*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531200
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 6136 , 22:43:18 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.


ปัญหาของโลก หรือของประเทศ หรือของระบบ ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก แต่คงเป็นไปเพราะความมักง่าย และกิเลสของคน ที่ทำให้เรื่องต่างๆยากขึ้น นำมาซึ่งปัญหาต่างๆเพิ่มมากขึ้น และก็ทำให้ยากต่อการแก้ปัญหามากขึ้น เปรียบไปแล้วก็เหมือนภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่มองเห็นและเข้าใจได้มีเพียง 10 เปอร์เซนต์ ส่วนที่มองไม่เห็นและเข้าใจไม่ได้มีถึง 90 เปอร์เซนต์

ไม่มีอะไรในโลกที่จะยากเท่ากับเรื่องทุกข์และแนวทางที่จะพ้นทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าก็สามารถทราบได้ และพบวิธีที่เอาชนะทุกข์ได้ แต่ปัญหาทางกายภาพของโลก ไม่ได้ยากไปกว่าเรื่องทุกข์ในใจของคนแต่อย่างใด แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจและไม่สามารถเอาชนะมันได้ 

กิเลสของมนุษย์ ทำให้มนุษย์อยากร่ำอยากรวย อยากมีอำนาจ ความอยากร่ำอยากรวย คือการเบียดเบียนตนเอง ทำให้ตนเองมีทุกข์ ความอยากร่ำรวยโดยไม่เบียดเบียนคนอื่น ก็ว่ากันไป แต่ความอยากร่ำรวยแล้วไปเบียดเบียนคนอื่น เป็นเรื่องที่ไม่สมควร 

คนอยากร่ำรวยคิดเรื่องการรวบรวมทุน ที่อยู่กระจัดกระจายในระบบ ให้มาอยู่ในที่เดียวกัน แล้วก็นำทุนนั้นมาหาประโยชน์ ทำให้เกิดธนาคารขึ้นมา

ต่อมาก็มีการคิดต่ออีก โดยคิดว่า ต้นทุนทางการเงินจากธนาคารสูง ก็คิดหาวิธีใหม่ คิดระดมทุนโดยไม่ง้อธนาคาร เรียกว่าระดมหุ้นหรือเรียกหุ้น ตอนหลังมีการตั้งตลาดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วก็ให้นำหุ้นของกิจการต่างๆ มาจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพื่อทำการซื้อขายเปลี่ยนมือกัน ทำให้เกิดสภาพคล่อง เรียกสิ่งนั้นว่าตลาดหุ้นหรือตลาดทุน เป็นการเริ่มต้นของโลกทุนนิยมสามานย์ ที่ทำให้เศรษฐกิจของโลกวิปริตทุกวันนี้

ปรัชญาตลาดเงินและตลาดทุนเป็นไปโดยบริสุทธิามที่กล่าวข้างต้น

แต่ได้เกิดผลร้าย ที่ใครก็นึกไม่ถึง คือการปั่นราคา มีการปั่นราคาหุ้นเป็นตัวๆ ปั่นหุ้นทั้งตลาด ปั่นหุ้นในภูมิภาค กระทั่งมาถึงการปั่นหุ้นทั้งโลก ก่อความเสียหายต่อประเทศ ต่อภูมิภาค และต่อโลก ทำความเสียหายแก่โลกมากยิ่งกว่าการเกิดสงครามโลก

ตลาดถูกสวมรอยปั่นได้ง่าย ตลาดทุน จึงกลายมาเป็นสิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยม  ความเสียหายจากสงครามยังรู้ว่าเสียหายจากสงคราม แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจของโลกทุกวันนี้ยังไม่ทราบว่ามีต้นเหตุมาจากตลาดหุ้น

การลงทุนในตลาดทุน เรียกว่าการลงทุนทางอ้อม นักลงทุนก็เรียกว่านักลงทุนทางอ้อม ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักเก็งกำไรด้วย กิเลสของคน ทำให้คนคิดหาวิธีการที่จะทำกำไรในสิ่งที่ตนเองทำอยู่ การปั่นราคาหรือการปั่นหุ้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างเหลือเชื่อ ผู้เขียนไม่โทษคนเล่นหุ้น แต่ผู้เขียนโทษการมีตลาดหุ้นที่ให้โอกาสให้คนปั่นหุ้นได้ปั่นหุ้นมากกว่า   

เป็นเรื่องยากที่จะจับได้ไล่ทันคนปั่นหุ้น เนื่องจากเป็นการสวมรอยตลาด เมื่อตลาดเป็นขาขึ้น ก็สวมรอยทำราคาให้สูงมากขึ้นไปอีก เมื่อตลาดตกก็สวมรอยทำให้ราคาตกมากลงไปอีก นักเก็งกำไรอาจจะมีกำไรและขาดทุนได้ แต่คนปั่นตลาดคือคนที่อยู่เหนือตลาด ลากราคาขึ้นมาขายที่ระดับสูง และกดราคามารับซื้อที่ราคาต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น บรรดากองทุนต่างๆของโลก ได้แก่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เฮดจ์ฟัน หน่วยงานของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ฯลฯ 

กองทุนโลกก็ย่อมมีทั้งที่ทำกำไรและขาดทุน มีทั้งกองทุนที่ชาญฉลาด และไม่ฉลาด แต่กองทุนที่ชาญฉลาด จะใหญ่โตมากขึ้นตลอดเวลา ที่มีอำนาจเหนือศก.โลกทุกวันนี้

ประเทศไทยช่วงปี 2537 - 2538 มีหน่วยลงทุน (Unit trust) เกิดขึ้นประมาณ 70 แห่ง เช่นกองทุนสินภิญโญต่างๆ เป็นรูปแบบของกองทุนอย่างหนึ่ง หลังลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในปี 2540 ต่างล้มลงทั่วหน้า เงินชาวบ้านที่สะสมมาชั่วชีวิต ที่นำมาลงทุนในหน่วยลงทุนพลอยเสียหายและหมดตัวไปด้วยกัน คงจำเหตุการณ์ที่นายช่วย คชสิทธิ์ ชาวกาญจนบุรีกันได้ ที่เอาอุจจาระราดตัว มาทวงคืนเงินลงทุนของตัวเอง จะไปเอาอะไรได้ เพราะขาดทุนหมดแล้ว ตอนนี้หน่วยลงทุนดังกล่าวเหลือน้อยแล้ว เปลี่ยนมาให้เป็นการลงทุนแบบสถาบันแทน เช่น LTF และ RTF ก็คอยติดตามกันต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร 

ตลาดทุนและตลาดเงินมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น สิ่งที่เกิดกับตลาดทุน จึงกระทบถึงตลาดเงินอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ตลาดทุนเสียหาย ทำให้ตลาดเงินเสียหาย ตลาดทุนพังทลาย ตลาดเงินก็พังทลายด้วย

ปี 1929 หรือเมื่อ 81 ปีที่ผ่าน หรือก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดการพังทลายของตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) รุนแรง  เป็นที่โจษขานและจำกันได้ถึงทุกวันนี้ ทรัพย์สินที่สร้างสะสมไว้ 20 - 30 ปี กลับพังทลายลงในเวลาเพียง 2-3 ปี ปี 1929-1931 ดัชนีดาวโจนส์ตกลง 89 เปอร์เซนต์ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยรุนแรง เรียก Great Depression เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความยากจนลงของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อก่อนไม่มีตลาดหุ้น เศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดีมาโดยตลอด ไม่เกิดประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เมื่อเกิดมีตลาดหุ้น ทำให้เกิดความยากจนขึ้นมาโดยต่อเนื่อง และเมื่อเกิดการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเทศยากจนอย่างสมบูรณ์แบบ  

ตลาดหุ้นเป็นต้นเหตุการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ นำความยากจนมาสู่ประเทศ คนในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นประเทศตน พรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศ ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน หาทางออกไม่เจอ เป็นที่มาของผู้นำผิวสี แม้จะเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำเป็นผิวสีแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งนี้เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งผิดปกติที่อยู่ในระบบนั่นเอง

.

ตัวอย่าง การพังทลายของตลาดหุ้นในหลายประเทศ แล้วทำให้ค่าเงินพังทลายตามมา เป็นแบบเดียวกันทุกประเทศ ในบทความนี้ยกมาแสดงให้เห็น 3 ประเทศ คือไทย เวียตนาม และสหรัฐอเมริกา 


ปี 1978 (2521) ตลาดหุ้นไทยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1975 (2518) เรียกว่ายังเป็นตลาดเปิดใหม่ หลังเปิดตลาดหุ้นไทยได้ 3 ปี ตลาดหุ้นได้พังทลายรุนแรง SET Index ตกลง 62 เปอร์เซนต์ ใช้เวลาในการตก 2 ปีครึ่ง

ตลาดหุ้นตก ทำให้ค่าเงินเสียหาย แต่เพราะมีการผูกค่าเงินไว้ จึงส่งผลให้เงินบาทนั้นแข็งเกินจริง ทำให้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรการขายบาทออกมา ทำให้เงินบาทเขามากองอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ดอลล่าร์(หรือเงินสกุลต่างประเทศ)ออกไป ทำให้ทุนสำรองเงินตราของประเทศลดลง ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเป็นครั้งแรก

มีประกาศลดค่าเงินบาท 3 ครั้ง
 
ครั้งที่ 1 12 พฤษภาคม 2524 จาก 20.775 บาท มาเป็น 21.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ครั้งที่ 2 15 กรกฎาคม 2524 จาก 21.00 บาท มาเป็น 23.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ครั้งที่ 3  2 พฤศจิกายน 2527 จาก 23.00 บาท มาเป็น 27.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

รวม 3 ครั้ง ค่าเงินบาทลด 6.225 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือค่าเงินบาทลดลง 23 เปอร์เซนต์

นี่คือตัวอย่างที่ 1 การพังทลายของตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุให้ค่าเงินพังทลาย

.

ตลาดหุ้นเวียตนาม เป็นตลาดหุ้นเปิดใหม่ จะถูกลากขึ้นไปเชือดเช่นเดียวกันกับเมื่อมีการเปิดตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีแรก ตลาดหุ้นเวียตนาม ตก 79 เปอร์เซนต์ ตลาดหุ้นตกแรงและเร็วมาก พบว่าหลังการพังทลายของตลาดหุ้นเวียตนามปี 2007-2008 ค่าเงินดองของเวียตนามก็เริ่มพังทลายตามมาเช่นกัน

นี่คือตัวอย่างที่ 2 การพังทลายของตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุให้ค่าเงินพังทลาย

.

 

ปี 1994 (2537) หลังการนำระบบ Maintenance margin & Forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น ในเดือนตุลาคม 1993(2536) ทำให้มีลากหุ้นไทยไปสูงสุดในต้นปี 1994 ก่อนที่จะถล่มทุบ SET Index ลง อย่างรวดเร็ว และรุนแรงในเวลาต่อมา ก่อให้เกิดการบังคับขายหุ้นของนักลงทุนท้องถิ่นอย่างทารุณ ทำให้ตลาดหุ้นตกหนักมากขึ้นอีก และตกแรงถึง 88 เปอร์เซนต์

ตลาดหุ้นพังทลายเป็นต้นเหตุของค่าเงินพังทลาย แต่เพราะมีการผูกค่าเงินไว้ จึงทำให้ไม่เห็นว่าบาทพังทลาย ทำให้เงินบาทมีค่าแข็งกว่าความเป็นจริง ข้อสังเหตุ หากไม่มีการผูกค่าเงินไว้ ค่าเงินบาทจะต้องตกตามแนวเส้น A-C 

บรรดากองทุนพากันทยอยขายบาทซื้อดอลลาร์ (จาก A ถึง B) ทำให้บาทกลับไปอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้บาทหายไปจากระบบ และดอลลาร์หมดไปจากธนาคารประเทศไทย

กลางเดือนพฤษภาคม 1997 (2540) ไทยมีทุนสำรอง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีสัญญาส่งมอบล่วงหน้า 32,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้มีทุนสำรองสุทธิเหลือเพียง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำมาก จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ และประกาศลอยค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และค่าเงินบาทก็ตกลงสู่ความเป็นจริงทันที 

นี่คือตัวอย่างที่ 3 การพังทลายของตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุให้ค่าเงินพังทลาย

 

ความเสียหายในตลาดทุน ส่งผลต่อตลาดเงินโดยตรง ดูที่อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล 1 วัน พบว่า หลังการตกลงของ SET Index ต้นปี 1994 ที่ทำให้บาทหายไปจากระบบ เห็นได้จากดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 1994 และได้ขึ้นมาสูงสุดกว่า 25% ในช่วงกลางปี 1997

หลังการลอยค่าเงินบาทแล้ว เงินบาทได้ไหลกลับมาสู่ระบบ สภาพคล่องกลับคืนมา อัตราดอกเบี้ยเริ่มตกลง และลงมาต่ำมากในปี 1999 

ยืนยันว่า การพังทลายของตลาดทุน ส่งถึงผลกระทบถึงตลาดเงินอย่างมีนัยสำคัญ

.


ปี 2000 (2543) หลังมีการปฏิรูปดัชนีตลาดหุ้นแนสแดกซ์ปี 1999(index reform) โดยมีการนำหุ้นตัวใหม่ที่มีมูลค่าตลาดสูง เข้าไปรวมในการคำนวณดัชนี ทำให้ดัชนีมีความเบี่ยงเบนสูง และถูกปั่นได้ง่าย มีการลากตลาดหุ้นขึ้นแรงถึงต้นปี 2000 แล้วจึงทุบลงมารุนแรงในเวลาต่อมา ระยะเวลา 2 ปีกว่า แนสแดกซ์ตกลง 78 เปอร์เซนต์

ดังที่เคยนำเสนอไว้ ตลาดหุ้นใดตกแรง ทำให้ค่างินของประเทศนั้นตกแรงด้วย

แนสแดกซ์พังทลาย ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายตามมา จะเห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับ "ยูโร" "เยน" และ "บาท" อ่อนตัวลงแรง

หรือเงินท้องถิ่นเหล่านี้ต่างแข็งขึ้น โดยเริ่มแข็งขึ้นในปี 2001-2002 และแข็งต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5-6 ปี และนี่ต้นเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เงินไหลเข้าประเทศไทย และทำให้ไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดเมื่อกลางปี 2003(2546)

มีข้อปลีกย่อย ในการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับค่าเงินหยวนและเงินริงกิต 

 

มี 2 สกุลเงิน ที่ผูกค่าเงินไว้ คือ หยวนของจีน และ ริงกิตของมาเลยเซีย

ปี 2000 ตลาดหุ้นแนสแดกซ์พังทลาย แต่ตลาดหุ้นของจีนและมาเลเซียไม่ได้พังทลายเหมือนตลาดหุ้นแนสแดกซ์ ทำให้หยวนและริงกิตอ่อนกว่าความเป็นจริง ทำบรรดากองทุนเข้ามาไล่ซื้อหยวนและริงกิตกันอย่างมีความสุข

มีการไล่ซื้อหยวนและริงกิต ตั้งแต่ปี 2001-2002 (หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์)

กระทั่งกลางปี 2005 ทางการจีนและมาเลยเซียต้องยอมแพ้ต่อบรรดากองทุนโลก ปล่อยให้หยวนและริงกิตแข็งขึ้น

เรื่องของประเทศจีนเป็นข่าวไปทั่วโลก โดยทางการสหรัฐกล่าวหาทางการจีน ว่า ควบคุมหยวนไว้ให้อ่อนค่า ทำให้สินค้าจากประเทศจีนทะลักเข้าไปในอเมริกา

เป็นเรื่องที่ขาดความความเข้าใจโดยแท้ เหตุที่หยวนค่าอ่อนลง เกิดจากมีการผูกค่าหยวนไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อตลาดหุ้นแนสแดกซ์เสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย แต่ค่าเงินหยวนไม่เสียหาย ทำให้หยวนมีค่าอ่อนกว่าความเป็นจริง ทำให้มีการเข้ามาไล่ซื้อหยวน(ริงกิต)

และการที่หยวน(ริงกิต)แข็งค่าขึ้นในกลางปี 2005 หาใช่ว่าทางการจีนปฏิบัติตามการร้องขอหรือการขู่ การต้านสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐแต่อย่างใดไม่ แต่เป็นไปตามการเข้ามาซื้อหยวน(ริงกิต)ของกองทุนโลก จนทางการจีนต้านไม่ไหว ทำให้หยวน(ริงกิต)แข็งค่าขึ้น

ข้อสังเหตุ หากไม่มีการผูกค่าเงินหยวนและริงกิตไว้ หยวนและริงกิต จะต้องแข็งขึ้นตามแนวเส้น A-C

การที่ทางการจีนและทางการมาเลเซียผูกค่าเงินไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงทำให้เกิดความผิดปกติในตลาดเงินของจีนและมาเลเซีย ทำให้เงินทุนไหลเข้าจีนและมาเลเซียอย่างท่วมท้น ทำให้ทุนสำรองของจีนพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก และ ทำให้ทุนสำรองของมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นมากกว่าประเทศไทย

ที่จริงแล้วมาเลเซียเคยลอยค่าเงินริงกิตมาครั้งหนึ่งแล้วระหว่างปี 1997 (2540) แต่กลับไปผูกค่าเงินใหม่ในปี 1998 (2541) จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ดูตามกราฟ พบว่าจีนพยายามจะกลับไปผูกค่าเงินใหม่ในกลางปี 2008 แต่มาเลเซียเลิกผูกค่าเงินแล้ว

เหตุการณ์ ตลาดทุน และ ตลาดเงิน ของประเทศต่างๆ เป็นเรื่องน่าสนใจ น่าติดตามตลอดเวลา 

ข้อสังเกต ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศจีน และมาเลเซีย เกิดในทางตรงกันข้ามกับประเทศไทย หลังการพังทลายของ SET Index ในปี 1994 (2537) ประเทศไทยมีการผูกค่าเงินไว้ แล้วตลาดหุ้นไทยพังทลาย ส่งผลให้ ค่าเงินบาทแข็งกว่าความเป็นจริง แต่ปัญหาที่เกิดกับประเทศจีนและมาเลยเซียนั้น ค่าเงินหยวนและค่าเงินริงกิตอ่อนกว่าความเป็นจริง 
 
 

ได้ทำการปรับฐานดัชนีของแนสแดกซ์และดาวโจนส์วันที่ 2 มกราคม 1998 ให้เท่ากับ 100  เพื่อภาพนำมาเปรียบเทียบกัน ให้เข้าใจได้ง่ายๆ

แสดงให้เห็นว่าระหว่างปี 1998-2001 ตลาดหุ้นแนสแดกซ์พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจริงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นดาวโจนส์ ทุกวันนี้เวลาผ่านไปกว่า 10 ปีแล้ว ดัชนีแนสแดกซ์ก็ไม่สามารถขึ้นมาถึงระดับเดิมได้

ดังที่นำเสนอมาในช่วงต้น สหรัฐอเมริกา เข้าใจผิดใน 2 รูปแบบในการที่อเมริกาถูกโจมตี ระหว่างผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน บินเข้าไปโจมตีตึก WTC ในกรุงนิวยอร์คในเดือนกันยายนปี 2001 กับการโจมตีตลาดแนสแดกซ์ในปี 1999-2000 หรือแทบไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำว่ามีการโจมตีตลาดแนสแดกซ์ แท้ที่จริงมีการโจมตีตลาดแนสแดกซ์ที่รุนแรงมาก

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตี World Trade Center น้อยมาก เมื่อเทียบกับความเสียหายจากการโจมตีตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของกองทุนโลก

นอกจากค่าเงินเหรียญจะเสียหายแล้ว สภาพคล่องก็เสียหาย ได้มีการแก้ปัญหาโดยการ ออก CDO (Collateralized Debt Obligation) คือการกู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ แต่เพราะมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และแบบขาดความเข้าใจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหายหนักกว่าเดิม ภาคการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงทั้งระบบ เกิดเป็นหนี้เสียมหาศาลท่วมประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

 

.

 

G88 Index คือค่าเฉลี่ยดัชนีตลาดหุ้นโลก 88 ประเทศ เริ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2002 - 2003 หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000-2002 และขึ้นมาสูงสุดที่ปลายปี 2007 ก่อนที่จะพังทลายลงตลอดทั้งปีในปี 2008

Europe39 Index คือค่าเฉลี่ยดัชนีตลาดหุ้นยุโรป 39 ประเทศ  แม้จะพุ่งขึ้นไม่แรงเท่าโลก โลกขึ้น 463 เปอร์เซนต์ ยุโรปขึ้น 356 เปอร์เซนต์ แต่ยุโรปก็ตกแรงกว่าโลก

ช่วงเวลาเดียวกันโลกตกลง 62 เปอร์เซนต์ ยุโรปตกลง 71 เปอร์เซนต์

ตลาดหุ้นยุโรปพังทลาย ทำให้เงินไหลออกจากยุโรป ทำให้สภาพคล่องของยุโรปเสียหาย ทำให้ค่างเงินยุโรปอ่อนค่า หลายประเทศในยุโรปต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ไม่ว่า กรีก สเปน ปอร์ตุเกส อิตาลี รวมทั้งตลาดหุ้นเกิดใหม่หลายประเทศ ก็ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเช่นเดียวกัน

ยืนยัน การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้ค่าเงินเสียหาย การพังทลายของตลาดภูมิภาคยุโรปในปี 2008 ทำให้เงินยูโรพังทลายตามมา ตามลูกศรชี้

.

การเคลื่อนย้ายเงินทุนของกองทุนโลก เป็นเรื่องที่อันตรายต่อประเทศต่างๆมาเป็นเวลานานแล้ว เป็นแต่เพียงไม่ทราบว่าต้นเหตุเกิดจากอะไรเท่านั้น

1) การพังทลายของตลาดหุ้นไทยในปี 2521 และปี 2537 ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศไทย ทำให้สภาพคล่องของประเทศไทยเสียหาย หรือทำให้เงินแห้งไปจากประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง 

2) การพังทลายของตลาดหุ้นเวียตนามในปี 2007 ทำให้เงินดองเสียหาย ทำให้เงินทุนไหลออกจากเวียตนาม เห็นได้จากเงินดองอ่อนค่า

3) การพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 ทำให้เงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ทำให้เงินทุนไหลออกจากอเมริกา แต่ขนาดเศรษฐกิจของอเมริกา เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ส่วนแบ่งเงินเหรียญสหรัฐสูงที่สุดในโลก ทำให้เงินไหลออกมาท่วมโลก รวมทั้งเข้ามาท่วมประเทศไทย

4) การผูกค่าเงินหยวนและเงินริงกิตไว้ ในช่วงที่ตลาดแนสแดกซ์พังทลาย เป็นต้นเหตุให้เงินหยวนและเงินริงกิตอ่อนกว่าความเป็นจริง ทำให้เงินทุนไหลเข้าจีนและเข้ามาเลเซียอย่างรุนแรง ทำให้ทุนสำรองของจีนสูงที่สุดในโลก และทุนสำรองของมาเลเซียสูงกว่าประเทศไทย

5) การพังทลายของตลาดหุ้นภูมิภาคยุโรปปี 2008 ทำให้เงินไหลออกจากยุโรป เห็นได้จากเงินยูโรอ่อนค่าลง 

 
 
เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศมาเลเซียและประเทศไทย

หลังการพ่ายแพ้ต่อการปกป้องค่าเงินริงกิตกลางปี 2005 ทำให้เงินทุนชะลอไหลเข้ามาเลเซีย แต่เงินทุนยังไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่อง พบว่าปี 2009 ทุนสำรองของประเทศมาเลเซียลดลง แต่ทุนสำรองของประเทศไทยเพิ่มขึ้น และทุนสำรองของมาเลเซียที่เคยสูงกว่าไทย ก็กลับน้อยกว่าไทย

.


ประเทศไทยเลิกผูกค่าเงินไว้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540

ประเทศไทยได้ผลพวงจากการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ในปี 2000 ทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศไทย เหมือนตลาดหุ้นทั่วโลก

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ธปท. ด้านเสถียรภาพการเงิน เปิดเผย เมื่อวันพุธที่ 11 สิงหาคม 2553 ว่า การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังแข็งค่าต่อเนื่องในวันนี้   เป็นผลมาจาก 3 ปัจจัย คือ 1) การส่งออกที่ขยายตัวได้ดี 2) มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร 3) การอ่อนค่าลงของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทุกสกุล ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอลง ส่งผลให้ค่าเงินบาทขณะนี้ มีแรงกดดันมากขึ้น

แท้ที่จริงแล้วเงินบาทไม่ได้แข็งค่าเฉพาะช่วงนี้แต่อย่างใด แต่มีการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2001 แล้ว ไม่ได้แข็งค่าขึ้นเพราะการมาของรัฐบาลทักษิณ แต่แข็งค่าขึ้นเนื่องจากการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ ที่มีการทิ้งดอลลาร์ มาถือเงินสกุลต่างๆทั่วโลก เงินบาทอ่อนตัวลงบ้างในช่วงปี 2008 หลังจากนั้นก็กลับแข็งขึ้นมาใหม่ในปี 2009 กระทั่งถึงปัจจุบัน (2010)

ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2553 เป็นเวลา 5-6 ปี มีความรุนแรงจากการชุมนุม เช่นมีการเผากรุงเทพเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 มีการเผาประเทศเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แต่เงินทุนก็ไม่เคยหยุดไหลเข้าประเทศไทย

กลางปี 2540 ประเทศไทยมีทุนสำรองสุทธิเหลือ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินทุนไหลเข้า ถึงวันที่ 9 กรกฏาคม 2553 ประเทศไทยมีทุนสำรองสุทธิสูงถึง 160,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พยายามต่อสู้กับเงินทุนไหลเข้าทุกรูปแบบ

1) ปี 2546 (2003) มีการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนดถึง 2 ปี

2) วันที่ 19 ธันวาคม 2549 (2006) ออกมาตราการกันสำรอง 30 เปอร์เซนต์เงินทุนไหลเข้า ทำให้ตลาดหุ้นตกวันเดียว 108 จุด มูลค่าตลาดหุ้นเสียหายกว่า 8 แสนล้านบาท ต้องยุติมาตรการดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น

3) วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ออกมาตราการ 4 ข้อ เช่น ให้เอกชนขยายเงินลงทุนยังต่างประเทศโดยไม่จำกัดจำนวน และอนุมัติให้ขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ ในต่างประเทศจากที่เคยอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จัดสรร 30,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ สรอ.

4) รัฐบาลอภิสิทธิ์ ออกนโยบายลดหนี้นอกระบบ เพื่อให้มีการมากู้เงินในระบบ


5) รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตั้งงบประมาณปี 2554 สูงเป็นประวัติการณ์ 2.07 ล้านล้านบาท และขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์ 4.2 แสนล้านบาท หากมีความคิดลดสภาพคล่องของระบบด้วยวิธีนี้ ก็เป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง

6) รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีความคิดที่จะให้บริษัทไปรษณีย์ไทย ตั้งธนาคารคนจน เพื่อระบบายสภาพคล่องให้ถึงรายย่อย เป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน    

การแก้ปัญหาสภาพคล่อง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา จึงทำให้การแก้ปัญหาไม่ประสบผลสำเร็จ พบว่า ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ทุนสำรองสุทธิของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 164,660 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินท่วมประเทศไทยมากขึ้นอีก

เงินทุนไหลเข้าออกอย่างผิดปกติในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากวิสัยทัศน์ที่ผิดพลาด ที่นำเครื่องมือและวิธีการที่ไม่ถูกต้องมาใช้ในตลาดทุน ตลาดเงินและตลาดเงินตรา 

ตลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ ตลาดอนุพันธ์ยิ่งเพิ่มความผิดปกติให้ตลาดทุนมากขึ้นอีก "มีสัญญาณ" บอกว่า การเปิดตลาดอนุพันธ์ที่ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาหาประโยชน์ในประเทศไทยอย่างผิดปกติ ตลาดอนุพันธ์เปิดตัวครั้งแรกในปี 2547 ในรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นด้วยสินค้าเกษตรล่วงหน้า แล้วตามมาด้วยการซื้อขายตัวเลขดัชนีหุ้น ซื้อขายตัวเลขราคาหุ้น รวมทั้งราคาทองคำล่วงหน้า 

ตลาดอนุพันธ์ คือการซื้อขายตัวเลขของราคาสินค้า ราคาหุ้น และดัชนีหุ้น ไม่มีตัวสินค้าจริง เรียกว่าซื้อขายสัญญา สามารถทำกำไร(ขาดทุน)มากกว่าการซื้อขายหุ้นะรรมดา 10 เท่า ราคาขึ้นหรือดัชนีขึ้น ก็สามารถทำกำไร(ขาดทุน)ได้ ราคาตกหรือดัชนีตก ก็สามารถทำกำไร(ขาดทุน)ได้ ทำให้กองทุนโลกขนเงินเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยมากขึ้น ทำให้ทุนสำรองของประเทศไทยสูงขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น   

การเปิดตลาดทองคำ 10 บาท เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จะเห็นว่ามีการแกว่งตัวของค่างินบาทในวันที่ 3 รุนแรงมาก และวันต่อๆมา ค่าเงินบาทก็แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.

ผู้เขียนเห็นด้วยกับมาเลเซียขึ้นดอกเบี้ย 0.25 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้เพราะทุนสำรองของประเทศมาเลเซียเริ่มลดลง

แต่ไม่เห็นด้วยกับประเทศไทยที่ขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้เพราะทุนสำรองของประเทศไทยมากอยู่แล้ว และค่าเงินบาทก็สูงอยู่แล้ว การขึ้นดอกเบี้ยยิ่งทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากขึ้น และบาทก็แข็งมากขึ้น

ตัวอย่าง การประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 เปอร์เซนต์ของกนง.เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 ส่งผลให้ค่าเงินบาทสนองตอบในทางบวกทันที

.  


เงินท่วมระบบ ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ระดับต่ำมาก และดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับสูงมาก การที่เงินบาทแข็งขึ้น มีส่วนทำให้เงินเฟ้อไม่สูงเกินไป แต่การประกาศขึ้นเงินเดือนข้าราชการอีก 5% ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 12 เดือน อยู่ที่ 1.25 เปอร์เซนต์

เดือนกรกฎาคม 2553  อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3.4 เปอร์เซนต์

แสดงว่าอัตราดอกเบี้ย ติดลบ 2.15 เปอร์เซนต์ มันคือความเสียหายของระบบ


ตลาดหุ้น ต้นเหตุการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ


กองทุนโลก ทำกำไรได้ จากทั้ง 2 ตลาด คือจากทั้งตลาดทุนและตลาดเงิน วอเรน บัฟเฟตต์ รวยอยู่คนเดียว แต่ส่วนใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกายากจน เป็นเรื่องที่ผิดปกติ

การปั่นหุ้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์อยากร่ำอยากรวย แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบอย่างเหลือเชื่อ ผู้เขียนไม่โทษคนเล่นหุ้น แต่ผู้เขียนโทษการมีตลาดหุ้นที่ให้โอกาสคนปั่นหุ้นได้ปั่นหุ้นมากกว่า

ตลาดหุ้นทำความเสียหายที่ร้ายแรงทางเศรษฐกิจแก่โลกอย่างเหลือเชื่อ

วิธีการแก้ความเสียหายทางเศรษฐกิจดังกล่าว ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือต้องไม่มีตลาดหุ้น  

.

บุญนิยม ทุนนิยม และ กองทุนนิยม ความแตกต่าง: http://bit.ly/c1ZoGt

.

..............................................................................
ขอบคุณภาพภูเขาน้ำแข็งจากอินเตอร์เนท
http://twitter.com/indexthai



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Cat@ วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 16.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ช่วงนี้ไม่กล้าทำไร เลย
เงินบาทสูง

..............
............................
ก็อก..มาแล้วค่ะ
นานๆ จะหนีงาน มา สักที
งานบ้านเพรียบเลย ..

เชิญ จ๊ะ ตอน ก๋วยเตียวหลอด สูตรแม่แคท สูตรโบราณ ก็คนทำมันโบราณ นิหน้า ( Cat@ )

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สายน้ำที่หวังดี วันที่ : 13/08/2010 เวลา : 00.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ssp

คนไม่ได้เล่นหุ้น ก็เลยไม่วุ่นวายค่ะ
ขอบคุณทุกข้อเขียนนะคะ

จากคนติดตามมาเป็นคนเขียน blog แล้วค่ะ
ด้วยความขอบคุณที่ทำให้รู้จัก oknation blog

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน