*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531200
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< ตุลาคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 15662 , 11:52:09 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สุวิริโย โหวตเรื่องนี้

.

เงินทุนไหลเข้า เมื่อมาแลกเป็นบาท ทำให้บาทแข็งขึ้น ทำให้เงินเฟ้อต่ำลง ดอลลาร์เข้าไปอยู่ในแบงก์ชาติ ทำให้ทุนสำรองสูงขึ้น บาทออกมาอยู่ในระบบ ท่วมระบบ ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับต่ำ

.

เอ็นทรีนี้ เน้นด้านเงินทุนไหลเข้า (หากปัจจัยเป็นไปในทางตรงกันข้าม จะทำให้เงินทุนไหลออก)

การแข็งค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ เป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน มีต้นเหตุจากเรื่องเดียวกัน

การทำธุรกรรมในประเทศ กำหนดให้ใช้สกุลเงินบาท เมื่อเงินทุนไหลเข้า จึงนำไปแลกเปลี่ยนเป็นบาท (นำไปซื้อบาท) ซื้อมากๆ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น เงินบาทแข็งขึ้น คือเงินเฟ้อต่ำลง

ดอลลาร์เข้าไปอยู่ในธปท.มาก เห็นได้จากทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น

ทำให้บาทออกมาอยู่ในระบบมากขึ้น บาทอยู่ในระบบมากๆ ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำ

สาเหตุที่เงินทุนไหลเข้า และทุนสำรองสูงขึ้น

1) ได้ดุลทางธุรกรรม Peal trade หรือธุรกรรมการซื้อขายจริง

เช่น

ได้ดุลการค้า (ส่งออก มากกว่านำเข้า)

ได้ดุลการท่องเที่ยว (คนเข้ามาเที่ยวประเทศไทย มากกว่าคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ)

ได้ดุลการลงทุน (ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย มากกว่าคนไทยนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ)

ได้ดุลการกู้เงิน (กู้เงินจากต่างชาติ มากกว่าต่างชาติมากู้เงินจากไทย)

ได้ดุลบริจาค (ต่างชาติบริจาคให้ไทย มากกว่าไทยบริจาคให้ต่างชาติ) ฯลฯ

การไหลเข้าออกของเงินทุนในส่วนนี้จะทำให้ปริมาณทุนสำรองเพิ่ม-ลดไม่มาก

2) ได้ดุลจากการเข้ามาเก็งกำไร Paper trade หรือการซื้อขายกระดาษในตลาดหุ้น

เช่น

ได้ดุลจากการเข้ามาเก็งกำไรในตลาดพันธบัตร

ได้ดุลจากการเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้น

การไหลเข้า-ออกของเงินทุนในส่วนนี้จะทำให้ปริมาณทุนสำรองเพิ่ม-ลดสูงมาก

เป็นเหตุให้เงินทุนสำรองเพิ่ม-ลดสูง แบบผิดปกติมาก

ข้อที่ 3 เกิดการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและนโยบายที่ไม่ถูกต้อง

การนำ Maintenance margin และ forced sell มาใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ทำให้ SET ขึ้นสูงสุดในต้นปี 2537 แล้วเทขายหุ้นและบาทออกมา

การเปิดกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงินในปี 2528 “คนปั่นหุ้น – กองทุนโลก” มองออกว่า จะสามารถทำความเสียหายให้ประเทศไทยสูงได้ จะส่งผลให้ตลาดทุนและตลาดเงินเสียหายสูงได้ กองทุนโลกสามารถทำกำไร ทั้งขาขึ้นและขาลงของตลาดหุ้น-ตลาดเงินได้    

การเปิดตลาดอนุพันธ์ในปี 2547 เพิ่มความเป็นอบายมุขให้ตลาดหุ้นมากขึ้น “ตลาดอนุพันธ์คือการซื้อขายตัวเลข” ของสินค้าเกษตร ตัวเลขดัชนีตลาดหุ้น ตัวเลขราคาหุ้นเป็นตัวๆ ตัวเลขราคาทองคำ ฯลฯ สามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ขา ทั้งขาขึ้นและขาลง และทำกำไรได้ดีมาก ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ 

ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการปรับปรุงการคำนวณดัชนี NASDAQ ในปี 1999 ทำให้ดัชนีเกิดความเบี่ยงเบนสูงขึ้น ทำให้ NASDAQ ขึ้นสูงสุดในต้นปี 2000 แล้วจากนั้นจึงเทขายหุ้นออกมา แล้วค่าดอลลาร์ก็พังทลายตามตลาดหุ้นในเวลาต่อมา

การขึ้น-ลดดอกเบี้ย การออกไปโร้ดโชว์ มีส่วนให้เงินทุนไหลเข้า

ผลกระทบจาก เงินทุนไหลเข้า บาทแข็งค่า ดอกเบี้ยติดลบ เงินเฟ้อต่ำ

ผลดี ผู้นำเข้าได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน คือใช้บาทน้อยลงในการซื้อดอลลาร์ไปชำระค่าสินค้า เงินเฟ้อจะอยู่ระดับต่ำ เพราะการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เช่นราคาน้ำมันมีต้นทุนที่ต่ำลง

ผลเสีย ผู้ส่งออกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน คือเอาดอลลาร์มาแลกได้บาทน้อยลง คนฝากเงินรับดอกเบี้ยฝากต่ำ คนกู้เงินจ่ายดอกกู้สูง ดอกเบี้ยติดลบ คือดอกเบี้ยฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ผู้ใช้บริการธนาคาร ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงขึ้น เมื่อธนาคารมีรายได้จากดอกเบี้ยน้อยลง จึงต้องมาหารายได้จากค่าธรรมเนียม ทำให้ค่าธรรมเนียมต่างๆสูงขึ้น ราคาสินค้าส่งออกจะถูกกดดันราคาให้ต่ำลง

รัฐบาลชวลิต-ชวน2 ประเทศไทยประสบภาวะเงินแห้งประเทศ บาทอ่อนค่า

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เผชิญกับภาวะเงินท่วมประเทศ บาทแข็งค่า

ทุนสำรองสูง ทำให้สภาพคล่องของระบบสูง หรือเงินท่วมระบบ

ทุนสำรองต่ำ ทำให้สภาพคล่องของระบบต่ำ หรือเงินแห้งจากระบบ

สภาพคล่องของระบบสูงเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่ดี

สภาพคล่องของระบบต่ำเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี

สภาพคล่องพอดีพอดี จึงจะดี

พบว่าสภาพคล่องเริ่มท่วมประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549

การมีตลาดหุ้น ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกก่ออันตรายต่อระบบเศรษฐกิจสูง

การไม่มีตลาดหุ้น ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุน ก่ออันตรายต่อระบบเศรษฐกิจได้น้อย


ตลาดหุ้นที่สูงขึ้น จะถูกสวมรอยปั่นให้สูงมากขึ้นไปอีก

จากนั้น จะมีการเทขายหุ้นออกมารุนแรง ระบบเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่วงจรเสียหาย

ความเชื่อมั่นจะตกลง เงินทุนจะไหลออก ค่าเงินบาทจะตกลง สภาพคล่องจะลดลง ดอกเบี้ยสูงขึ้น

เงินเฟ้อสูงขึ้น ธุรกิจล้มละลาย เกิดเป็นหนี้เสียสูง ทุนสำรองที่ลดลงมาก ทำให้ต้องเข้าไอเอ็มเอฟ

ตลาดหุ้น ทำให้ประเทศไทยเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้ว 2 ครั้ง

.....................................................

ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นไปของเศรษฐกิจมหภาค ไทย และโลก


ปี 1999 แนสแดกซ์มีการนำหุ้นที่มีมูลค่าสูง เพิ่มเข้าไปในการคำนวณดัชนี ทำให้แนสแดกซ์เกิดความเบี่ยงเบนสูงขึ้น (มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง) จะอ่อนแอสูง ทำให้ปั่นได้ง่าย มีการปั่นแนสแดกซ์ขึ้นไปสูงมากในต้นปี 2000 เปรียบเทียบกับดาวโจนส์ พบว่าแนสแดกซ์ขึ้นและตกแรงกว่าดาวโจนส์ อย่างผิดปกติ

.


ต้นปี 2000 แนสแดกซ์ตกแรงมาก ตกถึง 78 เปอร์เซนต์ หุ้นตกแรงทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อมั่น หรือค่าเงินเหรียญสหรัฐจะตกลงตามการตกลงของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ ไหลออกไปถือสกุลเงินอื่นและสินทรัพย์ในเงินสกุลอื่น จะเห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินแทบทุกสกุล ไม่ว่าเงินยูโร เงินเย็น และเงินบาท

.


เงินเหรียญสหรัฐที่ไหลออกไปถือสกุลเงินอื่นและสินทรัพย์ในเงินสกุลอื่น ทำให้ทุนสำรองของประเทศต่างๆสูงขึ้น ค่าเงินสูงขึ้น ตลาดหุ้นสูงขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น ตลาดหุ้นโลก(G91-Index) ขึ้น 6 ปีติดต่อกัน 463 เปอร์เซนต์ ไปสูงสุดที่ปลายปี 2007 แล้วจึงพังทลายลง(ทุบลง)ตลอดปี 2008 (2008 Effect) ตกลง 62 เปอร์เซนต์ เป็นวงจรของความเสียหาย ระหว่างปี 2008-2010 มีประเทศต่างๆเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมากกว่า 10 ประเทศ  

.


ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ ไม่ได้เป็นของประเทศใด แต่เป็นของกองทุนโลก ที่ผัดเปลี่ยนหมุนเวียน เคลื่อนย้ายไปปั่นตลาดหุ้นและตลาดเงินในประเทศต่างๆ ทำให้ทุนสำรองรวมสูงขึ้นตลอดเวลา ทำให้ทุกวันนี้เงินทุนท่วมโลกแล้ว จุดเริ่มต้นเงินทุนท่วมโลกเริ่มใรปี 2000 คือในปีที่ตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของอเมริกาพังทลายนั่นเอง

.


ประเทศจีนมีการผูกค่าเงินไว้ตายตัว เมื่อตลาดหุ้นแนสแดกซ์พังทลาย ทำให้หยวนอ่อนผิดจริงทันที กองทุนโลกกระโจนเข้ามาซื้อเงินหยวนอย่างสนุกสนาน กระทั่งกลางปี 2005 เงินหยวนหมดไปจากธนาคารกลางของจีน จึงยอมให้เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้น กองทุนโลกหลังจากได้รับชัยชนะจากการไล่ซื้อเงินหยวนแล้ว จึงหันมาไล่ซื้อตลาดหุ้นจีน

ตลาดหุ้นจีนเริ่มสูงขึ้นช่วงกลางปี 2005 และสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มขึ้น 500 เปอร์เซนต์ในช่วงเวลา 2 ปีครึ่ง แล้วก็พังทลายลง(ถูกทุบลง)พร้อมกันกับทั้งโลกในปี 2008 พังทลายลง 72 เปอร์เซนต์

จีนพยายามจะกลับไปผูกค่าเงินไว้อีก ในช่วงกลางปี 2008 แต่แล้วก็ไปไม่รอด มีการไล่ซื้อหยวน จนหยวนต้องแข็งค่าขึ้นอีกครั้งในกลางปี 2010

.


เงินทุนเริ่มไหลเข้าประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญในปี 2002-2003 หลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 ประกอบกับประเทศไทยมีการเปิดตลาดอนุพันธ์ สินค้าตลาดอนุพันธ์คือการซื้อขายตัวเลข ไม่มีสินค้าจริง ไม่มีโกดังในการเก็บสินค้า สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง กำไรแน่นอน และกำไรดีมาก ใช้เงินประกันสัญญาเพียว 10 เปอร์เซนต์ แต่ซื้อขายสินค้าในตลาดอนุพันธ์ได้ 100 เปอร์เซนต์ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าอย่างรุนแรง เมื่อปี 2008 ที่ตลาดหุ้นโลกพังทลาย พบว่าเงินทุนไหลออก สังเกตได้ที่ทุนสำรองปี 2008  ตกลง 

  


เงินทุนไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ปี 2001 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 45.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปลายเดือนตุลาคม 2010 อยู่ที่ 29.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การเป็นราคาทองคำอนุพันธ์ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็ทำให้บาทแข็งค่าขึ้นด้วย

.

jpeg9
เงินได้ท่วมระบบตั้งแต่ปี 2006 สังเกตได้จากวันที่ 19 ธ.ค.06 ได้มีการออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า ออกมาตรการได้วันเดียว ตลาดหุ้นพังทลายลง 108 จุด ต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวในวันเดียว บอกว่าเฉพาะการลงทุนหุ้น ไม่มีการกันสำรอง ก็เข้าทางกองทุนโลกโดยตรง

.


การพังทลายของตลาดหุ้นยุโรประหว่างปลายปี 2007 ถึงต้นปี 2009 ผู้เขียนเรียกว่า 2008 Effect ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นตลอดปี 2008

.


การพังทลายของตลาดหุ้นยุโรประหว่างปลายปี 2007 ถึงต้นปี 2009 ผู้เขียนเรียกว่า 2008 Effect ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นตลอดปี 2008

.


ตลาดหุ้นเวียตนาม เป็นตลาดเปิดใหม่ ตลาดหุ้นเปิดใหม่จะถูกลากขึ้นไปเชือดแบบนี้ทุกประเทศ  ส่งผลให้ค่าเงินดองพังทลายตามมา เป็นรูปแบบเดียว(Patterns) กับที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศ

.


ปี 2008 มี 4 ประเทศ ตลาดหุ้นพังทลาย ค่าเงินท้องถิ่นพังทลาย ทุนสำรองหมดประเทศ ต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ

.


ตลาดหุ้นประเทศเกิดเก่า ก็พังทลายเช่นกัน ปี 2009 – 2010 มีอีกประมาณ 10 ประเทศต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ

ธนาคารกลางยุโรปอัดฉีดเงิน 7.5 แสนล้านล้านเหรียญ ไอเอ็มเอฟช่วย 2.5 แสนล้านเหรียญ แก่สถาบันการเงินที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง

.


ตลาดหุ้นไทยเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการปี 2518 ถูกลากไปเชือดในช่วงแรกเช่นเดียวกัน มีการลดค่าเงินบาท ลดแล้ว ลดอีก และต้องเข้าไอเอ็มเอฟเป็นครั้งแรก

เมื่อก่อนไม่มีตลาดหุ้น ไม่เคยต้องเข้าเอ็มเอฟ พอเปิดตลาดหุ้นไม่กี่ปี ต้องเข้าไอเอ็มเอฟ

กิจการของของ 25 ไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ 25 แห่ง ถูกธปท.เข้าควบกิจการ(ยึด) รู้จักกันในชื่อ ฑโครงการณ์ 4 เมษา 

ตลาดหุ้นคือต้นเหตุ การผันผวนของทุนสำรองฯ สภาพคล่อง ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และการล้มละลายชาติ


หลังต้องเข้าไอเอ็มเอฟ ครั้งแรก มีการออกเครื่องมือที่ขาดความเข้าใจ มาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คือ “กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน” ส่งผลให้เกิดความล่มจมของประเทศชาติแบบสุดกู่ในเวลาต่อมา เมื่อตลาดหุ้นพังทลายในปี 2537 ทำให้สภาพคล่องหดหาย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันที่ขาดสภาพคล่องแบบบ้าเลือด ตัวเลขทางบัญชี อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู สูงกว่า 30 เท่า ไอเอ็มเอฟบอก น้อยๆหน่อย

มีการผูกค่าเงินบาทไว้ตายตัว เมื่อตลาดหุ้นตก ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งผิดจริง กองทุนโลกพากันถล่มขายบาทกันอย่างสนุกสนาน การนำ Maintenance และ Forced sell มาใช้ในตลาดหุ้นเมื่อปี 2536 ทำให้มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุน ซ้ำเติมให้หุ้นตกหนักลงไปอีก

กระทั่งทุนสำรองแทบหมด จึงยอมแพ้ ยอมจำนน ยอมยกธงขาว ยอมลอยค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 สิ้นเดือนกรกฎาคม 2540 ทุนสำรองเหลือเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ก่อนหน้านั้นมีสูงถึง 39,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

วิกฤติเศรษฐกิจ มีต้นเหตุจากตลาดทุน แล้วก็มาจบลงที่ตลาดเงินตราและตลาดเงินทุกรอบ

ธปท.โง่มาก ธปท.โง่เอง เกิดความเสียทางเศรษฐกิจรุนแรงสุดกู่เป็นประวัติการณ์ถึง 4 เรื่อง

ไม่สามารถปกป้อง ค่าเงินบาทไว้ได้ (1)

ไม่สามารถฟื้นฟู สถาบันการเงินตามปรัชญาที่ตั้งไว้ได้ (2)

ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะกว่า 1.44 ล้านล้านบาท (3)

สมบัติของประเทศตกเป็นของต่างชาติ แทบหมดประเทศ (4)

.


ตลาดหุ้นตกแรงระหว่างปี 2537 – 2539 ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย เห็นได้จากดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล 1 วัน มีแนวโน้มสูงขึ้น ยิ่งผูกค่าเงินไว้ด้วย ยิ่งมีการเทขายบาทออกมามาก คนซื้อดอลลาร์บาท ได้กำไรกันทั่วหน้า

กระทั่งมีการลอยค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 รวมทั้งมีการปิดสถาบันการเงิน ทำให้ระบบการเงินเกิดอัมพาต สภาพคล่องเสียหายหนัก ดอกเบี้ยสูงถึง 26 – 27 เปอร์เซ็นต์

เงินทุนเริ่มไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อลอยค่าเงินบาท จนถึงทุกวันนี้ และสภาพคล่องเริ่มท่วมประเทศตั้งแต่ปี 2549 แล้ว

.


รัฐบาลอภิสิทธิ์ เพิ่มสินค้าตลาดอนุพันธ์ คือเปิดซื้อขายทองคำลาวงหน้า 50 บาท และ 10 บาท มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% 2 ครั้ง รวมทั้งตลาดหุ้นออกไปโร้ดโชว์ต่างประเทศบ่อยครั้งมาก ทำให้ทุนสำรองสูงมากขึ้นไปอีก เงินท่วมประเทศมากขึ้นไปอีก

.


รัฐบาลอภิสิทธิ์ เพิ่มสินค้าตลาดอนุพันธ์ คือเปิดซื้อขายทองคำลาวงหน้า 50 บาท และ 10 บาท มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% 2 ครั้ง รวมทั้งตลาดหุ้นออกไปโร้ดโชว์ต่างประเทศบ่อยครั้งมาก ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.


การขึ้นเพิ่มสินค้า ทองคำล่วงหน้า 10 บาท สินค้าอนุพันธ์ 3 สิงหาคม 2553 แสดงให้เห็นว่าบาทแกว่งค่าแข็งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

.

j
การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 แสดงให้เห็นว่าบาทแข็งค่าขึ้น

.


ความเสียหายที่ต่อเนื่อง ทำให้สินทรัพย์ของคนไทยตกเป็นของกองทุนหลายสัญชาติจนแทบหมดน ธนาคารกสิกรไทยเหลือเป็นของคนไทย 4.89 เปอร์เซ็นต์ 

.


ประเทศไทย เกิดการเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น ตลอดเวลา http://t.co/7w0TQXX

.


เป็นความเข้าใจผิดสุดกู่ ที่อาร์เจนตินา มีการผูกค่าเงินไว้ที่ 1 เปโซ เท่ากับ 1 ดอลลาร์ ส่งผลให้อาร์เจนไตน์เปโซแข็งผิดจริง ทำให้มีการเทขายอาร์เจนตินาเปโซ เงินทุนไหลออกจากอาร์เจนตินา กระทั่งต้องเข้าไอเอ็มเอฟ และลอยค่าเงินต้นปี 2002 ทุกวันนี้อาร์เจนไตน์เปโซก็ยังอ่อนค่าลงต่อเนื่อง มันคือภาวะยากจนลงของอาร์เจนตินา

.

ดูกราฟที่ใหญ่ขึ้น
http://picasaweb.google.com/lh/sredir?uname=indexthai&target=ALBUM&id=5530354319936139969&authkey=Gv1sRgCI7_5pjLx4_MCw&feat=email
.

.........................................................................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
indexthai@yahoo.com
http://twitter.com/indexthai
จากโลกาภิวัฒน์ สู่ท้องไร่ท้องนา TV13  Siam Thai ทุกวันอังคาร เวลา14.00-15.00
ทีวี13 สยามไท http://www.13siamthai.com/index.php


.



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chronomist วันที่ : 23/10/2010 เวลา : 17.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

สื่ออีแอบหัวเขียว อ่านแล้วโลกเบี้ยวไปเยอะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
indexthai วันที่ : 23/10/2010 เวลา : 15.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

โปรดระมัดระวังในการอ่าน..

เอาคนไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ มาพูด นำเสนอแบบนั่งนึกเอา
จะทำให้คนเข้าใจผิดมากขึ้นไปอีก
คนของรัฐ รวมทั้งนักการเมือง มักง่าย
ดิสเครดิตกันไปมา ..ไม่ได้ประโยชน์อะไร..

บันทึกไว้ศึกษา
http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/119492

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
neti วันที่ : 23/10/2010 เวลา : 13.08 น.

การขึ้นลงของตลาดหุ้น หากขึ้นลงตามปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น หากหุ้นขึ้นเร็วและมาก ลงเร็วและมาก โดยไม่ได้อิงปัจจัยพื้นฐานแม้แต่น้อย คือการเก็งกำไรชัด ๆ เป็นการปั่นราคาหุ้นจนเกิดฟองสบู่ ค่าเงินบาทก็เช่นกัน ขึ้นเร็วและไม่มีที่สิ้นสุด โดยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริงหาใช่เป็นเช่นนั้น โอกาสลงเร็วและอาจลงต่ำกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะมีมากขึ้น ทั้ง 2 ปัจจัยเป็นเงินทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาเก็งกำไรอย่างชัดเจน โดยที่เราไม่ได้สร้างเครื่องป้องกันอะไร ยังคงยึดถือเสรี ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก จีดีพีอย่างแท้จริงของประเทศก็ไม่มากอย่างที่พูดกัน เพราะยังไม่ได้หักเอาเงินลงทุนต่างประเทศที่ได้กำไรจากธุรกิจออกนอกประเทศ ซึ่งส่วนมากก็ทะยอยไปยังบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศอยู่แล้ว เราได้เพียงค่าจ้างแรงงานเท่านั้น เปรียบเหมือนน้ำท่วมขณะนี้ จำนวนน้ำมันมากเกินกว่าที่ประเทศจะรับไว้ คือไม่กว้างขวางพอปริมาณน้ำที่ไหลบ่า หากไม่สร้างเขื่อนป้องกันไว้ เช่นกรุงเทพ สร้างสูงกว่า 2 เมตรกว่า รับรองได้ว่า กรุงเทพไปหมด เมื่อมันไหลลงทะเล ก็เกิดความเสียหายเกินกว่าจะรับได้ เช่นกัน หากปล่อยเงินทุนต่างชาติจำนวนมากเกินไปไหลบ่าอย่างเสรีเข้ามาเก็งกำไรอยู่อย่างนี้ ถึงจุดหนึ่ง มันก็ต้องไหลออกไปที่ให้ผลประโยชน์ได้มากกว่า เมื่อนั้นระบบเศษฐกิจไทยคงล้มครืนเหมือนที่ผ่านมา หากรัฐยังแยกไม่ออกว่าอะไรคือจริงอะไรคือมายา และหลงไหลไปกับมายา ไม่แคล้วเศรษฐกิจต่อไปคงแย่ ขนาดประเทศจีนที่เป็นประเทศใหญ่ที่สุดในโลก ยังไม่ยอมปล่อยให้เป็นระบบเศรษฐกิจเสรีทั้งหมดเลย เพราะประเทศจีนก็มีคนยากจนมากอยู่แล้ว หากปล่อยให้เสรีตามที่ตะวันตกต้องการ ประเทศจีนก็คงพังจนเกิดวิกฤติได้ จึงมีเครื่องมือป้องกันระบบเศรษฐกิจของประเทศมากมาย หากประเทศไทยยังคงปล่อยเสรี ไม่สร้างเครื่องมือป้องกันการเข้ามาเก็งกำไรเงินทุนต่างชาติ อนาคตคงเดาไม่ยาก หากประเทศเสียหาย พรรค ปชป.ก็จะถูกกล่าวหาว่าทำให้ประเทศพัง และครั้งนี้ประชาชนจะไม่มีวันลืม เพราะบทเรียนเคยมีมาแล้ว เตือนแล้ว แต่ไม่ฟัง ทุก ๆ อย่างต้องทำให้เกิดความสมดุล ไม่มากไป ไม่น้อยไป การที่ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีเสถียรภาพอย่างนี้ ธุรกิจส่งออกรายใดก็ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ และจะขาดทุนยับเยิน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 23/10/2010 เวลา : 11.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน