*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531361
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< กันยายน 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน 2554
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 3123 , 17:17:01 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน Heir , ni_gul โหวตเรื่องนี้


มาตรการ 4 เมษายน 2527 การพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2521 ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ทำให้กระทบถึงสภาพคล่องอย่างหนัก กระทบถึงฐานะของสถาบันการเงินทั้งระบบ ทางการ “เข้าควบกิจการ 25 ไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์” รู้จักกันในชื่อ “โครงการ 4 เมษายน 2527”

27 พฤศจิกายน 2528  ทางการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(Financial Institutions Development Fund FIDF) วิสัยทัศน์ เพื่อช่วยฟื้นฟูและช่วยเหลือสภาพคล่องสถาบันการเงิน เมื่อสถาบันการเงินประสบปัญหาสภาพคล่อง จะทำให้สถาบันการเงินมั่นคง ไม่ล้ม และคุ้มครองเงินฝาก เงินสมทบกองทุนได้จากเงินจากกระทรวงการคลังในช่วงก่อตั้ง และเรียกเก็บ 0.1 เปอร์เซ็นต์ของเงินฝากจากสถาบันการเงินในช่วงแรก และช่วงหลังเรียกเก็บ 0.4 เปอร์เซ็นต์ของเงินฝาก สมทบเข้าเป็นเงินกองทุน

กองทุนเพื่อการฟื้นฟู ใช้เวลากว่า 10 ปี เพื่อการบริหารจัดการคืนเงินฝากของประชาชนที่ประสบปัญหาจากการล้มลงของไฟแนนซ์ในโครงการ 4 เมษา เจ้าของเงินฝากที่ต้องการคืนเงินต้นเร็ว ก็ขอรับเฉพาะเงินต้น ไม่รับดอกเบี้ยเป็นต้น ไฟแนนซ์บางแห่งก็ขายคืนให้เอกชนได้ เช่นตะวันออกไฟแนนซ์เป็นต้น


มาตรการ 14 สิงหาคม 2541 การพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537 ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ส่งผลให้ ระบบขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ ทางการได้สั่งยุติการดำเนินงานสถาบันการเงิน 56 แห่ง มีผลทำให้เกิดหนี้ไว้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1.392 ล้านล้านบาท คล้ายๆกันกับที่เคยเกิดขึ้นจากการเข้าควบกิจการ 4 เมษายน 2527 เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ครั้งนี้รุนแรงและร่ายแรงกว่า

12 ปี (2541-2553) ของการบริหารจัดการหนี้ 1.392 ล้านล้านบาทของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู

ธปท. รับผิดชอบชำระคืนหนี้ ชำระหนี้ 249,898 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชำระหนี้ปีละ 20,825 ล้านบาท

กระทรวงการคลัง รับผิดชอบการชำระดอกเบี้ย ชำระดอกเบี้ย 604,473 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชำระดอกเบี้ยปีละ 50,373 ล้านบาท เงินที่ใช้ชำระดอกเบี้ย เป็นภาษีที่มาจากประชาชน

ยังมีหนี้คงเหลือ 1,142,102 ล้านบาท

สรุป รวมหนี้และการชำระดอกเบี้ย 12 ปี เท่ากับ 1.392 + 0.604,473 = 1.9965 ล้านล้านบาท (ตัวเลขกลมๆ 2 ล้านล้านบาท)

สินทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ (30 กันยายน 2552)
สินทรัพย์รวม 200,354 ล้านบาท
สินทรัพย์หมุนเวียนรวม 15,911 ล้านบาท
เงินฝากธนาคารมีภาระผูกพันรวม 1,050 ล้านบาท

เงินลงทุนในบริษัทร่วม 102,578 ล้านบาท
เงินลงทุนระยะยาว 170 ล้านบาท
สิทธิรับชำระหนี้ ตามโครงการช่วยเหลือ 76,885 ล้านบาท
ลูกหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน 3,101 ล้านบาท
สินทรัพย์รอการขายสุทธิ 646 ล้านบาท และ
ที่ดิน อาคาร และอุปการณ์สุทธิ 2.3 ล้านบาท

สินทรัพย์ที่ถือในรูปหลักทรัพย์
ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.)
ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.)
ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และ
ถือหุ้น 55 เปอร์เซ็นต์ในธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

สมมุติว่า มีการขายสินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะยังมีหนี้คงเหลือ 941,748 ล้านบาท ดูจากประวัติการใช้คืนหนี้ 12 ปีที่ผ่านมา ประเมินได้ว่า หนี้ที่เหลือ จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 45 ปี จึงจะใช้คืนได้หมด

นั่นคือ..

วิสัยทัศน์ กองทุนเพื่อการฟื้นฟู ล้มเหลว กองทุนฯ นอกจากไม่สามารถฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้แล้ว ธนาคารและสถาบันการเงินกลับล้มทั้งระบบ รวมทั้งเกิดหนี้กองโตให้ระบบด้วย

ความเสียหายที่เกิดจากการขาดสภาพคล่อง ในช่วงเวลาเดียวกันกับโครงการ 14 สิงหาคม 2541 ของธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้เขียนไม่มีข้อมูลว่ามีเท่าใด ได้มีการบริหารจัดการด้วยวิธีอื่น แยกจากงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู แสดงว่ามีความเสียหายของระบบที่นอกเหนือจากที่บันทึกไว้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูด้วย

11 สิงหาคม 2551 ทางการตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency DPA) วิสัยทัศน์ ให้ความคุ้มครองเงินฝาก คล้ายกับวิสัยทัศน์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู แต่ลดภาระความรับผิดชอบลงมาก 1) ไม่ช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงิน (ไม่อัดฉีดสภาพคล่อง) เมื่อสถาบันการเงินที่มีปัญหาจากการขาดสภาพคล่อง 2) ไม่คุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน แต่คุ้มครองเงินฝากเฉพาะวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท

แท้จริงแล้ว ธปท.และกระทรวงการคลัง จะต้องดูแลตลาดเงินของประเทศทั้งระบบ ทั้งสถาบันการเงิน ทั้งค่าของเงิน และเงินฝากของระบบก็ต้องดูแลเต็มจำนวน 100% อุปมาอุปไมย เหมือนกองทัพ ต้องดูแลแผ่นดินไทยทุกตารางนิ้ว สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ก็ต้องให้ความคุ้มครองเงินฝากทุกบาททุกสตางค์ด้วยเช่นกัน (รวมทั้งการรักษาค่าเงินไม่ให้เสียหาย ทำให้สถาบันการเงินมั่นคง)

หากเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างผิดปกติอีก เงินฝากส่วนที่เกินบัญชีละ 1 ล้านบาท ที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง จะย้ายไปฝากที่ธนาคารรัฐ ที่รัฐให้ความคุ้มครองเงินฝากโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจจะเป็นผลเร่งให้สภาพคล่องของธนาคารเอกชนลดลงอย่างผิดปกติ และล้มลงทั้งระบบง่ายได้

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ยังคงคิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่คิดแก้ไขต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา เช่นเดียวกันกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ประวัติศาสตร์แสดงไว้แล้วว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูล้มเหลว เห็นได้จากสถาบันการเงินล้มลงทั้งระบบ และเกิดหนี้กองโต เป็นไปได้ งานของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ก็จะล้มเหลวเช่นเดียวกันกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู จะทำให้สถาบันการเงินก็จะล้มลงทั้งระบบอีก และหนี้กองโตก็จะเกิดอีก

กองทุนเพื่อการฟื้นฟู จะยุติบทบาทลงหลังการตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ 5 ปี หรือจะยุติบทบาทลงในปี 2556 แต่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูยังมีหนี้คงค้างอยูประมาณ 1 ล้านล้านบาท เราจะเอาหนี้คงค้างนี้ไปไว้ที่ไหน

ใครจะรับผิดชอบ “วิสัยทัศน์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู” ที่ไม่ประสบผลสำเร็จต่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ส่งผลให้ตลาดเงินล้มลงทั้งระบบ ตลาดเงินตราพังทลายลง

หนี้ก้อนใหญ่กองแรกที่เกิดจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ยังคงค้างอยู่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ยังชำระไม่หมด ก็อาจจะเกิดหนี้ก้อนใหญ่กองใหม่จากสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมาให้เป็นปัญหาอีก

แทนที่เราจะเรียนรู้ กลับตั้ง สถาบันคุ้มครองเงินฝากที่มีวิสัยทัศน์แบบเดียวของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูขึ้นมาอีก และลดความรับผิดชอบที่จะช่วยเหลือสภาพคล่องที่จะเกิดขึ้นกับสถาบันการเงิน และไม่คุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน

เราจะทำอย่างไรกับความเสียหายจากวิสัยทัศน์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่อาจจะเกิดอีกขึ้นในอนาคต ที่จะเกิดขึ้นแบบเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู

เงินนำส่ง ที่เรียกเก็บจากสถาบันการเงินสูงถึง 0.4 เปอร์เซ็นต์ ของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับความคุ้มครอง  เงินเรียกเก็บ 0.4 เปอร์เซ็นต์ เป็นอัตราเรียกเก็บที่สูง ทำให้สถาบันการเงินมีต้นทุนทางด้านการเงินสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์และฝากประจำอยู่ที่ระดับ 0.50 - 3.00 เปอร์เซ็นต์ เมื่อบวกเงินเรียกเก็บเข้ากองทุน 0.4 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนทางการเงินก็จะเพิ่มมาเป็น 0.90 – 3.40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของการผลิตของระบบสูงขึ้น

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก อาจจะเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนได้ปีละประมาณ 14,000-28,000 ล้านบาทและมากกว่า อนาคตอาจจะมีเงินเรียกเก็บสูง 0.5 – 1.0 ล้านล้านบาทและมากกว่า เมื่อเกิดปัญหาสถาบันสถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง และล้มลงอีก มันก็ไม่พอคุ้มครองเงินฝากทั้งหมดอยู่ดี เนื่องจากเงินฝากของระบบอาจจะสูงถึง 7-10 ล้านล้านบาท ก็จะต้องเป็นภาระที่ภาษีของประชาชนเหมือนเดิม เป็นอภิมหาความเสียหายของประเทศที่ซ้ำซาก

ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ กับการเพิ่มขึ้นและลดลงสภาพคล่องของระบบ

เวลานี้ทุนสำรองสูงกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการสูงอย่างผิดปกติ ทำให้สภาพคล่องของระบบสูง เราเคยพยายามจะหยุดยั้งเงินทุนไหลเข้าอย่างผิดปกติมาแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า ซึ่งไม่ได้ผล เมื่อมันสูงขึ้นอย่างผิดปกติได้ มันก็อาจจะลดลงอย่างผิดปกติได้

การลดลงอย่างผิดปกติ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ทำให้ประเทศไทยต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง วงกลมใหญ่ในภาพ คือช่วงการลดลงของทุนสำรอง ที่สะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องของระบบเสียหาย จนต้องการเข้าโครงการ IMF ครั้งที่ 2 ที่ทำให้สถาบันการเงินล้มลงทั้งระบบ ที่ทำให้เกิดหนี้ต่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1.392 ล้านล้านบาท

สภาพคล่องของระบบที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ อาจจะพังทลายลงอย่างผิดปกติ ในวันใดวันหนึ่งได้

บันทึกความเสียหาย

ดูจากส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่วนธนาคารของเอกชน(% คนไทย) ไม่มีธนาคารใดเป็นของคนไทยแล้ว ไม่มีธนาคารใดที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกรุงเทพเหลือเป็นของคนไทย 10.39 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกสิกรไทยเหลือเป็นของคนไทย 1.37 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกรุงไทยที่เป็นของรัฐ ที่ดำเนินงานแบบเอกชน ก็ไม่เหลือฐานะที่เป็นของคนไทย เนื่องจากเป็นของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูที่มีปัญหาหนี้ก้อนโต

ทุกวันนี้เราไม่ได้ยืนอยู่บนขา(ทุน)ตนเอง แต่เรายืนอยู่บนขา(ทุน)ของกองทุนหลายสัญชาติ ดูแล้วเหมือนเราเสียกรุงครั้งที่ 3 เสียฐานะความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ของประเทศ เลวร้ายกว่าการเสียกรุง 2 ครั้งที่ผ่านมา เป็นการเสียกรุงที่ยากที่จะกอบกู้อิสรภาพกลับคืนมา

การแก้แต่ปลายเหตุของปัญหา ไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ปัญหาจึงไม่สามารถยุติลงได้ และปัญหาก็เกิดซ้ำรอย ซ้ำซาก ความเสียหายที่เกิดขึ้น สูงมาก เท่ากับการเสียชาติ หากเป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกทิศทาง ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูหรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ก็ได้

....................................
http://twitter.com/indexthai2
http://suthipong2-indexthai.blogspot.com/
indexthai2@yahoo.com



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
indexthai วันที่ : 04/11/2011 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

.
คคห.4 คิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเก็งกำไรและการปั่นตลาดของ Hedge Fund ที่เป็นคน 1% ของระบบ ส่งผลให้ระบบเสียหาย

ส่วนเล็ก ทำให้ส่วนใหญ่เสียหาย

ลองดู.. http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2011/11/03/entry-1

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Bobby วันที่ : 07/09/2011 เวลา : 08.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipradio

ข้อมูลดีครับ แต่ช่วงท้ายๆ ออกแนวชาตินิยมมากไป ตลาดทุนทั่วโลก ไม่มีใครยืนด้วยขาตัวเองอย่างแท้จริง การเคลื่อนไหวของเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันหรือเฮดจ์ฟันด์ จะเคลื่อนไปตามผลตอบแทนและความเสี่ยง ที่ไหนผลตอบแทนดี เงินก็ไหลไปที่นั่น

สมมติ ผมมีเงิน 1 หมื่นล้าน ถ้าจะลงทุนผมก็ต้องมองแล้วว่า ตลาดทุนที่ไหนให้ผลตอบแทนสูงสุด ถ้าอินโดนีเซีย ให้ผลตอบแทนดีสุดในแถบนี้ หรือถ้าผมชอบตลาดทุนแบบเสรีจ๋าๆ ก็เคลื่อนไปฮ่องกง ไปสิงคโปร์ ซึ่งเงินของผมจะไหลไปที่ไหนก็ได้ ไม่เกี่ยวว่าผมเป็นคนไทยหรือไม่

นักลงทุนที่ดีจะไม่สนใจเรื่องความเป็นชาติ หรือการเป็นเจ้าของบริษัทหรือธนาคารทั้ง 100% เหมือนอดีต เขาอาจจะถือหุ้นแค่ 5% ก็พอแล้ว เขามองผลตอบแทน และความเสี่ยง

อีกตัวอย่าง ก่อนนี้ใครๆ ก็ใช้ดอลล่าร์สหรัฐเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่เมื่อสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐไม่แน่นอน คนก็หันไปถือทองคำแทน ถ้าวันนึงผลตอบแทนตลาดทุนสหรัฐย่ำแย่ เงินก็จะไหลออก โดยควบคุมไม่ได้ ด้วย ยิ่งไปควบคุมยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ...เหมือนวันอังคารทมิฬที่ 19 ธันวา 50 นั่นแหละ วันเดียวตลาดหุ้นร่วงไป 20% พอร์ตหุ้นหายไปเกือบ 10% พอเปลี่ยนนโยบายหุ้นก็ดีดกลับมาบวกในอีกไม่กี่วันถัดมา..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
OXYGEN2 วันที่ : 04/09/2011 เวลา : 01.52 น.
http://www.oxygen2.me/


อ่านแล้วกลัวรัฐบาลจะไปยุ่งกับทุนสำรองจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
indexthai วันที่ : 03/09/2011 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

พบกันทุก 11.00-13.00 น. วันพฤหัสบดี...
http://yfrog.com/h6iwy1j

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ni_gul วันที่ : 02/09/2011 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

อ่านตรง 3 ย่อหน้าสุดท้าย... ร้อง "ว้าย! "

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน