• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 617536
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันศุกร์ ที่ 12 สิงหาคม 2554
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 3387 , 18:11:06 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรับปรุงจากคอลัมน์เวิ้งวิภาษ 
หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

องค์ บรรจุน อธิบายถึงธรรมเนียมมอญร้องไห้ไว้ในเว็บไซต์ www.monstudies.com ว่า

“มอญร้องไห้ เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ของชาวมอญ ซึ่งถือปฏิบัติสืบต่อกันมาในงานศพ เป็นการแสดงความอาลัยรักของลูกหลานต่อผู้ตาย อีกทั้งยังเป็นการรำพันคุณงามความดีของผู้ตาย ที่กระทำไว้เมื่อครั้งยังมีลมหายใจ ผู้ร้องจะใช้ปฏิภาณกวี เนื้อหาที่ร้องนั้นไม่ตายตัว และเป็นภาษามอญทั้งสิ้น”

ประวัติความเป็นมาของพิธีกรรมนี้ไม่มีใครทราบและเหลือตกค้างเป็นแต่เพียงตำนาน บ้างก็ว่าเป็นพิธีกรรมตั้งแต่พุทธปรินิพพาน บางตำนานก็บอกว่าเป็นอุบายในการทำสงครามสมัยพระเจ้าราชาธิราช ที่สมิงอายมนทยาปลอมตัวเป็นคนตายเพื่อออกไปแจ้งข่าวเรื่องข้าศึกแก่พระเจ้าราชาธิราช โดยให้หญิงสาวชาวมอญเดินร้องไห้ตามขบวนศพออกมาเพื่อลวงทัพพม่า

องค์ บรรจุน บอกว่าพิธีกรรมมอญร้องไห้นี้ทำกันในช่วงดึก ระหว่างการตั้งศพบำเพ็ญกุศลและช่วงเช้ามืด อีกช่วงก็คือช่วงชักศพขึ้นเมรุเตรียมฌาปนกิจ โดยผู้ที่ร้องจะเป็นญาติของผู้ตายฝ่ายหญิงที่สูงอายุแล้ว และการร้องนั้นก็ไม่ได้หมายถึงร้องไห้จริงๆ แต่เป็นการร้องเพลงด้นคำไปเรื่อยๆ โดยมีเนื้อหาพรรณาคุณงามความดีของผู้ตาย และปนด้วยเสียงสะอื้นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงขนาดตีอกชกหัว

โดยพิธีกรรมนี้จะมีวงปี่พาทย์มอญประกอบหรือจะไม่มีก็ได้

ธรรมเนียมนี้ก็คือธรรมเนียม “นางร้องไห้” ในราชสำนักสยามนั่นเอง ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดว่าทางราชสำนักสยามเป็นฝ่ายรับเอาประเพณีมอญเข้ามาใช้ หรือว่าทางฝ่ายมอญเป็นผู้รับประเพณีของราชสำนักสยามไปดัดแปลงเป็นมอญร้องไห้ตั้งแต่เมื่อใดอย่างไรกันแน่ (ขณะที่คำอธิบายอีกชุดหนึ่งนั้นว่าทั้งมอญทั้งไทยรับขนบประเพณีนี้มาจากทางวัฒนธรรมจีนอีกทีหนึ่ง) 

ใน จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี เคยมีบันทึกถึงธรรมเนียมนี้ไว้ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ในการจัดงานพิธีพระศพของสมเด็จพระศรีสุราไลย พระราชชนนีในรัชกาลที่ 3 ว่า

“ณ วันพุธ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ยกพระโกศสมเด็จพระยานุมาศ ตั้งแห่เป็นขนาดกระบวนเครื่องสูง เทวดาประณมมือถือดอกบัว ประณมเรียงเคียงพระโกศ สนั่นโสตสำเนียงเสียงนางร้องไห้”

นอกจากนั้นยังปรากฏหลักฐานถึงธรรมเนียมนี้อยู่ใน คำให้การของขุนหลวงหาวัด อีกด้วย ซึ่งก็แปลว่านางร้องไห้น่าจะมีมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยาแล้ว

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ (พ.ศ. 2433-2526) เคยเป็นต้นเสียงร้องนางร้องไห้ในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าฯ และเล่าไว้ว่าธรรมเนียมนางร้องไห้นั้นใช้ต้นเสียง 4 คน และมีหญิงลูกคู่อีกราว 80-100 คนทำหน้าที่ร้องรับ โดยบทร้องนางร้องไห้มีบันทึกไว้ด้วยกันห้าบท และอาจสลับสับเปลี่ยนลำดับกันได้

นางร้องไห้ในครั้งนั้นปรากฏว่าเป็นนางร้องไห้ครั้งสุดท้ายของราชสำนักสยาม เพราะพระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฏเกล้าไม่ทรงโปรดประเพณีนี้ และทรงบันทึกไว้ใน ประวัติต้นรัชกาลที่ 6 ว่า

“ได้ยินเขาๆ ชมกันเปาะ ว่านางร้องไห้นั้นหัดเร็วนักและว่าร้องเพราะ แต่ส่วนฉันไม่เห็นว่าอัศจรรย์อะไร เพราะทำนองก็ไม่ยาก และคำที่จะต้องท่องก็ไม่มีกี่คำ และฉันรู้สึกอยู่ในใจด้วยว่าไม่ชอบ เพราะไม่เห็นว่าเปนการแสดงความโศกจริงจัง ดูเปนการบรรเลงมากกว่า” และ “ให้รู้สึกรกหูเสียจริงๆ จะข่มใจให้นึกชอบเท่าไรก็ไม่ได้เลย”

และทรงบันทึกไว้ว่าผู้ที่ชื่นชอบธรรมเนียมนางร้องไห้นี้ “เพราะเหตุต่างๆ พวกชนชั้นเก่า มีกรมนราธิปเปนต้น ชอบเพราะเห็นว่าหรู ในพวกชั้นใหม่ๆ ไปฟังกันแน่นๆ เพราะไม่เคยฟังจึ่งอยากฟังฉนั้นก็มี”

ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือมุมมองที่พระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฏเกล้าฯ มีต่อธรรมเนียมนางร้องไห้ดูเหมือนจะเป็นมุมมองที่เห็นธรรมเนียมนี้เป็น “การแสดง” ดังนั้นจึงทรงรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะมีผู้เสแสร้งแสดงความโศกเศร้าอยู่หน้าพระบรมศพ ขณะที่มุมมองของข้าราชสำนักแต่ก่อนที่มีต่อนางร้องไห้ น่าจะเป็นในแบบของ “พิธีกรรม” มากกว่า จึงไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร

แต่ถึงทางราชสำนักจะยกเลิกนางร้องไห้ไปแล้ว ความเป็น “พิธีกรรม” ของนางร้องไห้นี้ก็ยังคงได้รับความนิยมในหมู่ชาวบ้านทั่วไปในช่วงหลังจากนั้น ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าธรรมเนียมนี้เป็นเครื่องแสดงถึงสถานะทางสังคมของผู้ตายด้วย

ครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ เป็นผู้ริเริ่มจับความเป็น “พิธีกรรม” แบบมอญร้องไห้ ลงไปใส่ในละครที่เป็นรูปแบบของ “การแสดง” คนแรก โดยร้องเพลง “มอญร้องไห้” ในละครเรื่องราชาธิราชด้วยท่วงทำนองที่ผสมเสียงสะอึกสะอื้น ซึ่งไม่เคยมีนักร้องคนใดทำมาก่อน ส่งผลให้เพลงมอญร้องไห้ของครูเหนี่ยวสามารถสร้างอารมณ์ที่เศร้าสร้อยคร่ำครวญอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการเพลงไทย และได้รับความนิยมจากผู้ฟังเป็นอย่างมาก

เพราะการร้องเพลงไทยก่อนหน้านั้นจะเน้นที่ความชัดเจนของถ้อยคำและการออกเสียงที่มีระเบียบแบบแผนเคร่งครัด ดังนั้นการสอดแทรกเสียงสะอึกสะอื้นลงในเพลงมอญร้องไห้ของครูเหนี่ยว ในแง่หนึ่งจึงนับเป็น creativity ที่ออกนอกขนบเพลงไทยแบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง

และการที่ครูเหนี่ยวนำ “พิธีกรรม” แบบมอญร้องไห้ มาบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของ “การแสดง” ก็ทำให้เราตระหนักได้ว่าในสังคมไทย แท้ที่จริงแล้วทั้งสองสิ่งนี้มีเส้นแบ่งที่เลือนรางอย่างยิ่ง

และ creativity ของครูเหนี่ยวในการสร้างสรรค์เพลงมอญร้องไห้แบบใหม่นี้ยังเป็นที่น่าสนใจสำหรับผมอย่างมาก เพราะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยหยิบยืมเอามาจากสิ่งเก่าๆ ที่มีอยู่แล้ว จัดเป็น creativity ที่ไม่ต้องพึ่งพาแนวคิดของฝรั่ง ไม่ต้องไหลไปตามกระแสความนิยมแบบ pop culture แต่เป็นงาน creativity ที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่บนฐานความรู้เดิมล้วนๆ

ในขณะที่ดนตรีไทยร่วมสมัยปัจจุบัน ดูเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรืออย่างเก่งก็แค่แปลงร่างไปเป็นลูกครึ่งไทยครึ่งฝรั่งเท่านั้นเอง

* เพลงมอญร้องไห้ของครูเหนี่ยว  on you tube : http://www.youtube.com/watch?v=h4Q5JPC-E3g



ครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ (พ.ศ. 2459-2498)






แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]