*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531153
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 8859 , 22:11:11 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


ภาพการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหลังการพังทลายตลาดหุ้นปี 2537 เข้า IMF เป็นครั้งที่ 2

วิกฤตเศรษฐกิจกระทั่งต้องลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการไอเอ็มเอฟในปี 2540 เริ่มต้นในปี 2536 เมื่อมีการนำระบบ Maintenance margin & Forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ในรัฐบาลชวน-ธารินทร์-1

โบรเกอร์และตลาดหลักทรัพย์เชื่อว่า เครื่องมือตัวนี้จะทำให้มีการซื้อขายหุ้นเพิ่ม จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2 ทาง

รายได้ทางแรกคือ มีรายได้จากดอกเบี้ยปล่อยกู้ซื้อขายหุ้น โดยใช้ใบหุ้นเป็นหลักประกัน หากราคาหุ้นตกลง มูลค่าหุ้นก็ตกลงด้วย หากตกลงมากกว่าที่กำหนด ก็สามารถเรียกหลักประกันเพิ่มได้ เรียก Call margin หากไม่สามารถหาหลักประกันมาเพิ่ม ก็บังคับขายหุ้นนักลงทุนได้ ทำให้การปล่อยเงินกู้ไม่มีความเสี่ยง และหากราคาหุ้นสูงขึ้น มูลค่าตลาดหุ้นสูงขึ้น ก็สามารถเพิ่มการปล่อยกู้ซื้อหุ้นได้

รายได้ทางที่ 2 คือ เมื่อการซื้อขายมากขึ้น ก็จะทำให้รายได้ค่านายหน้าสูงขึ้นด้วย โบรเกอร์คิดอีกว่า กฎระเบียบนี้(กฎหมาย) จะทำให้นักลงทุนเบี้ยวหนี้ไม่ได้ และจะทำให้บง.และบงล.มีความมั่นคงเพิ่มขึ้น อันเป็นผลให้สถาบันการเงินทั้งระบบมีเสถียรภาพโดยทั่วกัน

กองทุนโลก ทราบถึงกลไกที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจจากการนำระบบ Maintenance margin & Forced sell มาใช้ในตลาดทุนเป็นอย่างดี ประเทศไทยผูกค่าเงินไว้ด้วย พวกเขาจะสามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ตลาด ทั้งตลาดหุ้นและตลาดเงินตรา

เมื่อนำระบบดังกล่าวมาใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2536 กองทุนโลก พากันไล่ตลาดหุ้นไทยขึ้นทันที จาก SET Index ที่ระดับ 1,000 จุด ขึ้นเป็น 1,750 จุด ในต้นปี 2537 จากนั้นก็มีการเทขายทำกำไรอย่างรุนแรง ตามมาด้วยการบังคับขาย (forced sell) หุ้นนักลงทุนท้องถิ่นอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งซ้ำเติมให้หุ้นตกหนักลงไปอีก

ตลาดหุ้นไทยตก ค่าเงินบาทก็เสียหายด้วย แต่เพราะมีการผูกค่าเงินไว้ตายตัว จึงทำให้เห็นว่าค่าเงินบาทไม่เสียหาย(A-B) นั่นคือค่าเงินบาทแข็งเกินจริง หรือค่าเงินบาทมีราคาสูงผิดจริง จึงมีการเทขายบาทออกมาตลอดเวลา ใช้เวลาขายบาท(ซื้อดอลลาร์กลับ) 3 ปีครึ่ง จากต้นปี 2537 ถึงกลางปี 2540

หมายเหตุ sell A-B หมายถึงขายบาท(ซื้อดอลลาร์)จากธปท. เนื่องจากบาทแข็งค่าผิดจริง

ประเทศไทยลอยค่าเงินบาท และต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ(ครั้งที่ 2) วันที่ 2 กรกฎาคม 2540

หลังลอยค่าเงินบาท ค่าเงินบาทตกลงสู่ความเป็นจริงที่ 36-56 บาทต่อดอลลาร์ กองทุนโลกซื้อดอลลาร์เฉลี่ยที่ 25.30 บาท นำมาขายที่ 36-56 บาท กำไรล้น คนไทยและประเทศไทยทั้งมวลเสียหาย

ประเทศไทยเคยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2521 ทำให้บริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ขาดสภาพคล่องและมีปัญหา 25 แห่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าไปควบกิจการ เรียกว่า"โครงการ 4 เมษายน" และคิดว่า หากมีสภาพคล่อง 20,000 ล้านบาทอัดฉีดให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินก็จะไม่ล้ม จึงเป็นที่มาของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

ความเชื่อของโบรเกอร์ที่นำเสนอไว้ในช่วงต้น ไม่มีสิ่งใดเป็นจริงตามเชื่อที่ว่าไว้

1) นอกจากค่าเงินบาทจะเสียหายหนักแล้ว

2) สถาบันการเงิน นอกจากไม่มีความมั่นคง ไม่มีเสถียรภาพแล้ว ยังล้มลงทั้งระบบเช่นกัน สถาบันการเงินถูกปิดในช่วงแรก 54 แห่ง ตอนนี้ถูกผิดไปกว่า 70 แห่งแล้ว ทุกวันนี้สถาบันการเงินของไทยตกเป็นของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ และ

3) ยังทำให้ภาคการผลิตจริงล้มทั้งระบบด้วย

แม้จะมีการนำสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ล้มลงออกขายส่วนใหญ่แล้ว ก็ไม่พอใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ยังก่อนหนี้สาธารณะอีกกว่า 1.44 ล้านล้านบาท

หากสังเกตให้ดี ต้นเหตุของวิกฤตจนต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ 2 ครั้ง เริ่มต้นที่ตลาดหุ้น และจบลงที่ตลาดเงินและตลาดเงินตราทุกครั้ง

.

 
SET Index ในรัฐบาลต่างๆ

ตลาดหุ้นเริ่มตกตั้งแต่รัฐบาลชวน-ธารินทร์-1 ถึงรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ตลาดหุ้นก็ตกต่อเนื่อง ถึงรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตลาดก็หุ้นตกต่ออีก ประเทศไทยต้องลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในรัฐบาลพล.อ.ชวลิต และตลาดหุ้นมาตกต่ำสุดรัฐบาลชวน-ธารินทร์-2

รัฐบาลชวน-1 เป็นเจ้าของสถิติ SET Index สูงสุดที่ 1,750 จุด ปี 2537 (1994) 

รัฐบาลชวน-2 เป็นเจ้าของสถิติ SET Index ต่ำสุดที่ 206 จุด ปี 2541 (1998)


ตลาดอนุพันธ์เปิดครั้งแรกในรัฐบาลทักษิณในปี 2547

 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับเงินทุนไหลเข้า ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

1) เงินทุนเริ่มไหลเข้าตั้งแต่มีการลอยค่าเงินบาทในปี 2540 และ

2) ไหลเข้าอย่างจริงจัง หลังตลาดหุ้นแนสแดกซ์พังทลายในปี 2543 ซึ่งตรงกับช่วงรัฐบาลทักษิณ ทำให้รบ.ทักษิณสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ก่อนกำหนด 2 ปี

3) เมื่อรัฐบาลทักษิณเปิดตลาดอนุพันธ์ในปี 2547 ทำให้เงินทุนไหลเข้าไทยหนักขึ้น และ

4) เมื่อมีการเพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย ที่เริ่มในเดือนกรกฎาคม 2553 ในรัฐบาลอภิสิทธิ์

ตลาดอนุพันธ์ เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี 2547 ในรัฐบาลทักษิณ มีการเพิ่มสินค้าในตลาดอนุพันธ์มาโดยตลอด ไม่ว่ารัฐบาบพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย กระทั่งถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพิ่มการซื้อขายทองคำล่วงหน้า 

เงินทุนไหลเข้าประเทศไทย จนมีปัญหามากว่า 5 ปีแล้ว เห็นได้จากทางการได้พยายามหาทางแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ต้อง ”จำนน” ต่อปัญหาทุกครั้ง (ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้)

วันที่ 19 ธันวาคม 2549 รัฐบาลพล.อ.สรยุทธ จุลานนท์ มีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนไหลเข้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลง 108 จุดในวันเดียว ต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวทันที

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนายกรณ์ จาติกวณิชเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออก 4 มาตรการ แก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมระบบ เช่นให้เอกชนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้โดยไม่จำกัด และจากที่เคยอนุมัติผ่านกลต.ให้ลงทุนหุ้นที่ต่างประเทศ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็เพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เงินทุนก็ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

ความแตกต่าง

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลชวน-ธารินทร์-2 คือสภาพคล่องแห้งไปจากระบบ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ คือสภาพคล่องท่วมระบบ หรือเงินท่วมประเทศ

 
ทุนสำรองการเงินตราต่างประเทศ และค่าเงินบาท ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์

รัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ ทุนสำรองฯเพิ่ม 11 เปอร์เซนต์ ค่าเงินบาทสูงขึ้น 16 เปอร์เซนต์

แม้มีการเผากรุงเทพฯวันที่ 13 เมษายน 2552 เงินทุนก็ยังไหลเข้า ค่าเงินบาทก็สูงขึ้น แม้เผาประเทศไทย 19 พฤษภาคม 2553 เงินทุนก็ยังไหลเข้าต่อเนื่องค่าเงินบาทก็สูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ผิดปกติ

27 กรกฎาคม 2553 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิ รัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ สูงเป็นประวัติการณ์ 166,860 ล้านเหรียญสหรัฐ

ต้นเหตุ เงินทุนไหลเข้าและบาทแข็งค่า ในรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์

1) การเปิดตลาดทองคำล่วงหน้า 50 บาทเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2552

2) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 เปอร์เซ็นต์เมื่อ 14 กรกฎาคม 2553


3) เปิดตลาดทองคำล่วงหน้า 10 บาทเมื่อ 2 สิงหาคม 2553 


ภาพผลกระทบต่อค่าเงินบาทจากการเปิดตลาดอนุพันธ์ทองคำ ล่วงหน้า เมื่อ 2 สิงหาคม 2553 สังเกตการแกว่งตัวของค่าเงินบาทวันที่ 3 สิงหาคม 2553 การแกว่งตัวระหว่างวันสูงมาก แกว่งตัวในทางแข็งขึ้น การเปฺิดตลาดทองคำล่วงหน้า 10 บาท ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น

4) ขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน 0.25% เมื่อ 25 สิงหาคม 2553


ภาพผลกระทบต่อค่าเงินบาทจากการขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน 0.25% เมื่อ 25 สิงหาคม 2553 ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 

5) โร้ดโชว์สิงคโปร์ของรมต.กรณ์ จาติกวนิช วันที่ 27 สิงหาคม 2553 ตอกย้ำความมั่นใจนักลงทุนต่อตลาดหุ้นไทย

น่าแปลกใจมาก เงินทุนไหลเข้าไหลเข้าจนท่วมประเทศ แสดงถึงความมั่นใจของนักลงทุนต่อประเทศไทยแบบท่วมประเทศอยู่แล้ว แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศไทยยังไป “โร้ดโชว์ให้สิงคโปร์” มาซื้อสินทรัพย์ในประเทศไทยอีก เงินก็ท่วมประเทศไทยมากขึ้น บาทก็แข็งค่ามากขึ้น 

เงินทุนไหลเข้า-ออกในภูมิภาคต่างๆ หรือประเทศต่างๆ อย่างผิดปกติ มักจะเกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญาที่ผิดปกติ เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยส่วนหนึ่งมาจากการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ของประเทศอเมริกาเมื่อปี 2000 ๖วิสัยทัศน์ปรัชญาที่ผิดปกติของอเมริกา) ที่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไหลออกนอกอเมริกา และไหลเข้าประเทศไทยด้วย

เงินทุนไหลเข้าประเทศไทย ไม่ได้เกิดจากความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ แต่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุน(ตลาดอนุพันธ์) ตลาดเงินและตลาดตรา ดังที่นำเสนอไว้ใน 5 ข้อข้างต้น

 

ข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ นำเสนอทางทวิตเตอร์ นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมด่วน ครม.เศรษฐกิจชุดเล็ก วันที่ 2 สิงหาคม 2553 “ชี้เงินทุนไหลเข้าออก ทำบาทผันผวน” แต่ไม่มาตรการอะไรออกมา แสดงถึงการจำนนต่อปัญหาอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลซ่อนเร้น ไม่พูดถึงความจริงว่าสภาพคล่องท่วมประเทศ การแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมระบบ ของรัฐบาลก่อนรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์  และในรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ ล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ เป็นปัจจัยแอบแฝงการแก้ปัญหาสภาพคล่องล้นประเทศ และเร็วนี้ได้ข่าวว่าจะให้สาขาไปรษณีย์ทั่วประเทศ เป็นผู้ช่วยปล่อยเงินกู้อีก

หากดูจากการนำเสนอข้างต้น จะพบว่านอกจากมีความล้มเหลวต่อการแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมประเทศ 2 ครั้งแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ยังเป็นผู้ก่อปัญหา ให้สภาพคล่องท่วมประเทศมากขึ้นไปอีก

ความเสียหายจากเงินทุนท่วมระบบ ไม่เพียงทำให้การส่งออกได้รับผลกระทบเท่านั้น ยังทำให้ช่วงกว้างระหว่างเงินฝากกับเงินกู้สูง นั่นคือทั้งผู้ฝากและผู้กู้เสียหาย คนฝากเงินได้ดอกเบี้ยเงินเงินฝากต่ำกว่าปกติ คนกู้เงินต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าปกติ

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ อัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบอีก

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงทางเศรษฐกิจอีกรอบ
.
ที่มา: (ปรับปรุงเพิ่มเติมจากเรื่อง) รบ.อภิสิทธิ์-กรณ์ ทำประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000122940

…………………………………………….............................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
indexthai@yahoo.com
 http://twitter.com/indexthai



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
Cat@ วันที่ : 08/09/2010 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

วันนี้ดูทีวีไทย
สภา ..คนในสภา ทะเลาะกัน ฮ่าๆตลกดี
.................
...........................
เชิญนะค่ะ
แม่แคทมาเสนอ
ตอนเมนู Potatoes ( Cat@ )

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เสือกินปลา วันที่ : 07/09/2010 เวลา : 16.22 น.

มีแต่คนมองปัญหา ไม่เห็นแนะนำทางออก ให้เลย วิจารณ์ด้านเดียว ใครๆ ก็พอจะวิจารณ์ได้ ถ้ารู้จริง ก็แนะนำวิธีแก้ปัญหา ด้วยซิครับ ..

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คนริมเล วันที่ : 07/09/2010 เวลา : 12.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/coreman

มัวแต่สร้างภาพ จะไม่ทันนะครับท่านนายก

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
lim วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meema

อ่านขบแล้ว ก็ยังหาไม่เจอว่า การแก้ปัญหาต้นเตุอยู่ตรงไหน ตามประสาคนความรู้น้อย อยากรู้จริงๆฮ่า
เราต้องอยู่กับปัจจุบัน และแก้แบบปัจจุบันใช่อะเปล่า

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

กรณีเงินทุนไหลเข้านั้น
ผมมองว่า หากจะโทษรัฐบาล
ก็คงเป็นการวิจารณ์ที่ไม่เป็นธรรมนัก

เนื่องจากเราอยู่ในสังคมโลกที่เป็นแบบไร้พรมแดน
ไม่ว่าอะไรๆ ก็ไร้พรมแดน การเดินทาง การสื่อสาร
การเงิน การลงทุน มันไร้พรมแดน ทั้งหมด

เราจะห้ามไม่ให้เงินทุนไหลเข้านั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ
หรืออาจเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบก็เป็นได้

หากจะมองให้เป็นธรรมก็ต้องบอกว่า
มันก็ทุกประเทศแหละครับ ที่เป็นประเทศเปิด
เมื่อเราอยู่ในสังคมที่เสรี ทางด้านการเงิน การลงทุน
เราจะปฏิเสธกระแสทุน คงเป็นเรื่องลำบาก

ผมคิดว่ารัฐบาลของทุกประเทศก็คงตระหนักในเรื่องนี้
ทุกๆประเทศไม่เฉพาะรัฐบาลไทยของเรา

ในโลกของความเป็นจริง เมื่อการเงินการลงทุนมันเสรี
มันก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าของทุนที่จะหากำไรจากทุนที่มีอยู่

หากเป็นเรา เราก็คงอยากได้กำไรไม่ต่างอะไรจากพวกเขา
เพราะเราเป็นปุถุชน ที่ยังละกิเลส ละความโลภไม่ได้

รัฐบาลของทุกประเทศก็คงเฝ้าระวังอยู่ว่า จะไม่ให้ทุนที่ไหล
เข้ามานั้น มาลงทุน หรือเก็งกำไรในสินทรัพย์ หรืออะไร
ที่มันผิดปกติไปจากที่ควรจะัเป็น
เมื่อเห็นว่ามันผิดปกติ ผมว่ารัฐบาลทุกประเทศก็ต้องหามาตรการออกมาปกป้องประเทศของตัวเอง

เมื่อเราปฏิเสธ การเงินการลงทุนแบบเสรีไม่ได้
เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างชาญฉลาด

เราต้องยอมรับความจริงว่า
เราเป็นประเทศเล็กๆ จะไปเปลี่ยนระบบทุน หรือระบบการเงิืน
ของโลกนั้น มันคงเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เราต้องทำคือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้อย่างปลอดภัย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

เจ้าของบ้าน เขียนกระทุ้ได้ลึกนะ

ไม่มีคำคอมเมนท์ค่ะ เพราะรู้น้อยกว่ามากกกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 11.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

เสี่ยงสูง-โอกาสทำกำไรก็สูงครับ อิอิ
......................................................
ผมว่าไทยเนี่ย-เสี่ยงน้อยกว่าอีกนานาประเทศมากเเล้วนะครับ-เราว่าเราเริ่มจะรู้สึกว่าเสี่ยงๆเนี่ย-เเต่ฝรั่งเขาบอกว่าเขาหนีมาไทยดีกว่า-เเฮ่ะๆ.
สภาพคล่องมากๆน่ะ-เดี๋ยวก็ยุบครับเวลามีโครงการอะไรๆออกมา-ยิ่งดอกเบี้ยขาขึ้นเนี่ย. เศรษกิจก็เหมือนร่างกายนะ-ลงพุงนิดๆพองาม-เเถมเวลาผ่าตัดจะได้มีเเรงไมซูบทรุด. ใจเย็นๆครับ-เอาใว้ขาหักเเขนหักหรือจะเดินตกบันใดค่อยalarmดีมั้ยครับ.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
indexthai วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 07.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอบคุณทุกความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 ..คุณปรัตยา

นี่ไงครับ การแก้ปัญหาที่ผ่านมา ที่ผมนำเสนอไว้ใน entry แล้ว

>> วันที่ 19 ธันวาคม 2549 รัฐบาลพล.อ.สรยุทธ จุลานนท์ มีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนไหลเข้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลง 108 จุดในวันเดียว ต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวทันที

>> วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนายกรณ์ จาติกวณิชเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออก 4 มาตรการ แก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมระบบ เช่นให้เอกชนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้โดยไม่จำกัด และจากที่เคยอนุมัติผ่านกลต.ให้ลงทุนหุ้นที่ต่างประเทศ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็เพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เงินทุนก็ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

เป็นการแก้ปลายเหตุของปัญหา

ผมนำเสนอแล้วว่าต้นเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร บางเรื่องเป็นปัจจัยจากต่างประเทศ บางเรื่องเป็นปัจจัยที่เราก่อขึ้นเอง ลองศึกษาแบบใจเย็นอีกรอบซิครับ ผมชี้บอก >> ต้นเหตุของปัญหาคืออะไร (เป็นปัญหาของระบบ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะที่)

การแก้ปัญหาแบบผิดทิศทาง นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังเพิ่มปัญหามากขึ้นไปอีก

"จขบ. คิดว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา วิธีไหนถึงจะได้ผลครับ" >> ก็ต้องแก้ต้นเหตุของปัญหา

อุปมาอุปมัย เหมือนประเทศไทยเป็นโรคเอดส์ ประเทศไทยเสียหายมาโดยตลอด ดูที่สินทรัพย์ของคนไทยตกเป็นของกองทุนต่างชาติมากขึ้น โรคของประเทศไทย เลวร้ายอย่างไรก็ต้องรักษา แต่การรักษาที่ผิดทิศทาง นอกจากมันไม่หายแล้ว จะทำให้ล่มจมต่อ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปรัตยา วันที่ : 05/09/2010 เวลา : 23.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

ผมก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ บาทแข็งต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ลึกรู้จริงแบบ จขบ. เลยไม่กล้าเขียนอะไรออกมา

จขบ. คิดว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา วิธีไหนถึงจะได้ผลครับ




ความคิดเห็นที่ 4 (0)
indexthai วันที่ : 05/09/2010 เวลา : 23.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ความคิดเห็นที่ 3 คุณซำมะแจะ

ขอ e-mail คุณซำมะแจะด้วย
มีเรื่อง อยากจะปรึกษาหลังไมค์ (เกี่ยวกับประเทศลาว)
เห็น e-mail ผมไหมครับ ..ตอนท้าย entry

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 05/09/2010 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

ตามมาอ่านค่ะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สมองโล่ง วันที่ : 05/09/2010 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mybrain

ก็ทางพุทธเขาสอนให้อยู่กับปัจจุบัน อนาคตจะคิดมากไปทำไมละคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มุมมืด วันที่ : 05/09/2010 เวลา : 22.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/katika

หวัดดีครับ .. ทักทายกัน..
หากพูดถึงภาคการออมของไทย ที่เป็นการออมระยะยาว และประเทศได้ประโยชน์ด้วย รัฐเองก็รู้ ท่านที่เชี่ยวชาญก็รู้ดี เช่น ญี่ปุ่น

ท่านคิดว่า ปัญหาจริง ๆ ของมันคืออะไร ทำไมคนไทยถึงออมเงินระยะยาวกันน้อยมาก ๆ เช่น คนไทยซื้อกรมธรรม์ตลอดชีพหรือบำนาญน้อยมาก แต่ซื้อกองทุนฯ เป็นแฟชั่นทั้งที่เป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ไม่ถือกรมธรรม์ไว้เลย เอาง่าย ๆ ระดับปลัดกระทรวงทรัพฯ ที่เสียชีวิตเพราะเครื่องบินตกฯ ยังไม่มีกรมธรรม์เลย

ทั้ง ๆ ที่น่าจะเป็นเครื่องมือทางการเงินหนึ่งที่จะรับประกันใครก็ได้ว่าจะไม่ตายฟรี เพราะไม่ได้เกิดมาฟรี ๆ ทุกคน

สังคมไทยเต็มไปด้วยสีสันและแฟชั่นทางการเงิน ทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนหรือเป็นแบบตาม ๆ กันก็ไม่ทราบ.. ต่างล้วนมองประโยชน์ระยะสั้น เก็งกำไร ไหลตามเครื่องมือทางการเงินที่เป็นเทร็น ทั้งที่บางคน แทบไม่ดูสถานะทางการเงินส่วนตัวด้วยซ้ำว่า ควรจะจัดการกับเงินแต่ละกองอย่างไร บริหารความเสี่ยงอย่างไร รับได้แค่ไหน อะไรก่อนหลังและจำนวนเท่าไหร่

น่าจะมีอะไรที่ต้องสังคายณานะ ผมว่า..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน