*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 204
  • จำนวนผู้ชม : 531125
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม 2555
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 5683 , 23:33:03 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

.

 

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(Financial Institutions Development Fund FIDF) จัดตั้งขึ้นในปี 2528 ในช่วงที่รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และดร.วีรพงษ์ รามางกูรเป็นที่ปรึกษา ตั้งขึ้นหลังจากการเข้าควบกิจการไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ 25 แห่ง ที่รู้จักกันในชื่อ “โครงการ 4 เมษายน 2527” จุดประสงค์ของกองทุนก็ตรงตามชื่อของกองทุน คือเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน งานของกองทุนเป็นไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ช่วงแรกได้ช่วยจัดการหนนี้เสียที่เกิดจากการเข้าควบกิจการไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ 25 แห่ง ก็ผ่านไปได้ด้วยความทุลักทุเล งานต่อมาก็ช่วยเหลือสภาพคล่องสถาบันการเงิน ที่เกิดปัญหาระหว่างปี 2537-2540 ช่วยเท่าใดก็ไม่พอ จนสถาบันการเงินต้องล้มลงทั้งระบบ ต้องปิดการดำเนินงานสถาบันการเงิน 56 แห่ง ชื่อโครงการ “โครงการ 14 สิงหาคม 2541” ถึงทุกวันนี้ไฟแนนซ์และธนาคารถูกปิดกิจการไปแล้วประมาณ 80 แห่ง

หนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537 ที่ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ทำให้สภาพคล่องทางการเงินเสียหาย ทำให้เกิดการล้มลงของภาคการเงินและภาคการผลิตจริง ทำให้คนตกงาน ทำให้เกิดหนี้เสีย ทำให้เงินเฟ้อสูง ทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศเสียหาย ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดต่ำลงจากระดับ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลงมาเหลือประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในกลางปี 2540 จนที่สุดต้องลอยค่าเงินบาท และเข้าโครงการไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2

รูปแบบการเกิดหนี้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟู เกิดจากโครงการ 14 สิงหาคม 2541 ก็เป็นรูปแบบเดียวกับหนี้ที่เคยเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทยในอดีต คือโครงการ 4 เมษายน 2527

มีพรก.ที่เกี่ยวข้องกับการออกพันธบัตรกระรวงการคลังเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู 3 ฉบับ

1) พรก. FIDF1/2541 กระทรวงการคลัง กู้ 5 แสนล้านบาท กรณีความเสียหาย ธ.กรุงเทพพาณิชย์การ และจากการปิดสถาบันการเงินเบื้อต้น 56 แห่ง

2) พรก. FIDF2/2543 กระทรวงการคลัง กู้ 1.2 แสนล้านบาท ค้ำประกันหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู (ชำระคืนหนี้หมดแล้ว)

3) พรก. FIDF3/2545 กระทรวงการคลัง กู้ 7.8 แสนล้านบาท ปิดถาวรสถาบันการเงิน 56 แห่ง (ใช้ในโครงการ 14 สิงหาคม 2541 ปิดถาวร 56 สถาบันการเงิน)

สรุป มีหนี้ที่เกิดขึ้น 1.392 ล้านล้านบาท ได้มีข้อตกลงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้น กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ชำระดอกเบี้ย

จากปี 2541-2553 ระยะเวลา 12 ปี

ธปท.ได้ชำระหนี้เงินต้นปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท รวม 12 ปีเป็นเงินประมาณ 2.5 แสนล้านบาท

กระทรวงการคลังชำระดอกเบี้ยปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท รวม 12 ปี เป็นเงินประมาณ 6.04 แสนล้านบาท

ถึงสินปี 2553 มีหนี้คงค้างอยู่ 1.14 ล้านล้านบาท (จากหนี้ทั้งหมด 1.392 ล้านล้านบาท)
 

ด้านสินทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟู กองทุนฟื้นฟูเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ถือหุ้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) 100 เปอร์เซ็นต์ ถือหุ้นบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด(บสก.) 100 เปอร์เซ็นต์ ถือหุ้นบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด 100 เปอร์เซ็นต์ และถือหุ้นธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) 55 เปอร์เซ็นต์ มีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 2 แสนล้านบาท

สินทรัพย์ส่วนใหญ่ได้จากการซื้อหนี้จากสถาบันการเงินที่เกิดปัญหา ที่มีส่วนลดจากการซื้อ 75-85 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีรายงาน ว่าได้มีการนำส่งผลประโยชน์จากการบริหารจัดการสินทรัพย์หรือการจำหน่ายทรัพยสินจากบริษัทต่างๆดังกล่าวมาช่วยใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู ยังมีข่าวว่าบางบริษัทจะแปรรูปเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย ทำให้สงสัยว่าที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูเป็นเจ้าของ 100 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทดังกล่าว ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูแล้วหรืออย่างไร

สถาบันคุ้มครองเงินฝากตั้งขึ้นในปี 2551 แล้วบทบาทของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูก็ถูกยุติลง แล้วมีกำหนดการจะปิดถาวรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูในปี 2556 หรือหลังการเปิดสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 5 ปี เกิดความสงสัยว่าหนี้ที่มีอยู่ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูจะเอาไปไว้ตรงไหน

รายได้ค่าเนียม 0.4 เปอร์เซ็นต์ของเงินฝากที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูที่เคยเรียกเก็บจากสถาบันการเงิน ก็ไม่ได้เรียกเก็บอีกต่อไป กลายมาเป็นรายได้ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากแทน ผ่านมา 4 ปี สถาบันคุ้มครองเงินฝากมีเงินทุนสะสมจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวประมาณ 8 หมื่นล้านบาท หรือเรียกเก็บได้ปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท หากมีการเรียกเก็บเต็มตามเพดาน 1 เปอร์เซ็นต์ ก็น่าจะได้ประมาณปีละ 50,000 ล้านบาท

หลังปี 2551 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูจึงไม่มีรายได้อะไรเป็นของตนเอง หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูกลายมาเป็นภาระภาษีของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่เช่นนั้นหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูคงไม่เหลือสูงถึง 1.14 ล้านล้านบาท

มีข่าวจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้นปี 2555 ว่ามีเงินคงคลังเหลือ 2.5 แสนล้านบาท กำลังหาทางจะนำไปลงทุนหาผลประโยชน์ ก็ไม่ทราบว่าจะนำไปลงทุนอะไร ทำไมไม่คิดนำมาชดใช้หนี้สาธารณะบ้าง จะหวงหนี้ไว้ทำไม หนี้สาธารณะสูง ก็ต้องตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้และชำระดอกเบี้ยขึ้นสูงด้วย

ทำไมจึงเกิดหนี้ซ้ำรอย ในรูปแบบเดียวกัน

หนี้กองแรก เกิดจากการพังทลายของตลาดหุ้นระหว่างปี 2521- 2527 ธปท.ได้เข้าไปควบกิจการ 25 ไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ ที่รู้จักในชื่อ "โครงการ 4 เมษายน 2527" ไม่ได้มีการออกพันธบัตรมาช่วยในการชำระหนี้ ทางการได้ใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการจัดการหนี้ ทำให้การจัดการหนี้ผ่านไปโดยทุลักทุเล โดยที่ผู้ฝากเงินส่วนหนึ่ง น่าจะเป็นส่วนใหญ่ ไม่รับดอกเบี้ย และบางส่วนยอมลดเงินต้น ทำให้ได้รับหนี้คืนเร็วขึ้น

หนี้กองที่ 2 เกิดจากการพังทลายของตลาดหุ้นระหว่างปี 2537- 2540 ทางการได้สั่งยุติการดำเนินงาน 56 ไฟแนนซ์ ใช้ชื่อว่า “โครงการ 14 สิงหาคม 2541” ทางการใช้วิธีออกพันธบัตรมาช่วยในการชำระหนี้ก่อน ทำให้มีกองหนี้เกิดขึ้นที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูดังกล่าว 1.392 ล้านล้านบาท

แท้จริงแล้วหนี้ทั้ง 2 กองนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น สถาบันการเงินล้มลงยังไม่พอ ยังต้องเสียทรัพยากรมหาศาลในการจัดการหนี้เหล่านี้อีก ค่าเงินก็เสียหาย เงินเฟ้อก็สูงขึ้น คนตกงานมาก  ยังไม่เห็นว่าทางการจะคิดแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา เมื่อก่อนไม่มีตลาดหุ้น ประเทศไทยไม่เคยเกิดหนี้เช่นนี้มาก่อน การเกิดกองหนี้เป็นเพียงความเสียหายส่วนหนึ่งจากการพังทลายของตลาดหุ้น การเกิดหนี้ในหลายๆประเทศไม่ว่าที่อเมริกา ในยุโรปทุกวันนี้ ก็มีต้นเหตุมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน หากไม่มีการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา กองหนี้เช่นนี้ และเหตุการณ์ที่เลวร้ายทางเศรษฐกิจ ก็จะเกิดขึ้นอีกรอบแล้วรอบเล่า

และหากเป็นวิสัยทัศน์-ปรัชญาที่ถูกต้อง เราก็ไม่จำเป็นต้องมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูหรือสถาบันคุ้มครองเงินฝากอันใดขึ้นมาก็ได้ ไม่ต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก ไม่ทำให้ต้นทุนทางการเงินของระบบสูงขึ้นเกินความจำเป็น

พบว่ายังมีการคิดแก้แต่ปลายเหตุของปัญหาเหมือนเดิม เห็นได้จากการตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมาอีก ปรัชญาของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีข้อแตกต่างจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูบ้าง แต่สาระใหญ่ยังเหมือนเดิม คือการคิดที่จะคุ้มครองเงินฝาก และหากประเทศไทยเกิดการพังทลายของตลาดหุ้นอีก ทำให้ค่าเงินบาทเสียหายอีก สภาพคล่องเสียหายอีก สถาบันการเงินล้มลงอีก ก็จะเกิดหนี้กองใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นหนี้กองที่ 3 ซึ่งอาจจะโตกว่า 4 ล้านล้านบาท เพราะฐานเงินฝากใหญ่กว่าเดิม สถาบันคุ้มครองเงินฝากก็ไม่สามารถคุ้มครองเงินฝากทั้งหมดได้อยู่ดี ก็จะเกิดเป็นหนี้สาธารณะกองโตมากกว่าเดิมอีก หนี้กองที่ 2 ยังไม่สามารถชำระได้หมด ก็เกิดหนี้กองที่ 3 ขึ้นมาอีก

สถาบันคุ้มครองเงินฝากบอกว่า จะคุ้มครองเงินฝากต่อบัญชีในแต่ละสถาบันการเงินที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท  ส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท สถาบันไม่คุ้มครอง ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น หนีไม่พ้นที่จะกระทบค่าเงินบาทอีก

 

บทเรียนมีให้เห็นแล้ว ว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ตั้งขึ้นในปี 2528 นอกจากไม่สามารถฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินขึ้นมาได้แล้ว ยังทำให้สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ และก่อให้เกิดหนี้เสียกองโตเป็นประวัติการ

คนส่วนหนึ่งบอกว่าปัญหาเกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย "เปิดเสรีทางการเงิน(BIBF)"  (ผู้เขียนไม่เห็นด้วย) กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดพลาดของสถาบันการเงิน บอกว่าสถาบันการเงินไม่มีธรรมาภิบาล” (ผู้เขียนไม่เห็นด้วย) แล้วทางการก็ทำการยึดหุ้น ยึดทรัพย์ของสถาบันการเงิน นำมาขายทอดตลาดบ้าง ขายให้ต่างชาติบ้าง นำมาขายให้คนไทย ค่าเงินบาทเสียหาย คนไทยจนลง คนไทยจึงไม่มีปัญญาซื้อ มีแต่ต่างชาติเท่านั้นที่ซื้อได้ ทำให้สถาบันการเงินของคนไทยตกเป็นของต่างชาติทั้งหมด

คนของกระทรวงการคลัง คนธปท. และนักการเมืองเก่งทุกคนดีทุกคน ที่ไม่เก่งไม่ดีมีคนเดียวคือ นายเริงชัย มะระกานนท์ ถูกดำเนินคดีจากการเข้าไปปกป้องค่าเงินบาท แล้วเกิดความเสียหาย 180,000 ล้านบาท ดูเหมือนคนดีคนเก่งเต็มบ้านเมือง แต่ทำไมประเทศไทยเป็นเช่นนี้

รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์โอนการจัดการหนี้ทั้งหมดของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูไปให้ธปท. จุดประสงค์เพื่อจะทำให้อัตราส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง เพื่อที่จะสามารถกู้เงินเพิ่มได้ เพื่อจะนำเงินกู้นั้นไปใช้ในโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ดูแล้วค่อนข้างวังเวงกับการแก้ปัญหาของประเทศ หนี้ท่วมก็คือปัญหาของประเทศ น้ำท่วมก็คือปัญหาของประเทศ ซึ่งรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือช่วยกันแก้ไขให้ถูกทาง รัฐบาลกลับผลักภาระการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูออกนอกตัว แล้วคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมแต่อย่างเดียว ปัญหาอันใดใหญ่เล็กกว่ากัน 
 

รัฐบาลโฆษณาให้ชาวบ้านเป็นอยู่อย่างพอเพียง แต่รัฐบาลกลับทำอะไรเกินความพอเพียง รัฐบาลใดมาก็พูดถึงแต่ความมั่งคั่ง เห็นแต่ความมั่งคั่งจอมปลอม เห็นความเสียหายเกิดขึ้นตลอดเวลา หนี้ท่วมประเทศมากขึ้น เราลงทุนเฉพาะของไทยเราเองก็ได้ การลงทุนจากต่างประเทศคือเกินความพอเพียง เทสโกโลตัสเอย คาร์ฟูร์เอย ไอเกียเอย เปิดเสรีทางการเงินเอย ฯลฯ รัฐบาลนั่นเองทำอะไรเกินความพอเพียง

เท่านั้นยังไม่หนำใจ ยังจะรวมตัวกันใหญ่ขึ้นเป็นอาเซียน เฉพาะอาเซียนก็ยังไม่พอ เป็นอาเซียนบวก 3 อีก ประเทศในยุโรปก็คิดรวมตัวกันมาก่อนอาเซียน คิดเกินความพอเพียง รวมตัวเป็นประชาคมยุโรป (EC) แล้วเป็นอย่างไร ล่มทั้งภูมิภาค

การล่มเศรษฐกิจประชาคมยุโรปและยุโรป: http://bit.ly/pBa4oZ

.

หากมีการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากเพิ่มเต็มเพดาน 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้ได้เงินมาประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี

สถาบันคุ้มครองเงินฝากเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากไปแล้ว 0.4 เปอร์เซ็นต์ คงเหลือให้เก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากได้อีก 0.6 เปอร์เซ็นต์

สมมุติว่าให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากส่วนที่เหลือ 0.6 เปอร์เซ็นต์ได้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูก็จะมีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี รวมกับเงินที่เคยชำระหนี้เงินต้น 12 ปีที่ผ่านมา ปีละ 20,000 ล้านบาท ก็จะทำให้มีเงินชำระหนี้เงินต้น 50,000 ล้านบาทต่อปี

แล้วที่เงินที่ต้องชำระดอกเบี้ยปีละ 50,000 ล้านบาท (ที่กระทรวงการคลังเคยชำระตลอด 12 ปีที่ผ่านมา) จะเอามาจากที่ไหน

ธนาคารเอกชนถูกเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก 1 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารรัฐไม่ถูกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว ก็จะทำให้เกิดการได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่างธนาคารรัฐ และธนาคารเอกชน ตรงนี้จะทำอย่างไร


มีข่าวว่าจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากจากสถาบันการเงิน 0.15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะทำให้ได้เงินเพียง 7,500 ล้านบาท ก็ไม่พอที่จะทำอะไรได้

ดูแล้วเป็นเรื่องยากที่ธปท.จะจัดการเรื่องนี้ได้โดยลำพัง ทุกวันนี้สภาพคล่องท่วมระบบ ดอกเบี้ยออมทรัพย์ทุกวันนี้ยังไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ การไปเพิ่มค่าธรรมเนียมเรียกเก็บจากเงินฝากจาก 0.4 เปอร์เซ็นต์ เป็นเต็มเพดาน 1.0 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้นไปอีก ธนาคารพาณิชย์ก็อาจจะไปลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอีก และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สูงขึ้นอีก รวมทั้งไปเพิ่มธรรมเนียมการบริการต่างๆให้สูงขึ้นไปอีก ชาวบ้านรวมทั้งผู้ประกอบการก็จะเดือดร้อนกันทั่วหน้าอีก 
 

แต่นั่นไม่กระไรนัก

การโอนหนี้กองทุนไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดการทั้งหมด ทั้งการชำระหนี้เงินต้น และการชำระดอกเบี้ย ดูแล้วเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ ยังไม่ทราบว่าจะเอาเงินจากไหนมาชำระค่าดอกเบี้ย นอกจากจะพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของประเทศ จะเกิดความเสียหายมากกว่าน้ำท่วมประเทศแบบเทียบกันไม่ได้

เป็นวิสัยทัศน์ปรัชญาเบี่ยงเบน ที่ทำให้เกิดหนี้กองโต 2 กองที่ผ่านมา พลอยทำให้การบริหารจัดการตามมาเบี่ยงเบนและผิดพลาดมาโดยตลอด 

ตลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติในระบบ คือสิ่งที่เบี่ยงเบนในโลกทุนนิยม ที่สามารถถูกสวมรอยปั่นได้ขึ้นลงได้ ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย สภาพคล่องเสียหาย ทำให้เอกชนล้มลง ทำให้เกิดหนี้เสีย ทำให้ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ซึ่งประเทศไทยเคยเกิดปัญหาเช่นนี้มาแล้ว 2 ครั้ง 2 ครา เมื่อต้นเหตุของการเกิดปัญหายังอยู่ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดหนี้กองใหญ่มาแล้วถึง 2 กองยังอยู่ แล้วทำไมจะเกิดหนี้กองที่ 3 ขึ้นไม่ได้ หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูเดิมยังใช้ไม่หมด ก็จะเกิดหนี้กองใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาอีก

กฎหมายนั้นชั่ว และไม่ยุติธรรมได้: http://bit.ly/tDoQfZ

อยากได้อะไรก็ตรากฎหมายเอา ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ กฎหมายที่ออกโดยขาดข้อมูล ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจ ไม่เป็นสัมมาทิฐิ จะนำความเบี่ยงเบนมาสู่ระบบ นำความเดือดร้อนมาสู่ประเทศชาติประชาชนเพิ่มขึ้น

ทุกวันนี้ได้ยินแต่เรื่องการคิดแก้ปัญหาน้ำท่วม ดูเหมือนว่าวิกฤตน้ำท่วมประเทศไทย กลายเป็นโอกาสของรัฐบาล ที่จะเป็นข้ออ้างการใช้เงินในรูปแบบต่างๆ ประเทศไทยมีเรื่องท่วมหลายอย่าง อันตรายและทำความเสียหายให้ระบบมากกว่าน้ำท่วมเสียอีก 

1) อบายมุขท่วมประเทศ ท่วมตลอดปีตลอดชาติ และท่วมเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา ทำให้ประเทศไทยเสื่อมลงตลอดเวลา

2) หนี้ท่วมประเทศ เช่นหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู ท่วมมาตั้งแต่ปี 2541 ถึงทุกวันนี้ท่วมมาได้ 14 ปีแล้ว และจะท่วมต่อไปอีก 30-40 ปี และหนี้กองใหม่ที่ใหญ่กว่า ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก เนื่องจากต้นเหตุที่ทำให้เกิดหนี้ยังอยู่

3) เงินท่วมประเทศ ปลายปี 2549 เราเคยออกมาตรการ 30 เปอร์เซ็นต์กันสำรองเงินทุนไหลเข้า แสดงว่าเงินได้ท่วมประเทศไทยแล้ว ตอนนั้นทุนสำรองอยู่ที่ระดับ 74 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทุกวันนี้ทุนสำรองอยู่ที่ระดับสูงกว่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

4) คอร์รัปชันท่วมประเทศ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย คอร์รัปชันซึ่งหน้า เกิดกับทุกระดับชั้น หนักขึ้นตลอดเวลา   

5) น้ำท่วมประเทศ ซึ่งก็ท่วมทุกปี ท่วมทุกรัฐบาล มีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ท่วมแรงที่สุด คงเพราะบาปกรรมที่ก่อไว้ เกิดขึ้นเป็นอาเพศ หากทำบุญบ้างน้ำคงไม่ท่วมมากเช่นนี้ และไม่ทำให้เกิดการแอบอ้างใช้งบประมาณสูงๆด้วย 

น้ำท่วมไม่ได้ท่วมทั้งประเทศ ท่วมประมาณ 40 จังหวัด และก็ท่วมแค่ 3 เดือนจบ

หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูท่วม ท่วมทั้งประเทศ ท่วมมาตั้งแต่ปี 2541 ถึงทุกวันนี้ท่วมมาได้ 14 ปีแล้ว ยังไม่สามารถจบลงได้ และจะท่วมต่อไปอีก 30-40 ปี และหนี้กองใหม่ที่ใหญ่กว่า ก็มีโอกาสเกิดขึ้นอีก เนื่องจากต้นเหตุที่ทำให้เกิดหนี้ยังอยู่ เราจะทิ้งหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท เพื่อให้เกิดการสร้างหนี้ใหม่ 0.35 ล้านล้านบาท วิสัยทัศน์-ปรัชญา คุณธรรม-จริยธรรม ที่มีน้อยและเบี่ยงเบนในการแก้ปัญหาหนี้ จะทำให้ประเทศไทยเสื่อมเร็วและแรงมากขึ้น

บทความนี้มีข้อมูลแสดงบอก ถึงปัญหาทั้งจากอดีตจนถึงปัจุบัน และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะแก้ปัญหาหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ หนี้ของสถาบันประกันเงินฝาก(ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต) และหนี้สาธารณะรวมของประเทศ


มาตรา 7 พรก.4 ฉบับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (26/1/2555)
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/A/010/15.PDF



 

หมายเหตุ

องค์การอื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน บันทึกไว้เพื่อช่วยจำ

องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) คืออีกองค์กรหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540 และยุบเลิกวันที่ 15 ตุลาคม 2545 ได้เข้ามาจัดการกับทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ประมูลขายในราคา 190,000 ล้านบาท

คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ชื่ออองค์การนี้ไม่ตรงกับจุดประสงค์ของงานที่ทำ พบว่าตั้งขึ้นมาเพื่อหาถูกหาผิดของผู้ปฏิบัติงานในธนาคารแห่งประเทศไทย ในรายงานได้ระบุผู้ที่บกพร่องหรือเลินเล่อในการปฏิบัติงานประมาณ 10 ท่าน (ต่อมาก็มีการตั้งศศปร.1, 2 เพื่อศึกษาปัญหา ศึกษาแล้วศึกษาอีก ไม่จบสิ้น) สุดท้ายทางการเมืองก็โยนให้คุณเริงชัย มะระกานนท์รับผิดชอบคนเดียว

.

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นำเสนอโดยผู้เขียนคนเดียวกัน

จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูถึงสถาบันคุ้มครองเงินฝาก: http://bit.ly/uoohYx

โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูให้แบงก์ชาติ ซ้ำเติมความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์มากขึ้น http://t.co/9JqtiJw 

รมว.คลังกับความเชื่อมั่นประเทศไทย http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000008425


ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต
.
http://twitter.com/indexthai2
indexthai2@gmail.com
"Google+" or "facebook" : Suthipong Prachayapruit
"โลกของทุน" FMTV ทุกวันพฤหัสบดี หลังเที่ยง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
indexthai วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 03.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

อ้างจำเป็นเพื่อศก.ประเทศ ออกพ.ร.ก 13 มาตรา ให้อำนาจก.คลัง กู้เงิน

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000012073

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ใช้หนี้กันหัวโตกันเลยล่ะครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สุธน_หิญ วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 01.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/utopiathai
รัฐสวัสดิการ + ภาษีที่ดินเท่านั้น = อยู่ดีทั่วหน้า + ไร้วิกฤตฟองสบู่    facebook.com/suthon.hin

ระบบรัฐสวัสดิการเท่าที่ปรากฏได้ใช้วิธีเก็บภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มแรงมาก และพรรคยุติธรรมเดนมาร์กกล่าวว่าเก็บภาษีที่ดินต่ำด้วย ผมเห็นว่านี่ทำให้คนยากจนลงและกลับยิ่งต้องการเงินเพื่อการสวัสดิการมากขึ้น เพราะภาษีที่ดินต่ำทำให้มีการเก็งกำไรกักตุนที่ดินมาก ที่ดินของชาติก็เสมือนมีน้อยลง ที่ดินทำกินน้อย ผลผลิตของชาติจะต่ำ ราคา/ค่าเช่าที่ดินแพง ผลตอบแทนแรงงานและทุนก็จะต่ำ แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่แรง (ตรงข้ามกับการส่งเสริมการลงทุนลงแรง)

ถ้าทำตรงข้าม คือ ลด-เลิกภาษีการลงแรงลงทุน รวมทั้งภาษีเงินได้ แต่เพิ่มภาษีที่ดิน ก็จะกลับได้ผลผลิตสูง และค่าแรงก็สูง แต่ราคาสินค้าต่ำ เป็นคุณทั้งแก่ราษฎรและแก่การแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยว ทั้งรัฐก็สามารถให้การสวัสดิการได้ดีขึ้นด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง - เก็บภาษีที่ดินแรง ๆ ค่าเช่าหรือราคาที่ดินและสินค้าจะกลับต่ำ http://www.oknation.net/blog/utopiathai/2011/08/24

ความเดือดร้อนจากวิกฤตฟองสบู่วัฏจักรราคาอสังหาฯ จำพวกแบงก์และธุรกิจล้ม ลูกจ้างคนงานต้องว่างงาน ที่มีเป็นระยะๆ ตลอดมา ก็จะหายไปด้วย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน