

G88 Index คือดัชนีค่าเฉลี่ย ของดัชนีตลาดหุ้น 88 ประเทศ แสดงให้เห็นว่าได้พุ่งสูงขึ้น เมื่อเงินไหลเข้ามาท่วมโลก สังเกตว่าตลาดหุ้นโลกเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2001 และขึ้นไปสูงสุดในช่วงปลายปี 2007 ก่อนที่จะพังทลายลงอย่างรุนแรงตลอดปี 2008 ก่อนจะมีการฟื้นตัวมาบ้างในต้นปี 2009

สิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจอเมริกาและระบบเศรษฐกิจโลก อยู่ภายใต้การควบคุมดุแลของ World Fund ทั้งหมด ปี 2000 คือปีเริ่มต้นการพังและการเสื่อมสลายของเศรษฐกิจทั้งโลก


ที่มา: the-world-factbook

ทุนสำรองรวมโลก เมื่อก่อนไม่มีตลาดหุ้น ทุนสำรองฯ มีความสัมพันธ์กับความมั่งคั่ง-และความยากจนของระบบ แต่หลังจากการเกิดของตลาดหุ้น เกิดระบอบทุนนิยมสามานย์ ที่ดูดความมั่งคั่งไปจากระบบ กองทุนมั่งคั่งขึ้นแต่ระบบจนลง ดังนั้นทุนสำรองฯของประเทศต่างๆ หรือของโลก ส่วนใหญ่จะเป็นเงินของกองทุน หรือเป็นที่ฝาก หรือที่พักเงิน ของกองทุนโลก ที่เขาพร้อมจะนำเข้ามาหรือเคลื่อนย้ายออกเมื่อใดก็ได้ ปี 2008-2009 พบว่า ในหลายประเทศทุนสำรองลดลง และในหลายประเทศทุนสำรองเพิ่มขึ้น กราฟที่นำเสนอ คือผลรวมของทุนสำรองประเทศต่างๆทั่วโลก

ปี 2007 พบว่าทุนสำรองเพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซนต์ เงินท่วมโลก G88 Index เพิ่มสูงสุดถึงปลายปี 2007

ปี 2008 ที่พบว่าตลาดหุ้นโลกพังทลายลงแรง ก็ไม่พบว่าทุนสำรองของโลกลดลงแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพวก World Fund มีความรู้ มีความเข้าใจ มีประสบการณ์กับการซื้อขายหุ้นสูง สามารถขายทำกำไรที่ราคาสูง และอีกอย่างหนึ่ง ตลาดชั้นนำมีการเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ ตลาดขึ้นก็สามารถทำกำไร ตลาดตกก็สามารถทำกำไรได้ จึงไม่พบว่าทุนสำรองปี 2008 ลดลง

เครื่องหมายที่แสดงว่า เงินท่วมโลก ได้แก่อัตราดอกเบี้ยของโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับต่ำ


ที่มา: the-world-factbook

เปรียบเทียบทุนสำรองของประเทศจีนและประเทศไทยระหว่างปี 2006 - 2009 พบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองของประเทศจีนและไทย เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน ประเทศจีนเพิ่มขึ้น 132 เปอร์เซนต์ ประเทศไทยเพิ่มขึ้น 134 เปอร์เซนต์ ถือว่าเพิ่มขึ้นแรง 


ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

ทุนสำรองของประเทศไทย ก่อนลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองการเงินของประเทศไทยอยู่ที่ระดับประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ประเทศไทยเริ่มเปิดตราสารอนุพันธ์ในปี 2004  1) ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า 2) SET50 Index Futures 3) SET50 Index Options 4) Single Stock Futures และ 5) Gold Futures ใช้เงินประกันประมาณ 5-20 เปอร์เซนต์ สามารถซื้อสินค้าได้ 100 เปอร์เซนต์ เมื่อคาดว่าตลาดจะเป็นขาขึ้น ก็ซื้อก่อนและขายคืนที่ราคาต่ำลง ก็ทำให้มีกำไร เมื่อคาดว่าตลาดจะเป็นขาลง ก็ขายก่อนและซื้อคืนที่ราคาต่ำลง ก็ทำให้มีกำไร กองทุนโลก เป็นผู้ควบคุมตลาดเงินตลาดทุนโลก รู้และสามารถกำหนดการขึ้นลงของราคาได้ สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง มีส่วนทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยอย่างมีสำคัญ ทำให้เงินทุนไหลเข้าไทยเป็นอัตราส่วนที่สูงกว่าจีน ก่อนหน้านั้นทุนสำรองของมาเลย์เซียสูงกว่าไทย ปี 2009 ทุนสำรองของไทยสูงกว่ามาเลย์เซีย

ประเทศไทยอยู่ในสภาพเงินท่วมประเทศไทย เงินท่วมไทยมากที่สุดในโลก 

เหตุการณ์ที่แสดงว่าเงินท่วมประเทศไทย ได้แก่

1) การออกมาตราการกันสำรอง 30 เปอร์เซนต์เงินทุนไหลเข้า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ส่งผลให้หุ้นวันเดียวกว่า 100 จุด มูลค่าตลาดหุ้นเสียหายกว่า 8 แสนล้านบาท เย็นวันเดียวกัน โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องออกประกาศ "ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์” เป็นการเข้าทางกองทุนโลก โดยข้อเท็จเงินทุนไหลเข้า ก็เข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นนั่นเอง

2) วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ออกอีก 4 มาตรการ เพื่อช่วยลดเงินทุนไหลเข้าอีก

3) ช่วงกว้างของดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้นเงินกู้สูงมาก

ฝนแล้ง หรือ น้ำท่วม ทำความเสียหายแก่พื้นที่อย่างไร เงินแล้ง หรือ เงินท่วม ก็ทำให้ความเสียแก่ระบบแบบเดียวกัน แต่ความเสียหายกว้างขวางและร้ายแรงกว่าฝนแล้ง หรือน้ำท่วม
 

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ธนาคารกรุงเทพ คือตัวอย่างทุนนิยม ที่ได้รับความเสียหายจากกองทุนนิยม หรือทุนนิยมสามานย์ ความเป็นเจ้าของ และความเป็นสมบัติของคนไทย น้อยลง จากผู้หุ้นใหญ่ 64.76 เปอร์เซนต์ เหลือเป็นของคนไทย 10.5 เปอร์เซนต์

คนไทยจากมีฐานะเป็นลูกจ้างคนไทยด้วยกันเอง กลายเป็นลูกจ้างต่างชาติมากขึ้น

.

เรียบเรียง จากรายการ "จากโลกาภิวัฒน์สู่ท้องไร่ท้องนา" TV13 Siam Thai วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน 2553 เวลา 11.00-12.00 น.  http://www.spt-th.com/


บทความที่เกี่ยวข้อง บุญนิยม ทุนนิยม และ กองทุนนิยม ความแตกต่าง: http://bit.ly/c1ZoGt

..............................................................
http://twitter.com/indexthai



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 22/06/2010 เวลา : 11.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

ขอบคุณครับอาจารย์สำหรับข้อมูลดีๆ ที่ผ่านมาทุกๆ ครั้ง นะครับ
ด้วยความนับถือ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
indexthai วันที่ : 22/06/2010 เวลา : 08.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เมื่อก่อนเราไม่มีตลาดอนุพันธ์
เดี๋ยวนี้มีแทบครบแล้ว

ประเทศไทยเริ่มเปิดตราสารอนุพันธ์ในปี 2004
1) ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า
2) SET50 Index Futures
3) SET50 Index Options
4) Single Stock Futures และ
5) Gold Futures

เงินอยู่ในประเทศไทย ก็หมุนเล่นสินค้าเหล่านี้ได้
รวมทั้งพันธบัตรด้วย

แลกกลับไปกลับมา เสียค่าธรรมเนียมอีก

ทำให้เงินท่วมอยู่ในประเทศไทย

เงินไม่ออก บาทก็ไม่อ่อน

ผมว่าตอนนี้ บาทแข็งที่สุดในโลก
http://tweetphoto.com/27041321

ตอนนี้ต่างชาติเริ่มเข้าตลาดหุ้นไทยอีก

ต่างชาติรวย คนท้องถิ่นจน..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 22/06/2010 เวลา : 07.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

ไม่ทราบว่าอาจารย์มีความเห็นหรือข้อมูลใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
สมัยก่อน เวลาตลาดหุ้นมีปัญหา เงินจากการขายหุ้นก็จะไหลเข้าตลาดพันธบัตรเป็นหลัก อาจจะพักอยู่ระยะกลางหรือยาว สมัยนี้ไหลเข้าตลาดโภคภัณฑ์ เช่นน้ำมัน ทอง โลหะเงิน ทองแดง ฯลฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรในช่วงเดียวกัน
เห็นว่าตลาดพันธบัตรในประเทศที่เจริญแล้ว(หนี้สาธารณะคงเยอะตามไปด้วย)มีมูลค่าการเทรดมากกว่าตลาดหุ้นเป็นสิบๆเท่า เพราะโยกเงินเอาดอกเบี้ยน้อยๆแต่ละที ต้องโยกเงินจำนวนมหาศาล
ตัว Paper Trade ของอาจารย์คงเปรียบได้กับโจรสลัดโซมาเลีย แค่เรือบรื๋อลำเดียวก็สามารถยึดเรือยักษ์เรียกค่าไถ่ได้แล้ว จับก็ยากถ้าไม่ใช่คาหนังคาเขา
ที่เห็นเตะตาในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่แบ๊งค์กรุงเทพ คือบ.ไสวประภาสและบุตร อืมม์ฟังชื่อคุ้นๆแต่ไม่รู้จักบริษัทนี้ คงไปลงทุนซื้อหุ้นแบ๊งค์กรุงเทพตั้งแต่ราคาไม่กี่บาท...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
indexthai วันที่ : 22/06/2010 เวลา : 06.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอบคุณคห.1

เข้าใจและเห็นด้วย ตามที่คุณบอก ไม่ว่าเรื่องสหรัฐอเมริกาและเรื่องจีน เป็นเรื่องที่คนทั่วไปทราบ

แต่ที่ผมเอาเน้น ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม คือการไหลเข้าออกของทุน มาเก็งกำไรในตลาดกระดาษ ซึ่งเข้าใจว่ามีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ของประเทศไทย ตอนนี้มูลค่าการซื้อขายจริง กับมูลค่าการซื้อขายกระดาษมีมูลค่าเท่าๆกัน (50:50)

คนทั่วไป ไม่ว่า WB IMF ADB World Economics forum World Summit ประชาคมศก.ยุโรป ต่างก็พิจารณากันแต่ Real trade แต่ไม่มีการพิจารณากันที่ Paper trade

ตัว Paper trade นี่แหละ คือตัวก่อปัญหาให้โลกและประเทศไทย

ข้อมูลทุนสำรองของไทยที่เห็นนี้รวมฐานะการซื้อขายล่วงหน้าแล้ว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 21/06/2010 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

เคยคอมเม้นท์อาจารย์ ว่า ทุนสำรองฯส่วนนึง เกิดจากการได้ดุลการค้าและดุลชำระเงิน ซึ่งเมกาขาดดุลการค้าเดือนละหกหมื่นล้านเหรียญ ปีนึงก็ราวเจ็ดแสนล้านเหรียญ ซึ่งก็ไปเพิ่มเป็นทุนสำรองฯให้กับคู่ค้าทุกประเทศในโลกที่ได้ดุลฯ
ดังนั้น ทุนสำรองฯที่เพิ่มขึ้นปีละห้าแสนถึงแปดแสนล้านเหรียญ ไม่แปลกครับ
ในส่วนของเมกา เขาพิมพ์ดอลล่าร์ได้ไม่จำกัด ต่างชาติก็เอาดอลล่าร์ที่ได้ดุลการค้า กลับมาให้เมกายืมใช้ ในรูปพันธบัตรและการซื้อทรัพย์สินต่างๆ(ในราคาแพง และในที่สุดก็ต้องขายขาดทุนคืนให้มะกัน)
ส่วนทุนสำรองฯของไทย ควรหักภาระฟอร์เวิร์ด ที่ปิดบัญชีไม่ลง(จะเปลี่ยนจาก"ขาดทุนทางบัญชี" เป็น"ขาดทุนทันที")ด้วยนะครับ เห็นว่าปลายปี2005สมัยคุณอุ๋ย มีอยู่ราวหมื่นห้าพันล้านเหรียญ ไม่รู้ป่านนี้บานทะโรกไปถึงไหนแล้ว อาจารย์น่าจะมีข้อมูลล่าสุดนะครับ
เงินไหลเข้าเพื่อลงทุนระยะยาว เช่นโรงงานผลิตสินค้า จ้างงาน ส่งออกโดยมีมูลค่าเพิ่ม(นอกจากค่าแรงขั้นต่ำแล้ว) น่าจะดีครับ แต่เดี๋ยวนี้เข้าเร็วออกเร็ว หาส่วนต่างในตลาดทุนเท่านั้น ตอนไหลออกคนไทยก็หน้าแห้ง ไม่มีฝรั่งมาไล่ซื้อของแพงให้คนไทยได้ฟันกำไร
ทุนสำรองฯของจีนที่เพิ่มเร็วมาก เป็นกำไรดุลการค้าล้วนๆ เดือนละแสนกว่าล้านเหรียญ ใช่มั๊ยครับ

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น