*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531043
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม 2553
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 4213 , 13:37:12 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.

 

โครงการกู้เงิน รบ.อภิสิทธิ์ 

ช่วงแรก จะกู้เงินถึง 8 แสนล้าน
กู้โดยออกเป็นพระราชกำหนด 4 แสนล้านบาท
กู้โดยออกเป็นพระราชบัญญัติ 4 แสนล้านบาท

4 แสนล้านบาทแรก กู้โดยออกเป็นพระราชกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญลงมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาแล้ว ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ เป็นการกู้เงินในประเทศ (กู้เงินบาท) การกู้จะทำให้จบเสร็จภายในปี 2553

4 แสนล้านบาทหลัง ยกเลิกไปแล้ว

การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทตาม พ.ร.ก.นั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. 2 แสนล้านบาทแรก จะเป็นการกู้เงินสมทบเงินงบประมาณปี 2552 เพื่อนำเงินเข้าสู่เงินคงคลังชดเชยรายได้ให้มีเพียงพอต่อการใช้จ่ายส่วนต่างๆ ของรัฐบาล

2. 2 แสนล้านบาทหลัง จะนำไปใช้ในการลงทุนโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2552

หลังใช้งบประมารปกติกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วในรอบแรก
ปี 2552  กู้มากระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 วงเงิน 116,700 ล้านบาท

ปี 2551 ตลาดหุ้นพังทลาย ตัวเลขการส่งออก-นำเข้าลด การท่องเที่ยวลด
ส่งผลให้ ปี 2552 งบประมาณขาดดุลกว่า 4.41 แสนล้านบาท

มิถุนายน 2552 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติการเพิ่มทุนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง รวม 14,500 ล้านบาท

ปัญหาสภาพคล่องประเทศไทย
 
ต้นเหตุสภาพคล่องล้นระบบ

1) การพังทลายของตลาด Nasdaq ในปี 2000 ทำให้เงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ทำให้นักลงทุนและนักเก็งกำไรไม่ถือเงินเหรียญสหรัฐ แต่ไปถือเงินสกุลอื่น และสินทรัพย์เงินสกุลอื่นแทน ทำให้ไหลออกมาท่วมโลก รวมทั้งไหลออกมาท่วมประเทศไทย ทำให้สภาพคล่องไทยล้นระบบ

2) การเปิดตลาดอนุพันธ์ สินค้าในตลาดอนุพันธ์ อีกชื่อหนึ่งคือส้นค้าล่วงหน้า คือการเอาตัวเลขต่างๆมาซื้อขาย เช่นตัวเลขราคาสินค้าเกษตร ดัวเลขดัชนีหุ้น ตัวเลขราคาหุ้นเป็นตัวๆ ตัวเลขราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่นราคาทองคำ ราคาน้ำมัน มาทำการซื้อขายในตลาดหุ้น "ไม่มีตัวสินค้าจริง" ในการซื้อขาย สามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ขา ขาขึ้นก็มีกำไร ขาลงก็มีกำไร ทำให้กองทุนโลก หรือบรรดาเฮจด์ฟัน ขนเงินเข้ามาเก็งกำไรมรตลาดอนุพันธ์ ยิ่งทำให้สภาพคล่องไทยล้นระบบมากขึ้นไปอีก

3) การขึ้นดอกเบี้ยครึ่งปีหลัง 2553 รวม 3 ครั้ง จาก 1.25 เปอร์เซนต์ มาเป็น 2 เปอร์เซนต์ ทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากขึ้น ทำให้สภาพคล่องไทยล้นระบบมากขึ้น

4) การออกไปโรดโชว์ต่างประเทศของตลาดหุ้นปีละ 2-4 ครั้ง เพื่อชักชวนให้นักลงทุน (นักเก็งกำไร) มาลงทุนในประเทศไทย บางครั้งรมว.คลัง ร่วมขบวนออกไปโรดโชว์ด้วย ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น ทำให้สภาพคล่องไทยล้นระบบมากขึ้น

การพิจารณาสภาพคล่องของระบบ ดูได้จากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ หากน้อยเกินไปเรียกว่าสภาพคล่องแห้งไปจากระบบ หากมากเกินไปเรียกว่าสภาพคล่องท่วมระบบ

ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมือง ต่อเนื่องกันหลายปี รวมทั้งการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2551-2552 ดังนั้นทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นมากของประเทศไทย ไม่ได้เกิดจากภาคการผลิตจริง เช่นการส่งออก และการท่องเที่ยว(Real trade) แต่เกิดจากการเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุนและตลาดเงินตรา(Paper trade)

สิ่งบอกเหตุว่าสภาพคล่องล้นระบบ

 

1) 19 ธันวาคม 2549 การออกมาตราการกันสำรอง 30% เงินทุนไหลเข้า ต้องยุติในวันแรกของการออกมาตราการ เพราะตลาดหุ้นตกในวันเดียว 108 จุด มูลค่าตลาดตกลง 8.58 แสนล้านบาท มันคือการพ่ายแพ้และยอมจำนน ต่อการแก้ปัญหาสภาพคล่องล้นระบบ ทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากขึ้นไปอีก

2) 2 กุมภาพันธ์ 2553 ออก 4 มาตราการแก้ปัญหาสภาพคล่องล้นระบบ เช่น อนุมัติเงินให้กลต.ให้เอกชนนำเงินไปลงทุนที่ต่างประเทศเพิ่มอีก 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยอนุมัติช่วงก่อนหน้าแล้ว 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1.55 ล้านล้านบาท) ฯลฯ


ค่าเงินบาท มีความสัมพันธ์กับเงินทุนไหลเข้า หรือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิที่เพิ่มสูงขึ้น

 
เปรียบเทียบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ อาเซียน 5 ประเทศ

ทุนสำรองประเทศไทย เพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนที่สูงกว่าทุกประเทศ รวมทั้งของประเทศสิงคโปร์(ไม่ได้แสดงข้อมูลไว้)

 
คุณณรงค์ โชควัฒนา วิทยากร

ปริมาณสภาพคล่อง

19 กันยายน 2549 วันที่เกิดปฏิวัติรัฐประหาร ทุนสำรองสุทธิอยู่ที่ระดับ 66 พันล้านเหรียญสหรัฐ

19 ธันวาคม 2549 วันที่ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนไหลเข้า ทุนสำรองสุทธิอยู่ที่ระดับ 74 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ถือเอาว่าเป็นวันที่สภาพคล่องท่วมประเทศไทย)

17 ธันวาคม 2553 (อีก 4 ปี หลังมาตรการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซนต์ล้มเหลว) ทุนสำรองสุทธิอยู่ที่ระดับ 187 พันล้านเหรียญสหรัฐ

คำนวณได้ว่า ทุนสำรองสุทธิล้นระบบ 187 - 74 = 113 พันล้านเหรียญสหรัฐ

หรือคิดเป็นเงินบาทที่ล้นระบบ 113 x 31 = 3.50 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ = ค่าเฉลี่ย 200 วัน)

ผลกระทบจากการที่สภาพคล่องท่วมระบบ หรือเงินท่วมประเทศ

1) ทำให้สเปรดดอกเบี้ยถ่างกว้าง เงินท่วมระบบ ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง กล่าวได้ว่า คนฝากเงินก็เสียหาย คนกู้เงินก็เสียหาย

ดอกเบี้ยเงินฝากเป็นรายจ่ายของธนาคาร ดอกเบี้ยเงินกู้เป็นรายได้ของธนาคาร ธนาคารมีรายได้จากดอกเบี้ยน้อย จึงมาเน้นที่รายได้จากค่าธรรมเนียม

2) ทำให้ดอกเบี้ยติดลบ อัตราเงินเฟ้อสูง(3.5 เปอร์เซ็นต์) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ(1 ปี 1.75 เปอร์เซ็นต์) แสดงว่าอัตตราดอกเบี้ยติดลบ 1.75 เปอร์เซนต์

ความเสียหายจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ระหว่างปี 2536-2541 ยังคงอยู่ ทำให้มีการขายธนาคารของไทยให้จีนอีก แม้ต่างชาติจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 97 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังมีวงเล็บท้ายชื่อว่า "ไทย" Blogger ก็งง ว่าเป็นธนาคารสัญชาติไทยได้อย่างไร

การแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมประเทศของรัฐบาล

น้ำท่วมพื้นที่ สามารถเห็นได้ด้วยสายตา ท่วมประมาณ  35 จังหวัด ท่วมประมาณ 1-2 เดือน

เงินน้ำท่วมประเทศ ไม่สามารถเห็นได้ด้วยสายตา แต่เห็นได้ด้วยปัญญา ท่วมทั่วประเทศ ท่วม 77 จังหวัด ท่วมมา 4 ปีแล้ว และยังคงท่วมมากขึ้นตลอดเวลา

ฐานของความเสียหาย ความเสียหายจากเงินท่วมประเทศ สูงกว่าน้ำท่วมประเทศแบบเทียบกันไม่ได้

รัฐบาลสนใจแก้ปัญหาเรื่องขี้แมลงวัน(หนี้นอกระบบ) แต่รัฐบาลไม่สนใจแก้ปัญหาเรื่องขี้ช้าง(หนี้สาธารณะ) บอกว่ามีแค่ 42 เปอร์เซ็นต์จีดีพี

รัฐบาลสนใจแก้ปัญหาเรื่องขี้แมลงวัน(น้ำท่วมพื้นที่) แต่รัฐบาลไม่สนใจแก้ปัญหาเรื่องขี้ช้าง(เงินท่วมประเทศ) บอกให้ธปท.ไปแก้ปัญหา

ความเสียหายกำลังก่อตัวขึ้น จากการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศแบบเบี่ยงเบน ที่เป็นผลมาจากการที่สภาพคล่องท่วมประเทศ โดยไม่ทราบว่าต้นเหตุของสภาพคล่องท่วมประเทศเกิดจากอะไร แก้แต่ปลายเหตุของปัญหา ผิดทิศ หลงทาง  

รัฐบาลไม่สนใจว่าต้นเหตุอะไรที่ทำให้สภาพคล่องท่วมระบบ

แต่กลับใช้เงินงบประมาณของประเทศ ในสภาวะที่เงินท่วมระบบ อย่างอภิมหาสุรุ่ยสุร่าย

แทนที่จะแก้ต้นเหตุที่ทำให้สภาพคล่องท่วมระบบ กลับสวมรอยใช้เงินอย่างไม่ยั้งมือ

งบประมาณปี 2554 มีมูลค่า 2.07 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุลสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท เป็นการตั้งงบประมาณที่น่ากลัว แบบลืมตัวลืมตน ที่เห็นว่าเงินมีมาก ไม่ได้ช่วยลดหนี้สาธารณะ แต่กลับทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น  

นำไปเพิ่มรายจ่ายประจำ และเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ เป็นส่วนใหญ่

ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ขึ้นแล้วขึ้นอีก ปี 2554 ขึ้นอีกแบบเต็มเพดาน 5 เปอร์เซ็นต์

ขึ้นเงินเดือน อบต.

ขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. 14-15 เปอร์เซ็นต์

ชดเชยผู้เสียหายจากเหตุการณ์เผาเมืองเผาประเทศ

ชดเชยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ทุ่มแต่เงินงบประมาณแก้ปัญหาภาคใต้

ค่าใช้จ่ายโฆษณาสูง บิลบอร์ดโฆษณานายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีการทรวงต่างๆ ขึ้นทั่วประเทศ

โครงการฝึกต้นกล้าอาชีพ

6 วัน 63 ล้านความคิด

โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy)

โครงการธนาคารไปรษณีย์

โครงการณ์ทำภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2

โครงการณ์แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมือง

โครงการณ์ปฏิรูปสื่อ

โครงการอภิมหาประชานิยมต่างๆ

หลายเรื่องจะเป็นการใช้งบประมาณต่อเนื่อง เช่นการขึ้นเงินเดือน

โครงการณ์ประชาวิวัฒน์ จ้างบริษัทแมคคินซี่ แอนคอมปานี (ประเทศไทย) จำกัดเป็นที่ปรึกษา วงเงิน 69 ล้านบาท

ล้วนเป็นการใช้งบประมาณที่สูงอย่างผิดปกติ

นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม พูดเอง 

ประมาณว่า ของบไปแสนสองหมื่นล้านบาท รัฐบาลเพิ่มให้อีก 3 หมื่นล้าน เป็นแสนห้าหมื่นล้านบาท

รัฐบาล บริหารเงินทุนของระบบ ในช่วงที่สภาพคล่องท่วมประเทศอย่างผิดปกติ โดยไม่เข้าใจว่าสภาพคล่องท่วมระบบอย่างหนัก

มีการใช้เงินเหมือน หนูโซ พลัดตกถังข้าวสาร

สภาพคล่องเกิดขึ้นแบบผิดปกติ ก็จะเหือดแห้งแบบผิดปกติได้ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ประเทศไทยต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟมาแล้ว

ที่บอกว่าเศรษฐกิจดี ยังทำงบประมาณขาดดุล(กู้) 4.2 แสนล้านบาท และหากว่าทุนสำรองลดลง สภาพของระบบเสียหาย จะต้องกู้อีกเท่าใด 

 
SET Index ระหว่างปี 1991 - 2001 ช่วงที่เกิดวิกฤติ ที่ทำให้ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2

โอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในปี 2554 และปีต่อๆไป

รัฐบาลชวน-ธารินทร์ -1 เข้ามาแล้ว นำระบบ Maintenance margin และ Forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุ SET Index สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2537 ที่ 1,754 จุด แล้วก็เกิดพังทลายลงมา และเป็นต้นเหตุให้ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2

รัฐบาลทักษิณ-สมคิด ต้องตั้งปรส.มาควบกิจการสถาบันการเงิน ทำให้ทุกวันนี้ธนาคาร และสถาบันการเงินล้มละลาย ตกเป็นของต่างชาติ ตกเป็นของกองทุนหลายสัญชาติ

รัฐบาลชวน-ธารินทร์ -2 ได้เข้ามารับกรรมที่ก่อไว้ในครั้งก่อน สภาพคล่องเสียหายหนัก ต้องเดินทางไปสิงคโปร์ เพื่อนำหุ้นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ไปจำนำกับประเทศสิงค์โปร์ ทุกวันนี้ก็ไม่สามารถไถ่ถอนกลับคืนมาได้ เช่นธนาคารกรุงเทพเหลือหุ้นที่เป็นของคนไทยเพียง 10 เปอร์เซนต์ ธนาคารกสิกรไทย เหลือหุ้นที่เป็นของคนไทย 5 เปอร์เซ็นต์ SET Index ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในปี 2541 ที่ 207 จุด

แล้วตั้งบสท.มาซื้อหนี้เสียของภาคการผลิตจริงจากธนาคารและสถาบันการเงิน ราคาถูกๆ แล้วไปขายให้ต่างชาติราคาถูก แล้วต่างชาติก็นำมาขายเอากำไรจากคนไทยอีกที

ทำให้เกิดการขาย(สมบัติ)ชาติ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

รัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ เข้ามาในช่วงทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศท่วมระบบ รมว.คลังยังร่วมตลาดหุ้นเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ เพิ่มการซื้อขายทองคำล่วงหน้าในตลาดหุ้น ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง จากระดับ 1.25 เปอร์เซนต์ เป็น 2 เปอร์เซนต์ เป็นต้นเหตุทำให้ทุนสำรองฯเพิ่มสูงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์

เดือนกรกฎาคม 2540 เดือนที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 ทุนสำรองสุทธิฯ อยู่ที่ระดับ 1.114 พันล้านเหรียญสหรัฐ

วันที่ 17 ธันวาคม 2551 วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทุนสำรองสุทธิฯ อยู่ที่ระดับ 114.70 พันล้านเหรียญสหรัฐ

วันที่ 17 ธันวาคม 2553 หลังการบริหารประเทศ 2 ปีรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทุนสำรองสุทธิฯ ขึ้นมาที่ 186.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ (สูงสุดเป็นประวัติการณ์)

หรือทุนสำรองสุทธิฯ เพิ่มขึ้น 71.95 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.23 ล้านล้านบาท (ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ)

เฉลี่ยแล้วทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ เพิ่มขึ้นปีละ 1.115 ล้านล้านบาท

2 ปี การบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ ประเทศมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  http://t.co/7w0TQXX

ประวัติศาสตร์ความเสียหายทางเศรษฐกิจ กำลังจะซ้ำรอยประเทศไทย

การบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ตรงประเด็น(ข้างๆคูๆ)

มีโอกาสที่จะซ้ำเติมปัญหาในอนาคตให้เลวลง (เมื่อสภาพคล่องเสียหาย) 

เมื่อสภาพคล่องเสียหาย

ค่าเงินบาทก็จะเสียหาย ดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น

เศรษฐกิจของระบบก็จะเสียหาย หนี้เสียจะสูงขึ้น

เอกชน ประชาชน จะล้มลง คนจะตกงาน

ทรัพย์สินจะตกเป็นของกองทุนหลายสัญชาติมากขึ้นไปอีก

จะต้องทำงบประมาณขาดดุล(กู้)มากขึ้นไปอีก กู้จากต่างประเทศ

หนี้สาธารณะ ก็จะพุ่งสูงมากขึ้นไปอีก

ความเชื่อมั่นประเทศไทย จะกลายเป็นความไม่เชื่อมั่นประเทศไทย

โครงการณ์ประเทศไทยเข้มแข็ง จะเป็นโครงการณ์ประเทศไทยอ่อนแอ

Key words ที่ชี้บอก ว่าทำให้เกิดปัญหาต่อ อนาคตทางเศรษฐกิจไทย

1) รบ.ชวน-ธารินทร์1 ..SET Index ขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ (ผิดปกติ) 

2) รบ.อภิสิทธิ์-กรณ์ ..ทุนสำรองฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ (ผิดปกติ)

ประเทศที่ย่อยยับอยู่แล้ว ก็จะวิบัติต่อ.. http://bit.ly/cIRKTS


นาถฤดี  ฤดีสวัสดิ์ (กุ้ง) พิธีกร
 
http://radio.manager.co.th/radio/DetailRadio.asp?program_no=1025&mmsID=1025/1025-2531.wma&program_ID=34887
(หาคลิปภาพไม่เจอ และไม่ทราบว่ามีหรือไม่ครับ)

.................................................................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ท
indexthai@yahoo.com
http://twitter.com/indexthai

จากโลกาภิวัฒน์สู่ท้องไรท้องนา ทีวี 13 สยามไท ทุกวันอังคารเวลา 14.00-15.00 น.
http://www.13siamthai.com/index.php



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Jui วันที่ : 27/12/2010 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

สวัสดีปีใหม่..ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน