*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 540965
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< กุมภาพันธ์ 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 4442 , 23:59:32 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ส.บุญยืน โหวตเรื่องนี้

.


คำว่า สภาพคล่อง สภาพคล่องของระบบ สภาพคล่องทางการเงิน คือปริมาณเงินบาทที่อยู่ในระบบ ที่นำเสนอในบทความของผู้เขียน มีความหมายเดียวกัน มีความสัมพันธ์กับทุนสำรองการเงินตราระหว่างประเทศ ค่าเงิน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ภาวะตลาดหุ้น  และอื่นๆ

หลังปี 2000 ที่ตลาดหุ้นแนสแดกซ์ตกหนัก ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายลง เงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกไป ถือเงินสกุลต่างๆ ไปซื้อหุ้นประเทศต่างๆ ทำให้ตลาดหุ้นประเทศต่างๆ ค่าเงินประเทศต่างๆทั่วโลกสูงขึ้น ทำให้ทุนสำรอง และ สภาพคล่องของประเทศต่างๆสูงขึ้น

แต่สภาพคล่องของแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของประเทศนั้นด้วย
 

ประเทศไทย เริ่มมีการเปิดตลาดอนุพันธ์ในปี 2547 หรือเพิ่มการซื้อขายตัวเลขในกระดาษ คล้ายๆกับการซื้อขายหวยบนดิน ใต้ดิน หรือสลากกินแบ่ง ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า ราคาดัชนีตลาดหุ้นล่วงหน้า ราคาหุ้นเป็นตัวๆล่วงหน้า ราคาทองคำล่วงหน้า ราคาวอร์แรนท์ล่วงหน้า กองทุนโลก ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนในกระดาษทุกชนิดจะมีกำไรอย่างเดียว ราคาขึ้นก็มีกำไร ราคาตกก็มีกำไร ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาหาประโยชน์จากตลาดทุนและตลาดพันธบัตรมาก ทำให้ทุนสำรองสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้สภาพคล่องท่วมระบบ เงินบาทแข็งค่าขึ้น เงินเฟ้อต่ำ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ

ประเทศมาเลเซีย เคยลอยค่าเงินในเวลาใกล้เคียงกับไทย ภายหลังกลับไปผูกค่าเงินใหม่ เมื่อตลาดหุ้นแนสแดกซ์พังทลายในปี 2000 ส่งผลให้ค่าเงินริงกิตอ่อนผิดจริง กองทุนโลกเข้ามาไล่ซื้อเงินริงกิต จนไม่สามารถผูกค่าเงินไว้ได้ ต้องลอยค่า และปล่อยให้ค่าเงินริงกิตแข็งค่าขึ้น แต่หลังจากการลอยค่าเงินแล้ว ทำให้การหาประโยชน์จากค่าเงินริงกิตน่าสนใจน้อยลง พบว่าช่วงหลังทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของมาเลเซียลดลง

ประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ในช่วงตลาดหุ้นเปิดใหม่ ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในอัตราส่วนที่สูง ราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรง แต่ระหว่างปี 2007-2008 ตลาดหุ้นเวียดนามพังทลายลง 79 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ค่าเงินดองเสียหายด้วย มีการประกาศลดค่าเงินดองหลายรอบ ทำให้เงินไหลออกจากเวียดนาม ทำให้ทุนสำรองของเวียดนามลดลง

จากแผนภูมิที่นำเสนอข้างต้น จะเห็นว่า ระหว่างปี 2005-2009 อัตราส่วนทุนสำรองของประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนของเวียดนามเพิ่มแรงใน 3 ปีแรก จากนั้นก็ลดลง ส่วนมาเลเซีย เปลี่ยนแปลงไม่มาก และเริ่มลดลงในปี 2009 เรื่องนี้แสดงให้ทราบว่า สภาพคล่องของแต่ละประเทศนอกจากจะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของแต่ละประเทศด้วย การที่ประเทศใดประกาศขึ้นหรือลดดอกเบี้ย หาใช่ปัจจัยที่ประเทศใดจะต้องทำแบบเดียวกันแต่อย่างใด

วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า โดยหวังจะยับยั้งการไหลเข้าของเงินทุน แต่ออกมาตรการแค่วันเดียว ดัชนีตลาดหุ้นตกกว่า 100 จุด มูลค่าตลาดหุ้นเสียหายกว่า 8 แสนล้านบาท ต้องยุติมาตรการดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น โดยประกาศว่าส่วนของเงินทุนที่นำมาซื้อหุ้น ไม่ต้องกันสำรอง ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นมา เรื่องนี้แสดงถึงการยอมจำนนและพ่ายแพ้ต่อการแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้า ยิ่งทำให้เงินทุนไหลเข้าไทยมากกว่าเดิม ทำให้สภาพคล่องยิ่งท่วมระบบมากขึ้นไปอีก

ช่วงออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิของไทยอยู่ที่ระดับ 74 พันล้านเหรียญสรอ.

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 หรืออีก 3 ปีต่อมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศ 4 มาตรการ เพื่อที่จะหาทางลดสภาพคล่องที่ท่วมประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ให้นิติบุคคลสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน และขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศจากที่เคยอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) จัดสรร 30,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. เป็นต้น

ดูจากแผนภูมิ หลังประกาศมาตรการทั้ง 2 ครั้ง ก็ไม่พบว่าทุนสำรองลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น 
 

ดอกเบี้ยนโยบาย คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โดยอยู่ที่ระดับต่ำสุดที่ 1.25 เปอร์เซ็นต์ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิอยู่ที่ระดับ 119.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็คงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับต่ำ 1.25 เปอร์เซ็นต์นี้ เป็นเวลา 14 เดือน

จากนั้นได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกวันที่ 14 กรกฏาคม 2553

ถึงต้นปี 2554 ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้ว 4 ครั้ง (ดูจากตารา)

อธิบายเหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ยว่า สกัดกั้นการสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ

การ "ขึ้นดอกเบี้ยเงินสกุลใด" ทำให้เงินสกุลนั้นมีค่ามากขึ้น มีส่วนช่วยทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลงจริง แต่ก็มีผลทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากขึ้นได้ จากการประกาศขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมา พบว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้สภาพคล่องของระบบสูงขึ้นไปอีก ทำให้รายจ่ายด้านเงินฝากของธนาคารและสถาบันการเงินสูงขึ้นอีก ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น 

อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจจะมีปัญหามาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินบาทตกต่ำลง รวมทั้งการขึ้นเงินเดือนของระบบ เรื่องอุปสงค์-อุปทานสินค้าที่มีผลต่อเงินเฟ้อ ที่ในอดีตกล่าวถึงกันบ่อย ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก การขึ้นดอกเบี้ยอย่างเดียว ที่ไม่ดูสภาพแวดล้อมอื่นประกอบ ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ แต่กลับทำให้สภาพคล่องของระบบที่สูงอยู่แล้วเพิ่มสูงขึ้นไปอีก สเปรดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ยิ่งถ่างห่างกันมากขึ้นไปอีก ดอกเบี้ยหาใช่เป็นสูตรหลักที่จะใช้กำกับเงินเฟ้อแต่อย่างใด

สภาพคล่องที่สูงแบบผิดปกติ ทำความเสียหายแก่ตลาดเงิน และระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้รู้ ควรจะมีส่วนให้คำแนะนำนโยบายเรื่องราคาพลังงาน การขึ้นเงินเดือนของระบบ และวินัยการคลังด้วย เพราะเรื่องทั้ง 3 นี้ ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่มีนัยสำคัญ

พบว่าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับต่ำมาก อันเป็นผลมาจากสภาพคล่องท่วมระบบรุนแรง ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเสียอีก อัตราเงินเฟ้อ 3 เปอร์เซ็นต์ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปี เฉลี่ย 2.15 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับดอกเบี้ยติดลบ 0.85 เปอร์เซ็นต์

อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปี เฉลี่ย 2.15 เปอร์เซ็นต์ เงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Consumer Loan) เงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Commercial Loan) เท่ากับ 11.50 เปอร์เซ็นต์

ช่วงกว้างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ (Spread) 11.50 - 2.15 = 9.35 เปอร์เซ็นต์

แสดงว่าช่วงถ่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้สูงมาก ทำให้ผู้ฝากเงินได้รับดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาก คนกู้เงินต้องชำระอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมาก

ตามปกติ ช่วงถ่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ (Spread) โดยปกติไม่ควรเกิน 2 – 3 เปอร์เซ็นต์

แสดงว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความผิดปกติของสภาพคล่องอย่างหนัก

ค่าเงินบาท
 

การพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ และค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในไทย ทำให้ทุนสำรองสูงขึ้น ค่าเงินบาทแข็งขึ้น และสภาพคล่องสูงขึ้น การเปิดตลาดอนุพันธ์ ราคาขึ้นก็กำไร ราคาตกก็กำไร ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุนและตลาดพันธ์บัตรมากขึ้น ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทสูงจากระดับ 46 บาท ขึ้นมาเป็น 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

อัตราเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีต้นเหตุมาจากปัจจัยภายนอก และภายในประเทศด้วย

ระหว่างปี 2544 – 2553 การที่เงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง เงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยตลอด จากระดับ 46 มาเป็น 30 บาทต่อเหรียญสรอ. หรือแข็งขึ้น 16 บาทต่อเหรียญสรอ. ในทางเทคนิค เงินทุนไหลเข้า จะทำเงินบาทแข็งค่า และทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ แต่เพราะการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทยเบี่ยงเบนค่อนข้างมาก ส่งผลให้เงินเฟ้อสูง

เงินเฟ้อที่ประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก

1) ปัจจัยภายนอก การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ 2000-2010 ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ราคาไฟฟ้า ราคาอุปโภคบริโภคสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นรุนแรง 

2) ปัจจัยภายใน รัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เงินทุนไหลเข้า ทำให้ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดก่อนกำหนด 2 ปี แทนที่จะยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ กลับนำรัฐวิสาหกิจกลุ่มพลังงาน เช่นปตท. ปตท.ผส. ไทยออยล์ แปรรูปเข้าตลาดหุ้นต่อ อ้างว่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและการบริหารงาน หลังการแปรรูปบริษัทเหล่านี้ บริษัทเหล่านี้กลับแสวงหากำไรสูงมาก ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสูง ทำให้ผลประกอบการบริษัทสูงขึ้น ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น ชาวบ้านและผู้ประกอบการเดือดร้อนทั่วประเทศ ซ้ำเติมให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

3) ปัจจัยภายใน รัฐบาลอภิสิทธิ์-กรณ์ ไม่ระมัดระวังเรื่องเงินเฟ้อ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี และการขาดดุลงบประมาณสูงเป็นประวัติการณ์ เช่นงบประมาณปี 2554 สูงถึง 2.07 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณกว่า 4 แสนล้านบาท ส่งเงินเข้ากองทุนหมู่บ้านบอกว่าไม่ต้องนำส่งคืน ขึ้นเงินเดือน กระตุ้นจีดีพี กระตุ้นกำลังซื้อ นโยบาย 2 สูง ทั้งเพิ่มเงินเดือน ทั้งเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐ และอ้างการสูงขึ้นของเงินเฟ้อ มาขึ้นเงินเดือนข้าราชการแบบต่อเนื่อง เต็มเพดาน 5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจสูงขึ้นมาด้วย ขึ้นเงินเดือนอบต. ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง โครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หนี้นอกระบบ อาชีพนอกระบบ ธนาคารไปรษณีย์ แรงงานนอกระบบได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ โครงการ 63 ล้านเสียง 63 ล้านความคิด โครงการประชาวิวัฒน์ ใช้งบประมาณไปกับการฟื้นฟูเผากรุงเทพ เผาประเทศไทย น้ำท่วม และไฟใต้สูง เพิ่มงบประมาณให้โครงการเมกะโปรเจ็คท์เกินความจำเป็น แต่ไม่สนใจการการเพิ่มสูงขึ้นของหนี้สาธารณะ ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีก

สภาพคล่องของระบบ จากที่นำเสนอไว้ในช่วงต้น การเปิดตลาดอนุพันธ์ที่ตลาดทุน มีส่วนเสริมให้เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรหรือมาประโยชน์ในตลาดทุนและตลาดเงินตรามากขึ้น

ปลายปี 2549 ที่ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า เป็นช่วงที่รับทราบว่าสภาพคล่องได้ท่วมประเทศไทยแล้ว ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิอยู่ที่ระดับ 74 พันล้านเหรียญสรอ.

ถึงวันที่ 28 มกราคม 2554 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิอยู่ที่ระดับ 192.94 พันล้านเหรียญสรอ. ประมาณว่าสภาพคล่องท่วมระบบ 192.94 - 74 = 118.94 พันล้านเหรียญสรอ. หรือ118.94 คูณ 31 = 3,687.14 พันล้านบาท

หรือสภาพคล่องท่วมระบบ 3.69 ล้านล้านบาท

 

สภาพคล่องทางการเงินสูง คือเงินฝากเข้ามาอยู่ในระบบธนาคารและสถาบันการเงินสูงขึ้น ฐานของเงินฝากสูง จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับต่ำ ดอกเบี้ยเงินฝากเป็นรายจ่ายของธนาคาร

สภาพคล่องทางการเงินที่สูง แต่ระบายออกให้กู้ได้น้อย ฐานการปล่อยกู้ต่ำ เอกชนและคนจำนวนมากติดแบลคลิสต์เมื่อวิกฤติครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งธนาคารและสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้มากเท่าใดก็ต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเท่านั้น ตามคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย จึงไม่ดิ้นรนที่ปล่อยสินเชื่อมากนัก จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยการให้สินเชื่ออยู่ที่ระดับสูง ดอกเบี้ยการให้สินเชื่อเป็นรายรับของธนาคาร

น้ำมาก ท่วมพื้นที่ใด ก็จะก่อความเสียหายให้พื้นที่นั้น น้ำท่วมหลายพื้นที่ของประเทศไทยทุกปี ดังเช่นปี 2553 ที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วม 39 จังหวัด ระยะเวลาน้ำท่วมประมาณ 2 เดือน แต่เงิน หรือสภาพคล่องท่วมประเทศ ท่วมทั้ง 77 จังหวัด เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 แล้ว เงินท่วมประเทศมา 4- 5 ปีแล้ว

ธนาคารและสถาบันการเงิน รวมทั้งผู้ฝากเงิน คนใช้สินเชื่อ และผู้ใช้บริการธนาคาร คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพคล่องท่วมระบบ มีความเครียดจากที่เงินท่วมระบบ

ธนาคารและสถาบันการเงิน มีรายได้หรือมีกำไรจากธุรกรรมดอกเบี้ยน้อย จึงหันมาเน้นรายได้จากค่าธรรมเนียม จะเห็นว่าค่าธรรมเนียมต่างๆของธนาคารปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก ไม่ว่าราคาเช็ค ค่าโอนเงิน ค่าการรักษาบัญชี ค่าการติดตามการทวงหนี้ ฯลฯ
  
งบประมาณแผ่นดิน สภาพคล่องท่วมระบบ แล้วรัฐบาลก็ตั้งงบประมาณรายจ่ายสูงมาก เช่นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 สูงถึง  2.07 ล้านล้านบาท และขาดดุลสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท ประหนึ่งมีความคิดระบายสภาพคล่องล้นระบบผ่านงบประมาณแผ่นดิน โดยไม่ไปคิดแก้ไขว่า "ต้นเหตุอะไร" ที่ทำให้สภาพคล่อง

รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายสูง การตั้งงบขาดดุลงบประมาณก็สูง ตามที่สภาพคล่องอยู่ระดับสูง จะก่อให้เกิดปัญหากับงบประมาณในอนาคต

นอกจากการขึ้นเงินเดือนแบบเต็มเพดาน และการเพิ่มงบประมาณเมกะโปรเจ็คท์แบบเผื่อเหลือมากๆแล้ว ตัวอย่างเล็กๆเช่น สำนักข่าวต่างประเทศเข้าพบนายก 30 นาที ได้งบโฆษณา 7 ล้าน จ้างที่ปรึกษาต่างประเทศเรื่องโครงการประชาวิวัฒน์ 69 ล้านบาท เฉพาะงบประมาณจัดอีเว้นต์เทิดพระเกียรติเน้นสีแสงอลังการ 3 ปี 650 ล้านบาท บอกถึงการขาดวินัยทางการเงินการคลัง ไม่ได้สนใจหนี้สาธารณะช่วงที่ผ่านมาก่อตัวสูงขึ้น และจะสูงขึ้นมากอีกในอนาคต

การเพิ่มการซื้อขายอนุพันธ์ทองคำในตลาดหุ้น รัฐมนตรีคลังร่วมเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศกับตลาดหลักทรัพย์ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย มีส่วนทำให้เงินทุนไหลเข้า และสภาพคล่องเพิ่มขึ้น 

หนี้สาธารณะ
การพังทลายของตลาดหุ้นปี 2551 (2008) ทำให้เศรษฐกิจไทยทรุด มีการปลดคนงาน ทำให้งบประมาณขาดดุลกว่า 4 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องกู้เงินมามาชดเชยการขาดดุลดังกล่าว ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นถึง 4.2 ล้านล้านบาท ดูเหมือนรัฐบาลไม่สนใจที่จะระมัดระวังการสูงขึ้นหนี้สาธารณะแต่อย่างใด ไปสนใจหนี้นอกระบบ 1.2 แสนล้านบาทตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ดูจากการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ไม่เชื่อว่ารัฐจะทำงบประมาณสมดุลได้ในปี 2555 นอกจากจะทำไม่ได้แล้ว จะทำให้งบประมาณขาดดุลมากยิ่งขึ้น หนี้สาธารณะสูงขึ้น ก็จะเพิ่มภาระดอกเบี้ยจ่ายในงบประมาณแผ่นดินสูงขึ้น จะลดความเชื่อมั่นและลดความเข้มแข็งของประเทศไทยลงโดยตรง 
 

วิจารณ์

ดูประวัติศาสตร์การบริหารจัดการการเงินการคลังย้อนหลัง พบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังจำนนต่อการบริหารจัดการตลาดเงินและตลาดเงินตราบ่อยยครั้ง

หลังปี 2521 สภาพคล่องเสียหายหนัก ต้องเข้าควบกิจการไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ 25 แห่ง เกิดเป็นโครงการ 4 เมษายน 2527 มีการลดค่าเงินบาทหลายครั้ง จากระดับ 21 บาท มาที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งแรก และตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มาจัดการปัญหาตลาดเงินและตลาดเงินตรา ทั้งที่เกิดขึ้นในอดีต และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หลังปี 2537 เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2521 แต่ดีกรีความเสียหายสูงกว่ากันมาก เกิดความเสียหายของสภาพคล่องรุนแรง ไม่ได้เกิดความเสียหายเฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ลามมาถึงธนาคารด้วย เกิดปัญหาต่อธนาคารและสถาบันการเงินทั้งระบบ กลายเป็นหนี้ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินต้องแบกไว้ 1.39 ล้านล้านบาท รวมค่าความเสียหายจากปกป้องค่าเงินบาท 0.18 ล้านล้านบาท(จากคดีของคุณเริงชัย มะระกานนท์)  รวม 2 ส่วนนี้ที่เสียหาย = 1.57 ล้านล้านบาท อะไรมันถึงได้เป็นหนี้และความเสียหายกองโตขนาดนี้ ความเสียหายอื่นๆมีต่อเนื่องตามมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้นับ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นอกจากช่วยฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินไม่ได้แล้ว ยังช่วยตัวเองก็ไม่ได้ เพิ่มปัญหาให้ระบบมากขึ้นไปอีก ค่าเงินบาทเสียหายหนัก ต้องลอยค่าเงินบาท ค่าเงินบาทลอยจากระดับ 26 บาท ไปถึง 54 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตั้งขึ้นมาในรูปแบบคล้ายกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ที่คิดแก้แต่ปลายเหตุของปัญหา โดยไม่ดูว่าอะไรคือต้นเหตุของปัญหา แต่คุณภาพด้อยกว่า คือไม่ฟื้นฟูสถาบันการเงินแล้ว แต่มาคุมครองเงินฝากของผู้ฝากเงินแทน การคุ้มครองผู้ฝากเงินกำหนดไว้เป็นต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงินในจำนวนเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทผู้ฝากสามารถขอรับคืนได้จากกองทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้น เป็นไปได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเข็ดหลาบกับหนี้กองโตที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา คือจากโครงการ 4 เมษา กับ โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จึงออกแบบมาเป็นเพียงสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่คุ้มครองเงินฝากไม่เต็มจำนวน 

เป็นแนวโน้มแย่กว่าเดิม แย่กว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟู นั่นแสดงว่าธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังปัดภาระความรับผิดชอบตามหน้าที่ กับเงินของประเทศทั้งจำนวน ปัดความรับผิดชอบต่อปัญหาที่จะเกิดกับระบบการเงินของประเทศ หรือยอมจำนนต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดเงินและตลาดเงินตราของประเทศ คิดที่จะเอาตัวรอดจากปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่รับผิดชอบ แล้วมันจะเป็นความรับผิดชอบของใคร ชื่อบอกว่าเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ต้องรับผิดชอบเงินของประเทศทั้งจำนวน

อุปมาอุปไมเหมือนกองทัพไทย ที่จะต้องปกป้องอธิปไตยแผ่นดินทุกจังหวัด ทุกตารางนิ้ว ไม่ใช่ปกป้องแผ่นดินเฉพาะของจังหวัดเล็ก ไม่ใช่ปกป้องแผ่นดินของจังหวัดใหญ่เพียงบางส่วน   

ทุกวันนี้สถาบันการเงินและธนาคารที่เคยเป็นของคนไทยได้ตกเป็นของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่    

การบริหารเศรษฐกิจการเงินระดับสูงของประเทศ คงต้องยึดวิสัยทัศน์-ปรัชญา คุณธรรม-จริยธรรม คิดเอาตามแต่ใจตัว พอใจสิ่งไหนแบบใดก็ออกกฎหมายเอาตามใจชอบ ความเสียหายได้เกิดกับทั้งระบบ แสดงว่าปัญหามันเกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญาของผู้คุมระบบ ไม่ใช่เกิดจากเอกชนแต่ละส่วนแต่อย่างใด

การไม่คิดแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ทำให้เกิดความย่อยยับต่อระบบมากกว่าเดิม

.....................................
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
indexthai@yahoo.com
http://twitter.com/indexthai


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
indexthai วันที่ : 14/06/2011 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่น่าสนใจ 12 มิย. 54

หลังจากที่ กนง. ได้มีมติ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอีก 0.25%
หรือที่หลายคนเรียกง่ายๆว่า ขึ้นอีกสลึง
มีบางธนาคารเริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นนะครับ
เเละบางธนาคารก็ยังไม่ได้ขยับปรับอะไร

ดังนั้น...
หากเพื่อนๆไปถามอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ ดอกเบี้ยตั๋วเเลกเงิน
ก็ควรจะดูวันที่ๆพิมพ์กำกับใว้ว่า
เริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยนั้นๆตั้งเเต่วันที่เท่าไร

เท่าที่เดินผ่านธนาคารเเล้วได้เข้าไปถามๆดูน่ะนะครับ
อัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจก็มีคือ


ธ. ไทยเครดิต
ตั๋วเเลกเงิน (BE) ระยะเวลา 4 เดือน
ให้อยู่ที่ 3.30% ต่อปี
ให้ดอกเบี้ยเป็นรายเดือนครับ
อย่างไรก็ดี หากได้เข้าไปก็ลองถาม
อัตราดอกเบี้ยตั๋วบีอี เเบบ 3เดือน 6เดือน ด้วยก็ดี
เพราะเขากำลังจะออกอัตราใหม่มา
ก็ต้องลองดูว่าจะมีปรับเขยิบขึ้นไปอีก ตาม กนง. หรือไม่

ธนาคาร ทิสโก้
ตั๋วเเลกเงินพิเศษ 4เดือน ของทิสโก้นี้จ่ายเหมือนๆกับธ.ไทยเครดิต
คือ 3.30 ต่อปี เเต่ต่างกันตรงที่..
ดอกเบี้ยไม่ให้รายเดือน เเต่จะให้ตอนจบน่ะครับ


อย่างที่ผมได้เคยเขียนเล่าให้อ่านในเอนทรี่ก่อนๆหน้่าเเล้ว
ว่าตั๋วบีอีนั้นคืออะไร
เเละมีข้อเเตกต่างจากการฝากเเบบออมทรัพย์หรือฝากประจำอย่างไร
ลองเข้าไปอ่านย้อนดูได้ครับ

ส่วนเพื่อนๆที่สนใจเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเเบบฝากประจำนั้น
ธนาคารที่จ่ายดีๆนั้น ก็มีจ่ายกัน
3.25% ต่อปี โดยเป็นการฝากระยะ12เดือนครับ

มีบางธนาคารที่จ่ายดูว่ามาก
คือ มีตั้งเเต่ 3.55 ถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
เเต่ว่าเขามักจะให้เราต้องฝากเกินปี หรือสัก15เดือนน่ะครับ
ซึ่งผมว่านานไป
เมื่อเทียบกับฝากระยะสั้นๆกว่าเเบบสามสี่เดือนหรือเเม้เเต่6เดือนที่เรา
ก็ได้ดอกเบี้ยไม่ได้น้อยกว่าสักเท่าไร เเต่เงินไม่ไปติดอยู่กับธนาคารนาน
เเล้วเมื่อครบกำหนดก็เป็นเวลาที่เขาปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอีก
ทำให้เฉลี่ยๆเเล้วก็ได้ที่สูสีเเหละครับ
ดังนั้น ฝากระยะสั้นเผื่อเราต้องใช้เงินใว้ก็ดีไปอีกเเบบ

ผมได้เปรียบเทียบให้เห็นๆเมื่อเอนทรี่ก่อนนี้ว่า
เเม้เงินน้อยๆ เเต่เราเอาไปฝากใว้ที่ถูกที่ถูกทาง
ก็ทำให้ได้เงินส่วนต่างที่มากขึ้นขนาดซื้อของหรือจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้
ลองไปหาอ่านดูได้ครับ

เเละ..หากท่านไหนได้ทราบ หรือเจออัตราดอกเบี้ยดีๆเด่นๆ
ก็ช่วยโพสเเชร์กันนะครับ

http://www.oknation.net/blog/ponder/2011/06/13/entry-1

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 24/03/2011 เวลา : 22.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

สวัสดีครับ.
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก-เกิดอะไรขึ้นก็เเค่ช่วยกำกับการฟ้องร้องเเละใล่เบี้ยหนี้-ไม่เห็นจะช่วยคุ้มครองเงินฝากสมชื่อเลยเพราะรัฐเขาก็ออกกฏหมายมาเเล้วว่าคุ้มครองเเค่1ล้าน-เเละไม่ใช่เกิดเเบ๊งค์ล้มเเล้วจะเดินเข้าไปขอ1ล้านคืนได้เลย-ทว่า1ล้านน่ะรอคิวฟ้องร้องบังคับจ่ายครับ-ไม่รู้นานเท่าไรได้เเละนายเเบ๊งคงอีหรอบเดิมคือเเจ๊วโหล่บ๊ายบายไปเเล้ว-ตกลงก็กรรมมาตกที่รัฐ ต้องให้รัฐเอาภาษีมาโปะให้จ่ายคืนครบล้าน-เปลืองภาษีอีกตามเคย

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indexthai วันที่ : 23/02/2011 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

สภาฯ เห็นชอบ ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการครู
กว่า 4 แสนคน
ร้อยละ 8
(ข่าวรัฐสภา17 ก.พ.)

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ลุงวอ วันที่ : 15/02/2011 เวลา : 11.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 15/02/2011 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

มาเก็บความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ส.บุญยืน วันที่ : 15/02/2011 เวลา : 09.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Boonyoon
ข่าวกินแล้วดี เติบโตเร็ว

สวัสดีครับ
เห็นบทความนี้แล้วก็ยังอย่างรู้ต่อ อีกมากเลย
จริงๆอยากให้คนรู้เรื่องการเงินมานั่งแชร์(เถียง)กันในนี้ให้ฟังมั่ง
ไม่ได้ชอบการเถียงกันแต่ว่าชอบความรู้หลายมุมมอง

ขณะที่ผมอ่านในฐานของคนที่ไม่รู้เรื่องนี้เลย พื้นแปนกระดานไม่มีเลย
ผมกำลังมองว่าถ้าแบบนี้หากเงินทุนสำรองดูจะมากมายมหาศาลทักษิณยังต้องเหลียวมอง
ผมก็ดูมั่นคงดีนะ หรือมีอะไรที่ผมต้องรู้อีกหนอ ผมว่าต้องมีแน่
เงินสำรองมั่นคง สภาพคล่องเกิด ก็ยังไม่ดีอีก

เงินหนอเงิน ดีน้อยก็ไม่ได้ดีมากก็ไม่ดี

วันนี้ที่ต้องรับมือคืออะไรครับ
คือสมมุติผมมีเงินก้อนหนึ่ง(แค่สมมติ) ผมควรโยกเงินไปเก็บตรงไหนดี จะได้ไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่อง ฟองแตก

ผมว่าผมต้องเบิกเงินเอาไปถมไว้ใต้ถุนบ้านซะแล้วมั่งครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 14/02/2011 เวลา : 11.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก....จะเป็นเสือกระดาษยามเกิดวิกฤติโลกวิกฤติภูมิภาคอีกครั้ง..เมื่อเเบ๊งค์พังพาบเ. เดิมการลดระดับการการันตีเงินฝากนั้นมีสี่หรือ5สเต็ปขั้นบันใด...เเต่ มีประกาศเลื่อนใช้ไป1ปี...เเล้วก็ไม่รู้ทำไปทำมายังไงวันนี้...กลายเป็นจาก50ล้าน ปีถัดไปจะเหลือ1ล้าน. เเล้ว1ล้านน่ะไม่ใช่ไปเอาเงินสดออกมาได้เลย-เเต่รอฟ้องคืนเงินครับ.
คาดว่าคนรวยจัดๆน่ะคงจะหาวิธีการเซฟๆยักย้ายถ่ายเทไปได้เก่ง-เเต่คนไม่รวยคนค้าขายที่ทำธุรกิจมีเงินเข้าออกหรือมีกระเเสเงินสดหมุนไปมาผ่านไปมาในธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นเเหละจะเสี่ยงมากๆ-ก็เอสเอ็มอีน่ะเเหละครับที่จะโดนเต็มๆ.

ต้องอ่านซ้ำสองเเบบเคี้ยวเอื้องจึงเก็บเนื้อหาได้ดีเเนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 14/02/2011 เวลา : 08.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


กุหลาบมาฝาก..
เอาไปให้คนที่ท่านรัก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Monchai วันที่ : 14/02/2011 เวลา : 08.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monchai83

ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้
เข้าใจ มาก ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ส.บุญยืน วันที่ : 14/02/2011 เวลา : 04.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Boonyoon
ข่าวกินแล้วดี เติบโตเร็ว

สวัสดีครับ
ภาพชัดขึ้นครับ
ชัดในความมั่นใจ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นักข่าวอิสระ วันที่ : 14/02/2011 เวลา : 00.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/news2

แวะมาคารวะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน