*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531123
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 11215 , 22:36:03 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


น้ำแห้ง และน้ำท่วม ทำความเสียหายแก่ประเทศฉันใด เงินแห้งและเงินท่วมประเทศ(ทุนสำรอง)ก็ทำความเสียหายให้ประเทศฉันนั้น แต่เงินแห้งและเงินท่วม ทำความเสียหายให้ประเทศมากกว่าน้ำแห้งและน้ำท่วม

น้ำพอดีๆ หรือทุนสำรองพอดีๆ จึงจะดี

หลังจากลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540 เงินทุนไหลกลับประเทศไทยต่อเนื่อง ประกอบกับตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของอเมริกาพังทลาย ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา มายังประเทศต่างๆ รวมทั้งไหลเข้ามายังประเทศไทยด้วย ตรงกับช่วงรัฐบาลทักษิณพอดี ทำให้ทุนสำรองสูงขึ้น ค่าเงินบาทและตลาดหุ้นสูงขึ้น ทำให้สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดก่อนกำหนด
 

ถึงวันที่ 3 กันยายน 2553 ทุนสำรองสุทธิอยู่ที่ระดับ 169,320 ล้านเหรียญสหรัฐ ค่าเงินบาท 31.23 บาท/เหรียญสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าทุนสำรองเพิ่มเร็วและแรงมาก ค่าเงินบาทก็แข็งเร็ว

รัฐบาลนายชวน หลีกภัย(2) ทุนสำรองสุทธิเพิ่ม 24,405 ล้านเหรียญสหรัฐ 

รัฐบาลพ.ต.ท.นช.ทักษิณ ชินวัตร ทุนสำรองสุทธิเพิ่ม 34,700 ล้านเหรียญสหรัฐ 

รัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์(และสมัคร-สมชาย) ทุนสำรองสุทธิเพิ่ม 52,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทุนสำรองสุทธิเพิ่ม 51,520 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถึง 3 ก.ย.)

เศรษฐกิจของประเทศไทยซบเซามาเป็นเวลากว่า 10 ปี มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว มีส่วนทำให้เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดทุนและตลาดพันธบัตรไทยมากขึ้น

ปัจจุบัน เงินทุนไหลเข้าออก จากการนำเข้า-ส่งออก จากการท่องเที่ยว และการลงทุนทางตรง จะมีสัดส่วนที่ลดลง

แต่เงินทุนไหลเข้าออกจากความผิดปกติจากตลาดหุ้น จะมีสัดส่วนที่มากขึ้น ก่อนปี 2521 และปี 2537 เงินทุนไหลเข้าไทยแรง แต่หลังปี 2521 และหลังปี 2537 เงินทุนไหลออกแรง

ปี 2547 หลังเปิดตลาดอนุพันธ์ ทำให้เงินทุนไหลเข้าอย่างผิดปกติ ดูได้จากการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ (Net International Reserve)
 

รัฐบาล พ.ต.ท.นช.ทักษิณ ชินวัตร เปิด “ตลาดอนุพันธ์” ครั้งแรกวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 นำร่องด้วยราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ตามด้วยดัชนี SET50 Index (TFEX) ล่วงหน้า รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์เปิด SET50 Options รัฐบาลสมัคร-สมชาย เปิด Single Stock Futures  Single Stock Futures ได้แก่ BANPU Futures PTT Futures SCC Futures PTTEP Futures BBL Futures KBANK Futures SCB Futures  ADVANC Futures TTA Futures BAY Futures KTB Futures LH Futures  ITD Futures QH Futures รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดราคาทองคำล่วงหน้า 50 บาท และ 10 บาท 
 

.

การเปิดตลาดอนุพันธ์ คือต้นเหตุทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างผิดปกติ ตัวอย่างการเปิดตลาดทองคำล่วงหน้า 10 บาท เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จะเห็นว่าวันที่ 3 สิงหาคม ค่าเงินบาทแกว่งขึ้นลงในทางบวกแรง วันต่อๆมาค่าเงินบาทก็เดินหน้าแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงการไหลเข้ามากขึ้นของเงินทุน

ตลาดอนุพันธ์ คือการซื้อขายตัวเลข เช่นตัวเลขดัชนีตลาดหุ้น ตัวเลขราคาทองคำ ตัวเลขราคาน้ำมัน ตัวเลขหุ้นเป็นตัวๆ แต่เพราะมันเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่สินค้าจริง มันจึงสามารถนำมาซื้อขายได้ทั้งขาขึ้นและขาลง กองทุนโลกทราบวิธีที่จะทำกำไรจากตลาดอนุพันธ์อย่างดี จากการเปิดตลาดอนุพันธ์ของไทย ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้ามาหาประโยชน์อย่างผิดปกติ

เงินท่วมประเทศ เห็นได้จาก วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ทางการได้มีการออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนไหลเข้า วันนั้นทุนสำรองอยู่ระดับ 73,700 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เพราะการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ตลาดหุ้นตกในวันเดียว 108 จุด มูลค่าตลาดหุ้นเสียหายกว่า 8.5 แสนล้านบาท ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล จึงยุติการใช้มาตรการในวันเดียวกัน และประกาศว่า ในส่วนที่นำมาลงลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ต้องกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ตลาดหุ้นหยุดตก

จากมาตราการ 19 กันยายน 2549 ทำให้ทราบว่าเงินท่วมประเทศไทยมา 4 ปีแล้ว 

ผู้เขียนประมาณว่าทุนสำรองที่เหมาะสม ควรจะอยู่ที่ระดับ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอนนี้ทุนสำรองท่วมระบบ 119,320 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถึง 3 กันยายน 2553)

กลไกการเกิดสภาพคล่อง และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน

ประเทศไทยกำหนดให้ใช้เงินบาททำธุรกรรมในประเทศ

เมื่อเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนหรือเข้ามาเก็งกำไรในประเทศไทย ไม่ว่าเอามาลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดพันธบัตร หรือนำมาลงทุนทางตรง หรือเกิดจากการส่งออก หรือจากผู้ที่มาท่องเที่ยวในไทย ก็ต้องจะนำมาซื้อเงินบาทก่อน ซื้อมากๆราคาเงินบาทก็สูงขึ้น(ค่าเงินบาทแข็งขึ้น) แล้วเงินตราต่างประเทศก็จะมาปรากฏอยู่ในทุนสำรองของประเทศ ทำให้ทุนสำรองของประเทศสูงขึ้น

หากทุนสำรองสูงขึ้น แสดงว่าเงินบาทได้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น ทำให้สภาพคล่องสูงขึ้น ทุกวันนี้ผู้เขียนไม่อยากจะเรียกว่าเป็นความเชื่อมั่น เพราะมันมีส่วนของการเก็งกำไรมากกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนไหลเข้ามาก็ง่าย ไหลออกก็ง่าย

ยิ่งพบว่าทุนสำรองมีมากขึ้นเท่าใด ก็แสดงว่าสภาพคล่องของระบบสูงขึ้นมากเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม หากมีการซื้อเงินตราต่างประเทศกลับ จะทำให้ทุนสำรองลดลง สภาพคล่องของระบบก็ลดลง ค่าเงินบาทก็ลดลงด้วย

ยิ่งพบว่าทุนสำรองน้อยลงมากเท่าใด ก็แสดงว่าสภาพคล่องของระบบก็ลดลงมากเท่านั้น

การเก็งกำไร

เมื่อเชื่อว่าเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นดี ก็จะมีการเข้ามาซื้อหุ้นและซื้อพันธบัตรด้วยกันทั้ง 2 ด้าน จึงพบว่าเมื่อตลาดหุ้นสูงขึ้น ทุนสำรองก็สูงขึ้น ค่าเงินบาทก็สูงขึ้น

เมื่อเชื่อว่าเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นไม่ดี ก็จะมีการขายหุ้นและขายพันธบัตรด้วยกันทั้ง 2 ด้าน จึงพบว่าเมื่อตลาดหุ้นตกลง ทุนสำรองก็ลดลง ค่าเงินบาทก็อ่อนลง

.

ผลกระทบจากสภาพคล่องท่วมระบบหรือเงินท่วมประเทศและบาทแข็งค่า

1) คนฝากเงินรับดอกเบี้ยฝากต่ำ คนกู้เงินจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สูง 

ดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นรายจ่ายของธนาคาร สภาพคล่องในระบบมีมาก ธนาคารจึงจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราต่ำ แต่ก็ยังทำให้ธนาคารมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงมากนั่นเอง เพราะเงินฝากมากล้น 

ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นรายรับของธนาคาร ธนาคารปล่อยกู้ได้จำกัด รายได้จากการปล่อยกู้จึงน้อย เพื่อความอยู่ได้ของธนาคาร ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยเงินให้กู้ในอัตราสูงมาก

ทำให้ช่วงกว้าง (Spread) ดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้กว้างกว่า 5-6 เปอร์เซ็นต์

รายจ่ายของธนาคาร ทุนสำรองวันที่ 3 กันยายน 169,320 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้เกิดสภาพคล่องได้ 5,926,200 ล้านบาท หากคิดดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1.75 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้สถาบันการเงินทั้งระบบมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย 103,709 ล้านบาท

รายรับของธนาคาร ประมาณการสินเชื่อที่ทำได้ น่าจะอยู่ที่ระดับ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้มียอดปล่อยสินเชื่อ 1,750,000 ล้านบาท หากคิดดอกเบี้ยเงินปล่อยกู้ที่ 6.50 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้สถาบันการเงินทั้งระบบมีรายได้ด้านดอกเบี้ยรับ 113,750 ล้านบาท

สมดุลแล้ว (113,750-103,709) ธนาคารทั้งระบบ มีกำไรจากธุรกรรมเงินฝากและให้สินเชื่อ 10,042 ล้านบาท ซึ่งน้อย

ธนาคารจึงต้องมาเน้นรายได้จากค่าธรรมเนียม เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

9 กันยายน 2553 นายกรณ์ จาติกาวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ไปพบกับนายธนาคาร บอกว่า “ผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมของธนาคารคิดเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม น่าจะเป็นสัดส่วนของรายได้ที่สูงไปหรือไม่” นายธนาคารบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลับทันทีว่า “ปีนี้อัตราค่าธรรมเนียมของธนาคารจะเพิ่มเป็น 49 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม” 

ผู้เขียน เห็นตัวเลขการไหลเข้าของเงินทุนแบบผิดปกติแล้ว ก็เห็นด้วยกับคำกล่าวของนายธนาคาร เงินทุนไหลเข้ามากขึ้น ทำให้สภาพคล่องท่วมระบบมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายของธนาคารสูงขึ้น ธนาคารจึงต้องไปเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งเรื่องดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ทุนสำรองเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น การที่จะให้ธนาคารเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง จะยิ่งยากมากขึ้นไปอีก

นั่นคือ ผู้ฝากเงิน และผู้กู้เงิน ต่างได้รับผลเสียหายจากการที่เงินท่วมประเทศ ผู้ฝากเงินได้ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ผู้ขอสินเชื่อต้องมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูง

2) ดอกเบี้ยติดลบ ทำให้เงินของผู้มีเงินด้อยค่าลงทุกวัน อัตราเงินเฟ้อประมาณ 3.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปี เท่ากับ 1.25 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ดอกเบี้ยติดลบ 2.25 เปอร์เซ็นต์

3) ผู้ขอใช้บริการธนาคาร มีค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมสูงขึ้น เช่น  ค่าโอนเงิน ค่ารักษาบัญชีออมทรัพย์ ค่ารักษาบัญชีกระแสรายวัน ค่าเช็ค ค่าธรรมเนียมเมื่อเช็คคืน ค่าธรรมเนียมฝากถอนข้ามเขตบัญชีออมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมฝากถอนข้ามเขตบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมการขอแลกเปลี่ยนสกุลเงิน

4) ผู้นำเข้ามีกำไรจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะใช้เงินบาทในการชำระค่าสินค้าน้อยลง

5) ผู้ส่งออกขาดทุนจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน เพราะนำเงินตราต่างประเทศมาแลกเงินบาท แล้วได้เงินบาทน้อยลง

6) เงินบาทแข็งค่า ทำให้การส่งออกมีปัญหา ทำให้ เกษตรกรหรือผู้ผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศประสบปัญหา ทำให้โอกาสแข่งขันส่งออกยากขึ้น การขอขึ้นราคาสินค้าส่งออกทำได้ยาก แต่มีโอกาสที่ราคาสินค้าเกษตรจะต่ำลง จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งระบบ

น่าเชื่อว่าผู้รับผิดชอบ ไม่ทราบเรื่องต้นเหตุที่ทำให้เงินทุนไหลเข้า

เงินท่วมประเทศและบาทแข็งค่าอยู่แล้ว ก็ยังขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐานอีก ทำให้เงินบาทมีค่ามากขึ้นไปอีก ยิ่งทำให้เงินทุนไหลเข้ามามากขึ้น

วันที่ 27 สิงหาคม 2553 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังโร้ดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ ชักชวนต่างชาติขนเงินมาลงทุนในประเทศไทยอีก ทำให้เงินเข้ามาท่วมไทยอีก

สมัยรัชการที่ 5 ไทยยังสามารถสร้างรถไฟได้ด้วยตัวเอง แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถยืนอยู่บนขาตนเองได้ รัฐบาลนี้ต้องร่วมทุนกับจีนสร้างทางรถไฟในไทย และจะเอาเงินกู้จากจีนมาท่วมประเทศอีก

แทนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ จะแก้ปัญหาต้นเหตุที่ทำให้เงินท่วมระบบ กลับไปใช้วิธีแก้ปัญหาแบบข้างๆคูๆ ไม่ตรงประเด็น เป็นเพียงเรื่องเล็ก และเบี่ยงเบน เช่น

การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

ส่งเสริมกลุ่มกู้ให้ค้ำประกันกันเอง

ขึ้นเงินเดือนข้าราชการอัตราส่วนที่สูงที่สุด

คิดตั้งธนาคารคนจนผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย

ตั้งงบประมาณรายจ่ายปี 2554 สูงถึง 2.07 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุลสูงกว่า 4 แสนล้านบาท งบประมาณสูงเป็นประวัติการณ์ การขาดดุลงบประมาณก็สูงเป็นประวัติการณ์

ใช้งบประมาณแบบอีลุ่ยฉุยแฉก โดยไม่สนใจหนี้สาธราณะที่สูงกว่า 4.1 ล้านล้านบาท 

เห็นได้ว่า เป็นการแก้แต่ปลายเหตุของปัญหา ผิดทิศทางของการแก้ปัญหา มีการหาประโยชน์จากการแก้ปัญหา หมกปัญหา นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว กลับเป็นการเพิ่มปัญหา “ในอนาคต” มากขึ้น

ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นปัญหาที่จะเกิดกับประเทศไทยมาโดยตลอด บอกว่าตลาดอนุพันธ์คือตัวปัญหา เป็นสินค้าอบายมุข แต่ก็ยังเปิดตลาดทองคำล่วงหน้าอีก ทำให้เงินไหลเข้ามาท่วมประเทศไทยมากขึ้น บอกอย่าไปโร้ดโชว์สิงคโปร์ แต่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ยังไปโร้ดโชว์สิงคโปร์ เงินก็เข้ามาท่วมประเทศไทยมากขึ้นอีก เงินบาทก็แข็งค่ามากขึ้นอีก

ผู้คนที่อ่านบทความของผู้เขียน ต่อว่าทุกครั้ง “เห็นแต่เสนอปัญหา แต่ว่าไม่เห็นแนะนำวิธีแก้ปัญหา” บทความของผู้เขียน นำเสนอถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาทุกครั้ง ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาก็คือต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา เคี้ยวให้แล้วยังจะต้องกลืนให้อีก ขออภัย

ดังเช่นเรื่องนี้เป็นต้น

ตลาดหุ้นไม่เคยทำให้ประเทศใดเจริญ ดูตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีตลาดหุ้นมากว่า 100 ปีแล้ว ก็ไม่ได้เจริญขึ้น ทุกวันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศยากจนใหม่แล้ว และตลาดหุ้นนั่นเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประเทศสหรัฐยากจนลงตลอดเวลา

ตลาดหุ้นเป็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยมาประมาณ 35 ปีแล้ว และตลาดหุ้นเป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว

ครั้งนี้ตลาดหุ้นก็ก่อปัญหาหนักให้ประเทศไทยอีก ดังข้อมูลที่นำเสนอข้างต้น นั่นคือการเปิดตลาดอนุพันธ์ ตลาดอนุพันธ์คือต้นเหตุทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยอย่างผิดปกติ เป็นต้นเหตุให้ทุนสำรองสูงขึ้น เป็นต้นเหตุทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น

ประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส แต่กลับเป็นโอกาสเพิ่มวิกฤตประเทศมากขึ้นไปอีก วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยหนักอยู่แล้ว แต่กลับเพิ่มวิกฤต ให้หนักมากขึ้นไปอีก

บอกวิธีแก้ปัญหา แล้วจะเชื่อหรือไม่

คือการแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา

คือการไม่ให้มีตลาดอนุพันธ์ กระทั่งไม่ให้มีตลาดหุ้น


.

บทความเกี่ยวข้อง

ย้อนรอย ชมการแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมและบาทแข็งค่า ของประเทศไทย http://t.co/nVqVKHS

สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่: http://bit.ly/b1yVn7

เขียนจากเค้าโครง:รบ.อภิสิทธิ์-กรณ์ กับวิกฤตและโอกาสการเพิ่มวิกฤตประเทศ http://astv.mobi/A4iLrMt

................................................................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
indexthai@yahoo.com
http://twitter.com/indexthai




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
นาตรา วันที่ : 17/12/2010 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanant

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
indexthai วันที่ : 22/09/2010 เวลา : 12.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

Subject: Fwd: FW: กดเงิน ธ.กรุงเทพ เสียเงินแล้วนะคะ

� เห็นด้วยค่ะเอาเปรียบผู้บริโภคมาก...ดีค่ะไปต่อคิวทำให้เจ้าหน้าที่มีงานทำเยอะๆถ้าเจ้าหน้าที่ไม่พอแบ้งค์

จะได้จ้างเพิ่มปชช.จะได้มีงานทำเพิ่มบังคับให้เราใช้พฤติกรรมกับธนาคารแบบเก่า..... สมัยเมื่อ �Bank ทำ Re-engineeringหันมาใช้เครืองจักรแทนพนักงานและให้ปขข. ใช้เครื่องจักร /Bankก็ลดพนักงาน คนก็ตกงาน...ตอนนี้วัฏจักรคงกลับมาแล้วนะคะ รับทราบข้อมูลหรือยังคะ � � ระวังเสียค่ากดเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพเยอะ ไม่ทราบว่าใครมีเมล์ของหน่วยงานบ้าง ช่วยส่งต่อด้วยอย่างนี้เรียกว่าหากินกับความเดือนร้อนเหมือนเก็บดอกเบี้ยแพง ช่วงนี้แต่ละธนาคารก็หากินกับชาวบ้านแบบนี้แหล่ะมากบ้าง น้อยบ้างต้องช่วยดูๆ กันเองนะ วันนี้จะไปกดเงินที่เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพบังเอิญเห็นป้ายประกาศติดอยู่เลยเดินไปอ่านเขาบอกอย่างนี้ค่ะ กดเงินเอทีเอ็ม � �10,000 � �บาทแรก� คิดค่าบริการ � � � � � 10 �

�บาท กดเงินเกินกว่า � � 10,000 � �บาท � � ��คิดค่าบริการเพิ่ม � � 10 � �บาท หากกดเงินส่วนเกินกว่า 10,000 ��บาทคิดค่าบริการเพิ่มต่างหากอีก1,000 ละ 1บาท ตะกี้จะ กดเงิน 40,000ถ้าไม่ไปยืนอ่านประกาศจะเราเลยเขียนใบถอนแล้วไปยืนต่อแถวเบิกที่เคาน์เตอร์ไม่เสียสักบาท จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
kwant วันที่ : 19/09/2010 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kwant

ก่อนอื่นขอโหวตๆๆๆ นะฮ้า !!
...ข้อมูลอาจารย์มันชัดแจ้งจางปาง จริงๆ เนาะ
...เรื่องหุ้น เรื่องเงินเนี่ย โดยเฉพาะบนตลาดหุ้นทีี่่่่แข่งวันต่อวัน
มันยิ่งกว่ากำลังภายในน๊า า า ..คือว่า เล่นจริง เจ็บจริง ด้วยล่ะ
เฮ้อ เฮ้อ !!!

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
indexthai วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 22.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คคห.11

"ปิดตลาดหุ้น...ประเทศดีขึ้นไหม.. ถ้าดีก้น่าลองครับ"

ทำอะไรโดยขาดความรู้ความเข้าใจไม่ได้ครับ

ลองไม่ได้

ต้องทำด้วยความเข้าใจ

ที่ผ่านมา เปิดตลาดหุ้นด้วยความไม่รู้ ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องเข้า IMF มาแล้วถึง 2 ครั้ง ต้นเหตุมาจากตลาดหุ้น

เพราะทำโดยขาดข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ มันจึงเกิดความเสียหายที่รุนแรงมาก

การเข้า IMF เป็นตัวบอกถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุด ไม่มีอะไรเลวร้ายกว่านี้แล้ว..

แล้วตลาดหุ้นมันทำความเจริญ หรือความย่อยยับให้ประเทศไทย

ทุกวันนี้ ผมบอกว่าเงินท่วมประเทศไทย

คนเขาทักท้วง "เงินท่วมประเทศไทย เศรษฐกิจก็ต้องดีซิ แต่ทำไม การค้าขายฝืดเคือง"

ก็เพราะมันเป็นเรื่องของความผิดปกติไง

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
indexthai วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 21.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


มีข่าวจีนจะเปิด "ตลาดอนุพันธ์" ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าจีนอย่างรุนแรง

ทำให้หยวนแข็งค่าขึ้นแรง (แบบประเทศไทย)

ตลาดอนุพันธ์ ขึ้นก็มีกำไร ตกก็มีกำไร

ไม่ต้องห่วงเลยว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตก

ยังไงก็กำไร เงินมันจึงไหลเข้ามาโดยไม่สะทกสะท้าน

แล้วเงินก็จะท่วมจีนต่อไป

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
indexthai วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 21.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คคห.10

"เงินทุนสำรองของเราน่ะ ดูว่ามากก็มาก ดูว่าสวยเเล้วน่ะบ้างก็ว่าโอเค ...เเต่หากจะให้ปรับให้ไปอยู่ที่ประมาณที่คุณว่าดีคือ 5หมื่นล้านล่ะก็-เเล้วเงินส่วนต่างนั้นน่ะควรจะเอาไปทำอะไรหรือครับ ถามเพราะอยากรู้"

เป็นคำถามที่ดี

เงินทุน.. มันเข้ามาด้วยความผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นส่วนเกิน ด้วยเหตุผลอะไร ที่ทำให้มันเข้ามาอย่างผิดปกติผมก็นำเสนอไว้แล้ว จะห้ามไม่ให้เข้าก็ไม่ได้ มันจึงมีปัญหาไงละ

แล้วเวลามันจะออก ก็ด้วยความผิดปกติอีก ก็ห้ามไม่ให้มันออกไม่ได้อีก ที่ผ่านมา เห็นหรือไม่ เราต้องเข้า IMF มาแล้ว ถึง 2 ครั้งไง

มันเป็นเงินของ World Fund มันจะเอาเข้า เอาออก มันมีเหตุผลของมัน

ผมเคยบอก ธปท.และคลัง มีอิทธิพลเหนือตลาดเงินและตลาดเงินตรา หรือเหนือทุนสำรองของประเทศตนเองเพียงผิวเผินเท่านั้น ทำอะไรได้ไม่มากหรอก

และเมื่อเขาจะออก 50,000 ล้านเหรียญก็ไม่พอให้เขาแลกกลับหรอก ทุนสำรองจะต่ำกว่า 50,000 ล้านเหรียญอีก

ก็เพราะเราเอาเครื่องมือที่ผิดปกติมาใช้ WF รู้วิธีที่จะหาประโยชน์จากเครื่องมือที่ผิดปกติ

คุณพูดแบบปกติ

แต่ผมพยายามอธิบายว่า ..มันผิดปกติ ..มันมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในตลาดหุ้น ที่ส่งผลให้ตลาดเงินมีปัญหา

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ศณีรา วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 21.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ปิดตลาดหุ้น...ประเทศดีขึ้นไหม.. ถ้าดีก้น่าลองครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

ช่วงกว้าง (Spread) ดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้น่ะผมว่าธนาคารยังไงก็ยอมปรับยากครับ ธนาคารบ้านเราน่ะกินจนอ้วนกินจนเคยตัวครับ.
การไหลเข้าของเงินทุนที่ว่าผิดปกติเนี่ยผมว่ามันผิดปกติไปในบริเวณกว้างขวางทั่วโลกนะ-เเละคงห้ามหรือเเม้เเต่ทำนายได้ยากครับ.
''สมัยรัชการที่ 5 ไทยยังสามารถสร้างรถไฟได้ด้วยตัวเอง'' คุณลองไปดูประวัติศาสตร์ดีๆนะครับ-สมัยนั้นน่ะรัชกาลที่ห้าท่านกู้เงินต่างประเทศมาสร้างครับ สายอื่นผมไม่รู้-เเต่สายใต้นั้น่ะไทยกู้อังกฤษ5ล้านปอนด์นะครับ อย่างไรก็ดี เราคุ้มมากๆที่สร้าง เเละได้ชำระคืนโดยไม่มีปัญหาอะไร.
.............................................................
เงินทุนสำรองของเราน่ะ ดูว่ามากก็มาก ดูว่าสวยเเล้วน่ะบ้างก็ว่าโอเค ...เเต่หากจะให้ปรับให้ไปอยู่ที่ประมาณที่คุณว่าดีคือ5หมื่นล้านล่ะก็-เเล้วเงินส่วนต่างนั้นน่ะควรจะเอาไปทำอะไรหรือครับ ถามเพราะอยากรู้

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เท้าบ่น วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 20.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taobon

การเก็งกำไรของต่างชาติไม่สร้างงานให้คนไทยไม่ควรเอาเศรษฐกิจของชาติไปเป็นเดิมพัน ปิดบ่อนได้ก็คงจะดีครับ...การที่รัฐกำลังเรียกร้องให้คนมาลงทุนในประเทศ แปลว่าหมดกึ๋น ถังแตก ติดลบเยอะหรือครับ ผมว่าอีกไม่นานก็คงต้องมาขูดเอากับภาษีแวทอีกละมั่งครับ กินเท่าเดิมแต่ของแพงขึ้นทุกวัน...ขอบคุณๆ อินเด๊กซ์ไทย ที่ให้ความรู้ครับ จะพยายามเข้ามาอ่านให้บ่อยๆจะได้เข้าใจอะไรมากขึ้นครับ คราวหน้าเอาเงินไปฝากธนาคารจะไม่ขอดอกเบี้ยแต่จะขอลดค่าธรรมเนียมแทนจะได้ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
กบจ้อย วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

เขียนเรื่องการเงิน-คลัง-เศรษฐกิจ ที่เป็นเรื่องยากให้อ่านเข้าใจง่ายดีครับ

เรื่องหุ้นผมเห็นคนรู้จักข้างเคียงเจ็งมาเยอะแล้วครับ
ได้ไม่เท่าเสีย แต่หลายคนยังไม่เข็ด หรือแค่เข็ดไปชั่วครู่
พอเห็นว่ามีโอกาสทำกำไรได้ ก็เอาอีก ส่วนใหญ่เล่นแรกๆได้กำไร พอเล่นไปๆ มือเติบขึ้น ก็ขาดทุน
ผมเองก็เข็ดๆ อยากๆอยู่ละครับ แม้จะเชื่อว่าตลาดหุ้น
ไม่ใช่ตัวสร้างผลผลิตที่แท้จริง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ส.บุญยืน วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 19.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Boonyoon
ข่าวกินแล้วดี เติบโตเร็ว

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาครับ
ส่วนการแก้ปัญหานั้นดูเหมือนว่าได้เกิดขึ้นแล้ว

ก็คือ นึกไม่ออกว่าจะแก้ยังไง(อาจจะทำอยู่อาจยังไม่เห็นผล หรือไม่ได้ผล)

คิดว่าคงไม่ล้มตลาดหุ้นกับตลาดอนุพันท์หรอกครับ

ยังไงผมก็เป็นกำลังใจให้กับคนเขียน
และคนที่กำลังแก้ปัญหานี้ ทุกคน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
indexthai วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 16.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

พอดีไปเจอข่าวนี้ใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2553 02:10 น.
ตรงกับที่นำเสนอไว้ >> สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่: http://bit.ly/b1yVn7
เลยลอกข่าวมาลงไว้ ประกอบเป็นข้อมูล
................................................................

ความมั่งคั่งครัวเรือนของสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ลดลง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หากย้อนหลังตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ความมั่งคั่งหดหายไปกว่า 10.7 ล้านล้านดอลลาร์ แสดงให้เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่มีวี่แววฟื้นตัว

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า ความมั่งคั่งของครัวเรือนของสหรัฐฯลดลง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เชื่องช้า และอัตราการว่างงานของชาวอเมริกันที่สูงขึ้น โดยความมั่งคั่งของครัวเรือนลดลงจาก 64.2 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อปลายปี 2007 ลงมาอยู่ที่ 53.5 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปีนี้ จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าในช่วง 2 ปีเศษ ความมั่งคั่งของครัวเรือนสหรัฐฯหดหายไปถึง 10.7 ล้านล้านดอลลาร์ ความมั่งคั่งที่ลดลง เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินที่ลดลง โดยเฉพาะราคาหุ้นและกองทุนรวม มูลค่าหุ้นได้ลดลงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 14.9 ล้านล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 แต่ก็ได้ชดเชยจากมูลค่าทรัพย์สินอื่นที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างกองทุนบำเน็ญบำนาญของรัฐและท้องถิ่น

ในช่วงวิกฤติการเงินสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2007-2009 มูลค่าตลาดที่อยู่อาศัย และตลาดการเงิน หายไปหลายล้านล้านดอลลาร์ และทำให้ครัวเรือนและสถาบันการเงินที่มีหนี้มากแสดงฐานะออกมา ถึงแม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อเร่งการฟื้นตัว แต่อัตราการว่างงานในเดือนส.ค.ก็สูงถึง 9.6% และตลาดที่อยู่อาศัยยังอยู่ในภาวะซบเซา

อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้รัฐบาลกลางในไตรมาส 2 ได้เพิ่มขึ้น 24.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากไตรมาสแรกที่มีอัตราการขยายตัว 20.5% ในทางตรงกันข้ามหนี้ของมลรัฐและท้องถิ่นได้ลดลง 1.3% ในไตรมาส 2 หนี้ภาคธุรกิจไม่รวมสถาบันการเงินได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอัตรา 0.1% จากในไตรมาสแรกมีอัตราขยายตัว 0.5% อัตราความยากจนของสหรัฐฯ สูงสุดในรอบ 15 ปี ที่ระดับ 14.3% ในปี 2009 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 13.2% ในปี 2008
........................
ที่มา: วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ 2 ปี ทำคนอเมริกันจนลง 10.7 ล้านล้านดอลลาร์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2553 02:10 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000131213

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

ขอบคุณสำหรับ link ค่ะ เดี๋ยวกลับไปอ่านอย่างละเอียดอีกครั้งค่ะ

ถ้าจะเข้าใจแบบนี้ถูกหรือผิดคะ
- 1. เงินทุนท่วมประเทศ ไหลเข้าอยู่ในตลาดหุ้น ได้กำไรจากการลงทุนในตลาดก็หมุนกลับไป แล้วเข้ามาเล่นใหม่ในตลาด ทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารอนุพันธ์ ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (ทองคำ) .. เพียงหวังผลกำไรจากส่วนต่าง ไม่ใช่การลงทุนในภาคธุรกิจระยะยาวใช่ไหมคะ

-2. แต่ภาคธุรกิจจริง ๆ ยังทรงกับทรุด เพราะเงินทุนไม่ได้เข้ามาถึงธุรกิจแท้ ๆ
ธนาคาร สถาบันการเงิน ยังปล่อยกู้ไม่ได้หรือไม่กล้าปล่อยหรือเปล่าคะ เพราะกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น กลัวจะเกิดวิกฤตแบบปี 2540 อีกครั้ง
ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น เงินไม่ออกมาจากแหล่งเงิน จึงทำให้เกิดการปล้นกันบ่อย ๆ ?

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
indexthai วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอบคุณทุกความคิดเห็น

คคห.3 ครับ

เป็นความผิดปกติครับ

เงินท่วมโลก ..แต่โลกยากจนลง:

หรือเงินท่วมไทย แต่ไทยจนลง

http://bit.ly/3OgwDv
.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

ตอนนี้มันเป็นภาวะอะไรกันแน่คะ

เงินทุนท่วมประเทศ .. บาทแข็งค่า - คุณ Indexthai

ลดค่าเงินบาทอีกรอบดีไหม - คุณ 4Bank

แต่มีข่าว ปล้นธนาคารเกือบทุกวัน .. ประชาชนน่าจะเงินตึงมาก ๆ

นักเศรษฐศาสตร์ช่วยอธิบายหน่อย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปรัตยา วันที่ : 17/09/2010 เวลา : 22.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

แก้คำผิด padora แก้เป็น pandora



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรัตยา วันที่ : 17/09/2010 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

ผมเห็นด้วยกับวิธีแก้ปัญหาที่ จขบ. เสนอครับ แต่ก็คิดเช่นกันว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะปิดตลาด เราเปิดกล่อง padora แล้ว ปิศาจออกมาแล้ว คงจะจับยัดกลับไปยากมาก คงไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ และต้องให้กล้าทำ ก็ไม่มีอะไรมารับประกันเลยว่าพอเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะไม่กลับมาเปิดอีก

มองไม่เห็นทางออกเลยครับ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน