*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531296
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< กันยายน 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 14 กันยายน 2554
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 3584 , 22:01:43 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.

 

การมาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่ละท่าน ล้วนนำแผลเหวอะหวะมาสู่เศรษฐกิจของประเทศไทยมากน้อยต่างกัน การมาของรมว.ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ในรัฐบาลชวน 1 ที่นำระบบ Maintenance margin และ Forced sell มาใช้ในตลาดหุ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2536 เป็นผลให้ช่วงเวลา 3 เดือน เฮดจ์ ฟันด์ลากตลาดหุ้นไทย จากระดับ 1,000 จุด ไปสูงสุดที่ 1,750 จุดในต้นปี 2537 จากนั้นก็มีการถล่มทุบลงมา ทำให้เกิดการบังคับขายหุ้นนักลงทุนท้องถิ่นอย่างบ้าคลั่ง โดย SET ตกลงถึง 88 เปอร์เซ็นต์ในอีก 3 ปีถัดมา 
 

การบังคับขายหุ้นนักลงทุน ก็คือการบังคับขายสินทรัพย์ของชาติ ส่งผลให้สินทรัพย์ของประเทศหายไปจากชาติ ตกไปเป็นของต่างชาติ อย่างที่เห็นในตารางนี้ ธ.กรุงเทพเหลือเป็นของคนไทย 10.39 เปอร์เซ็นต์ ธ.กสิกรไทยเหลือเป็นของคนไทย 1.37 เปอร์เซ็นต์

การพังทลายของตลาดหุ้นไทยในปี 2537 ส่งผลให้ค่าเงินบาทเสียหาย แต่ด้วยการผูกค่าเงินไว้ (Fixed) ทำให้ไม่เห็นว่าค่าเงินบาทเสียหาย

กระทรวงการคลังและธปท.พากันปกป้องค่าเงินบาทเต็มที่ โดยไม่เข้าใจ จึงพ่ายแพ้ต่อเฮดจ์ ฟันด์ ผู้ซึ่งเข้าใจกลไกความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและตลาดเงินตราอย่างดี 
 

ก่อนปี 2540 ทุนสำรองสุทธิของประเทศอยู่ที่ระดับ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กลางปี 2540 ทุนสำรองสุทธิลดลงเหลือไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 และต้องลอยค่าเงินบาท เมื่อลอยค่าเงินบาท จึงเห็นว่าค่าเงินบาทเสียหาย เราขาดทุนจากการปกป้องค่าเงินบาท 1.86 แสนล้านบาท มีนายเริงชัย มะระกานนท์เป็นแพะรับบาปแต่ผู้เดียว

หลังการสูญเสียทุนสำรองในปี 2540 แทบเกลี้ยง ทุนสำรองกลับสูงขึ้นมาใหม่ และสูงมากกว่าเดิม

สาเหตุที่ทุนสำรองของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

1) การพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2543 ทำให้เงินเหรียญสหรัฐเสียหาย เงินทุนได้ไหลออกจากอเมริกา มายังประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งไหลเข้ามายังประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยสามารถชำระหนี้งวดสุดท้าย IMF ในกลางปี 2546 รวมแล้วประเทศไทยใช้วงเงินไอเอ็มเอฟ 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ

2) การเปิดตลาดอนุพันธ์ของตลาดหุ้น ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เช่นอนุพันธ์ สินค้าเกษตรล่วงหน้า ดัชนีหุ้น SET50 ราคาทองคำ ราคาเงิน  ราคาหุ้นแต่ละตัว

ในตลาดอนุพันธ์ เฮดจ์ฟันด์สามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ทาง ขาขึ้นก็ทำกำไรได้ ขาลงก็ทำกำไรได้ คนท้องถิ่นมีน้อยที่จะมีกำไรจากตลาดอนุพันธ์

การเปิดตลาดหุ้นธรรมดา ก็เป็นประโยชน์ต่อเฮจด์ฟันด์อยู่แล้ว การเปิดตลาดอนุพันธ์ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเฮดจ์ฟันด์มากขึ้น

หลังปี 2000 ทุนสำรองของประเทศต่างๆเพิ่มเร็วมาก ถึงปี 2010 ทุนสำรองโลกมีเกือบ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นั่นคือเงินท่วมโลก เงินทุนนี้มีการเคลื่อนย้ายทุนไปมาระหว่างประเทศต่างๆของโลกง่ายมาก อยู่ว่าประเทศไหนจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ทุนสำรองที่อยู่ในธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จึงเป็นของเฮดจ์ฟันด์เป็นส่วนใหญ่ หรือเฮดจ์ฟันด์คือเจ้าของทุนสำรองที่อยู่ในประเทศต่างๆ ส่วนของท้องถิ่นเป็นเพียงส่วนน้อย

3) หลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดความเชื่อมั่นประเทศไทยมากขึ้น เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยมากขึ้น ช่วงเวลาดังกล่าวทุนสำรองของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 74,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดูเหมือนเงินทุนไหลเข้าจะแรงเกินไป วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รมวก.คลัง สมัยพลเอกสรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า แต่ล้มเหลว ออกมาตรการได้วันเดียว ตลาดหุ้นตกกว่า 100 จุด มูลค่าตลาดเสียหายกว่า 8 แสนล้านบาท ต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น ถือเป็นการพ่ายแพ้ ทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศมากขึ้น

ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือทุนสำรองพิเศษ กับ ทุนสำรองทั่วไป

ทองคำและเงินบริจาคจากหลวงตามหาบัวเก็บไว้ในส่วนของทุนสำรองพิเศษ

ทุนสำรองทั่วไป แบ่งออกเป็น 2 บัญชี คือบัญชีทุนสำรองบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออก การท่องเที่ยว การขายแรงงาน การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ บัญชีทุนสำรองเงินทุน (Capital Account) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินทุนไหลเข้าออกของต่างชาติ มาลงทุนหรือมาเก็งกำไรในตลาดเงินและตลาดหุ้น ทุนสำรองส่วนนี้เป็นส่วนของที่มีเจ้าของ ลดลงก็แรง เพิ่มขึ้นก็แรง เมื่อทุนสำรองหมดลง จึงต้องเข้ารับความช่วยเหลือวงเงินจากไอเอ็มเอฟ

เดือนกรกฎาคม 2540 ที่เราเข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ และลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยมาตรการกันสำรองปลายปี 2549 มี่ไม่ประสบผลสำเร็จ ถึงวันที่ 2 กันยาย 2554 ทุนสำรองสุทธิของไทยเพิ่มขึ้นมาเป็น 214,778 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นมา 188 เท่า ทำให้สภาพคล่องท่วมประเทศ

สภาพคล่องท่วมระบบจริง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ อนุมัติ ก.ล.ต.ให้เอกชนนำเงินไปลงทุนที่ต่างประเทศ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท    

ประเทศไทยเคยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมาแล้ว 2 ครั้ง เหตุที่ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ เนื่องจากทุนสำรองลดลง แผนภูมินี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งแรกระหว่างปี 2524-2527    

แผนภูมินี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 ระหว่างกลางปี 2540 เหตุที่ต้องเข้าไอเอ็มเอฟ ก็เพราะทุนสำรองตกลงมากนั่นเอง

หลังปี 2008 Hamburger Crisis มีประเทศต่างๆต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟไม่ต่ำกว่า 20 ประเทศ เหตุที่ต้องเข้าไอเอ็มเอฟ เพราะทุนสำรองของประเทศเหล่านั้นลดลงมาก 

ประเทศไทยเคยผิดพลาด จนต้องเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้ง

ช่วงนี้ใครก็รู้ ใครก็เห็นว่าทุนสำรองของไทยช่วงนี้สูงมาก แต่ไม่มีใครรู้ว่าที่มาที่ไปของทุนสำรองเป็นอย่างไร ทุนสำรองของเราเคยเสียหายมาแล้ว 2 ครั้ง 2 ครา มีการบริหารจัดการแบบมักง่าย ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าที่ทุนสำรองเสียหาย 2 ครั้งที่ผ่านมา มีต้นเหตุมาจากอะไร 

ตัวอย่างทุนสำรองประเทศเวียดนาม
 

 

เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนาม 2005-2010 มูลค่าทุนสำรองของไทยสูงกว่าของเวียดนามมาก พบว่าทุนสำรองประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ค่าเงินบาทก็แข็งขึ้นโดยตลอด แต่ทุนสำรองของเวียดนามเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2010 ก็ยังลดลงต่อ

ตลาดหุ้นเวียดนามพังทลายในปี 2008 ทำให้เงินดองอ่อนค่า ทุนสำรองก็ลดลง โดยเริ่มลดลงทั้งแต่ปี 2008 และลดลงต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว

การเปลี่ยนแปลงทุนสำรองของเวียดนาม เป็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทุนสำรอง ที่เป็นบทเรียนได้อย่างดีอีก 1 บทเรียน ที่กำลังเกิดขึ้นที่ พ.ศ.นี้

ที่เห็นว่าทุนสำรองสุทธิของประเทศไทยสูง 214,778 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่ใช่ว่าจะมาก หากเกิดความไม่เชื่อมั่นขึ้นมา เงินทุนไหลออก ก็จะไม่เหลืออีกเช่นกัน เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยมาแล้วถึง 2 ครั้ง

ความเสียหายในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

1) หลังการเปิดตลาดหุ้นปี 2518 ตลาดหุ้นตกต่ำระหว่างปี 2521-2525 ทำให้ต้องลดค่าเงินบาท 4-5 ครั้งจากระดับ 20.50 ที่ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ต้องเข้าไอเอ็มเอฟครั้งแรก สภาพคล่องเสียหาย เกิดหนี้เสีย และเข้าควบกิจการ 25 ไฟแนแนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ ในโครงการ 4 เมษายน 2527

2) ปี 2528 เปิดกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อมาจัดการหนี้เสียในโครงการ 4 เมษายน 2527 และหาทางป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินมีปัญหาแบบโครงการ 4 เมษายนอีก แต่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าเดิม

กองทุนเพื่อการฟื้นฟู นอกจากจะไม่สามารถฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้แล้ว ยังทำให้สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ เกิดโครงการณ 14 สิงหาคม 2541 คือการสั่งยุติการดำเนินงานของ 56 สถาบันการเงิน ก่อให้เกิดหนี้แก่ระบบ 1.392 ล้านล้านบาท ผ่านไป 12 ปี ถึงปี 2553 ยังมีหนี้คงเหลือ 1.1 ล้านล้านบาท โดยที่ธปท.เป็นผู้ชำระหนี้ไปแล้ว 249,898 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชำระหนี้ปีละ 20,825 ล้านบาท และกระทรวงการคลังชำระค่าดอกเบี้ย 604,473 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชำระดอกเบี้ยปีละ 50,373 ล้านบาท เงินที่ใช้ชำระดอกเบี้ย เป็นภาษีที่มาจากประชาชน คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 45 ปีจึงจะชดใช้หนี้ที่เหลือได้หมด

3) ตลาดหุ้นพังทลายรุนแรงระหว่างปี 2537-2541 หลังนำระบบ Maintenance margin & Force sell มาใช้ในตลาดหุ้นในปี 2536 ทำให้ค่าเงินบาทเสียหายหนัก ทำให้ต้องลอยค่าเงินบาท สภาพคล่องเสียหาย เกิดโครงการ 14 สิงหาคม 2551 ที่ก่อให้เกิดหนี้เสียไว้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูดังกล่าวข้างต้น ต้องเข้าไอเอ็มเอฟอีกเป็นครั้งที่ 2


4) ปี 2551 ตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นสถาบันที่มีวิสัยทัศน์-ปรัชญาใกล้เคียงกับของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่ลดบทบาทการให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องสถาบันการเงิน และคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นรูปแบบของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหาเช่นเดียวกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ในอนาคตความเสียหายก็จะเกิดกับระบบการเงินอีก กองทุนฟื้นฟูเปิดในปี 2528 ทราบว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ล้มเหลวจริงในปี 2551 หรือเวลาผ่านไป 23 ปี

 

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หากล้มเหลวแบบกองทุนเพื่อการฟื้นฟู
ก็คงต้องรอ 2551+23 = ถึงปี 2574 จึงจะทราบว่าล้มเหลว

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมวก.คลัง รัฐมนตรีคลังในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความคิดที่จะนำทุนสำรองมา 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท ตั้งเป็นกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ

ปี 2540 นายธีระชัย เคยอยู่ในทีมดูแลทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ช่วงที่ค่าเงินบาทเสียหาย ที่ทุนสำรองของประเทศเสียหายและลดต่ำลงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ต้องเข้า IMF และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสั่งปิด 56 สถาบันการเงินเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541

ปี 2546 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีกสมัยในปี 2551 ที่ผู้เขียนงุนงงคือ ต้นปี 2549 ต่างชาติได้ถือหุ้นชินคอร์ปไว้ส่วนหนึ่งแล้ว และก็มีการการขายชินคอร์ปอีก 49 เปอร์เซ็นต์ให้เทมาเส็ก โฮลดิ้ง สัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งเป็นต่างชาติ จะทำให้ต่างชาติถือหุ้นชินคอร์ปเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ทันที

ก่อนหน้าที่จะมีการขายชินคอร์ปให้เทมาเส็ค 1 วัน ได้มีการแก้ไขพ.ร.บ.ธุรกิจคมนาคม ลงในราชกิจจานุเบกษา จากที่ให้ต่างชาติถือหุ้นธุรกิจโทรคมนาคมได้ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการขายชินคอร์ป 49 เปอร์เซ็นต์ให้เทมาเส็ค โฮลดิ้ง

คณะกรรมการก.ล.ต.ชื่อเต็มว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้เขียนยังงุนงงไม่หายว่า ก.ล.ต. กำกับดูแลการถือครองหุ้นของต่างชาติในกรณีชินคอร์ปอย่างไร       

น่าจะเป็นที่มาข่าวกลางเดือนสิงหาคม 2554 "ชินคอร์ป" แจง "ซีดาร์ โฮลดิ้ง" เทหุ้น 7.9% http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9540000103526

ส่วนแบ่งงบประมาณแต่ละปีเป็นเงินเดือนข้าราชการเป็นสัดส่วนสูง ประเทศกรีซมีตำแหน่งราชการเป็นอัตราส่วนที่สูง หลายประเทศมีการจ้างข้าราชการเป็นสัดส่วนที่สูง ทำให้มีปัญหาด้านงบประมาณ

ราชการจะต้องเป็นฝ่ายกำกับผู้ดูแลงานของเอกชน(Regulator) ออกกฎระเบียบ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยุติธรรม มีรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียม ไม่ใช่มาคิดมีอาชีพแบบเอกชน (Operator) ยกเว้นพวกสาธารณูปโภค ที่รัฐจะต้องลงมือทำเอง แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้เบี่ยงเบนไปหมด รัฐวิสาหกิจที่รัฐควรจะทำเอง ก็เอามาขายให้เอกชน สิ่งที่ควรให้เอกชนทำ กลับไปแย่งเอกชนมาทำอีก เช่นธุรกิจการเงิน ธนาคารเอสเอ็มอี ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธกส. ธนาคารไปรษณีย์ Elite Card Farmer Credit Card ส่วนใหญ่เสียหาย ขาดทุน เกิดหนี้เสีย ล้มละลาย นักการเมืองเข้าไปหาประโยชน์อีก เมื่อเสียหายขึ้นมา รัฐก็ต้องจ่ายเงินอุดหนุนอีก

การตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ(Sovereign Wealth Fund) ก็จะต้องมีตำแหน่งราชการเพิ่ม

รายได้รัฐไม่น้อยมาจาก ภาษีสุรา บุหรี่ ค่าธรรมเนียมการพนัน รายได้จากกองสลาก ฯลฯ เป็นรายได้จากอบายมุข แทนที่พยายามลดรายได้จากส่วนนี้ แต่กลับให้เพิ่มสูงขึ้นอีก ประเทศเสื่อมลงทุกวัน
 
เครื่องมือทางเศรษฐกิจหลายอย่าง ก่ออันตรายให้ระบบเศรษฐกิจของไทยบ่อยครั้ง บางอันก็เห็นว่าเป็นอันตรายทันที บางอันก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะทราบว่าก่อความเสียหายให้ระบบ บางอันทำความเสียหายแก่ระบบแต่ไม่ทราบว่ามันทำความเสียหายต่อระบบ เช่น (1) มาตรการกันสำรอง 30 เงินทุนไหลเข้า นำมาใช้วันเดียว ตลาดหุ้นตกไปกว่า 100 จุด (2) กองทุนเพื่อการฟื้นฟู กว่าจะรู้ว่าล้มเหลว ไม่ได้ผล และก่อความเสียหายให้ระบบสูง ก็เมื่อเวลาผ่านไปถึง 23 ปี (3) Maintenance margin & Force sell นำมาใช้ 3 เดือน ตลาดหุ้นตกระเนระนาด ทำให้เกิดการบังคับขายสมบัติชาติอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ทำให้สภาพคล่องเสียหาย จนต้องลอยค่าเงินบาท ทำให้เอกชนล้มลง เกิดเป็นหนี้เสียท่วมประเทศ ไว้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟู (4) ตลาดหุ้น คือสิ่งผิดปกติของไทยและโลกทุนนิยม ทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วนไปทั้งโลก ยังไม่รู้ว่ามันคือสิ่งผิดปกติ (5) ตลาดอนุพันธ์ ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ต่างชาติหรือเฮดจ์ฟันด์แต่อย่างเดียว เป็น Zero sum games คนท้องถิ่นขาดทุนเละ (หากคนไทยมีกำไรจากเครื่องมือตัวนี้ ต่างชาติก็จะต้องขาดทุน) ฯลฯ

ประเทศไทยไม่ได้มีเงินเหลือใช้ เหมือนประเทศมีบ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง ตั้งกองทุนมั่งคั่งลงทุนไปทั่วโลก แต่ประเทศไทยหนี้ก็ยังท่วมประเทศ แล้วยังคิดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่งอีก

หากจะก็ทำได้ เพราะสามารถออกกฎหมายไปดึงเอาเงินจากทุนสำรองมา แต่ดูแล้วไม่เหมาะ เนื่องจากทุนสำรองก็เป็นเงินทุนที่มีเจ้าของผูกพันอยู่ด้วย โดยที่อดีตทุนสำรองเคยลดลงถึงระดับอันตรายแล้วถึง 2 ครั้ง ทำให้ต้องเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้ง   

ตัวอย่างจาก เทมาเซ็ค โฮลดิ้งของสิงโปร์ ที่เป็นกองทุนของรัฐ ประเทศไทยก็จะเอาแบบอย่าง บอกว่าจะเอาไปสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้วย บอกว่า หากธุรกรรมมีกำไรก็ให้เป็นของรัฐ หากมีการขาดทุนขึ้นมาก็จะชดเชยให้ หมายถึงเอางบประมาณมาชดเชย ได้เงินก้อนโตมาง่ายๆ เวลาขาดทุนคิดง่ายๆอีก เงินประมาณที่มาชดเชย เป็นภาษีจากประชาชน ไม่ใช่มาจากรายได้และเงินเดือนของผู้บริหารกองทุนแต่อย่างใด

ไม่ต้องมีกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติก็เท่ห์ได้ หากรู้จักรักษาสมบัติชาติไว้ได้ก็เท่ห์เหมือนกัน แต่ทุกวันนี้สมบัติของประเทศแทบไม่เหลือเป็นของคนไทยแล้ว ไม่ว่าปตท. ชินคอร์ปอเรชั่น แอดว้านซ์อินโฟเซอร์วิช ธนาคารกรุงเทพเหลือเป็นของคนไทย 10.39 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกสิกรเหลือเป็นของคนไทย 1.37 เปอร์เซ็นต์

แปรรูปปตท.เข้าตลาดหุ้น ปตท.ก็มาขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ขูดรีดชาวบ้าน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทั่วประเทศ ทำให้เงินเฟ้อและค่าครองชีพของระบบสูงขึ้นมาก

รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังสนใจสานปัญหาหนี้นอกระบบ 1.18 ล้านราย จำนวนมูลหนี้ที่ลงทะเบียน 1.23 แสนล้านบาท ต่อจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้แก้ปัญหาไปได้ 5.48 แสนราย มูลหนี้อนุมัติปล่อยกู้ 3.40 หมื่นล้านบาท 

มีตัวเลขสูงอื่นๆ ที่น่าสนใจเช่นกัน เช่น

1) หนี้สาธารณะ 4.5 ล้านล้านบาท

2) หนี้คงเหลือของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1.1 ล้านล้านบาท

ทำอย่างไรจะไม่ให้หนี้สาธารณะเพิ่มมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่บอกว่าหนี้สาธารณะเป็นเพียง 42 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่หากหนี้นี้เท่ากับศูนย์จะไม่ดีกว่าหรือ จะได้ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน 

หากรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจไทยดี เงินเงินคงคลังเพิ่มขึ้น และเหลือใช้ แล้วเอาไปตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง เชื่อว่าจะไม่มีใครบ่น

สิ่งที่รมว.กระทรวงการคลังและรัฐบาลควรทำอย่างยิ่ง คือการทำงบประมาณสมดุล จะทำให้ผู้คนชื่นชมมากกว่าไปดึงเอาทุนสำรองมาตั้งเป็นกองทุนมั่งแห่งชาติ    

มีข่าวว่าทางการเตรียมออกกฎหมาย 13 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างหนี้ที่เหลืออยู่ 1.1 ล้านล้านบาทของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดคงจะมาเยือนประชาชนคนไทยอีก คงจะโอนหนี้ที่เหลือทั้งกอง มาให้ประชาชนคนไทยใช้หนี้แทน 

ประวัติศาสตร์ 36 ปีที่ผ่านมา “ทรัพยากรของประเทศ” ไม่ได้เจริญขึ้น เห็นแต่เกิดความเสียหายโดยต่อเนื่อง ประเทศเราเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้ง หากผู้บริหารระดับสูง มีวิสัยทัศน์-ปรัชญา มีคุณธรรม-จริยธรรมจริง ประเทศไทยคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ดัชนีคอร์รัปชันประเทศไทยสูงติดอันดับโลก

ชื่อเครื่องมือทางการเงินแต่ละอย่าง ล้วนความหมายดี คำอธิบายของวิสัยทัศน์-ปรัชญาก็ดี เช่นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กลับก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ นอกจากไม่สามารถทำสถาบันการเงินเกิดความมั่นคงแล้ว ยังพบว่าสถาบันการเงินล้มลงทั้งระบบ เกิดหนี้ที่นับได้ 1.392 ล้านล้านบาท ที่นับไม่ได้ ไม่ทราบอีกเท่าใด

ประเทศไทย ไม่เพียงจะเห็นว่าทุนสำรองท่วมประเทศ แต่หนี้สาธารณะก็ท่วมประเทศเช่นกัน แต่คิดจะตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ ทำไมไม่คิดที่จะลดหนี้สาธารณะลงละ 


ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
........................................
http://twitter.com/indexthai2
http://suthipong2-indexthai.blogspot.com/
indexthai2@yahoo.com
http://indexthai-suthipong.blogspot.com/
"Google+" or "facebook": Suthipong Prachayapruit



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
indexthai วันที่ : 17/09/2011 เวลา : 16.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

คุณ bobby

คลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยม
ทุกประเทศทั่วโลก ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดเงินตรา ตลาดโภคภัณฑ์มีความสัมพันธ์กัน
มันเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ

BBL เหลือเป็นของคนไทย 10.39% Kbank เหลือ 1.37%
ทุกวันนี้เราไม่ได้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง แต่ยืนบนขาของต่างชาติ >> yfrog.com/h4nb83j
ที่อเมริกา ก็เป็นแบบประเทศไทย ทุกวันอเมริกาก็หมดตัว (ยังไม่รู้ว่าหมดตัวเพราะอะไร)
เขาปั่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดเงินตรา ตลาดโภคภัณฑ์ ทั่วโลก
สินทรัพย์ของประเทศต่าง ตกเป็นของต่างชาติ เป็นของ Hedge Fund หมด

บทความนี้ คิดแบบง่ายๆ ที่จะไปเอาทุนสำรองมาตั้งเป็นกองทุน
ทุนสำรอง.. เป็นทุนที่มีเจ้าของ
เอาเข้ามาก็ง่าย(ท่วมประเทศ) เอาออกก็ง่าย(แห้งประเทศ-ต้องเข้า IMF)

ถามว่าจะตั้ง กองทุนมั่งคั่ง ทำไมไม่มาจาก เงินคงคลัง

.......................
ในตอนนั้น ถ้าไม่มีตลาดหุ้น ผมว่าประเทศไทยล้มละลายไปแล้ว
คือมองไม่เห็นทางว่าจะฟื้นตัวยังไง
ถึงแม้ IMF จะปล่อยกู้ให้เรา แต่เม็ดเงินมันมีจำกัด มีภาระดอกเบี้ย
ซึ่งก็ไม่สามารถนำไปอัดฉีดในระบบได้ทุกภาคส่วน
...
เข้าใจไม่ถูกต้อง
ไม่ใช่ "ถ้าไม่มีตลาดหุ้น ผมว่าประเทศไทยล้มละลายไปแล้ว"
แต่ตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤติ เป็นต้นเหตุให้เกิดล้มละลาย (ที่ต้องเข้า IMF ไงละ)
http://suthipong2-indexthai.blogspot.com/2011/09/blog-post.html

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Bobby วันที่ : 17/09/2011 เวลา : 09.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipradio

เรื่องกองทุนนะครับ

...ปัจจุบันมีกองทุนมากมายจนนับไม่ถ้วน และมีวัตถุประสงค์ลงทุนแตกต่างกันไป กองทุนกับบริษัทจำกัดนั้นต่างกันครับ สิทธิในการออกเสียงของบริษัทจำกัดกำหนดว่า 1 หุ้นต่อ 1 เสียง แต่กองทุนส่วนใหญ่ ผู้ซื้อหน่วยลงทุนไม่มี อำนาจการตัดสินใจในการกำหนดนโยบายการลงทุน เพราะส่วนใหญ่จะไปตกแก่บรรดาผู้บริหารกองทุน

แม้ว่าจะมีพวกเฮดจ์ฟันด์เข้ามาซื้อหน่วยลงทุนในสัดส่วนที่สูงก็ตาม เหมือนกับคุณเอาเงินไปฝากธนาคาร ต่อให้ฝากมากกว่าทุกคนรวมกัน คุณก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามธนาคารเอาเงินของคุณไปปล่อยกู้ให้กับคนอื่นๆ และคุณก็ไม่ใช่เจ้าของธนาคารจนกว่าจะเข้าไปซื้อหุ้นกิจการ

เมื่อคุณตั้งกองทุนขึ้นมา คุณเปิดขายหน่วยลงทุนให้คนทั่วไป แล้วเอาเงินนั้นไปลงทุนตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้ แม้คุณเป็นผู้ตั้งกองทุนก็ไม่จำเป็นต้องเอาเงินตัวเองไปซื้อหน่วยลงทุน ต่างกับบริษัทจำกัดซึ่งเจ้าของต้องเอาเงินไปลงทุนในสัดส่วนที่สูงจึงจะมีอำนาจดำเนินการได้ พูดอีกอย่าง กองทุนก็คือการนำเอาเงินชาวบ้านมาบริหารนั่นเอง

นักลงทุนอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์หรือจอร์ซ โซรอส ต่างก็ร่ำรวย มั่งคั่ง จากการที่เอาเงินคนอื่นไปบริหาร ซึ่งพวกเขาก็จะคิดค่าบริการ และหักกำไรที่ได้จากการลงทุน และถ้ากองทุนขาดทุนก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ดังนั้น ถ้ากองทุนมั่งคั่งของชาติ ถ้าก่อตั้งได้ และทำได้ผล ความมั่งคั่งมันก็จะไปตกกับผู้ซื้อหน่วยลงทุน กับผู้บริหารกองทุนซึ่งในที่นี้ก็คือรัฐบาล

ความเห็นของผม ถ้ารัฐจะตั้งกองทุนจริงๆ ไม่ควรซื้อหน่วยลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไป ควรทำหนังสือชี้ชวนนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายย่อยเข้ามาซื้อหน่วยลงทุนให้มากที่สุด ส่วนรัฐบาลก็เก็บผลประโยชน์แบบทั่วๆ ไปที่นิยมใช้คือสูตร 2/20 ก็คือหัก 2% จากสินทรัพย์สุทธิต่อปีเป็นค่าดำเนินงาน และหักผลกำไรจากกองทุนอีก 20% แบบนี้เวลากองทุนเจ้งขึ้นมารัฐบาลก็ไม่ต้องเจ็บตัวมาก...

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Bobby วันที่ : 17/09/2011 เวลา : 08.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipradio

..ประเด็นเรื่องเงินทุน
...ปัจจุบันแหล่งระดมทุนหลักๆคือตลาดหุ้นซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าธนาคารทุกแห่งรวมกันแล้วครับ บริษัทจำกัดและธนาคารก็ระดมทุนจากที่นี่ เพราะข้อดีคือต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าช่องทางอื่นๆ

คิดเล่นๆ นะครับ ถ้าบริษัทต้องกู้เงินดอกเบี้ยแพงๆ จากธนาคารไปลงทุน มันก็จะเพิ่มอัตราหนี้ต่อทุนสูงขึ้น ถ้าทุกบริษัทกู้เงินกับธนาคารอย่างเดียว เวลาเกิดวิกฤติการเงิน ธนาคารก็จะล้มได้ง่ายๆ

ช่วงปี 2540 ที่เกิด "ต้มยำกุ้ง" เราก็เห็นแล้วว่ามีการระดมเงินทุนจากตลาดหุ้นเข้ามาอุ้มธนาคารไทยใหญ่ๆ เอาไว้ ส่วนสถาบันการเงิน 56 แห่งที่โดนปิดก็เพราะว่ามีขนาดเล็ก และบริหารจัดการไม่ดี ก็ต้องล้มหายตายไป

ในช่วง 3 ปีแรกของการเกิดวิกฤตตอนนั้น จะเห็นว่าธนาคารต้องหยุดให้สินเชื่อทันที แต่พวกบริษัทจำกัดก็หาเงินได้จากตลาดหุ้นนี่แหละ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาอุ้มบริษัทจำกัดต่างๆ เอาไว้

ในตอนนั้น ถ้าไม่มีตลาดหุ้น ผมว่าประเทศไทยล้มละลายไปแล้ว คือมองไม่เห็นทางว่าจะฟื้นตัวยังไง ถึงแม้ IMF จะปล่อยกู้ให้เรา แต่เม็ดเงินมันมีจำกัด มีภาระดอกเบี้ย ซึ่งก็ไม่สามารถนำไปอัดฉีดในระบบได้ทุกภาคส่วน

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
indexthai วันที่ : 15/09/2011 เวลา : 17.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ความคิดเห็นที่ 5

ดูภาพที่ 2 จากข้างบน
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ธนาคารเอกชน
คือบรรทัดสุดท้าย ที่บอกว่าสินทรัพย์ของคนท้องถิ่นเป็นอย่างไร

มันเป็นของ Hedge Fund แทบหมดแล้ว
คนท้องถิ่นจะเปลี่ยนฐานะเป็นลูกจ้าง บริษัทที่ตนเองเคยเป็นเจ้าของ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
นายประโยชน์ วันที่ : 15/09/2011 เวลา : 16.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/automotive

ขอบคุณกับข้อมูลดีๆครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
VartHart วันที่ : 15/09/2011 เวลา : 04.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Countries
เหล่าเดอะค็อป.....เราเป็น เราคือ LiverBird ^^ The Klop 

ภาวะของความมั่งคั่ง
เราเคยผ่าน ไอเอ็มเอฟ แสดงจุดยืนถึงสภาวะเสื่อมถึง 2 ครั้ง (เเฟบ)
เราได้ความมั่งคั่ง (จุ) เพิ่มขึ้นมันหมายถึงความเจริญจากการความสวยงามของประเทศที่มีเอกภาพ (โดดเด่น)

ผอมลงหรือว่าดูแข็งแรงดี

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
indexthai วันที่ : 14/09/2011 เวลา : 23.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ขอบคุณทุก comments ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พายุ@หิมะ วันที่ : 14/09/2011 เวลา : 23.13 น.

ไม่ต้องมีกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติก็เท่ได้ หากรู้จักรักษาสมบัติชาติไว้ได้ก็เท่เหมือนกัน
^^
สุดยอดมากๆครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เดือนแรม วันที่ : 14/09/2011 เวลา : 23.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/war

สรุปแล้วก็คือ รัฐบาลนี้เขาเข้ามาเพื่อผลาญสมบัติชาติ เอื้อพวกพ้องเป็นงานหลัก
น้ำจะท่วม โคลนจะถล่มใคร เขาก็ไม่สน
เขารอโอกาสนี้มานาน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Ananda วันที่ : 14/09/2011 เวลา : 22.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aplang

ขจบ.สามารถอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ได้ประโยชน์มากครับ
แต่เรื่องกองทุนนี้คงต้องมีการพูดกันอีกนาน หินที่รัฐบาลนี้โยนออกมาปรากฏว่าถูกต้านอย่างแรงคงต้องระงับไปก่อน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน