*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531294
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 7914 , 19:08:21 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 
กรณ์  จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

บจ.-กทช. ร่วมโรดโชว์สิงคโปร์ รมว.คลัง นำคณะตอกย้ำความมั่นใจ นลท.ต่างชาติ 
(ข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ประจำวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553  22:18 น.)

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ บล.เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จัดโรดโชว์ " SET-CS Singapore Roadshow 2010 " โดยมี รมว.คลัง เป็นผู้นำคณะนำบริษัทจดทะเบียนชั้นนำ 9 บริษัท และบอร์ด กทช. ร่วมเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ ตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนต่างชาติในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์เครดิต สวิส ( ประเทศไทย ) จำกัด จัดงาน " SET-CS Singapore Roadshow 2010" ขึ้นในวันที่ 27 สิงหาคม 53 ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ หลังประสบความสำเร็จในการไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นและกรุงลอนดอน
      
โดยในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช ร่วมเดินทางไปให้ข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศแก่ผู้ลงทุนด้วยตนเอง และมีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ร่วมเสนอข้อมูลความคืบหน้าด้านกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะเรื่องของการดำเนินการระบบ 3 G (Third Generation) ภายในประเทศ พร้อมนำบริษัทจดทะเบียนชั้นนำ 9 บริษัท ซึ่งเป็นตัวแทนใน 5 กลุ่มธุรกิจที่อยู่ในความสนใจของผู้ลงทุนร่วมเดินทางไปให้ข้อมูล ได้แก่ ธุรกิจการเงิน ทรัพยากร เทคโนโลยี บริการ เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
      
"โรดโชว์ครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำเสนอข้อมูลของประเทศไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้เห็นถึงความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย และบริษัทจดทะเบียนไทยขึ้น รวมทั้งการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในด้านต่างๆ ที่สร้างอุปสงค์ (demand) ด้านการลงทุนมากขึ้น เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ASEAN Linkage รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้ลงทุน โดยคาดว่าจะมีผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่ลงทุนในแถบเอเชีย เมื่อผู้ลงทุนเกิดความมั่นใจก็จะทำให้มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนและมีเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมาก " นายจรัมพรกล่าว

สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ร่วมเดินทางให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนสถาบันที่สิงคโปร์ครั้งนี้ มีจำนวน 9 บริษัท เป็นบริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมกันกว่า 2.1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 30% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (ณ วันที่ 20 ส.ค. 2553) ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงิน ได้แก่ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บมจ. ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) กลุ่มทรัพยากร ได้แก่ บมจ. ปตท. (PTT) บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) กลุ่มเทคโนโลยีได้แก่ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) กลุ่มบริการ ได้แก่ บมจ. ซีพี ออลล์ (CPALL) กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ บมจ. ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)


------------------------------------------------------------

ผู้เขียนแปลกใจ ที่ทีมจากประเทศไทยเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศปีละหลายครั้ง

โรดโชว์ประเทศสิงคโปร์ "ตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนต่างชาติในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย"

ต่างชาติมั่นใจประเทศไทยจนล้น มาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว ทำให้เงินท่วมประเทศสูงเป็นประวัติการณ์

ก่อนลอยค่าเงินบาท ประเทศไทยมีทุนสำรอง 38,500 ล้านเหรียญสหรัฐ กลางปี 2540 ประเทศไทยเหลือทุนสำรองสุทธิ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ 

ปี 2553 ทุนสำรองเพิ่มมากว่า 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

เงินไหลเข้าท่วมหลังคาประเทศแล้ว ยังไปชักชวนให้ต่างชาติ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ขนเงินเข้าไทยอีก เอาสมองส่วนไหนคิด 

 
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิ


ทุนสำรองเงินตราฯ แสดงถึงการเปิดตลาดอนุพันธ์ ทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างผิดปกติ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 ทุนสำรองสุทธิสูงถึง 160,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัญหาเงินทุนไหลเข้า กลายเป็นปัญหาหนักของประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 4 ปีมาแล้ว เห็นได้จากการที่พยายามที่จะสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าอย่างเต็มที่


ผลจากมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซนต์เงินทุนไหลเข้า

วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า ทำให้ตลาดหุ้นตกวันเดียว 108 จุด มูลค่าตลาดหุ้นเสียหายวันเดียวกว่า 8.58 แสนล้านบาท ต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวในวันเดียวกัน

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนายกรณ์ จาติกวณิชเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกอีก 4 มาตราการ เช่นให้เอกชนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้โดยไม่จำกัด และจากที่เคยอนุมัติเงินลงทุนหุ้นในต่างประเทศผ่านกลต. 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็เพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง กลับไหลเข้าประเทศมากขึ้น ทำให้ ทุนสำรองของประเทศสูงขึ้นตลอดเวลา

ที่มาของเงินของเงินทุนไหลเข้าประเทศไทย

1) เกิดการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของอเมริกาในปี 2000 ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียความเชื่อมั่น นักลงทุนพากันทิ้งเงินเหรียญสหรัฐ แล้วหันมาถือสกุลเงินอื่นแทน  ทำให้เงินไหลออกมายังประเทศต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าประเทศจีน มาเลเซีย รวมทั้งไทย ทำให้ทุนค่าเงิน ตลาดหุ้น และทุนสำรองของประเทศต่างๆสูงขึ้นทั่วหน้า ทำให้ไทย อินโดนีเซียและเกาหลีใต้สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด
 
2) การไหลเข้าของเงินทุน ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ยิ่งทำให้เงินทุนไหลเข้ามากขึ้น เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนทั้งในพันธบัตรไทย และตลาดหุ้นไทย

3) การตั้งตลาดอุนพันธ์ปี 2547 ทำให้เงินทุนไหลเข้ามากขึ้นอีก ตลาดอนุพันธ์คือการซื้อ "ตัวเลข" ของราคาสินค้า ราคาหุ้น และดัชนีหุ้น ไม่มีตัวสินค้าจริง สามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ทาง ขาขึ้นก็ทำกำไรได้ ขาลงก็ทำกำไรได้ กองทุนโลกมีความเชี่ยวชาญในตลาดอนุพันธ์ ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งทำมาหากินของเขาเพิ่มขึ้นอีกแห่งในโลก

4) การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 อีก 0.25 เปอร์เซนต์  ก็คือการเพิ่มค่าให้เงินบาท ยิ่งทำให้เงินทุนไหลเข้ามาถือบาทมากขึ้นไปอีก วันที่ 25 สิงหาคม 2553 ขึ้นอีก 0.25 เปอร์เซนต์ เป็น 1.75 เปอร์เซนต์

5) รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เปิดอนุพันธ์ Gold Futures หนัก 50 บาท เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศมากขึ้น เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 ได้เพิ่มอนุพันธ์ Gold Futures หนัก 10 บาทชึ้นอีก

แสดงค่าเงินบาทหลังการเปิดตลาด Gold Futures 10 บาท เมื่อวันจันทร์ที่ 2  สิงหาคม 2553 สังเกต การแกว่งตัวของค่าเงินบาทวันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2553 แกว่งตัวแรงมาก และแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น วันต่อๆมา บาทก็แข็งขึ้น


 
 
เปรียบเทียบทุนสำรองไทยกับมาเลยเซีย

การผูกค่าเงินริงกิตไว้ตายตัว เมื่อตลาดแนสแดกซ์พังทลายและค่าเงินเหรียญเสียหายในปี 2000 ทำให้เงินริงกิตเกิดค่าอ่อนผิดจริง ทำให้มีการไล่ซื้อริงกิต จนทุนสำรองของมาเลเซียสูงกว่าของประเทศไทย ภายหลังมาเลเซียต้องลอยค่าเงินริงกิตในกลางปี 2005 จึงทำให้เงินทุนไหลเข้ามาเลเซียชลอตัว และลดลงชัดเจนในปี 2009

เงินทุนไหลเข้าประเทศไทย ช่วงแรกไม่รุนแรงเท่ามาเลเซีย กระทั่งมีการเปิดตลาดอนุพันธ์ในปี 2004 ทำให้เงินทุนไหลเข้ามากขึ้น มีการเปิดสินค้าตัวใหม่ในตลาดอนุพันธ์ทุกปี ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยรุนแรงชึ้น กระทั่งปี 2009 พบว่าทุนสำรองของประเทศไทยสูงกว่าประเทศมาเลยเซียอย่างมีนัยสำคัญ

ทุนสำรองเพิ่ม-ลด เกิดจากได้-เสียดุลการค้า ได้-เสียดุลการท่องเที่ยว ได้-เสียดุลบริจาค ได้-เสียดุลบริการ ฯลฯ เหตุการณ์รวมๆ คือได้-เสียจากความเชื่อมั่นของประเทศ แต่ภายหลังการมีตลาดหุ้น "เงินทุนไหลเข้า-ออก อย่างผิดปกติสูงมาก" การนำเครื่องมือที่ไม่ถูกต้องเข้ามาใช้ในตลาดหุ้น ทำให้เกิดการสวมรอยปั้นตลาดหุ้นง่ายขึ้นไปอีก

กองทุนโลก สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดทุน และตลาดเงินตรา และทุกวันนี้ ขาขึ้นก็ทำกำไรได้ ขาลงก็ทำกำไรได้ ทำกำไร(ขาดทุน)ได้ถึง 4 ต่อ
 
ผลแห่งการไหลเข้าของเงินทุน ที่เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เงินท่วมประเทศ สภาพคล่องล้นระบบ ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาก ดอกเบี้ยเงินกู้สูงมาก หรือช่วงกว้างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝาก กับดอกเบี้ยเงินกู้สูงมาก(spread) ประมาณ 5-6 เปอร์เซนต์ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น

ดอกเบี้ยฝากประจำ 12 เดือน 1.25 เปอร์เซ็นต์ อัตราเงินเฟ้อ(กรกฎาคม 2553) 3.4 เปอร์เซ็นต์
อัตราดอกเบี้ยจริงติดลบ 2.15 เปอร์เซ็นต์

รัฐบาลอภิสิทธิ์ - กรณ์ กำลังสร้างความสับสน กับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ อัตราดอกเบี้ยจริงติดลบต่อเนื่อง" แล้วบอกว่าผู้คนเชื่อมั่นประเทศไทย และประเทศไทยจะเข้มแข็ง เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล

คณะของรมว.คลัง เดินทางไปโรดโชว์ประเทศสิงคโปร์ วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เพื่อ "ตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนต่างชาติในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย" ประเทศไทยกำลังสำลักกับเงินท่วมประเทศอย่างหนัก แล้วยังเดินทางออกไปชักชวนให้ต่างประเทศขนเงินทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีก สัดส่วนผู้ถือหุ้นในตลาดหุ้นเป็นของต่างชาติแทบหมดแล้ว ยังจะเอาไปขายให้ต่างชาติอีก ขายชาติมากขึ้นไปอีก 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องดูแลทั้งระบบ ต้องดูแลทั้งตลาดเงิน ตลาดเงินตรา และตลาดหุ้น ไม่ใช่พอเห็นตลาดหุ้นขึ้น ก็วิ่งมาเอาหน้าที่ตลาดหุ้น ส่วนตลาดเงินและตลาดเงินตราที่ย่อยยัยอยู่ทุกวันนี้ กลับไม่สนใจ ตลาดหุ้น ตลาดเงิน ตลาดเงินตรามีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด ตลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติของระบบ นำพาประเทศไทยเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้ง  ตลาดหุ้นคืออบายมุขกองโตที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นจะตก ตลาดจะอยู่กับที่ หรือ ตลาดจะขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ปิดปกติ

หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่รู้ ไม่เข้าใจกับปัญหาที่เกิดกับประเทศไทย ก็จะซ้ำเติมปัญหาให้ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น 

ถามผู้อ่านทั่วไป ก็ตอนนี้เงินท่วมประเทศ แล้วทำไมยังไปโรดโชวเพื่อให้นำเงินมาลงทุนในประเทศมากขึ้น

1) ทางแบงก์ชาติพยายามยับยั้งเงินทุนไหลเข้า (มาตราการ 19 ธันวาคม 2549)

2) และสนับสนุน ส่งเสริม และผลักดัน ให้ประเทศไทย นำเงินไปลงทุนที่ต่างประเทศอย่างหนัก (มาตราการ 2 กุมภาพันธ์ 2553)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลับทำงานสวนทางกับการแก้ปัญหาของธนาคารแห่งประเทศไทย ไปชักชวนให้ต่างชาติ ให้ขนเงินมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

อาการเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ได้ดีอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ หุ้นขึ้น บอกว่าเศรษฐกิจดี หุ้นตกบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เป็นเรื่องที่เบี่ยงเบน 

การเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ ล้วนเกิดขึ้นภายหลังตลาดหุ้นขึ้นสูงทั้งสิ้น ไม่ว่าที่ประเทศไทย และที่หลายๆประเทศทั่วโลก


ประเทศไทยหากิจการที่คนไทยเป็นเจ้าของได้น้อยลง หาใช่เป็นเพราะโลกาภิวัฒน์แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะวิสัยทัศน์-ปรัชญา คุณธรรม-จริยธรรม ของคนระดับสูง ระดับบริหารประเทศ ต้อยต่ำ ทำให้สินทรัพย์ของคนไทย ตกเป็นของต่างชาติมากขึ้น มีแต่ชื่อเท่านั้นที่บอกว่าเป็นไทย แต่ข้างในเป็นต่างชาติ หรือเป็นของกองทุนโลก

ผู้เขียนไม่รู้สึกภูมิใจที่เห็นคนไทยได้เป็นลูกจ้างของต่างชาติ ไม่ว่าเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย หรือลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่ชินคอร์ปและเอไอเอส 

ประเทศไทยตกเป็นของต่างชาติมากแล้ว แต่ทางการไทยยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้นอีก เข้ามาซื้อประเทศไทยมากขึ้นอีก

บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด คือบริษัทที่ตั้งมาเพื่อให้ต่างชาติซื้อหุ้นที่สัดส่วนเกินที่กำหนดไว้ โดยการซื้อหุ้นผ่าน ไทยเอ็นวีดีอาร์ โดยที่ผู้ที่ซื้อหุ้นผ่านไทยเอ็นวีดีอาร์ ไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

กฎเกณฑ์จะตั้งขึ้นมาอย่างไรก็ได้ แต่ของจริงคือต่างชาติเป็นผู้หุ้นใหญ่ธนาคารกรุงเทพ หากรวมสัดส่วนที่คิดว่าไทยเอ็นวีดีอาร์เป็นต่างชาติ กับสัดส่วนของส่วนต่างชาติ รวมเป็นต่างชาติถือหุ้นธนาคารกรุงเทพรวม 54.26 เปอร์เซนต์ จากทั้งหมด 64.76 เปอร์เซนต์ ขณะที่คนไทยแท้ๆถือหุ้นรวมกัน 10.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น

ยิ่งเกิดวิกฤต ยิ่งเพิ่มวิกฤตมากขึ้นไปอีก Letter of intent แท้จริงเขียนโดยคนไทย ไม่ใช่เขียนโดยคนไอเอ็มเอฟ ทำเป็นข้อเสนอขอกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ คนไทยได้โอกาส ออกแบบขายรัฐวิสาหกิจ อ้างว่าจะได้เอาเงินมาใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ โชคช่วยประเทศไทย เงินไหลเข้าประเทศไทยเพราะตลาดหุ้นแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ทำให้สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด โดยไม่ต้องขายรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด

แต่แล้วต้องผิดหวังทั้งประเทศ เมื่ออดีตนายกนายกทักษิณ ที่เป็นนักโทษหนีคุกด้วย ประกาศ “ต่อไปนี้เราไม่ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้หนี้ไอเอ็มเอฟแล้ว แต่เราจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ เมื่อจดทะเบียนในตลาดหุ้น ฯลฯ”

เป็นช่วงที่เศรษฐไทยตกต่ำ คนไทยไม่มีเงิน ต่างชาติมีเงินมากกว่า ต่างชาติจึงเป็นผู้ที่ซื้อหุ้นจองที่ราคาต่ำได้มากที่สุด รัฐบาลทักษิณได้มีการนำฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นถึง 5 แห่ง เอาปตท.เข้าตลาดหุ้น ทำให้ราคาน้ำสูงขึ้น เอาอสมท.เข้าตลาดหุ้น ทำให้ค่าโฆษณาสินค้าสูงขึ้น สรุปคือทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น

ช่วง 6 ปีการบริหารประเทศของทักษิณ เงินเฟ้อสูงขึ้นกว่า 100 เปอร์เซนต์ ค่ารถเมล์ขึ้นจาก 3.5 บาทเป็น 7-8 บาท 

ทุกวันนี้ แม้แต่แบงก์ชาติ ก็ตกเป็นของคนต่างชาติ  คนไทยแท้เช่นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ไม่เอามาเป็นผู้ว่าธนาคารชาติ กลับไปเอาลูกจ้างต่างชาติ มาเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติ กิจการในเครืองของธนาคารกสิกรไทย ของที่ทำงานเดิม "ของว่าที่" ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ล้วนแต่เป็นของต่างชาติ

โดยที่ก่อนหน้านางธาริษา วัฒนเกศจะมาเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติ ก็มีอดีตคนจากธนาคารกสิกรไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติเช่นกัน

ไม่เฉพาะเขาพระวิหารและดินแดนรอบเขาพระวิหาร จะตกเป็นของต่างชาติ กัมพูชา

อ่างเก็บน้ำในพระราชดำริก็ตกเป็นของต่างชาติ
http://www.thaipost.net/x-cite/180610/23681

แฉต่างชาติครอง อ่างเก็บน้ำในพระราชดำริ
http://hilight.kapook.com/view/49711

 
ที่เมืองเชียงใหม่เกาหลีก็รุกคืบเข้าครอบครองเมืองเชียงใหม่ http://www.oknation.net/blog/dogstar/2010/08/22/entry-1

หลังวิกฤตเศรษฐกิจตลาดหุ้นไทยหุ้นพังทลายในปี 2537 จนกระทั่งต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในปี 2540 สิงคโปร์เป็นเจ้าของเอกชนไทยมากขึ้น ไม่ว่าภาคการเงินการธนาคาร และภาคการผลิตจริง

แล้วปี 2549 เอกชนไทยยังเอาชินคอร์ปและเอไอเอสไปขายให้สิงคโปร์อีก

เห็นชื่อ กทช. ร่วมโรดโชว์สิงคโปร์ด้วย คงคิดเอาสินค้าจากกทช.ไปขายให้สิงคโปร์อีก

แล้วประเทศไทยจะไปเหลืออะไร

บริษัทหลักทรัพย์เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ร่วมกับตลท.จัดโรดโชว์ " SET-CS Singapore Roadshow 2010 " ครั้งนี้ ก็ไม่ใช่บริษัทของคนไทย

การรณรงค์เศรษฐกิจพอเพียง ทำมา 20-30 ปีแล้ว ยิ่งรณรงค์ยิ่งหมดชาติ

การขายสมบัติชาติ ไม่ว่าขายโดยรัฐ(แปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น) หรือโดยเอกชน จึงไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแม้แต่น้อย เป็นการหาประโยชน์ส่วนตนของกลุ่มผลประโยชน์ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเพียงการโฆษณาช่วนเชื่อของทางการแต่อย่างเดียว

เศรษฐกิจที่พอเพียงของประเทศที่แท้จริงต้องทำที่ระดับรัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ระดับบนของประเทศ มากกว่าที่จะมาเน้นที่ระดับชาวบ้าน 

แม้จะมีการขายสมบัติชาติต่อเนื่อง แต่หนี้สาธารณะก็ไม่ลด แต่กลับเพิ่มขึ้นอีก หนี้สาธารณะในยุครัฐบาลทักษิณ 3.4 ล้านล้านบาทก็นับว่าสูงมากแล้ว แต่มาถึงยุครัฐบาลอภิสิทธิ์กลับเพิ่มเป็น 4 ล้านล้านบาท ก็มากขึ้นไปอีก

การขายสมบัติชาติกิน ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง การบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศไม่ถูกต้อง บางช่วงก็ทำให้เกิดการขายสมบัติชาติด้วยความจำใจ หากจัดการวิสัยทัศน์ปรัชญาของการบริหารจัดการเศรษฐกิจของชาติได้ถูกต้อง ก็จะไม่ทำให้เกิดความจำเป็นต้องขายสมบัติชาติ แต่เมื่อเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น แล้วยังต้องไปโฆษณาขายสมบัติชาติอีก ยิ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องมากขึ้นไปอีก


กรณ์  จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สรุป นโยบายและปฏิบัติการ "รมต.กรณ์" 5 ข้อ ทำให้เงินท่วมประเทศ และบาทแข็งค่าผิดปกติ

1) เปิดตลาดทองคำล่วงหน้า 50 บาท เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2552

2) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 เปอร์เซนต์ 14 กรกฎาคม 2553

3) เปิดตลาดทองคำล่วงหน้า 10 บาท เมื่อ 2 สิงหาคม 2553

4) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% วันที่ 25 สิงหาคม 2553

5) โร้ดโชว์สิงคโปร์ 27 สิงหาคม 2553 "ตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนต่างชาติในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย"

โลกาภิวัฒน์แบบไหนกัน

เราไม่เคยพบว่าประเทศไทย ไปซื้อสมบัติชาติประเทศสิงคโปร์แต่อย่างใด พบแต่ประเทศไทยไปเสนอขายสมบัติชาติตัวเองให้สิงคโปร์

กรณ์ จาติกวนิข  รัฐมนตรีคลัง นำทีมโรดโชว์ ที่สิงคโปร์วันที่ 27 สิงหาคม 2553 นี้ ก็เห็นว่าไม่ได้ไปทำอะไร ก็คือการเอาสมบัติชาติไปขายให้สิงคโปร์  

รัฐมนตรี กรณ์ จาติกวนิช เดินทางไปขายสมบัติชาติ

................................................................................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
http://twitter.com/indexthai



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 05/09/2010 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

แล้วทำยังไงไม่ต้องขายสมบัติชาติล่ะคะ

ตลุยส่งเสริมเศรษฐกิจแบบพอเพียง
เลิกใช้ระบบเงินตราในการแลกเปลี่ยน
ยุติการสะสมทุน

ยากชะมัดค่ะ

เด็กสมัยนี้จบ ป. ตรี อยากกลับไปทำการเกษตรที่บ้าน
พ่ออาจไม่ว่า แต่แม่อาจผลักดันให้ไปเมืองนอก
(แถวนี้นิยมไปใต้หวัน อยู่แถวนี้มา 10 ปี ยังเห็นแบบนั้น)
เห็นความคิดแตกต่างกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง
(การส่งเสริมค่านิยมที่ผิดพลาดบางอย่างให้คน)

ลูกบอกว่า เอางี้...ไม่เคยคิดไปขายแรงงานที่ ตปท. เลย
ถูกยัดเยียดความคิดนี้เพราะเงินตัวเดียวแท้ ๆ
ขอลองค้าขายก่อนได้ป่ะ?

แก้ไข ปรับเปลี่ยนทั้งระบบยากไม่ใช่เล่นนะคะ
หลงติดกับวงจรอุบาทว์มานานเกินไปแล้วววว...

กลายเป็นว่า หากจะเดินตามรอยเท้าพ่อ(หลวง)
ต้องทำแบบปิดทองหลังพระ



ความคิดเห็นที่ 54 (0)
กบจ้อย วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 01.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

ได้ความรู้เพียบเลยครับ
ขอบคุณครับ ทำให้เรารู้ทันการบริหารประเทศ
บ้านเมืองเราฉิบหายเพราะนักการเมืองบริหารประเทศ
1.แบบทุจริต หรือไม่ก็ 2.โง่อย่างสุจริตมาเยอะแล้ว
ประสพการณ์การบริหารการเงินการคลังจนบ้านเมืองล้มเหลวเสียหายสมัยชวน-ธารินทร์ ก็มีในประวัติศาสตร์ไม่นานนี้ นับในข้อ2 (ให้เกียรติแล้วครับ เพราะไม่กล่าวหาว่าทุจริต) ส่วนทักษิณ ข้อ1 (ให้เกียรติแล้วครับ เพราะไม่กล่าวหาว่าโง่)
ขอศึกษาและเฝ้าดูต่อครับ ว่ารบ.นี้จะเข้าข่ายข้อไหน

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
สายน้ำที่หวังดี วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ssp

ก็ขอเป็นสายน้ำที่หวังดี
แม้นจะมีคนที่มองไม่เห็น
ขอเป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมบำเพ็ญ
สู่ความเป็นพุทธะชนะมาร

อันความคิด คิดไปได้หลายแง่
สิ่งที่แท้คือมรรคผลพ้นสงสาร
แม้ต่อปากต่อคำกันเนิ่นนาน
ก็มิอาจสมานซึ่งอัตตา

เพราะตัวกูของกูที่รู้ที่เก่ง
จึงอวดเบ่งความรู้คู่ภาษา
เพราะโมหะมานะบังปัญญา
มิเข้าถึงวิชชามันน่ากลัว

หากเชื่อกรรมฟังคำของผู้รู้
ท่านเป็นครูเป็นสมณะละกรรมชั่ว
ตำหนิท่านบาปมหรรฆพลันหมองมัว
อย่าเชื่อหัวไอ้เรืองนักมักเป็นภัย

แค่ได้บอกได้เตือนเพื่อนคนหนึ่ง
จะเข้าถึงหรือยิ่งชังก็ฟังไว้
ทำหน้าที่ผู้หวังดีอย่างจริงใจ
ท่านจะฟังหรือไม่ ไม่สำคัญ

ดีคือดี ชั่วคือชั่ว รู้ให้ชัด
ผู้ยืนหยันในธรรมนำสุขสันต์
ท่านมีแต่เมตตามาแบ่งปัน
กล่าวตู่ท่านบาปเพียงใด ใคร่ครวญดู


สายน้ำที่หวังดี

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
indexthai วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 16.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เหตุที่ทำให้เงินท่วมประเทศเร็วและแรงกว่าปกติ

1) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 เปอร์เซนต์ 14 กรกฎาคม 2553
(ไม่ได้เก็บข้อมูลไว้)

2) เปิดตลาดทองคำล่วงหน้า 10 บาท เมื่อ 2 สิงหาคม 2553
ผลของการเปิด Gold Futures 10 บาท วันที่ 2 สิงหาคม 2553
ทำให้ค่าเงินบาทแกว่งตัวเป็นขาขึ้นแรง ในวันที่ 3 สค. และแข็งต่อเนื่องอีก
ดูข้อมูล>> http://twitpic.com/2k6hu1

3) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 เปอร์เซนต์ 25 สิงหาคม 2553
ผลของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% วันที่ 25 สิงหาคม 2553
ทำให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก
ดูข้อมูล>> http://twitpic.com/2k6itn

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
indexthai วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 15.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ทวิต จาก twitter

ปิดข่าว ไม่มิดแล้ว เงินท่วมประเทศ...

ยอมรับแล้ว ปิดต่อไปไม่ไหว ปิดไม่มิดแล้ว "เงินท่วมประเทศไทย"

>>> อ่าน ที่มาของเงินของเงินทุนไหลเข้าประเทศไทย ใน entry นี้ 5 ข้อ

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
indexthai วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คุณ vincentoldbook ว่างๆ ก็เชิญที่นี่นะครับ
สดดี สดกว่าที่นี่...
http://twitter.com/indexthai

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
indexthai วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอบคุณทุกคคห.

ขอบคุณ ความคิดเห็นที่ 47
"ไม่น่าไปโพสต์ตามกระทู้อื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง"
ส่วนใหญ่ผมจะโพสต์ กระทู้เกี่ยวกับ การเมือง ศก. และต่างประเทศ
ไม่ได้โพสต์ไปทุกกระทู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
101ไทยหลังอาน วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 08.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/101thairidgeback


ข้อมูลข่าวสารที่มากมายประโยชน์กับคนทุกชนชั้น,ทุกเฉดสี

ขอบคุณมากครับกับข้อมูลข่าวสารดีๆ

คนไม่มีหางบางคนก็อยากมีหางชอบยกหางตัวเองว่าเหนือใคร แต่ทำตัวเป็นทาสเงิน ตราบใดแผ่นดินยังมีคนประเภทนี้อยู่ ความวุ่นวายก็ยังก่อเกิดไม่สิ้นสุด

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
Himmelslicht วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 08.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/himmel
Himmelslicht

แวะเข้ามาอ่าน.. เนื้อหาน่าสนใจเช่นเคย

แต่ขอติงวิธีการนะครับ
คุณ indexthai ไม่น่าไปโพสต์ตามกระทู้อื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อดึงให้คนเข้ามาอ่านแบบนี้นะครับ มันดูเป็น spam ครับ
ที่บอกว่า "ภาพรมต.ไทย เสนอขายสมบัติชาติให้สิงคโปร์ http://t.co/09tnRYq "
เห็นมีไปทั่วแทบทุกกระทู้หลักๆเลย

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

เรื่องต่างชาติเข้ามา"ซื้อ"เมืองไทยนั้น พูดยากครับ
อยากได้เงินเยอะๆ ขายคนไทยไม่ได้ราคา เพราะหลอกกันยาก ก็เลยต้องไปขายญี่ปุ่น ขายฝรั่ง
ได้เงินเยอะสมใจแล้ว เคยด่าตัวเองว่าขายแผ่นดิน ขายชาติบ้างรึเปล่า เห็นมีแต่ชมตัวเองว่าเก่ง
เคยเห็นลูกน้องปราชัย ถูกด่าอย่างหมูหมา ตึกยังสร้างอยู่ ก็เข้าไปใช้งานเป็นปีๆก่อนเสร็จ จอดรถใต้ดินยังต้องจ่ายค่าจอดให้บริษัท ยางรถถูกตะปูก่อสร้างเจาะแบน ก็ไม่จ่าย
เป็นลูกน้องฝรั่งยังดีกว่า อย่างน้อยไม่ด่าเป็นหมูเป็นหมา ให้ออกไปเลยถ้างานไม่เข้าตา
ส่วนเรื่องโรดโชว์ สมัยนี้ขรก.เก่งเรื่องทำ"ประชาสัมพันธ์" ได้ผลงานเอาหน้าทั้งน้าน บวกเบี้ยบ้ายรายทางในการจัดงานจัดพิมพ์จัดจ้าง ใครจะมาตามผลงาน...ไม่ดีก็แก้ตัวได้
เร็วๆนี้เห็นททท.เร่งประชาสัมพันธ์ ทั้งที่อดีตผู้ว่าฯยังเป็นข่าวอยู่ ดูจะขัดๆกันนะขอรับ ตกลงเทศกาลภาพยนต์ยังทู่ซี๊ทำหรือไม่ เห็นผู้กำกับไทยยังต้องพึ่งเทศกาลเมืองคานส์

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 22.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

เรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ เพราะเมื่อเดือนก่อนฟังตัวแทนผู้ฝากเงินธนาคาร บรรยายให้เห็นว่าส่วนต่างถึง 6-7% ซึ่งถ้าคิดจากต้นทุนเงินฝากไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้ว ธุรกิจธนาคารมีกำไรถึง 600-700 เปอร์เซ็นต์
กลับไปสมัย"คนกลางขูดรีด"ทั้งสองข้างอีกแล้ว ก่อนลดค่าเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 18-21% ถามว่าธุรกิจอะไรถึงจะส่งดอกไหวครับ
ความล้มเหลวของแบ๊งค์ชาติที่จะดูแลความเป็นธรรมและความสามารถในการแข่งขัน เขาลือว่าผู้ว่าฯแต่ละคนภาวนาเพียงอย่าให้มีแบ๊งค์ล้มในสมัยของตัวเองเป็นพอ เลยปล่อยให้แบ๊งค์ตักเอาตักเอา หวังว่าเมื่อแบ๊งค์กำไรมากก็จะมีเสถียรภาพมาก โดยไม่ดูรายละเอียดของการปล่อยกู้แบบรับใต้โต๊ะ ซึ่งเป็นเหตุของหนี้เสียมหาศาลที่อาจทำให้แบ๊งค์ล้มได้
เขาว่า รอดูผู้ว่าฯคนใหม่ ดร.ประสาร จะทำอะไรเรื่องนี้หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า ไม่...
คงต้องนึกถึงนายขนมต้มและพระเจ้าแผ่นดินพม่า ที่ว่าคนไทยเป็นคนเก่ง ไม่แพ้ใคร แต่ได้นาย (ขรก.)ไม่ดี...

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
ปรัตยา วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 22.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

ตลาดหลักทรัพย์ เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับมนุษยชาติจริง ๆ




ความคิดเห็นที่ 43 (0)
indexthai วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คุณ ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน

"อาจารย์ก็เบาๆหน่อย

เกมส์นี้เป็นการหาเงินเข้าประเทศ หลอกขายมันแพงๆ พอร่วงลงมาถูกๆ เราก็ซื้อคืน เหมือนที่เมกาหลอกขายตึกขายบริษัทให้ญีปุ่นในทศวรรต80 ผ่านไปสิบปีญี่ปุ่นขายคืนให้ในราคาขาดทุนเกินครึ่ง ใครได้ส่วนต่าง...

เหมือนที่เมกากำลังหลอกให้จีนซื้อทองคำในราคาเกินออนซ์ละ 1,240เหรียญ เห็นนอยากจะลดการถือครองดอลล่าร์ดีนัก เอาของแพงไปรับประทาน"

ผมเข้าใจในกลไกที่คุณกล่าวถึงนี้..

เห็นด้วย..

แต่ที่ประเทศไทยจะไม่ใช่แบบที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นและจีน

คอยดูก็แล้วกัน

เหตุเพราะเงินไหลเข้าท่วมประเทศไทย
ตอนนี้ spread ดอกกู้-ดอกฝาก ของไทย ห่างกันมาก
เกิดความเสียหายทั้งคนฝากและคนกู้
คนฝากได้ดอกต่ำ คนกู้ต้องเสียดอกกู้สูง
คนกลางแบบธนาคารตอนนี้ ..ไม่เดือดร้อนอะไร

ผล..
ตอนนี้ เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยฝากต่ำ
ดอกเบี้ย ..ติดลบมาหลายปีแล้ว

ประเทศไทยดักดานกว่าสิงคโปร์มาก ..ฝีมือผิดกัน

ไม่รู้ใครจะหลอกใคร?

ประเทศไทยเข้า IMF มา 2 ครั้งแล้ว
สิงคโปร์ไม่เคยเข้า IMF

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 17.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

มิน่าช่วงนี้หุ้นบ้านเราถึงขึ้นเอาๆ ไม่ยอมตก เพราะกำลัง"สร้างความั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ"มารับของแพง
อาจารย์ก็เบาๆหน่อย เกมส์นี้เป็นการหาเงินเข้าประเทศ หลอกขายมันแพงๆ พอร่วงลงมาถูกๆ เราก็ซื้อคืน เหมือนที่เมกาหลอกขายตึกขายบริษัทให้ญีปุ่นในทศวรรต80 ผ่านไปสิบปีญี่ปุ่นขายคืนให้ในราคาขาดทุนเกินครึ่ง ใครได้ส่วนต่าง...
เหมือนที่เมกากำลังหลอกให้จีนซื้อทองคำในราคาเกินออนซ์ละ1240เหรียญ เห็นนอยากจะลดการถือครองดอลล่าร์ดีนัก เอาของแพงไปรับประทาน
อยากเห็นอาจารย์ค้นเรื่อง เช่าฐานทัพ3แห่ง เช่นอุดรฯ กาญจนบุรี ให้กองทัพอากาศสิงคโปร์"ซ้อมรบ"(ทั้งปีทั้งชาติ) มีจนท.ประจำอุดรฯอยู่สี่พันคน ว่าจริงหรือไม่
ส่วนที่เรา"ไม่เคยซื้อสมบัติสิงคโปร์" ไม่จริงครับ ร.5ซื้อที่ดินสำหรับสถานทูตไทยบนถนนออร์ชาร์ด มูลค่าปัจจุบันเป็นหมื่นล้าน

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
นายจนดีมีจนตาย วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 17.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hinchanuan

พระพุทธองค์ทรงหยิบใบไม้ในป่าขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วทรงสอนแบบอุปมาอุปมัยแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย ความรู้หรือพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้นมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ในโลก

เหมือนใบไม้ในกำมือที่เปรียบเทียบกับใบไม้ทั้งป่า
แต่ความรู้ที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้นเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ส่วนความรู้อื่นๆนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์เลย

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
นายจนดีมีจนตาย วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hinchanuan

ตอบ vincentoldbook เพิ่มเติม

อ้างถึง สายน้ำผู้หวังดี

ท่านคงยังไม่รู้จักสายน้ำผู้หวังดีอย่างดีพอหรอกนะครับ
อดีตท่านเคยรับราชการพยาบาล แต่ท่านได้มีดวงตาเห็นธรรม จึงละทิ้งการแสวงหาเสพสุขใส่ตน เข้าสู่ร่มเงาศาสนาจนเกือบจะยี่สิบปีแล้ว เธอพากเพียรทำงานเพื่อผุ้อื่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ประเทศนี้ควรขอบคุณน้ำพักน้ำแรง ทั้งกายใจที่เธอได้มอบให้กับสังคมนี้
แม้อายุจะเท่ากัน แต่นายจนดีฯ ขอเคารพท่านสายน้ำฯ ในฐานะผู้สมาทานศีลที่สูงกว่า แม้เธอจะยังไม่ได้บวช แต่พฤติกรรมชีวิตของเธอนั้นเทียบได้กับศีลสิบเลยทีเดียว เพราะไม่มีทรัพย์สินใดๆที่เป็นของส่วนตัวทั้งสิ้น ทำหมดก็ให้หมด นี่แหละครับคนจนผู้ยิ่งใหญ่
นายจนดีฯ ขอกราบคารวะท่านสายน้ำฯ ไว้ ณ ที่นี้
นายจนดีฯ อาจเก่งปริยัติภาษาพอได้ แต่เรื่องปฏิบัติและปฏิเวธแล้วไซร้ ต้องยกให้ท่านสายน้ำฯ อย่างปราศจากข้อโต้แย้ง
แม้รู้มาก แต่ปฏิบัติไม่ได้ พระพุทธองค์ท่านเรียกว่าเป็นพวกปทปรมะ หรือบัวใต้ตมนั่นเองแล
โปรดสังเกตลักษณะการใช้คำพูดนะครับ
ว่าท่านสายน้ำฯ ได้สุภาพอ่อนน้อมกับท่านเพียงใด
และการตอบกลับจากท่านนั้นเป็นเช่นใด
ซึ่งท่านมักจะตัดสินผู้อื่นอย่างเด็ดขาดด้วยการอ่านเพียงไม่กี่บรรทัด
"ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา
ศีลพึงได้รู้ด้วยการอยู่ร่วมกัน"(พุทธพจน์)
วิญญูชนพึงพิจารณาครับ

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
นายจนดีมีจนตาย วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hinchanuan

ตอบ vincentoldbook

ขอบคุณมากครับ ที่ท่านได้กรุณาเมตตาอรรถาธิบายเพื่อช่วยเปิดโลกปัญญาให้ผมอย่างมากมาย
ต้องยอมรับว่าท่านเป็นผู้รู้มากจริงๆ และคงจะเดินทางมามากด้วย ทำให้มุมมองชีวิตของท่านมีกรอบวิธีคิดไปอีกแบบหนึ่ง ที่ใช้ในการตัดสินถูกผิดชั่วดีตามขอบเขตอำนาจวิสัยของท่าน อย่างเช่นที่ท่านตัดสินว่า ผมไม่เข้าใจชีวิตตามกรอบวิธีคิดของท่าน

ประเด็นแรก ข้อความที่ผมนำมาโพสต์เรื่อง “ปรัชญากับศาสนาแตกต่างกันอย่างไร ?” นั้นไม่ใช่ความเห็นของผมนะครับ เพียงคัดลอกมาให้เห็นหนึ่งความหมายที่ถูกกำหนดโดยคนผู้หนึ่ง ซึ่งเขาก็สรุปอยู่ว่า ปรัชญาและศาสนานั้นมีหลายความหมาย แล้วแต่จะนิยามกันไปตามความเข้าใจของแต่ละนักปราชญ์

ผมมีคำถามใคร่เรียนถามท่านดังนี้

1.หลักปรัชญาชีวิตพื้นฐานที่ท่านอ้างถึงนั้น เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นโดยผู้ใด หรือเป็นกฎที่มีอยู่โดยธรรมชาติ แล้วใครเป็นผู้ค้นพบและใช้ตัดสินผู้คนว่าใครไม่อยู่ในแนวทางนั้น

2. ใครเป็นผู้กำหนดนิยามของคำว่า "ศาสนา" และตกลงตรงกันเป็นมติเอกฉันท์แล้วหรือยัง หรือยังคงถกเถียงกันอยู่ว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาหรือไม่ ?

3. คำกล่าวของท่านต่อไปนี้ ขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ?
3.1 ท่าน : “พุทธศาสนา ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของศีล ..เพราะศีลที่มาอ้างๆกันน่ะ เป็นแค่ตัวช่วยหนึ่ง .ในเรื่องของ ศีล มนุษย์ที่มีความสลับซับซ้อนทางจิต สมอง ปัญญา ความคิด..สามารถนำไปดัดจริตเพื่ออำพรางตนเองได้ ..”
พุทธพจน์ : “ศีลเป็นเยี่ยมในโลก(สีลังโลเกอนุตตโร) ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั่น ศีลนำไปสู่นิพพาน(สีเลนนิพพุติงยันติ)”
ผม : คำกล่าวของท่านน่าจะเป็นการเข้าข่าย “สีลพตปรามาส” คือผู้ปรามาสหรือสบประมาทในศีล อันเป็นหนึ่งในเครื่องกั้นสู่นิพพานขั้นต้น(โอรัมภาคิยสังโยชน์) ซึ่งมี 3 ประการ ได้แก่ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาส

3.2ท่าน : ลองออกเดินทางมากๆครับ โลกของคุณจะได้กว้างๆ คุณอาจจะอายุมากกว่าผม แต่เท่าที่ผมอ่านความเห็นของคุณ ..คุณยังเดินทางน้อยอยู่ เพราะหากคุณเดินทางมาก ศึกษามาก เรียนรู้มากๆ คุณจะไม่ติดอยู่กับวังวนเปลือกนอกของพุทธศาสนาเด็ดขาด..
พุทธพจน์ : ทรงสอนมหาสติปัฏฐาน 4 ให้ตั้งสติระลึกรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจนี้
ผม : จะให้ผมเชื่อคุณหรือพระพุทธเจ้าดีครับ

3.3ท่าน : ไม่เข้าใจปรัชญาชีวิต ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต จะเข้าใจแก่นแท้แห่งพุทธศาสนาได้อย่างไร ??..พวกคุณอยู่กัน "ตึง" เกินไป มันไม่ใช่หลักธรรมชาติ แต่เป็นการฝืนอยู่แบบผิดหลักธรรมชาติ..
พุทธพจน์ : พระพุทธเจ้าฉันอาหารวันละมื้อ ฉลองพระองค์ด้วยไตรจีวร ดำเนินพระบาทเปล่า บิณฑบาตเลี้ยงชีพ เนกขัมมะจากกามกิเลสตัณหาทั้งปวง
ผม : ที่สันติอโศกทำตึงกว่าพระพุทธเจ้ารึเปล่าล่ะครับ ยังเลย แล้วมีความพยายามที่จะดำเนินตามแบบตัวอย่างที่มีค่ากว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วท่านว่าเดินทางผิดหรือครับ การที่พระพุทธเจ้าพาละเว้นจากเมถุนธรรมเป็นต้น ดังนี้ ท่านว่าฝืนธรรมชาติมั้ยล่ะครับ ไม่มีพระพุทธพจน์ตอนใดที่กล่าวว่า ธรรมคือธรรมชาติ แต่ที่แท้ธรรมนั้นทวนกระแสโลกย์

3.4ท่าน : มันต้องมีอิสระ เสรี และ ผ่อนคลาย ธรรมะไม่ได้เกิดในสภาวะที่เรา "ตึง" หรือ "หย่อน" แต่เป็นสภาวะสบายๆกลางๆ ..ซึ่งคุณเองยังไม่เข้าใจว่า "ทางสายกลาง" ในที่นี่หมายถึงอะไร ?..
พุทธพจน์ : สัตว์โลกล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร พึงตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริ ญยิ่ง
ผม : สายกลางของพระพุทธเจ้าคือตั้งตนอยู่บนความลำบาก ไม่ใช่สบายๆครับ หากไม่มีความเพียร ก็ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ ครั้งตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธองค์ยังทรงท้อพระทัยว่าจะสอนธรรมแก่มนุษย์ดีไหม เพราะธรรมที่ท่านตรัสรู้นั้น สงบ(สันตา) ปณีตา(ประณีต) คัมภีรา(ลุ่มลึก) เห็นได้ยาก(ทุทัสสา) รู้ตามได้ยาก(ทุรนุโพธา) คาดเดาไม่ได้(อตักกาวจรา) และรู้ได้เฉพาะบัณฑิต(บัณฑิตาเวทนียา) เปรียบเสมือนจักเส้นผมให้เป็นร้อยแฉกเท่าๆกัน ยิงธนูร้อยดอกให้เข้ารู้กุญแจเดียวจากระยะไกล แต่ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ พระพุทธองค์จึงทรงเผยแพร่ศาสนา ผมไม่แปลกใจถ้าคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจพุทธที่ถ่องแท้ไม่ได้

3.5ท่าน : อย่าอ้างแต่คัมภีร์ อย่าฉาบฉวยอยู่กับพระวจนะ โดยไม่หันมามองความจริงของชีวิต เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะไม่เข้าใจพระวจนะของพระพุทธองค์ได้อย่างถูกต้องทั้งหมด ..
พุทธพจน์ : พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนหลักความเชื่อ 10 ประการ เรียกว่า กาลามสูตร (ตามชื่อกลุ่มชนชาวกาลาม) ท่านไม่ให้เชื่อตามการคิดด้นเดาคาดคะเน เชื่อตำรา หรือแม้แต่เชื่ออาจารย์ ให้ปฏิบัติจนเห็นผลกับตน(ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ : รู้แจ้งด้วยตน)
ผม : ผมได้ปฏิบัติตนตามฐานะแห่งธรรม คือ สมาทานศีลห้า ละเว้นอบายมุขหก ละเว้นมิจาฉาวณิชชาห้า(หนึ่งในนั้นคือการค้าขายเนื้อสัตว์) ทั้งไม่ฆ่าและไม่ซื้อไม่ขาย ผมจึงไม่กินเนื้อสัตว์ พ้นทุกข์มาได้ระดับหนึ่งตามที่ตนได้เห็นแจ้ง แล้วท่านล่ะครับ มีข้อวัตรปฏิบัติอย่างไรบ้าง ในฐานะที่ท่านเองก็เปิดเผยตนเองว่าเป็นชาวพุทธ หรือมีเพียงแนวความคิดและปรัชญาครับ ?

3.6ท่าน : ลองออกเดินทางไปตามบ้านนอกชนบท ไปศึกษาหมู่บ้านพอเพียงอื่นๆ ที่เขาก็มีวิถีชีวิตที่ดี สงบสุข ไม่ต่างจากชุมชนอโศกเลย
ผม : ผมเติบโตมากับชนบทตั้งแต่สมัยที่ยังขี่ควายนั่งเกวียนไปทำไร่ไถนา ยิงนกตกปลา ขุดจี่โป่ม ติดจั๊กจั่น ล่าไก่ หมูป่า หากินตามประสาบ้านนอก วัดมีไว้ทำพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ สงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็มีอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ตามวัดป่าไกลๆ แต่ผมยังไม่ค้นพบชุมชนที่ไหนถือศีลห้าทั้งหมด และปลอดอบายมุขครับ ที่ติดหนักที่สุดคือเรื่องหวย เห็นซื้อกันแทบทั้งหมู่บ้าน พวกผู้ชายหาคนไม่ดื่มสุราก็มีน้อย ยิ่งเทศกาลงานบุญฉลองกันด้วยอบายมุขเพียบ

เราปุจฉาวิสัชชากันด้วยเหตุผลนะครับ หวังว่าจะไม่กินแหนงแคลงใจใดๆต่อกัน ขอให้เราต่างตั้งจิตเมตตาและให้เกียรติในความคิดเห็นของกันและกันครับผม
ผมไม่ถือครับว่าท่านจะอ่อนหรือแก่กว่าผม ถึงแม้ชาตินี้ผมอาจแก่กว่าท่าน แต่ถ้านับอายุในสังวารวัฏนี้ ก็ไม่แน่ว่าใคราจะยาวนานกว่ากัน

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 11.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ลองดูคำอธิบาย และข้อสรุป จากข้อความด้านล่างนี้
แล้วจะทำให้เรา เข้าใจธรรมะ และชีวิต ได้ดีขึ้น

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ในวักกลิสูตรที่ว่าไว้ดั่งพระพุทธองค์ดำรัส พระวักกลิ เป็นผู้ที่หลงใหลในรูปลักษณ์ความงดงามของพระองค์มากจนกระทั่งพระพุทธองค์ ต้องขับออกจากสำนักไป เนื่องจากไม่ฝักใฝ่ในธรรมะอย่างแท้จริง ด้วยความโทมนัสจึงจะไปกระโดดหน้าผาตาย พระพุทธองค์ตามไปพบเทศนาสั่งสอนเรื่อง "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต" เพื่อให้พระวักกลิถ่ายถอน ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวพระองค์หันมาน้อมนำในพระธรรมคำสั่งสอนแทน จนสามารถบรรลุธรรมได้ในบัดนั้น...การเห็นอย่างธรรม คือเห็นให้ลึกและกว้าง เห็นแบบธรรมชาติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเข้าใจหลักแห่ง ปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนั้นย่อมมีสิ่งนี้
การเห็นเช่นนี้ สัมผัสได้ทุกอณูของร่างกาย ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแบบไหน อริยาบถ 4 ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติและปํญญาระลึกได้อยู่ตลอด ต้องปฎิบัติเองครับ..ใครกินใครอิ่ม....การเข้าใจธรรมมี 2 นัยยะ
1. เห็นแบบกะพี้....เปลือกนอก..ประเภทพิธีกรรม+อภินิหาร+ลาภสักการะ ไม่มีทางเข้าใจได้....... บัวเกิดมาแต่ตม แต่พอโผล่พ้นน้ำก็ไม่มี ขี้ตม..ติดมาให้เห็น..แปลกแต่จริงนะครับ..การพิจารณาคน..กับบัว 4 เหล่าจึงชาญฉลาดมาก
2. เห็นแบบแก่น เข้าถึงอย่างจริงจัง รู้และเข้าใจหลักของธรรมชาติดีว่า มีความผันแปรไป ไม่มีอะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวครับ
(ขอบคุณ คุณ SATAN จาก Yahoo! รู้รอบ)

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ คุณเชื่อหรือไม่?
ลองดูหลักฐานเหล่านี้

1 หลักฐานในพระไตรปิฎก
พระพุทธเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า

“ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม “

2. หลักฐานในพระสูตรของมหายาน
พระพุทธเจ้าตรัสอย่างชัดเจนยิ่งกว่านี้อีกว่า

“ เราตถาคตได้ประกาศธรรมะ ให้ปวงสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงสภาวะนิพพานตลอดมา เรามิได้สูญหาย
และมิได้สลาย หากแต่ดำรงอยู่ในโลกนี้ เพื่อประกาศสัจธรรมอยู่นิรันดร”

-------------------------------------------------------------
พระพุทธเจ้า คือธรรมะ ธรรมะ คือพระพุทธเจ้า
ซึ่งจะยังคงดำรงอยู่ในโลกนี้ชั่วกัลปวสาร

หากแต่ผู้คนที่ได้ยิน ได้ฟัง หรือได้อ่าน ธรรมะ ของพระพุทธองค์แล้ว จะเข้าใจได้ทั้งหมดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระดับ
ของปัญญาของแต่ละคนฯ

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
Cat@ วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 02.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ติดตามข่าวเมืองไทย
ขอบคุณนะค่ะ
ที่ำนำเรืองก๋วยเตียวหลอด ขึ้นทวิสให้นะค่ะ
................

เิชิญนะคะ่
แม่แคทหาจ้า
เดียวจะลืมกันเสียก่อน
ตอน
ไก่ย่าง น้ำจิ้มไก่สูตรชาวบ้าน กับคลิบวีดีโอ หนูโจเรียนบัลเล่ย์จ้า Cat@

กับตอน
ก๋วยเตียวหลอด สูตรแม่แคท สูตรโบราณ ก็คนทำมันโบราณ นิหน้า
ลงไปนาน แต่ไม่มีเวลาลาดตะเวน

วันนี้จึงมาหา จ้า
ขอให้เพือนๆมีความสุข นะคะ่
สภาพ..โลกเปลี่ยน ความวุ่นวาย เกิด
แต่เราไม่ได้ไปวุ่นกับมัน
จาก
แม่แคท

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
vincentoldbook วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 18.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...


นายจนดีมีจนตาย ..

คุณยังเข้าใจอะไรที่ไม่ถ่องแท้และผิดเพี้ยนอยู่มาก..

โดยเฉพาะการพยายามที่จะไม่มองให้เห็นถึงแก่นแท้สาระเนื้อหาของ "คำสอนของพระพุทธองค์" นั้น..ว่าไว้ด้วยเรื่องราวใดเป็นสำคัญ ?..ว่าด้วยเรื่องปรัชญาที่เป็นความจริงของชีวิต หรือ ว่าด้วยเรื่องการศาสนา ..ที่เป็นเพียงคำสั่งสอนของศาสดา ..เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ!! ..

ตรงนี้สำคัญ ..หากคุณแยกแยะและทำความเข้าใจแบบผิดเพี้ยนอยู่ตรงความเชื่อผิดๆที่ว่าปรัชญาเป็นเรื่องทางโลกมากกว่า ศาสนาเป็นเรื่องทางธรรมมากกว่า..อันนี้คุณก็จะไม่พบทางออกของชีวิตแน่นอน !!..

ยกตัวอย่างง่ายๆ ทุกวันนี้คุณเองก็ยังคงต้องสาละวนอยู่กับปัญหาชีวิตปัญหาทางโลก อ.สิทธิพงษ์ยังสาละวนอยู่กับการนำเสนอ "ตัวเลข" ที่เก็บสะสมมาอย่างยึดมั่นถือมั่นว่ามันคือวิชาความรู้มันคือความจริง ..

พวกคุณเข้าใจทฤษฎี "บุญนิยม" ของสันติอโศกว่า มันคือความพอเพียงของชีวิต เพราะนำหลักคำสอน"ศาสนา" มาใช้ มาปฏิบัติ ทั้งการเสียสละ ทั้งการทำบุญ ที่เคร่งครัดอยู่กับแนวคิดสุดโต่งเรื่องมุ่งสู่จนด้วยการโจมตีโลกทุนนิยมที่นิยมความรุ่งโรจน์ และ ความร่ำรวย !!..

นี่คือ..การบิดเบือนพระพุทธศาสนามาใช้ในทางที่ผิดเพี่้ยน มีลักษณะของการเป็นอวิชชาอย่างหนึ่ง คือ มีพื้นฐานความรู้และความเข้าใจในเรื่องวิชาความรู้ต่างๆที่ดี แต่กลับนำเสนอความรู้ หรือ เผยแพร่ความรู้แบบผิดๆ เพื่อเป้าประสงค์ในการที่จะยกย่องตนเอง และ กล่าวโทษผู้อื่น..

คุณจนดีมีจนตาย ..อย่างที่ผมบอกคุณเรื่องการเดินทาง คุณเดินทางน้อยเกินไป คุณเห็นชีวิตเห็นโลกแบบที่มันคับแคบและอัตคัตเกินไปคุณก็เลยจมปลักกับความเข้าใจอันผิดเพี้ยนของคุณ ..

โลกมนุษย์ในความเป็นจริง .. กับ สัดส่วนการถือครองโลกของมนุษย์สายพันธุ์ต่างๆอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ..หากคุณศึกษา เรียนรู้ และ เดินทางเพื่อค้นพบมากๆ คุณจะพบว่า ..

๑. มนุษย์บนโลกร้อยละ ๑๐ เป็นนักบวช นักการศาสนา นักปราชญ์ เป็นศาสนิกชน หรือ ญาติธรรมฝ่ายเผยแพร่ ของแต่ละศาสนา ที่ปะปนอยู่ทั้งผู้ที่เคร่งครัด และ ผู้ที่หละหลวม มือถือสากปากถือศีล ดังนั้น การเผยแพร่คำสั่งสอนทางศาสนา หรือ เผยแพร่ธรรมะของมนุษย์กลุ่มนี้ ก็มีที่เข้าใจและไม่เข้าใจ หรือ มีทั้งเสนอความจริง และ บิดเบือนความจริง

๒. มนุษย์บนโลกร้อยละ ๒๐ โดยประมาณ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาผู้คิดค้นทฤษฏีต่างๆ เป็นครูบาอาจารย์นักวิชาการ นักคิด นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง หรือ ผู้นำทางปัญญาทางความคิดทั้งหลาย ที่มีการปะปนกันทั้งพวกที่ดีมีจรรยาบรรณมีอุดมการณ์ และ พวกที่เลวที่ฝักใฝ่ในเรื่องของผลประโยชน์ ทั้งผลประโยชน์ทางตรง และ ผลประโยชน์แอบแฝง ดังนั้นข้อคิดของมนุษย์กลุ่มนี้ ก็มีทั้งที่คิดดี ทำดี กับ คิดดี ..แต่ทำตรงกันข้าม !! ..

๓. มนุษย์ส่วนที่เหลือทั้งหมด ร้อยละ ๗๐ โดยประมาณ คือ มนุษย์อย่างเราๆท่านๆทั้งหลาย ที่เรียกว่า โลกียชน นั่นแหละ คือ ยังมีความอยากได้ใคร่มี ยังมีความต้องการที่จะแข่งขัน ยังมีความทะยานอยาก รักสวยรักงาม มีชีวิตที่คละเคล้ากันอยู่ทั้งเรื่องสุขเรื่องทุกข์ มีทั้งคนยากดีมีจนมหาเศรษฐีขี้ข้ายาจก ปนเปกันอยู่ทั่วทุกภาคส่วน ทั่วทุกมุมโลก ทั่วทุกสาขาอาชีพต่างๆ ในแวดวงการต่างๆ ..

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กลุ่มที่ ๑-๒ เผยแพร่คำสั่งสอน หรือ ถ่ายทอดวิชาความรู้ความรู้สึกคิดต่างๆออกมา ก็มักจะมาหวังผลเพื่อสร้างความเชื่อความศรัทธาให้กับมนุษย์กลุ่มที่ ๓ นั่นแหละ ทั้ง คำสั่งสอนของศาสนาต่างๆ ทั่้ง พุทธ คริสต์ อิสลาม และ ลัทธิอื่นๆ ทั้งแนวคิด หรือ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจ ทุนนิยม สังคมนิยม ทั้งแนวคิดทางด้านการเมือง ทั้งเสรีประชาธิปไตย ทั้งสังคมนิยม ทั่้งเผด็จการฟาสซิสต์ และ อื่นๆ อีกมากมาย ..

ดังนั้น คุณจะพบว่า .."ศาสนา" ไม่สามารถให้คำตอบมนุษย์โลกทั้ง ๓ กลุ่มตามที่จำแนกมานี้ได้พร้อมๆกัน โดยให้เชื่อได้พร้อมๆกัน หรือ ยอมรับได้พร้อมๆกัน ..

แต่ "ปรัชญา" หรือ ความรู้ หรือ ศาสตร์ หรือ วิชา ที่ว่าด้วยการค้นหาความจริงของชีวิตนั้น สามารถให้คำตอบมนุษย์ทั้ง ๓ กลุ่มนี้ได้เหมือนๆกัน พร้อมๆกัน เพราะเป็นการค้นหาความจริงในชีวิตมนุษย์ ..ด้วยปัญญาของมนุษย์ !!..

คุณอ้างคำสอนทางศาสนา คุณอ้างพระวจนะของพระพุทธองค์ แต่คุณไม่เข้าใจหลักปรัชญา ไม่เข้าใจ ความจริงของชีวิต คุณก็เลยให้คำตอบกับชีวิตคุณเองไม่ได้ นั่นแสดงว่าคุณไม่เข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และ เมื่อไม่เข้าใจคุณก็นำเสนอแบบผิดๆ..

เหมือน อ.สุทธิพงษ์ เนี่ยแหละ ..มีความรู้ที่ดีแต่เสนอแบบผิดๆ มันเลยทำให้ความรู้ของ อ.สุทธิพงษ์ แทนที่จะได้เป็น "วิชา" แต่กลับกลายเป็น "อวิชชา" แทน..เพราะมุ่งหวังที่จะใช้เพื่อให้เกิด "ความเชื่อความศรัทธา" ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจของตนถูกนำไปใช้ในการกล่าวโทษผู้อื่นแบบบิดเบือนความจริงออกไป ..

เพียงเพื่อเป้าหมายในการที่จะนำเสนอ "ทฤษฎีบุญนิยม" ที่เป็นความเชื่ออันผิดเพี้ยนกลุ่มสันติอโศก ที่ไม่ใช่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามทฤษฎีแนวคิดของในหลวง..

เพราะ "บุญนิยม" ผิดเพี้ยนไปจากหลักปรัชญา ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงของชีวิต ไม่มีความพอเพียง มีเพียงความสุดโต่งทางแนวคิดที่บิดเบือนมาจากศาสนา !!!..

ดังนั้น..

คุณอย่ามาบอกว่า ปรัชญา เป็นเรื่องทางโลกมากกว่า ..

นั่นมันเป็นพื้นฐานความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนของคุณครับ !!..



ความคิดเห็นที่ 34 (0)
vincentoldbook วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 16.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...


" ...คำว่า "ศาสนา" ตามที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าใช้ตรงกับคำว่า religion ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนที่มาจากเบื้องบน ส่วนวิธีการสั่งสอนก็คือ "สั่ง" และ "สอน" ให้ปฏิบัติโดยถือว่าคำสั่งสอนนั้นมาจากเบื้องบน ยุติได้ว่าถูกต้องเที่ยงแท้แล้ว จึงทำตามได้ทีเดียว ถ้าว่าตามนี้ พระพุทธศาสนาก็ไม่เข้าหลักเป็นศาสนา เพราะเนื้อหาสาระและกฎเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นจากการค้นหาความจริงของชีวิตด้วย "ปัญญามนุษย์" พระพุทธศาสนาแสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏิบัติที่จะให้บรรลุความสุขสูงสุดของชีวิต มีวิธีการสั่งสอนที่ยึดหลักเหตุและผล ว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ผู้ใดประกอบเหตุอย่างไร ? เพียงใด ? ก็ได้ผลอย่างนั้น เพียงนั้น ? หากจะถามว่าพระพุทธศาสนาเป็นอะไร ? ก็ต้องตอบว่า โดยเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวความจริงของชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นปรัชญา โดยวิธีการสอนที่ยึดหลักเหตุผล พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ หรือพูดให้ชัดลงไปอีกก็เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า การสอนพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือ การสอนให้คนสามารถพิจารณาขุดค้นหาหลักธรรมะจากชีวิต และนำหลักธรรมะนั้นมาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์... "

...........................................
คัดลอกมาจากบางส่วนของ..พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานไว้ในการเสด็จฯ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ..เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๓

...........................................


ความคิดเห็นที่ 33 (0)
นายจนดีมีจนตาย วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hinchanuan

ตอบ vincentoldbook

ขอนิดเดียวก่อนครับ มีเวลาจะมาร่วมเสวนาต่อ

ข้อความต่อไปนี้นำมาจาก
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=02-07-2005&group=2&gblog=9

ปรัชญาแตกต่างจากศาสนาอย่างไร ?

ปรัชญาเป็นคำที่แปลมาจากPhilosophy และความหมายไม่ตรงกันเสียเลย เพราะ ปรัชญามาจากคำ ปร กับ ชญา แปลว่าญาณอันวิเศษ ซึ่งส่อไปทางศาสนา ในขณะที่ Philosophy มาจากคำว่า Philos + Sophia แปลว่า ความรักในความรู้ อันส่อไปทางนักปราชญ์ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา ดังนั้นเราจะใช้ตามความหมายของ Philosophy

ในขณะที่ทางศาสนาเราจะใช้ความหมายของภาษาอังกฤษที่ว่า Religion ที่มาจากคำว่า Religio ของภาษาละติน ที่แปลได้หลายความหมาย หนึ่งในนั้นคือ ความผูกพันที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแค่คำแปลในบางส่วน ปรัชญาก็แตกต่างจากศาสนาไปเสียแล้ว เพราะปรัชญาเป็นไปในทางโลกมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
กมาโคมาลอฟกี้ วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arjarnLung
kamakomalofgy

เมื่อไหร่เราจะรัฐมนตรีที่ฉลาดแลพพอเพียง การพึ่งตนเองน่าจะเป็นหนทางเอกในการรักษาประเทศชาติเอาไว้ได้ ทำไมต้องพึ่งเงินจากต่างชาติด้วย เราขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพก็น่าจะพัฒนาประเทศได้อย่างพอเพียงแล้ว ทำไมต้องวิ่งตามพวกตาน้ำข้าวด้วย คุณภาพชีวิตของปชช.น่าจะเป็นหนทางที่ต้องพัฒนามากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ การเกษตรนี้แหละจะพาชาติไทยให้เจริญยั่งยืน

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
indexthai วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอบคุณทุกเม้นท์

1) บุญนิยม ทุนนิยม กองทุนนิยม ..ความแตกต่าง http://bit.ly/c1ZoGt

2) ระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระดับสูง: http://bit.ly/4Msq7r

3) กฎหมายนั้นชั่ว และไม่ยุติธรรมได้: http://bit.ly/bl3oCv

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
vincentoldbook วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 00.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...


สายน้ำผู้หวังดี..

ขอไม่เสวนากับคุณมากนะครับ ..

เพราะคุณยังไม่เข้าใจอะไรมากมาย เทียบเท่านายจนดีมีจนตาย และ อ.สุทธิพงษ์ ผมขอเสวนากับผู้รู้สองท่านนี้ดีกว่านะครับ ส่วนคุณก็อ่านบทเสวนาไป และ ทำความเข้าใจไปล่ะกันนะครับ เพระานายจนดี กับ อ.สุทธิพงษ์เนี่ย น่าจะเป็นผู้นำทางความคิดของคุณแล้วล่ะ..

...................................

ที่คุณเชื่อว่า..

เพราะเขายอมจนในส่วนตัว จึงมีส่วนเหลือที่จะเสียสละได้มาก
เพราะเขาเอาแต่น้อย ผู้อื่นจึงได้รับส่วนเหลือจากเขา
เพราะเขาเต็มใจจนเขาจึงมีความสุข
เพราะเขาทิ้งความรวยเขาจึงได้ช่วยคนจน
เพราะเขาสมดุลในชีวิตเขาจึงไม่คิดเรื่องความรวย
เพราะเขามีน้ำใจเขาจึงแจกจ่ายได้หมด
เพราะเขาแจกจ่ายได้หมดเขาจึงไม่รวย
..........................

เอากลับไปทบทวน และ เพ่งมองและพินิจพิจารณาญาติธรรมในชุมชนอโศกทั่วประเทศใหม่นะครับ ..ว่าโดยเนื้อแท้แล้วเป็นเช่นนี้หรือไม่ ?..

"จน" จริงๆ นั้นคืออะไร ? คือการค้าขาย การมีมินิสโตร์ การมีโรงงานผลิตสินค้าหรือไม่ ??..

"จน" จริงๆ คือ การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าสมุนไพร ยาหม่อง สบู่ ยาสีฟัน ชา และ สินค้าเบ็ดเตล็ดของห้างร้านอื่นๆด้วยหรือไม่ ??..

เงินที่ได้จากการค้าขายเอาไปทำอะไร ? เอาไปหว่านทิ้งหรือแจกจ่ายให้กับผู้คนที่ยังขัดสนในสังคมหรือไม่ ??..

มันเห็นๆกันอยู่ว่าไม่ใช่ ..คุณรออ่านการเสวนาของคนที่เขาเข้าใจมากกว่าคุณก่อนดีกว่าครับ ให้ นายจนดีมีจนตาย กับ อ.สุทธิพงษ์ เข้ามาเสวนาก็พอครับ ผมว่าพวกเขาน่าจะอธิบายอะไรๆได้แจ่มชัด และ ลึกซึ้งกว่าคุณมากนะครับ..

ขอเสวนากับผู้รู้ของสันติอโศกดีกว่าครับ จะหาว่าผมเป็น "มาร" ก็ได้ ขอเป็น "มาร" ผจญความคิดของญาติธรรมสักครั้ง ..เอาให้เห็นปัญญากันไปเลย !!..

ต่างฝ่ายต่างได้ ..อย่าคิดว่าเป็นการโจมตีเลยครับ !!!..

ขอบคุณครับ !!!..


ความคิดเห็นที่ 29 (0)
vincentoldbook วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 00.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...


นายจนดีมีจนตาย ..

ขอตอบข้อสงสัยของคุณต่อนะครับ..ตอบช้าหน่อยเพราะบังเอิญผมติดเขียนบทความยาวๆในบล็อกการเมือง ..

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณ และ พยายามจะนำเสนอคุณก็คือ คุณอ้างเรื่องศาสนา เรื่องศีล แต่คุณไม่เข้าใจหลักปรัชญาชีวิตพื้นฐาน พอไม่เข้าใจหลักปรัชญาชีวิตพื้นฐาน คุณก็ไม่เข้าใจมนุษย์ พอไม่เข้าใจมนุษย์ คุณก็ไม่เข้าใจชีวิตทั้งหมด ..

ผมพูดคุยกับญาติธรรม ..มาไม่ต่ำกว่าร้อยคน ..ในช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีมานี้ ป้าผมคนหนึ่งแกก็เป็นญาติธรรม อยู่ที่เมืองนนท์ ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว เป็นญาติธรรมมาตั้งแต่ยุคตั้งต้นเมื่อช่วงยี่สิบสามสิบปีก่อน ผมทานอาหารมังสวิรัตรู้จักสันติอโศกมาตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน..

ผมชอบที่เห็นป้าทานมังสวิรัต ผมชอบที่เห็นเพื่อนชาวต่างชาติผมไปทานมังสวิรัตแต่งชุดม่อฮ่อม และ ศึกษาธรรมะ ผมว่าชุมชนอโศกดีน่ะ เพราะผมเป็นคนอุบลฯ ผมก็คุ้นเคยกับราชธานีอโศกดี ส่วนดีมีมาก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และ ส่วนที่ไม่ใช่นี่แหละ เป็นส่วนที่ทำให้ผมสงสัยในพฤติกรรมของสันติอโศกในช่วงหลังๆ..

ที่ผมเห็นแย้งนั้น ..มันคือจุดที่สุดโต่งของสันติอโศก คือ เรื่องมุ่งสู่จน การปนศาสตร์สารพัดศาสตร์เข้ามามั่วกันหมด..

คุณอย่ามาอ้างเลยว่าคุณเข้าใจหลักสมดุล หรือ ความพอเพียง ทางสายกลาง ตราบใดที่คุณละทิ้งโลกแห่งความเป็นจริงไป และ ไปยืนอยู่ระหว่างสมณะ กับ ปุถุชนทั่วไป ในนามของญาติธรรม คุณก็เปรียบเสมือนคนเหยียบเรือสองแคม คือผู้ที่ยังสงสัย และ สับสนตนเองอยู่ทุกเมื่อ..

ผมศึกษาสันติอโศกมาก่อน ตั้งแต่หนังสือเรื่อง "คน" ในยุคแรกๆ เทปธรรมะของท่านจันทร์ หรือ พ่อท่านโพธิรักษ์ผมก็เปิดฟังบ่อย และ มีเป็นยี่สิบสามสิบม้วน ..

ดังนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาสันติอโศก ในเรื่องการปฏิบัติธรรม แต่ผมสงสัยในเรื่องพฤติกรรมของชาวอโศก ในนามของญาติธรรมที่ออกมาสนับสนุนลัทธิความเชื่อทางการเมือง และ สุดโต่งในการนำเสนอทางออกของชีวิต ด้วยการเสียสละ ทำบุญ และ มุ่งสู่จน เพราะผมมองว่ามันตรงข้ามกับทางไปสู่ความร่ำรวย มันคือ ขั้วตรงข้ามที่สุดโต่งพอๆกัน..

คุณต้องพยายามก้าวขาออกจากรั่วรอบขอบชิดของกรอบมุมมองความคิดแบบสันติอโศกก่อน หยุดยกย่องและชื่นชมสันติอโศกก่อน แล้วลองออกเดินทางไปตามบ้านนอกชนบท ไปศึกษาหมู่บ้านพอเพียงอื่นๆ ที่เขาก็มีวิถีชีวิตที่ดี สงบสุข ไม่ต่างจากชุมชนอโศกเลย อยู่กับธรรมชาติเรือกสวนไร่นา ไม่มีเรื่องธุรกิจ สบู่ ยาสีฟัน ข้าวกล้อง หรือ ปุ๋ยชาวดิน ให้ปวดกระโหลกด้วย..

ลองออกเดินทางมากๆครับ โลกของคุณจะได้กว้างๆ คุณอาจจะอายุมากกว่าผม แต่เท่าที่ผมอ่านความเห็นของคุณ ..คุณยังเดินทางน้อยอยู่ เพราะหากคุณเดินทางมาก ศึกษามาก เรียนรู้มากๆ คุณจะไม่ติดอยู่กับวังวนเปลือกนอกของพุทธศาสนาเด็ดขาด..

พุทธ+ศาสนา ..มีทั้งแก่นแท้ และ เปลือก ..เปลือกมาจากนานาความเชื่อเก่าๆที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใจมนุษย์ เปลือกมันทำให้ "พุทธ" กลายพันธุ์ไปเป็นลัทธิต่างๆนานา เหมือนสันติอโศก และ ธรรมกาย กลายพันธุ์มานั่นแหละ..

สันติอโศกไม่ได้ศึกษาแก่นแท้ แต่หลงใหลในเปลือก ..แต่กลับอ้าง และ ถกเถียงเสมอว่าตนนั้นเดินถูกทางและเข้าถึงแก่นแท้ ..

ไม่เข้าใจปรัชญาชีวิต ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต จะเข้าใจแก่นแท้แห่งพุทธศาสนาได้อย่างไร ??..พวกคุณอยู่กัน "ตึง" เกินไป มันไม่ใช่หลักธรรมชาติ แต่เป็นการฝืนอยู่แบบผิดหลักธรรมชาติ..

มันต้องมีอิสระ เสรี และ ผ่อนคลาย ธรรมะไม่ได้เกิดในสภาวะที่เรา "ตึง" หรือ "หย่อน" แต่เป็นสภาวะสบายๆกลางๆ ..ซึ่งคุณเองยังไม่เข้าใจว่า "ทางสายกลาง" ในที่นี่หมายถึงอะไร ?..

คุณลองปรับชีวิตดูซิครับ ..ปรับความตึงความยึดมั่นถือมั่นในวิถีแห่งสันติอโศกว่ามันคือ แนวทางที่ถูกต้อง แนวทางที่แท้จริง ..คุณก็อาจจะพบทางอื่นๆที่ผ่อนคลายมากกว่าได้..

อย่าอ้างแต่คัมภีร์ อย่าฉาบฉวยอยู่กับพระวจนะ โดยไม่หันมามองความจริงของชีวิต เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะไม่เข้าใจพระวจนะของพระพุทธองค์ได้อย่างถูกต้องทั้งหมด ..

เหมือนบทความของ อ.สุทธิพงษ์ บทความนี้นี่แหละ ที่นำเสนอแต่เปลือกจากความเชื่อเก่าๆ ..ไม่ได้เสนอแก่นแท้เพื่อค้นหาทางออก แต่นำเสนอด้วยอคติ ด้วยอัตตา ..มันไม่ใช่การนำเสนอของผู้เข้าใจธรรมะ ..

หวังว่าคุณคงเข้าใจนะครับ.. ขอบคุณครับ !!!..



ความคิดเห็นที่ 28 (0)
นายจนดีมีจนตาย วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hinchanuan

ตอบ vincentoldbook
ขอบคุณมากครับ ที่กรุณาปุจฉาวิสัชชนามามากมาย ผมเชื่อว่าท่านกำลังพยายามทำความเข้าใจกับผม ตามหลักปรัชญาที่ท่านเข้าใจ สรุปว่า เรายังเข้าใจพระพุทธศาสนาไม่ตรงกัน ผมก็ให้เกียรติเคารพในความคิดของท่านนะครับ แต่ผมขออนุญาตั้งข้อสังเกตหรือค้านแย้งในความเห็นของท่านดังต่อไปนี้นะครับ
ท่านกล่าวว่า
"ผมพิจารณามองเข้าไปจากคนนอกนะครับ ...
ญาติธรรมของสันติอโศกทุกวันนี้ นับเรียงหัว ..คือ คนที่มีปัญหาชีวิตปกติ แก้ปัญหาชีวิตปกติของตนไม่ได้ "
ท่านยอมรับเองว่าเป็นคนนอก แล้วทำไมรู้จักญาติธรรมเรียงหัวเลยเหรอครับ
ท่านกล่าวว่า
"สันติอโศก แก้ปัญหาคนยากจนไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ดินทำกินได้ไหม ??.."
ทำให้ผมสรุปว่าท่านชี้วัดสันติอโศกด้วยแง่วัตถุเป็นหลัก ส่วนด้านจิตภาวะที่ท่านวิพากย์วิจารณ์มานั้น ท่านรู้ได้อย่างไร หรือท่านคือผุ้บรรจุเจโตปริยญาณมิทราบ และที่ผมว่าไปไม่ได้หมายความว่าผมเป็นจิตนิยมนะครับ ผมเห็นด้วยในประเด็นที่ว่าวัตถุกับจิตนั้นสัมพันธ์กัน แต่
มโนปุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา(พุทธพจน์)
แปลว่า จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง
สำหรับความหมายขอคำว่าทางสายกลาง เราก็เข้าใจต่างกัน
กลางของท่าน คือ กลางระหว่างจนกับรวย ใช่มั้ย ? เข้าใจว่างั้นนะ ตามอักษรที่เขียน
แต่กลางที่ผมเข้าใจ คือ ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรมหรือตามความเข้มแข็งแห่งอินทรีย์พละของแต่ละคน หมายความว่ากลางของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน
เปรียบเหมือนการขับรถ เริ่มด้วยเกียร์ ๑ ไล่ไปจนถึงเกียร์ ๔ ตามระดับความเร็วของรถ
นักปฏิบัติธรรมก็สมาทานศีล ๕ , ๘ ,๑๐ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โอวาทปาฏิโมกข์ศีล ตามกำลังความเข้มแข็งแห่งตนที่สามารถปฏิบัติได้ นั่นคือกลางของแต่ละคน คือ มัชฌิมาปฏิปทา
และสันติอโศกไม่เคยทำทุกขกิริยาอย่างที่พระพุทธองค์ท่านสอนว่าเป็นทางสุดโต่ง
ที่ท่านกล่าวว่า
"กลุ่มชนเล็กๆ กลุ่มไหนก็ตามในโลกนี้ เขาสามารถสร้างสังคม สร้างชุมชนแบบสันติอโศกนี้หมด ..ขอให้เขามีที่ดินและมีทุนตั้งต้น !!.."
ผมขอให้ท่านช่วยเอ่ยชื่อและที่อยู่มาให้ด้วยครับ ผมจะตามไปดู อย่างสันติอโศกนะ คือ เป็นชุมชนศีลห้า ปลอดอบายมุขหก มังสวิรัติและมีระบบสาธารณโภคี
ผมหวังว่าท่านจะไม่กล่าหาลอยๆ โดยไม่มีข้ออ้างอิงนะครับ
หากจะอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วไซร้ ช่วยอ้างอิงด้วยครับ
หวังว่าจะไม่โกรธกันนะ เพราะ "โกโธทุมเมธโคจโร" ความโกรธเป็นอารมณ์ของผู้มีปัญญาทราม

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
สายน้ำที่หวังดี วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 17.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ssp

ข้อเสนอแง่คิดมุมมองของคนจนเงินแต่ไม่จนน้ำใจว่า

เพราะเขายอมจนในส่วนตัว จึงมีส่วนเหลือที่จะเสียสละได้มาก
เพราะเขาเอาแต่น้อย ผู้อื่นจึงได้รับส่วนเหลือจากเขา
เพราะเขาเต็มใจจนเขาจึงมีความสุข
เพราะเขาทิ้งความรวยเขาจึงได้ช่วยคนจน
เพราะเขาสมดุลในชีวิตเขาจึงไม่คิดเรื่องความรวย
เพราะเขามีน้ำใจเขาจึงแจกจ่ายได้หมด
เพราะเขาแจกจ่ายได้หมดเขาจึงไม่รวย

เขาอาจจะมีความทุกข์บ้างแต่เขาเต็มใจทุกข์
เขาเต็มใจทุกข์เพราะเขาไม่คิดจะรักษากิเลส
เขาไม่มีศัตรูเพราะเขารู้ว่า ศัตรูของเขาคือกิเลสของเขาเอง

สิ่งเหล่านี้มิใช่ข้อแก้ตัว แต่เป็นความจริงของคนคนหนึ่งและหลายคนในสันติอโศก

หากท่านไปสันติอโศกยังไม่ถึง 7 ครั้งท่านอาจจะไม่เข้าใจความหมายนี้

อีกอย่างคนที่หายสงสัยไม่มีคำถามใดใดนั้นมีมากมาย
แต่ที่พ่อท่านตอบนั้นเป็นการเอื้อเฟื้อน้องใหม่ค่ะ
คำถามอาจจะดูง่ายๆ ตื้นๆ เด็กๆถามกัน แต่พ่อท่านก็ตอบทุกคำถาม แม้คำถามจะด่าทอท่าน ท่านก็เอามาอ่าน
น่าจะมองว่าเป็นน้ำใจของพ่อท่านนะคะ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
สายน้ำที่หวังดี วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ssp

อยากทำความเข้าใจกับความเห็นที่ 24 นะคะ
มุมมองของคนแต่ละคนก็มีแตกต่างกันเป็นธรรมดา
คุณคิดอย่างไร คนอื่นก็คิดอย่างที่เขาคิดย่อมเป็นสิทธิจริงๆค่ะ เราแสดงความเห็นมิใช่การโจมตีต่อว่ากันนะคะ หากการแสดงความคิดเห็นเป็นการโจมตีกันแล้ว
ก็เหมือนกับคุณความเห็นที่ 24 กำลังโจมตีสันติอโศกใช่หรือเปล่า ดิฉันไม่คิดว่าคุณโจมตีนะคะ คิดว่าคุณกำลังแสดงความคิดเห็นค่ะ

การแสดงความคิดเห็นที่ต่างกัน ไม่ใช่การโจมตี
สันติอโศกมักจะแสดงความคิดเห็นต่างจากสำนักอื่น แต่ไม่ได้โจมตีสำนักอื่นนะคะ
จิตที่กระทำ กรรมที่ก่อ หากมาจากความปรารถนาดีแล้วก็ต้องพิสูจน์กันไปเรื่อยๆ ใจเย็นๆนะคะ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
feng_shui วันที่ : 28/08/2010 เวลา : 13.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ต้องขอขอบคุณชาวโอเค และกองเชียร์ที่น่ารักทุกท่านเป็นพิเศษ ที่ตั้งใจโหวตกันอย่างขมีขมัน ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
เหนือสิ่งอื่นใด คือมิตรภาพที่ดูเหมือนจะแผ่ไกลไร้พรมแดนเสียแล้ว
ดังนั้น รางวัล หรือจะมีคุณค่ามากเกินกว่ามิตรภาพ..

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
vincentoldbook วันที่ : 28/08/2010 เวลา : 12.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...


คุณนายจนดีมีจนตนตาย..

จริงๆผมอยากให้ อ.สุทธิพงษ์ เข้ามาเสวนาต่อมากกว่า ..

แต่ว่าพอคุณมาถามว่า ผมเป็นพุทธศาสนิกชน หรือเปล่า ??..อันนี้ผมเลยจำเป็นต้องมาพูดคุยกับคุณเล็กน้อย ..

เพราะผมเป็นพุทธศาสนิกชน ..ผมจึงต้องถามในข้อสงสัยต่อพฤติกรรมของ "สันติอโศก" ที่อ้างตนเหมือนกันว่าเป็นrพุทธศาสนิกชน ..โดยนำเรื่อง บุญ การเสียสละ และ มุ่งสู่จน มาหล่อเลี้ยงความเชื่อของญาติธรรม ..

หากรวย คือ หนึ่งความสุดโต่ง จนก็คือหนึ่งของความสุดโต่ง สองสิ่งนี้ไม่ใช่ทางสายกลาง หลักแห่งความพอเพียงที่เป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนา ..

พระพุทธองค์ ไม่ได้สอนให้มนุษย์ ทุกคนมุ่งสู่ความจนเพื่อพ้นทุกข์ เพราะพุทธองค์ทรงเรียนรู้มาแล้ว จากการทำทุกรกิริยา นั่นคือ การทรมานตัวเองด้วยความทุกข์ทางกาย และ มันไม่ใช่ทางออก..

เรื่องนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า มนุษย์ไม่สามารถตัดขาดจากทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้หมด และ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่านั้น ก็มีทั้งเรื่อง วัตถุ และ เรื่องของ จิต ..

มนุษย์จะผ่านพ้น..หรือ ดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ด้วยความสุข บนทางสายกลางแห่งหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ต่อเมื่อ ..มีความพอเพียง มีความสมดุลกัน ระหว่างวัตถุ กับ จิต..

พุทธศาสนา ..แม้จะมีแก่นแท้อยู่ที่เรื่องของการทำความเข้าใจในเรื่องของจิต ทว่า ก็ไม่ใช่ศาสนาที่เอาแต่ยกย่องจิต เพื่อ โจมตีวัตถุ ..

อีกอย่างพุทธศาสนา ไม่เหมือนศาสนาอื่นๆ ที่เขายกย่องศาสดา และ เชื่อตามคำสอนของศาสดาว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เชื่อได้ที่สุด และ เป็นอันสิ้นสุด..

แต่พุทธศาสนา ..สอนให้มนุษย์ เรียนรู้คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ เรียนรู้เรื่องปรัชญา เพื่อเสริมสร้างปัญญา เรียนรู้ปรัชญาเพื่อแสวงหาปัญญา และ นำปัญญานั้นมาใช้กับการดำรงชีวิต !!..

สันติอโศก..เมื่อนำคำสอนของพุทธองค์มาปรับใช้กับชุมชน ก็เอามาแบบเฉพาะที่จะใช้กับกลุ่มพวกของตน เหมือนหมอที่นำยามาฉีดรักษาคนป่วย ซึ่งรักษาได้เฉพาะบางโรค บางโรคก็หมดปัญญารักษา และ บางโรคก็รักษากันแบบมั่วนิ่ม มั่วศาสตร์ ผสมปนเปกันไปหมด..

ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆนั่นก็คือ เอาความจนมาดับความรวยความอยาก ซึ่งนอกจากมันจะไม่สามารถสร้างทางสุขให้กับคนในชุมชนสันติอโศกอย่างแท้จริงแล้ว คนในชุมนุมก็มีแต่ทุกข์..

ทุกข์ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยตนเอง ต้องถามตอบถามแก้กับพ่อท่านโพธิรักษ์ ก็ถามตอบถามแก้กับสมณะรูปอื่นๆ ทั้งๆที่ "ธรรม" คุณค้นพบได้ และ เรียนรู้ได้ด้วยตัวคุณเอง !!..

พุทธศาสนา ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของศีล ..เพราะศีลที่มาอ้างๆกันน่ะ เป็นแค่ตัวช่วยหนึ่ง .ในเรื่องของ ศีล มนุษย์ที่มีความสลับซับซ้อนทางจิต สมอง ปัญญา ความคิด..สามารถนำไปดัดจริตเพื่ออำพรางตนเองได้ ..

แก่นแท้ของพุทธศาสนา ..อยู่ที่จิต ..จิตในทางพุทธก็คือจิตที่เวียนว่ายอยู่บนหลักปรัชญา ถามแก้ถามตอบกันที่นี่ที่เดียว เพื่อมุ่งค้นหาความจริงของชีวิต และ อยู่กับความจริงของชีวิตด้วยหลักสมดุล ทางสายกลาง หรือ ความพอเพียง ..

ไม่ใช่ไปนั่งเฝ้าติดอยู่กับภาพลวงตา เรื่องของ จน หรือ รวย ..ซึ่งล้วนแต่เป็นความสุดโต่ง ..ไม่มีเหตุมีผล และ ไม่เข้าใกล้ความเป็นวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด ??..

สงครามระหว่าง จิตนิยม กับ วัตถุนิยม มันจบไปนานแล้วครับ อย่าเอามามอมเมาอารมณ์ตัวเอง..คนรุ่นใหม่ต้องเรียนหลักปรัชญาที่จะทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งในเรื่องของ จิต และ วัตถุ ..

ไม่ใช่หลงใหลในสิ่งหนึ่ง แล้วเอามาโจมตีสิ่งหนึ่ง แบบไร้เหตุผล !!!..อันนั้นมันประวัติศาสตร์ ชั้นโบราณกาลแล้วล่ะครับ มันไม่ใช่ปัจจุบันขณะ !!..

คุณต้องถามตัวเองกลับแล้วล่ะครับว่า ..คุณเป็นพุทธศาสนิกชนประเภทไหน ? ..

ประเภทเขียนจดหมายน้อยคอยถามตอบอยู่พ่อท่านโพธิรักษ์ในเรื่อง จิต เรื่องปัญหาชีวิต.. ด้วยคำถามเล็กๆน้อยๆหยุมหยิมกุ๊กกิ๊ก หรือเปล่า ? ..

หรือ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ไปไหนมาไหนทุกที่กับมหาจำลอง ที่ทุกครั้งเวลานำมวลชนออกศึก มักเต็มไปด้วยความดุดันก้าวร้าวและซับซ้อนซ่อนเงื่อน นำหลักการทางทหารมาผสมผสานกับหลักธรรม นำลัทธิความเชื่อทางการเมือง มานำพาญาติธรรมไปสนับสนุนกลุ่มอำนาจทางการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยอ้างตนว่า ฝ่ายธรรมะ และ ครหาฝ่ายตรงข้ามว่า ฝ่ายอธรรมะ ..

นี่คือ ..ทางสายกลาง ..นี่คือ..ความพอเพียง..จริงหรือ ???.. สันติอโศก ..เป็นชาวพุทธแบบไหน ???..

ถามตัวเองกลับดีกว่าครับ ..อย่ามาถามผม !!!!...


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 28/08/2010 เวลา : 10.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

นักการเมืองก็เอี้ยอย่างนี้แหละครับอาจารย์

แทนที่พวกมันจะหาทาง "อุดรูรั่ว" ตามรัฐวิสาหกิจ หรือ ยุบหน่วยงานที่ผลาญเงินชาติไปซะบ้าง

แมม่มมันก็เร่ไปแบมือร่อนไปทั่วโลก

ผมเมื่อไหร่คนไทยจะพ้นจากไอ้พวกนี้เสียที

น่าเบื่อจริง ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
นายจนดีมีจนตาย วันที่ : 28/08/2010 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hinchanuan

ขอบคุณท่านสุทธิพงษ์ ที่ทำงานด้านวิชาการให้แก่สังคมด้วยจิตสาธารณะอย่างทุ่มเทเสียสละ ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยกับทุกบทความที่ท่านนำเสนอ โดยไร้ค่าตอบแทน เพราะท่านนิยมบุญ (บุญ = เสียสละ) ประเทศไทยขอขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
นายจนดีมีจนตาย วันที่ : 28/08/2010 เวลา : 10.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hinchanuan

ตอบ คห ที่ 20
ผมไม่แน่ใจว่าท่านเป็นพุทธศาสนิกชนหรือศาสนิกของศาสนาใดหรือไม่นะครับ เพราะทุกศาสนาล้วนพัฒนาพาคนไปสู่จนทั้งสิ้น แต่ท่านวิพากย์วิจารณ์โดยมองผ่านแว่นของวัตถุนิยมเป็นหลัก โดยขาดมุมมองและความเชื่อในด้านจิตภาวะ ถึงวิทยาศาตร์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ทุกคำถาม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าศาสนิกทุกคนต้องจนหมด เพราะต้องมีลำดับขั้นตอนในการพัฒนา เช่น ศาสนาพุทธ ระดับศีลห้าจะรวยที่สุด ศีลแปดก็จนลงเพราะไม่มีคุ่แล้วภาระก็ลดลง ยิ่งศีลสิบก็ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติอะไรเลย มีสิทธิ์บิณฑบาตได้แล้ว ดังนี้เป็นต้น สมัยพุทธกาล เช่น นางวิสาขา ฯลฯ ซึ่งบรรลุธรรมขั้นโสดาบันก็เป็นมหาเศรษฐีที่รวยมาก หรือมีตัวอย่างอีกหลายๆท่าน
ถึงอย่างไรก็ตาม หากท่านยังยืนยันจะไปรวย ก็ขอให้ท่านไปสู่ที่ชอบๆ เถอะนะครับ ต่างคนต่างชอบ ตราบใดไม่เห็นทุกข์ ย่อมยากที่จะเห็นธรรมนะขอรับผม
จริงๆ ผมก็ยังรวยอยุ่พอสมควรนะเนี่ย พยายามพากเพียรจะไปจนอยู่ครับผม

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
vincentoldbook วันที่ : 28/08/2010 เวลา : 01.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...


บุญนิยม..

๓๐ ปีเจริญ..แบบมีประโยชน์อะไร? ต่อประเทศชาติโดยรวมบ้าง ??..นี่คือคำถามของผม ..

ผมพิจารณามองเข้าไปจากคนนอกนะครับ ..ผมพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม คือ.. ผมสรุปตรงๆเลยว่า..บุญนิยมของสันติอโศกเนี่ย ..ยังไร้สาระอยู่มากครับ !!..

กลุ่มชนเล็กๆ กลุ่มไหนก็ตามในโลกนี้ เขาสามารถสร้างสังคม สร้างชุมชนแบบสันติอโศกนี้หมด ..ขอให้เขามีที่ดินและมีทุนตั้งต้น !!..

สันติอโศก แก้ปัญหาคนยากจนไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ดินทำกินได้ไหม ??..ผมถามคุณหน่อย ..ญาติธรรมที่จะเข้าไปร่วมกับสันติอโศกน่ะ สันติอโศกเปิดฟรีหรือเปล่า ?..หรือ ต้องมีการคัดกรองบุคคล ??..คุณอยู่ใกล้ชิดพวกเขา..คุณย่อมรู้คำตอบดีในคำถามนี้ !!

ญาติธรรมของสันติอโศกทุกวันนี้ นับเรียงหัว ..คือ คนที่มีปัญหาชีวิตปกติ แก้ปัญหาชีวิตปกติของตนไม่ได้ ..มีปัญหากับวิถีชีวิตที่สามัญชนทั่วไปเขาอยู่กัน ..โลกของสันติอโศก ก็เลยกลายเป็น โลกอุปโลกน์ และ ไปสร้างขึ้น เพื่อให้คนบางกลุ่ม (ย้ำว่าบางกลุ่ม) ..หลีกหนีความจริงของชีวิต ..ด้วยคำว่า..มุ่งสู่จน และ ก็ไปสรุปเอาแบบเลอะเทอะว่ามันคือ..ความพอเพียงของชีวิต !!..

สันติอโศกไม่เข้าใจชีวิตแต่พยายามจะนำเสนอทางออกของชีวิต ..ไม่เข้าใจหลักปรัชญา และ ไม่ใช้..หลักปรัชญา ที่มีไว้เพื่อค้นหาความจริง..และ ใช้เพื่ออยู่กับความเป็นจริงของชีวิต !!..

เมื่อไม่ใช่..และ ไม่ใช้ปรัชญาเพื่อค้นหาความจริง ..มันก็เลยกลายเป็น หนึ่งลัทธิความเชื่อ ..ที่นำเอาสารพัดศาสตร์ไปปนเปกันมั่ว ในรูปแบบกึ่งคอมมูน กึ่งทหาร กึ่งศาสนา กึ่งเกษตรผสมผสาน และ กึ่งลัทธิทางการเมือง !!..

ผมอ่านข้อมูลคุณ..แบบคนที่เห็นข้อมูลพวกนี้มาก่อน เห็นคนประเภทคิดและวิเคราะห์ตัวเลขพวกนี้เช่นคุณมาเยอะ ผมอ่าน ผมวิเคราะห์ตาม และ หาเหตุผลคล้อยตาม และ หามุมมองคิดต่างออกไปมาเยอะแล้ว ..

ดังนั้น..ผมถึงสรุปให้คุณเข้าใจง่ายๆว่า ..คุณกำลังมั่วทฤษฎี และ คิดว่าสิ่งที่คุณทำเนี่ย คือ ความพอเพียง ..และ คิดว่าสิ่งที่คุณรู้ และ ตัวเลขสถิติที่คุณเก็บสะสมมาเป็นสิบๆปีเนี่ย คือ ข้อเท็จจริง ที่จะเอามาด่าทอรัฐบาลไหนๆได้ทุกชุด !!..

คุณคิดไปเองของคุณว่า ตัวเลขที่คุณถืออยู่ คือ ..ทั้งหมดของปัญหา และ คือ..ต้นทางของการแก้ไขปัญหา !!!..

มันเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยน ไม่รอบด้าน ..และ คุณก็จมอยู่กับตัวเลขกับสถิติกับการก้าวย่างความคิดออกไปไม่พ้นรั่วรอบขอบชิดของ..อคติในใจ !!..

คุณต้องเปิดใจให้กว้าง ..วิเคราะห์ข้อมูลออกไปให้รอบด้าน เพื่อหาข้อสรุป ..หากตั้งธงตำหนิ เพื่อชักจูงผู้คนให้หลงใหล บุญนิยม..ผมว่าคุณกำลังไปผิดทาง ..และ คนที่จะเสียหาย..ไม่ใช่คนที่เขาไม่เชื่อแนวทางของคุณ ..แต่จะเป็นตัวคุณที่หลงใหล..ในแนวทางผิดๆของตนเอง !!

ย้ำอีกครั้ง..ภาพแท้ๆของสันติอโศก ก็คือ ความสุดโต่ง !!..

ไม่ใช่ความพอเพียง ..ที่อยู่มาได้เพราะใช้ระบบบุญนำหน้า มีผู้เสียสละให้ มีผู้บริจาคเป็นทุนตั้งต้น คัดสรรคนที่จะอยู่ร่วม ..

ไม่ใช่สังคมเปิดแบบสังคมไทย ที่มีผู้เข้ามาอยู่ร่วมกันทุกระดับชนชั้น ตั้งแต่มหาเศรษฐี ยันขี้ข้ายาจก รัฐบาลจะบริหารประเทศแบบเอาใจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือ ชนชั้นหนึ่งชนชั้นใดไม่ได้ !!!..

เขาทำได้ยาก เพราะเขาดูแลคนมากกว่า สันติอโศกดูแลญาติธรรม หลายพันเท่า ..อย่าเอามามั่ว !!! ..

ข้อแตกต่าง ๓๐ ปี ..ที่คุณคิดเอง เออเอง แบบนี้..ต่อให้อีกร้อยปีข้างหน้า คุณก็กลับมาอ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเองแบบนี้เหมือนเดิม !!!..

แก้ปัญหาความสุดโต่งทางแนวคิดของตนเองไม่ได้..

สันติอโศกจะมาสร้างความพอเพียงให้กับชีวิตผู้คนได้อย่างไร ?..

บุญนิยม ..จะไปตอบโจทย์ ปัญหาของโลกียชนที่มีอยู่ล้นประเทศได้อย่างไร ??..

จะให้แต่งม่อฮ่อม นั่งกินข้าวกล้อง ท่องธรรมะ ..

เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิต ? แก้ปัญหาปากท้อง ?..

หรืออย่างไร ?..




ความคิดเห็นที่ 19 (0)
indexthai วันที่ : 27/08/2010 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ขอบคุณทุกคคห.

ความคิดเห็นที่ 18

บล๊อกเกอร์>> หวังอะไรจากกฎหมาย ..กฎหมายใครเป็นออกกฎหมาย.. ใครออกกฎหมาย ประโยชน์ก็เป็นของคนนั้น

คคห.18>> อย่าเป็นคนสิ้นหวังขนาดนั้นครับ..

ฯลฯ

ดูเหมือนจะอ่าน entry แบบลวกๆ จับประเด็นที่ผมนำเสนอได้น้อย
คคห.18 นำเสนอแบบโวหาร ..เห็นตรงกันข้ามทุกเรื่อง
กล่าวชมข้อมูล แตไม่เห็นประโยชน์อะไรจากข้อมูล
แสดงเหตุผลแบบความรู้สึก มากกว่าการแสดงสาระ
เรื่องบุญนิยม ชุมชนอโศก ของจริงเขาดี
30 ปีเท่ากัน ชุมชนอโศก เขาเจริญ เข้มแข็ง และสงบขึ้น ตลอดเวลา
30 ปีเท่ากัน รัฐบาล เสื่อม อ่อนแอ และวุ่นวายมากขึ้น ตลอดเวลา

คนชั้นกลาง ของรัฐบาล เป็นอย่างไร สังคมของรัฐบาล จึงเสื่อม อ่อนแอ และวุ่นวายมากขึ้น
คนชั้นกลางเช่นกัน ของอโศก เป็นอย่างไร สังคมของชุมชนอโศก เขาเจริญ เข้มแข็ง และสงบขึ้น
แล้วทำไมชนชั้นกลางของ รัฐบาล ไม่ทำให้สังคมรัฐบาลดีขึ้น
ผมไม่เห็นว่าชุมชนอโศกเขาจะแบ่งชนชั้นอะไร อย่างที่คคห.18 กล่าว
ต้องขออภัย ต้องบอกว่า โวหารน้ำท่วมทุ่ง ..เพ้อเจ้อ

ยกตัวอย่าง เรื่องกฎหมาย
เรื่องกฎหมาย ผมไม่ได้พูดเอง เป็นที่คำบิดาแห่งกฎหมายไทย กล่าวไว้
กฎหมายนั้นชั่ว และไม่ยุติธรรมได้: http://bit.ly/bl3oCv (นำเสนอไว้ด้วย)

โวหารนำเสนอง่าย เสนออย่างไรก็ได้
ใครว่าดีว่าจริง เราว่าไม่ดีไม่จริง
ใครว่าไม่ดีไม่จริง เราก็ว่าดีและจจริงได้

บุญนิยม ทุนนิยม กองทุนนิยม ..ความแตกต่าง http://bit.ly/c1ZoGt

ระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระดับสูง: http://bit.ly/4Msq7r

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
vincentoldbook วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 18.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...

หวังอะไรจากกฎหมาย ..กฎหมายใครเป็นออกกฎหมาย..
ใครออกกฎหมาย ประโยชน์ก็เป็นของคนนั้น

..................................

อย่าเป็นคนสิ้นหวังขนาดนั้นครับ..

ไม่เช่นนั้น..บทความคุณเนี่ยมันก็มีไว้สำหรับคนสิ้นหวังแค่นั้นแหละ !!..ถ้าคุณไม่หวังกับกฎหมาย แล้วที่คุณเขียนๆมาเนี่ย คุณต้องการให้เขาไปแก้ไขด้วย..กฎอะไรล่ะครับ ??..

กฎหมู่ของทีมงานข้าวกล่องแก๊งค๋ม่อฮ่อม..หรือเปล่า ???..

ตัวเลขข้อมูลของคุณน่ะจริง ..ไม่มีใครเถียง เพราะก่อนเขียนก่อนเรียบเรียง คุณก็ต้องหาข้อมูลตัวเลขมายืนยันอยู่แล้ว ซึ่งตัวเลขพวกนี้มันไม่ใช่ของลับอะไร..

คนแก้ปัญหาเขาแก้ที่ปัจจุบัน เขาไม่สามารถไปแก้อดีตได้ ..ไม่ใช่พวกจินตนาการเพ้อคลั่ง อ้างอิทธิฤทธิ์ จะเสกปุ๊บได้ปั๊บ !!!..

อีกเรื่องก็คือ ..เรื่องเงินทุนไหลเข้า ..เรื่องการแนะนำทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ..มันเป็นเรื่องปกติ มันไม่ใช่เรื่องที่จะหลุดพ้นจากความพอเพียงตรงไหน ตราบใดที่เขายังควบคุมมันได้ มันก็ยังพอเพียงอยู่ เพราะเศรษฐกิจพอเพียง ทั่้งทุนนิยม ทั้่งสังคมนิยม ก็ต้องทำให้ควบคู่กันไป โดยถือระยะห่างที่ไม่มากจนเกินไป !!..

อยากจะบอกว่า ชุมชนอโศกเข้าใจนิยามความหมายของ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ผิดเพี้ยน ..แต่ที่อยู่ได้เพราะชุมชนอโศก มีชนชั้นกลางเยอะ ..มีที่ดิน มีทุนตั้งต้น มีคนบริจาค ..มีทรัพย์สินในการทำโรงงานผลิตสินค้าใช้เอง มีที่นา ที่สวน ที่ไร่ ทำมาหากินของตนเอง..มีทุนเริ่มต้นที่เพียงพอต่อการเนรมิตสิ่งต่างๆ..

เป็นเศรษฐกิจพอเพียงของกลุ่มคนชั้นกลาง ที่ไปงัดชุดม่อฮ่อมมาอำพรางสวมทับให้ดูเป็นคนจน ..จริงๆไม่ใช่เลย !!..

ชุมชนในชนบทของไทย มีอีกมากมายที่ไม่มีทุนตั้งต้น ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง การจะเป้นชุมชนยั่งยืน ชุมชมพอเพียง ได้ก็ต้องหวังพึ่งรัฐบาล ..

เขาอะไรไม่ได้เหมือนชุมชนอโศกเพราะชุมชนอโศก เริ่มต้นก็มีที่ดิน มีเงินทุนหมุนเวียน และ ผู้คนที่เข้าไปร่วมกันทำก็เสียสละพร้อมที่จะสละทรัพย์สินที่ดินให้เป็นทุนตั้งต้นตั้งชุมชน ..

แต่ชุมชนบ้านนอกทั่วไป..เขาไม่มี เขาก็ต้องพึ่งพารัฐ รัฐไม่มีเงินรัฐก็ต้องพึ่งพาการกู้ ..งบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ 70 %เราก็หมดไปกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ และ จ่ายค่าเป็นงบประมาณพัฒนาองค์กรหน่วยงานราชการ มันไม่พอเพียงต่อการบริหารจัดการประเทศและการพัฒนาประเทศ !!..

ข้อมูลคุณมีประโยชน์นะ โดยเฉพาะเรื่อง "ตัวเลข" คุณเก็บรายละเอียดไว้เยอะ แต่พอคุณเอามาสังเคราะห์เพื่อหาทางออก ..คุณทำไม่ได้ เพราะคุณตั้งธงไว้ที่..บุญนิยม !!..

บุญนิยมของพวกสันติอโศก..ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง อย่านำมาเทียบเคียงหรือนำมาเปรียบเทียบ !!!..

เศรษฐกิจพอเพียงปฏิเสธการพัฒนาทางด้านทุนนิยมไม่ได้ หากทุนนิยมไม่พัฒนาหยุดนิ่งมันก็ไม่พอเพียง..จริงไหม ? หากทุนนิยมพัฒนา แต่สังคมนิยมไม่ได้รับการเหลียวแล มันก็ไม่พอเพียง..จริงไหม ?..

ดังนั้น..คนบริหารประเทศรุ่นใหม่น่ะ เขาจะมองจากปัจจุบันแก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อต่อสู้กับอนาคต !!!..

ไม่ใช่นำพาประชาชนไปเก็บกดอยู่กับการ กินข้าวมื้อเดียว อาบน้ำ ๕ ขัน แล้วบอกว่า..เนี่ยแหละพอเพียง !!..

สุดโต่งไป..มันก็ไม่พอเพียง ..เข้าใจนะครับ !!..


ความคิดเห็นที่ 17 (0)
indexthai วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 18.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ขอบคุณทุกคคห.

ความคิดเห็นที่ 15

บล๊อกนี้ส่งให้คุณกรณ์แล้ว ผ่าน @KornDemocrat

"sufficiency economy academy เป็นตัวอย่างให้รัฐบาลเห็นชัดในทุกมิติกระมังคะ โดยเฉพาะมิติด้านพัฒนาที่ยังมี คนเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา ยังเป็นแค่กลุ่มย่อย แค่เซลล์เดียว แต่ถ้านำมาปั้นเป็นเครือข่ายเหมือนจานดาวเทียวหลายๆ ใบมาพูลกัน เหมือนหนัง contact ก็น่าจะสร้างพลังได้ไม่น้อยเลย

สนับสนุนเล่าซือ สร้างชาติด้วย sufficiency economy academy ค่ะ เอ.. แล้วพรรคการเมืองใหม่ สันติอโศก ถือว่าเป็นรูปธรรมตัวอย่างของ sufficiency economy academy ได้ไหมคะ"

.............................................................

คำว่า sufficiency economy academy นี้ ..ใครเห็นถึงความผิดปกติ

ผมว่า.. มันจะต้องเน้นที่รัฐบาล ..ไม่ใช่มาเน้นที่ชาวบ้านอย่างเดียว

รบ.ใช้งบประมาณอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก ไม่มีวินัยทางการเงินการคลัง (นี่หรือศก.พอเพียง)
งบประมาณสูงเป็นประวัติการณ์ งบประมาณขาดดุลก็มากเป็นประวัติการณ์ (นี่หรือศก.พอเพียง)
หน่วยงานต่าง โครงการต่างๆ อ้าง เบิก งบเข้มแข็ง กันอุตลุด (นี่หรือศก.พอเพียง)
การแก้ปัญหาที่ผิดทิศทาง
ทำให้ ดอกเบี้ย เสียหาย เงินเฟ้อสูง ตอนนี้ดอกเบี้ยติดลบ 2-3% (ชาวบ้านเสียหาย)
ดอกเบี้ย เสียหาย เงินเฟ้อสูง ตอนนี้ดอกเบี้ยติดลบ 2-3% (พี่แกไม่พูดถึง)
ความเสียหาย เป็นเพราะวิสัยทัศน์-ปรัชญา คุณธรรม-จริยธรรม เองรัฐบาล
ความเสียหาย เป็นเพราะการกระทำของรัฐบาล

รัฐบาลไม่แก้ที่ต้นเหตุเงินท่วมประเทศ แต่แก้แต่ข้างๆคูๆ
ทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากขึ้น...
ตอนนี้ประเทศวิกฤตหนัก ..เพียงแต่ไม่รู้ว่าวิกฤติเท่านั้น

พี่แกไปพูดถึง.. แต่ส่งออก
พูดเหมือนดร.สมคิด จา.. อีก 4 ปี จะทำงบประมาณสมดุล
คุณกรณ์ จา.. (นามสกุลขึ้นต้นด้วยจา..เหมือนกัน) พูดแบบเดียวกัน.. อีก 5 ปี จะทำงบประมาณสมดุล
ทำบุญไม่ต้องเดี๋ยว.. ทำตอนนี้ได้เลย
เช่นเดียวกัน.. จะทำงบประมาณสมดุล ไม่ต้องรอ 4-5 ปี
ทำทันที ทำปีนี้ได้เลย
แต่ไม่ทำ...

คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นวลีที่ดี
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชั้นสูง จากพ่อหลวง
ระดับบน รัฐบาล เอามาใช้ทำมาหากิน ..อ้างจากพ่อหลวง
แทบทุกกระทรวงทบวงกรม ตั้งงบประมาณ มาทำโฆษณาชวนเชื่อ ศก.พอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง ระดับชาวบ้าน ไม่สามารถเป็นจริงได้
ความเสียหายจากการกระทำของรัฐ
กระทบความเป็นอยู่ชาวบ้าน ยิ่งอยู่แบบพอเพียงยิ่งเจ็บ
เช่น..
เอาปตท.เข้าตลาดหุ้น ปตท.มาขึ้นราคาน้ำมัน
เอาอสมท.เข้าตลาดหุ้น อสมท.มาขึ้นค่าโฆษณาสินค้า
ทำให้ต้นทุนการผลิต ค่าความเป็นอยู่ และราคาสินค้าสูงขึ้น (เงินเฟ้อ)
ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับปตท. และอสมท. มีความสุข
แต่ชาวบ้าน เศรษฐกิจพอเพียง ตายไหม? ตาย
ถูกกระทบโดยตรง
ผมเห็นถึงความผิดปกติมาโดยตลอด
แล้วก็ทำกันอยู่นั่นเอง ทั้งที่มันไม่เป็นผล (ได้งบประมาณมาถลุงไง)

ด้วย ความมักง่าย แห่งความคิด และการกะทำของรัฐบาล และระดับบน
ศก.พอเพียง เป็นอภิมหา กลยุทธ แหกตา ประเทศไทย (ช่างทำได้)
ปัจเจก.. ศก.พอเพียง จึงมีแต่ตายกับตาย
แต่ก็ดันทุรัง ทำกันต่อเนื่อง
ทำผิดทิศทาง ทำผิดวิธ๊

ที่ศก.พอเพียงของชุมชนอโศกอยู่ได้ เพราะ เป็น
"ชุมชน" พอเพียง ไม่ใช่
"ปัจเจก" พอเพียง
อยู่ได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าพายุ ฝน แล้ง หรือท่วม เท่าใดก็ตาม
การพังทลายของเอกชนและชาวบ้านหลังปี 2540
เอกชนและชาวบ้าน ล้มระแนระนาด
แต่ ไม่มีอะไรระคายผิวชุมชนอโศก แม้แต่น้อย ยืนแกร่ง..อย่างเดียว
.
เงินบาทสกุลเดียวกัน
เงินบาทของชุมชนอโศก แข็งกว่าเงินบาทของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ธปท.+คลัง รวมกัน
ทำไมจึงว่าเช่นนั้น
ระดับสูงของชุมชนอโศก(ผู้รับใช้) เงินเดือน 400 บาท
ระดับสูงผู้ทรงคุณวุฒิไทย(กรรมการต่างๆ) เงินเดือน 15,000,000 บาท
เอา 15,000,000 บาท หารด้วย 400 บาท = 37,500
นั่นคือเงินบาทของชุมชนอโศก แข็งกว่าระบบ 37,500 เท่า
ชุมชนอโศก เป็นชุมชนที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศไทย ..ค่าเงินบาทเขาแข็งมาก
เพราะเหตุนี้ ชุมชนอโศกจึงยืนแกร่งอยู่ได้ทุกสภาวะกาล

ที่มา: http://bit.ly/c1ZoGt

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ส.บุญยืน วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Boonyoon
ข่าวกินแล้วดี เติบโตเร็ว

ขอบคุณครับ
ได้ข้อมูลตรงใจครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
kwant วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 16.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kwant

สวัสดีค่ะ เล่าซือ :D

เป็นบทความที่ดีเยี่ยมมากค่ะ ทั้งเนื้อหา สาระ ข้อมูล ตัวเลข ครบถ้วน แถมด้วยบทวิเคราะห์ชั้นเซียน
ขณะเดียวกันยังมีข้อสังเกตที่ไปที่มา ให้บล็อกเกอร์อย่างเราๆ ได้ปุ๋ยบำรุงสมองเพิ่มขึ้น
ส่วนพาดหัว จะว่าแรงก็แรงค่ะ แต่แรงเพื่อกระตุก เพื่อเตือนใจนักบริหารเศรษฐกิจการเมืองว่า มีคนจ้องดูอยู่น๊า..อย่าประมาท ไม่เสียหายหรอกค่ะ เพราะไม่ได้ปลุกระดมทำลายชาติ
เชื่อว่าคุณกรณ์ และรัฐบาลอ่านแล้ว ไม่ตกใจหรอกค่ะ เพราะคุณกรณ์ในฐานะรมว.คลังย่อมทราบว่ากำลังทำอะไรอยู่
เท่าที่ทราบการไปโรดโชว์สิงคโปร์คราวนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ 2 ปีก่อนก็ไปมาแล้ว ถือว่าเป็นโรดโชว์ประจำปีมากกว่าค่ะ เข้าใจว่าไปหนนี้คงอยากกระตุ้นตลาดหุ้นไทยให้ครึกครื้น เหมือนกระตุ้นการท่องเที่ยว ถึงแม้เงินจะท่วมประเทศ แต่ถ้าเอาเงินชาวบ้านมาหมุนเวียนในบ้านเราก็ดีกว่าไปกู้มาไม่ใช่เหรอคะ แถมได้ค่าต๋ง ภาษีเข้าคลังด้วย ดีเสียอีกไม่ต้องไปหยิบยืมเงินกู้เสียดอกให้เป็นหนี้เขา
เหมือนสัจจธธรมทางธุรกิจ เรื่องอะไรจะใช้เงินในกระเป๋าตัวเองล่ะคะ ใช้เงินคนอื่นสนุกกว่า ส่วนเงินของเราเก็บไว้ยามฉุกเฉินดีกว่า จะได้ไม่ซ้ำรอยเหมือนกรีซ และตุรกี
ส่วนบริษัทที่ไปโรดโชว์ ที่น่าห่วงก็มีแต่กลุ่มทรัพยากรอย่าง ปตท. ปตท.ผส. เท่านั้นแหละค่ะ สงสัยทำไมไม่ขายหุ้นให้คนไทยรึกลัวไม่ได้เงินก้อนใหญ่มั้ง ส่วนบริษัทอื่นๆ เป็นของเอกชนทั้งนั้น ไม่น่าห่วงหรอกค่ะ
อีกหนึ่งที่น่าห่วง "ที่กทช. ร่วมโรดโชว์สิงคโปร์ด้วย คงคิดเอาสินค้าจากกทช.ไปขายให้สิงคโปร์อีกแล้วประเทศไทยจะไปเหลืออะไร"
ไม่รู้ว่ากทช.มีกติกาเงื่อนไขที่รัดกุมพอรองรับความเสี่ยงหรือไม่ หรืออาจแค่เดินทางไปดูงานเพื่อนำมาปรับใช้ ก็เป็นไปได้
เข้าใจว่าเล่าซือมองทะลุปัญหาค่ะ จึงเห็นด้วยที่จะช่วยเร่งสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาถ่วงดุลกับเศรษฐกิจเสรีนิยม ซึ่งรัฐบาลยังหาจุดโฟกัสไม่เจอ ถึงแม้บอกจะสนับสนุน แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างแรงขับให้มีพลังได้ทั้งๆ ที่ต้นทุนน้อย เสี่ยงน้อยกว่า แถมยั่งยืนกว่า ก็ต้องอาศัยสมองและพลังงานชาวบ้านทำต่อไป
สงสัยเล่าซือต้องตั้ง sufficiency economy academy เป็นตัวอย่างให้รัฐบาลเห็นชัดในทุกมิติกระมังคะ โดยเฉพาะมิติด้านพัฒนาที่ยังมี คนเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา ยังเป็นแค่กลุ่มย่อย แค่เซลล์เดียว แต่ถ้านำมาปั้นเป็นเครือข่ายเหมือนจานดาวเทียวหลายๆ ใบมาพูลกัน เหมือนหนัง contact ก็น่าจะสร้างพลังได้ไม่น้อยเลย
สนับสนุนเล่าซือ สร้างชาติด้วย sufficiency economy academy ค่ะ
เอ...แล้วพรรคการเมืองใหม่ สันติอโศก ถือว่าเป็นรูปธรรมตัวอย่างของ sufficiency economy academy ได้ไหมคะ



ความคิดเห็นที่ 14 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ผมก็พูดบ่อยๆว่า เรื่องปัญหาเศรษฐกิจเหมือนมากหมอมากความ แล้วแต่ใครจะมองในมุมไหน แล้วโอกาสที่จะอภิปรายกันซึ่งหน้าก็ไม่ค่อยจะมีเสียด้วย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
indexthai วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ความคิดเห็นที่ 11

เรื่องไม่ใช่เพิ่งเกิด มันเกิดมากว่า 30 ปีแล้ว
โร้ดโชว์ ทำมาเป็นกว่า 10 ปีแล้ว ..ก็เขาบอกแล้วว่าเขาจะไปทำอะไร
ต้องรออะไร..
ก่อนจะไป หลังกลับมา ..เขาก็แถลงแต่เรื่องดีๆ (ทุกคน ทุกรัฐบาล)
คุณเชื่อตามที่เขาแถลง ?
ที่สำคัญ ..ต้องรู้นอกเหนือจากที่เขาแถลง.. หรือไม่
ความเชื่อหรือไม่เชื่อสิงที่เขาแถลง ก็อยู่ที่พื้นฐานของแต่ละคน
ความเชื่อของคุณ กับความเชื่อของผม ไม่เหมือนกันหรอก
จะเชื่อคนนำเสนอ หรือจะเชื่อข้อมูล ที่นำเสนอ
หากไม่เชื่อข้อมูลที่นำเสนอ ..คุณก็ต้องไปหาคนที่คุณเชื่อถือ แล้วคุณก็เชื่อตามนั้น
แต่คุณก็เชื่อคนที่คุณเชื่อ คุณไม่เชื่อในข้อมูลที่คุณเห็น
การที่จะนำเสนออะไร ต้องมีข้อมูล ประกอบ ทั้งอดีต ปัจจุบัน ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ
เรื่องนี้ ..ก็ส่งให้คุณกรณ์โดยตรงด้วย
.
แรง.. อะไรคือแรง
.
แรงของการพาดหัว ยังน้อยกว่าของจริงที่เกิดกับระบบ หรือคนในชาติ เช่น..
เงินบาทพังทลาย
เข้า IMF เข้ามา 2 ครั้งแล้ว
แสดงว่าการแก้ปัญหาหลังการเข้า IMF ครั้งแรกผิดพลาด จึงต้องเข้า IMF เป็นครั้งที่ 2
แล้วการแก้ปัญหาหลังเข้า IMF ครั้งที่ 2 ถูกต้อง หรือผิดพลาด
หากถูกต้อง รู้อย่างไรว่าถูกต้อง
หากผิดพลาดอีก รู้อย่างไรว่าผิดพลาด
ก็ที่ผ่านมาเขาก็แถลงว่า เขาทำถูก ถูก ทำถูกต้องมาตลอด
การล้มของภาคการเงิน
การล้มของภาคการผลิตจริง
ตั้งปรส.มายึดทรัพย์สถาบันการเงิน
ตั้งบสท.มายึดทรัพย์ภาคการผลิตจริง
โยนความผิดให้เอกชน ประชาชน ไม่มีธรรมาภิบาล
.
ศึกษา blog ข้างล่างนี้ ..แล้วตัดสินใจเองได้ไหม? จะต้องรออีกไหม
>> 2 กรกฎาคม 2553 ครบรอบ 13 ปี ที่จำนนต่ออวิชชาทางเศรษฐกิจของประเทศ http://bit.ly/dyBvm8
>> การล่มเศรษฐกิจประชาคมยุโรปและยุโรป: http://bit.ly/cvso0T
>> เงินท่วมประเทศ ต้นเหตุและผลกระทบ http://bit.ly/allnDK (ผจก.)
>> ตลาดหุ้นกับการเกิดวิกฤติประเทศ http://t.co/VpomPCq
>> ประวัติศาสตร์วิกฤตเศรษฐกิจรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ กำลังซ้ำรอยรัฐบาลชวน 1-ธารินทร์ http://bit.ly/c1fJmb
......................................................................

ความคิดเห็นที่ 12

เรื่องที่ทรัพย์สิน และดินแดน หากถูกต้อง ก็ต้องไม่ตกเป็นของต่างชาติ
1) กิเลส ของคนระดับบน ที่บริหารประเทศ ที่ขายทรัพย์สินเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
2) ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำให้เกิดความเสียหาย จำใจต้องขายสมบัติชาติ
ทำให้เสียชาติ
หวังอะไรจากกฎหมาย ..กฎหมายใครเป็นออกกฎหมาย..
ใครออกกฎหมาย ประโยชน์ก็เป็นของคนนั้น
ลองอ่าน..
กฎหมายนั้นชั่ว และไม่ยุติธรรมได้: http://bit.ly/bl3oCv

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
HOF วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 14.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/HOF

ผมยังไม่ค่อยเข้าใจกฏหมายการลงทุนแก่ต่างชาติมากนัก อยากให้คุณ Indexthai ช่วยเขียนอธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติม
เช่น การเป็นเจ้าของในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องมีสัดส่วนเท่าไร
การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ในส่วนของที่ดิน มีข้อจำกัดอย่างไร และในส่วนอาคารรู้สึกว่าสามารถซื้อได้ 100 % จำกัดโซนหรือไม่
เกี่ยวกับกฏหมายค้าปลีก ซึ่งมีการพยายามผลักดันอยู่ ได้ออกมาเป็นกฏหมายรึยัง และมีข้อใดที่น่าสนใจบ้าง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Joseph วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Joseph
God Bless You, Michael Joseph

แรงครับ... แต่ก็ขอบคุณ บรรณธิการ ที่ช่วยปรับให้เหมาะสม เพราะเรื่องนี้เป็นข้อมูลที่ท่านเจ้าของบล็อกนำเสนอ จากข้อมูลที่ได้ศึกษา และทัศนะส่วนตัว

ผมมองว่าการตัดสินอะไรที่รวดเร็วขนาดนั้น

อย่างไรก็ดีน่าจะดูผลจากการกลับมาจากโร้ดโชว์ครั้งนี้ก่อนครับ

ผมเองไม่ได้ชื่นชม หรือเชียร์รัฐบาลนี้เป็นพิเศษ หรือชื่นชมคุณกรณ์ แต่อย่างใด

ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คงรู้สึกไม่ดี หากถูกกล่าวหาว่า เป็นคน...สมบัติชาติ หรือ ...ชาติ ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
OK NATION วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 12.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithOKNation

เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันตามที่คุณ indexthai ท้วงติงมา ทางกองบรรณาธิการ OKnation จึงเข้าไปแก้ไขเอ็นทรีที่เจ้าของบล็อกกรุณาหยิบยกขึ้นมา
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2010/02/17/entry-1
แก้ชื่อเรื่องเป็น ขายชิน-ขายสมบัติชาติ สิงคโปร์เหมือนได้เปล่า ไปเพิ่มความมั่งคั่ง ยึดทรัพย์ 76,000 ล้านไม่คุ้มกับก่อความเสียหายให้ชาติ

หากท่านเจ้าของบล็อกเห็นว่า มีเอ็นทรีไหนที่ต้องการให้ดำเนินการให้เป็นมาตรฐานอันเดียวกัน ขอได้โปรดอย่างลังเลที่จะทวงติงครับ

ขอบคุณครับ
กองบรรณาธิการ OKnation

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indexthai วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 12.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ขอบคุณทุก comments รวมทั้งกองบก. OKnation

ไม่ได้ ไม่ยอมรับอะไรนะครับ ก็เป็นเรื่องที่กองบก. OKnation ทำได้อยู่แล้ว

แต่ขออธิบายเพิ่มเติม

ชื่อบล๊อก บอกไว้แล้ว "คนนอกกระแส" ไม่ได้ปฏิเสธกระแส ..แต่พยายามรู้ทันกระแส

1) ความคิดเห็นที่ 6 กองบรรณาธิการ ขอแก้ไขพาดหัว เป็น รัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวนิช นำทีมไปโรดโชว์ ขาย"สมบัติชาติ" เพื่อความเหมาะสม ขอบคุณครับ

คำว่า ขายชาติ ผู้เขียนเป็นคนที่ใช้มากที่สุด คำว่าขายชาติ มาจากข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด

ยกตัวอย่าง >> ขายชิน-ขายชาติ สิงคโปร์เหมือนได้เปล่า ไปเพิ่มความมั่งคั่ง ยึดทรัพย์ 76,000 ล้านไม่คุ้มกับก่อความเสียหายให้ชาติ http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2010/02/17/entry-1 บล๊อกของผม นำเสนอไว้เมื่อวันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 ที่กองบก.ไม่ได้ไปแก้ไขการพาดหัว แต่อย่างใด

ผมวิจารณ์รัฐบาลทักษิณ อย่างไร ผมก็วิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ แบบเดียวกัน (ขายชาติเช่นกัน)

กองบก. 2 มาตราฐานหรือไม่

ให้ดูข้อมูลผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ที่เป็นธนาคารใหญ่ อันดับหนึ่งของประเทศ
ธนาคารกรุงเทพ ที่เหลือเป็นของคนไทย 10.50% จาก 64.76%
ธนาคารกรุงเทพ เป็นของต่างชาติ 54.26% จาก 64.76% บอกได้ว่า
ต่างชาติเป็นเจ้าของธนาคารใหญ่ในประเทศไทย
ฯลฯ
กล่าวได้ว่า ต่างชาติเป็นเจ้าของประเทศไทย
และมีแนวโน้มว่า ทรัพย์สินของคนไทย จะตกเป็นของต่างชาติมากขึ้นตลอดเวลา
ตรงนี้สำคัญ ..แนวโน้มว่า ทรัพย์สินของคนไทย จะตกเป็นของต่างชาติมากขึ้นตลอดเวลา

อย่างธนาคารกรุงเทพ เป็นของต่างชาติ 54.26% แล้ว ..ยังจะเอาไปโฆษณาขายเพิ่มอีก
ขายสมบัติชาติ หากสมบัติส่วนใหญ่ยังเป็นของคนในชาติ ก็ไม่เรียกว่าเป็นการขายชาติ
ขายสมบัติชาติ หากสมบัติส่วนใหญ่กลายเป็นของต่างชาติ เรียกว่าเป็นการขายชาติ

กฎหมาย ในอดีต บอกต่างชาติถือหุ้นสถาบันการเงินได้ไม่เกิน 25% ทุกวันนี้ก็เละ ..ไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้ว
กฎหมายถือครองธุรกิจคมนาคม ทักษิณก็มาแก้ จากไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 50%
กฎหมายถือครองธุรกิจคมนาคม ทักษิณก็มาแก้ จากกรรมการที่เป็นต่างชาติได้ 1/4 ก็เป็นต่างชาติ 4/4 ได้
และที่กฎหมาย บอกว่า ต่างชาติ ถือครองธุรกิจโทรคมนาคม ไม่เกิน 50% ..ของจริงเป็นได้แค่ไหน

นี่คือที่มาของการพาดหัวเรื่อง ว่า ขายชาติ

2) ความคิดเห็นที่ 7 คำว่า "ขายชาติ" บ่งบอกเจตนาไม่ดี...อะไรบางอย่างของผู้ตั้งกระทู้.. ชัดเจน! ว่าไม่เป็นธรรม...

รักชาติ อย่ามีเพียงความรู้สึก ให้มีข้อมูล และรู้ข้อมูล
รักชาติ แบบ ไม่มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ จะทำให้เสียชาติได้ ..เหมือนที่กำลังเสียชาติอยู่ขณะนี้
ไม่มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ แม้เสียชาติแล้ว ยังไม่รู้ว่าเสียชาติ

คนมีความรู้สึกมีมาก คนมีข้มูลมีน้อย

ลองช่วยบอกข้อมูลประกอบบทความ มีข้อมูลตรงไหนบ้าง ที่เป็นเท็จ ที่ไม่จริง ไม่สมเหตุสมผล

Comment อาจจะบอกได้ว่าคุณรักขาติ ผมก็เชื่อว่าคุณรักชาติ

แล้ว บอกว่า บทความของผม คำว่า "ขายชาติ" บ่งบอกเจตนาไม่ดี...อะไรบางอย่างของผู้ตั้งกระทู้.. ชัดเจน!

..เอาแต่หัวเรื่อง มาแสดงความรู้สึก โดยไม่สนใจข้อมูล เนื้อหาสาระ ข้างในว่าเป็นอย่างไร

คนที่เขียนว่า "ขายชาติ" หรือบอกว่า "ใครขายชาติ" ...ไม่ใช่ว่าเจตนาอาจไม่ดี

แต่เป็นเจตนาดี เจตนาที่ถูกต้องกว่าใครๆ ได้

หากอยาก แลกเปลี่ยนกันสดๆ เชิญที่ ทวิตเตอร์ได้ครับ http://twitter.com/indexthai

3) จาก twitter @vahncitis @suranand ขายชาติยังไง ขอให้ @indexthai ช่วยขยาย.. เอาเงินเข้าประเทศเยอะไม่ดียังงัย ก็ยังจะไปกู้เขาอยู่

3.1) "ขายชาติยังไง" ..ขายไปแล้วต่างชาติถือสัดส่วนหุ้นมากกว่าคนไทย

3.2) "เอาเงินเข้าประเทศเยอะไม่ดียังงัย" ..เอาเงินเข้าประเทศ เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ได้เข้ารัฐ จึงไม่ดี ยกตัวอย่างทักษิณ ขายชินคอร์ป ปั่นราคาไปขายชินคอร์ปที่ราคาสูงแล้ว ได้เงินมาเงินก็เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง ได้เงินมาแล้ว เอามาก่อกรรมทำเข็ญกับประเทศชาติอีก

3.3) "ก็ยังจะไปกู้เขาอยู่" ทุกรัฐบาล เช่นทักษิณขายรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ถึง 5 แห่ง แล้วเอามาลดหนี้ได้หรือไม่ หนี้สาธารณะยังเพิ่มตลอดเวลา(ยังกู้ทุกปี) ที่ผมบ่น เศรษฐกิจไม่ดีก็กู้ และที่อ้างว่าเศรษฐกิจดีอย่างรบ.อภิสิทธิ์ ก็ยังกู้ ..มันแย่ ..มันไม่ไหวแล้ว ..มันผิดปกติ

ไม่ใช่มาแก้ ที่เอาสมบัติชาติไปขาย (เอาชาติไปขาย) แต่ต้องไปแก้ที่ไม่คอร์รัปชัน แก้ที่ไม่ให้คนระดับบนขูดรีด เอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน (http://bit.ly/ri88Z) จะได้มีเงินใช้หนี้สาธารณะให้หมดไป

ที่หนี้สาธารณะไม่ลด ไม่หมดไป เพราะไม่คิดจะใช้หนี้ ไม่ตั้งใจจะใช้หนี้ ..หนี้จึงสูงขึ้นตลอดเวลา

พวกเขาจึง คิดแต่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว ..เพราะเขาจะได้ใช้งบประมาณไงละ ..เรื่องใช้หนี้พวกเขาไม่คิดกัน

นักการเมือง พากันมาชำเราชาติ

หากเป็นอย่างทุกวันนี้.. นักการเมืองทุกหน้า ไม่ว่าหน้าไหน ไม่ต่างกัน "ขายชาติ" ขายจนหมดชาติ ก็ไม่มีทางใช้หนี้ประเทศหมด มีแต่จะเพิ่ม (เชื่อไหม)

รักชาติใช้สมองรักชาติ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกมารักชาติ รักนักการเมืองรักได้ แต่รักชาติด้วย

อย่าดูคนอย่างเดียว ต้องดูหน่วยงานด้วย ดูว่าหน่วยงานใดทำให้เกิดการขายชาติด้วย

รักชาติ แบบไม่มีความเข้าใจ จะทำให้เสียชาติ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
พิสุทธิ์ วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/drpisut

เหมือนเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เผื่อขาดสภาพคล่อง จะได้ไม่ต้องกู้เพิ่ม เพิ่ม cashflow ของรัฐและเอกชน แต่อย่าลืมแผนระยะยาวด้วยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
บ้านพลูหลวง วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 10.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mor

คำว่า "ขายชาติ" บ่งบอกเจตนาไม่ดี...อะไรบางอย่างของผู้ตั้งกระทู้...
ชัดเจน! ว่าไม่เป็นธรรม...

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
OK NATION วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithOKNation

กองบรรณาธิการขอแก้ไขพาดหัว เป็น รัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวนิช นำทีมไปโรดโชว์ ขาย"สมบัติชาติ" เพื่อความเหมาะสม

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
พี่ชายกุ้ง วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 06.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nipat084
อย่าสูญสิ้นความเชื่อในบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้วันนี้คนไทยส่วนใหญ่จะละทิ้งความดี     กเป็นทาสอำนาจเงิน

อยากทราบว่ามี ส.ส.ตัวไหน มีรมต.ตัวไหน มีพรรคการเมืองพรรคไหน มีรัฐบาลไหน ที่รัก และซื่อสัตย์ ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
plaing_piu วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 04.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaingpiu

วันก่อน กนง.บอกเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก ผลคือคนกุ้ต้องเสียดอกเพิ่มทันที ดูมันรีบร้อนรับกันดีนักทั้งระบบรัฐและนายเงิน แต่ดอกฝากเงียบแสบเงียบสอย ใครได้ใครเสีย ใครไปใครมา การเมืองยังไงพรรคไหนไปหรือมา ประชาชนไม่เคยได้อยู่ดีกินดี ไม่เคยได้อะไรดีแท้จริง มีแต่รับกรรมเสมอ พอเพียงกลายเป็นคำเล่นลิ้นที่พวกการมืองเอามาหลอกประชาชน ประชาชนพอจนไม่มีอะไรให้พอ ดอกบานอย่างนี้ ได้ทีก็เร่งรีบขึ้นเอาใจนายเงิน ประชาชนตายไม่พอหรือไง เชื่อพวกการเมืองสามานย์ยิ่งแบงค์ชาติที่ต้อนรับนายใหม่จากแบงค์เอกชนหมาดๆด้วยการขึ้นดอก2ครั้งในเวลาใกล้กันแล้วเป็นอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
4BANK วันที่ : 26/08/2010 เวลา : 00.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

คำว่าขายชาติ แรงไปครับ
แต่ที่ใช่คือ รัฐบาลไทยเน้นแต่จูงใจให้ต่างชาติมาลงทุนในไทยมากเกินไป เอาใจคนต่างชาติมากกว่าคนไทย
คุณชวนเคยบอกว่า boi ทำได้แค่ ให้คนไทยมีงานทำ ผมก็เห็นด้วย แต่การสร้างชาติต้องคนไทยเท่านั้น ต่างชาติ ซื้อมาขายไปครับ เอ ธนาคารต่างชาติที่มาซื้อธนาคารไทย ผ่านไป หลายปีแล้ว ฝรั่งเขาช่วยอะไรประเ้ทศไทยบ้าง นอกจาก หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ แบบ non bank

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
neti วันที่ : 25/08/2010 เวลา : 19.46 น.

รัฐบาลไทยบริหารประเทศด้วยปาก ขายทรัพย์สินกินสบายกว่าเยอะ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 25/08/2010 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

อ่านแล้วทำให้หนูเข้าใจมากขึ้น

ขอบคุณค่ะ

สะบายดีวันพระเจ้าค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน