• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 617555
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม 2554
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 3389 , 15:29:56 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน hayyana โหวตเรื่องนี้

คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้วผมได้ชมข่าวช่วงบันเทิงเทศของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสจากการรับชมทาง youtube.com ซึ่งในข่าวมีการพูดถึงบทบาทของรัฐบาลจีนในการสนับสนุนดนตรีคลาสสิค และแทรกด้วยบทสัมภาษณ์คุณประภัสสร เสวิกุลและผู้เชี่ยวชาญดนตรีคลาสสิคบางคนถึงกรณีนี้ (ดู http://www.youtube.com/watch?v=9RFkrEIpaWk)

คุณประภัสสรทำให้ผมแปลกใจมากตรงที่บอกว่ารัฐบาลจีนส่งเสริมดนตรีคลาสสิค ในขณะที่จำเป็นต้องปิดกั้นดนตรีป๊อป เพราะดนตรีป๊อปเป็นสิ่งที่รับช่วงอารยธรรมหรือวัฒนธรรมของตะวันตกมากไป

ก็ดนตรีคลาสสิคนั้นไม่ใช่อารยธรรมหรือวัฒนธรรมตะวันตกหรืออย่างไร?

แต่อย่างไรก็ตามการให้สัมภาษณ์นั้นเห็นได้ชัดว่ามีการตัดต่อ และจริงๆ แล้วคุณประภัสสรก็อาจมีคำอธิบายบางอย่างที่สมเหตุสมผลมาขยายความความข้อนี้ก็เป็นได้ เพียงแต่ไม่ได้ถูกนำมาออกอากาศเท่านั้น

แต่จากรายการสั้นๆ เพียงห้านาทีนี้ ผมคิดว่าผู้เสนอข่าวหรือผู้ให้สัมภาษณ์คนใดก็ตาม ดูเหมือนจะลืมหรือจงใจที่จะไม่พูดถึงความเป็นตะวันตกของดนตรีคลาสสิคเลยสักนิดเดียว ซึ่งสาเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็คงจะอย่างที่รู้ๆ กัน คือคนจำนวนมากในสังคมไทยมักถูกครอบงำอยู่ด้วยความคิดที่ว่าดนตรีคลาสสิคเป็นของ “สากล” และดีสำหรับทุกชนชาตินั่นเอง

แนวคิดเรื่องความเป็น “สากล” ของดนตรีตะวันตกเป็น myth ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยระยะเวลายาวนานกว่าร้อยปี หรืออาจจะเป็นพันปีถ้าเราจะเริ่มด้วยความเชื่อที่ว่า สัดส่วนของบันไดเสียงดนตรีตะวันตกนั้นสร้างขึ้นมาจากกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติ ซึ่ง Pythagoras เป็นผู้ให้คำอธิบายเป็นคนแรกๆ ว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงอยู่กับสัดส่วนทางธรรมชาติและจักรวาลนั่นเลยทีเดียว

ดนตรีคลาสสิคที่มีรากฐานมาจากดนตรีในโบสถ์คริสต์ เมื่อผนวกเข้ากับภูมิปัญญาแบบกรีกโบราณ จึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนธรรมดาไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะในสมัยแรกๆ นั้นถึงกับมีการกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในการร้องเพลงในโบสถ์ด้วยซ้ำ

การแต่งเพลงคลาสสิคไม่ใช่สิ่งที่บุคคลทั่วๆ ไปจะทำได้ ดังจะเห็นได้จากนักแต่งเพลงคลาสสิคคนแรกของโลกคือ Hildegard von Bingen ที่เป็นถึงแม่ชีคนสำคัญและมีบทบาทอยู่ในศาสนจักรเป็นอย่างมาก (ดังนั้นจึงข้ามพ้นข้อห้ามที่เกี่ยวกับความเป็นเพศหญิงไปได้) โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงกรณีของ Gregorian Chant (เพลงสวดบทแรกๆ ของโลกตะวันตกที่มีการบันทึกไว้) ที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าจดบันทึกโดยพระสันตปาปาเกรกอรีด้วยซ้ำ

กฏเกณฑ์มากมายในการแต่งเพลงคลาสสิคเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้แน่ๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ดนตรีคลาสสิคจะมีบทบาทอยู่แต่ในวัด (โบสถ์) กับในวังเท่านั้นเอง

บางคนอาจจะอ้างกรณีของ Mozart ว่าได้แต่งเพลงหรือ opera เกี่ยวกับสามัญชนไว้เหมือนกัน และมีการบรรเลงในโรงละครเก็บเงินที่ประชาชนทั่วๆ ไปก็สามารถชมได้

แต่คำว่า “ประชาชน” ทั่วๆ ไปที่ชมงานของ Mozart นั้นก็ไม่ใช่ตาสีตาสาแน่ๆ ผู้ชม opera ของ Mozart นั้นเป็นประชาชนในแง่ของ “ชนชั้นกลาง” หรือ bourgeois ที่เป็นชนชั้นที่เกิดขึ้นใหม่ในตอนนั้น และมีบทบาทในสังคมที่ตีเสมอขึ้นมากับชนชั้นเจ้านายเก่าๆ ต่างหาก

ดนตรีคลาสสิคจึงไม่เคยเป็นของ “ประชาชน” ส่วนใหญ่อย่างแท้จริงมาก่อน แม้จนกระทั่งในปัจจุบัน (ราคาบัตรคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิคทั่วๆ ไปอย่างถูก เฉลี่ยก็อยู่ที่ราวๆ 500 บาทต่อที่นั่ง - ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ราคาที่คนหาเช้ากินค่ำทั่วๆ ไปจะซื้อได้อยู่แล้ว)

ดนตรีคลาสสิคชนิดที่พอจะเรียกได้ว่าเข้าถึง “ประชาชน” มากที่สุดนั้นก็คือดนตรีคลาสสิคที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ Hollywood ซึ่งก็เป็นดนตรีคลาสสิคที่ถูกจับโยนออกมาจากบริบทดั้งเดิมของมัน และถูกทำให้กลายเป็นรสนิยมสาธารณ์แบบป๊อปๆ ไปแล้ว

แต่คนส่วนมากก็คงไม่พอใจที่จะนั่งฟังเพลงแบบนี้โดยไม่มีภาพประกอบแน่ๆ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เห็นกันมาตลอดว่าดนตรีคลาสสิคไม่ใช่รสนิยมของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ชอบฟังดนตรีคลาสสิคจริง ป่านนี้เราคงมีสถานีวิทยุที่จัดแต่เพลงคลาสสิคเป็นร้อยๆ รายการไปแล้ว

นับตั้งแต่ขั้นตอนการแต่งเพลง ไปจนถึงการกำกับวงดนตรีอย่าง orchestra เห็นได้ชัดว่าดนตรีคลาสสิคมีบุคลิกแบบเผด็จการอำนาจนิยม คือเน้นที่ความถูกต้อง ความพร้อมเพรียง และการตีความเพลงโดย conductor เพียงคนเดียวเบ็ดเสร็จ

ลักษณะเผด็จการนี้มาคู่กันกับความเป็น elite (เงินค่าตอบแทนของ conductor เพียงคนเดียวในการกำกับวง orchestra นั้นอยู่ในระดับหลายแสนถึงหลายล้านในแต่ละคอนเสิร์ต) การจัดงานเลี้ยงหลังคอนเสิร์ตนั้นเป็นวัฒนธรรมแบบชนชั้นสูงตะวันตกอย่างไม่ต้องสงสัย นับตั้งแต่การแต่งกายแบบสากลนิยม ใส่สูทแต่งชุดราตรีของผู้ร่วมงาน ไปจนถึงการเปิดไวน์ขวดละหลายหมื่นหลายแสน อาหารตะวันตกชั้นดีจากโรงแรมห้าดาวนั้นอยู่คู่กับงานเลี้ยงหลังคอนเสิร์ตประเภทนี้จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ

(ในการแสดงคอนเสิร์ต SONG OF THE NIGHT ซิมโฟนีหมายเลข 7 โดย กุสตาฟ มาห์เล่อร์ ของ สยาม ฟิลฮาร์โมนิค ออร์เคสตร้า ในวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จำหน่ายบัตรในราคาที่นั่งละ 600, 800 และ 1,200 บาท โดยมีบัตรพิเศษชนิดหนึ่ง ชื่อว่าบัตรพิเศษ “เทวทูตกุสตาฟ” จำหน่ายในราคาที่นั่งละ 5,000 บาท โดยระบุว่าผู้ที่ซื้อบัตรชนิดนี้จะสามารถเข้าร่วมในงานเลี้ยงหลังคอนเสิร์ตได้ด้วย)

การผลักดันดนตรีคลาสสิคให้เป็นวาระแห่งชาติ “เพื่อประชาชน” อย่างฝืนความจริงจึงทำได้เพียงในประเทศเผด็จการสังคมนิยมอย่างโซเวียตหรือจีน (ที่มีสิทธิ์ขาดในการควบคุมสื่อและทิศทางเศรษฐกิจ) เท่านั้น แต่การกระทำเช่นนั้นก็ย่อมเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งในตัวเองเชิงอุดมคติ เพราะดนตรีคลาสสิคซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากชนชั้นกลาง-ชนชั้นสูงนี้ ย่อมขัดกับระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย

ทัศนคติของคนทั่วๆ ไปในสหภาพโซเวียต (เมื่อสมัยที่ยังเป็นสังคมนิยม) ที่มีต่อนักแต่งเพลง-นักดนตรีคลาสสิค จึงเป็นทัศนคติครึ่งๆ กลางๆ ที่ทั้งนับถือยกย่องและดูถูกดูแคลนไปพร้อมๆ กัน

และเอาเข้าจริงๆ ผมว่าในกรณีของจีนหรือเกาหลีที่ถูกนำเสนอในข่าวนั้น ก็เป็นเพียงการกระทำที่หวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นสำคัญเท่านั้นเอง โดยที่คงไม่ได้มีความคิดที่จะยกย่องเชิดชูศิลปะการดนตรีอะไรมาเกี่ยวข้องด้วยสักเท่าไร


Jean-Baptiste de Lully อภิสิทธิ์ชนนักแต่งเพลงประจำราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ยามครับ วันที่ : 21/08/2011 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ขอบคุณครับสำหรับการสนทนาเช่นกัน :-)

ส่วนตัวผมเอง พบว่า เมื่อตัดขาดออกไปจากความรู้สึกอยากมีอำนาจ เราสามารถฟังเพลงที่เราอยากฟัง สนใจศิลปะที่เราสนใจได้มากขึ้น

ผมอ่านหนังสือและถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่า สิ่งที่ "ผู้ตาม" ทำ เพื่อหวังจะให้สถานะของตัวเองดีขึ้น.. เพื่อทัดเทียมอารยะประเทศและแสดงว่าตัวเองเป็นผู้ศิวิไลซ์ นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และผลักดันให้ผู้ตาม ทำตามๆๆ ไป..

จากหลักฐานที่พอจะมองเห็น ก็เชื่อได้ว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นจริง นี่คือ ลัทธิของผู้ตามกระมังครับ ที่ต้องทำตามสิ่งที่ผู้นำเขาทำกันไว้แล้ว

เป้าหมายคือ การได้รับการยอมรับ -- ยิ่งถ้าทำได้เหนือกว่า ก็ยิ่งจะมีตำแหน่งที่หยัดยืนที่ดีกว่า.. และสุดท้ายจึงเป็นที่มาของ "อำนาจ" นั่นเอง

ทั้งหลายทั้งปวง .. อาจจะเพราะลึกๆแล้ว คนเราต้องการอยู่เหนือผู้อื่น หรือ อย่างน้อยก็ทัดเทียมกันก็ยังดีกระมัง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
insanetheater วันที่ : 21/08/2011 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
  Anything too stupid to be said is sung (Voltaire)   

ความเห็นที่ 6 ของคุณยามครับก็ไม่ได้แย้งประเด็นของผมที่ตรงไหนนี่ครับ ก็คือเขาไม่ได้ทำเพื่อศิลปะหรือดนตรีจริงๆ หรอก แต่ทำเพื่อ "อำนาจ" ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
insanetheater วันที่ : 21/08/2011 เวลา : 14.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
  Anything too stupid to be said is sung (Voltaire)   

ขอบคุณสำหรับความเห็นนะครับ ผมอยากสนทนาเพิ่มเติมตรงนี้อีกนิดหน่อยว่า

1. รสนิยมที่ดีนั้นมาคู่กับอำนาจเสมอ เพราะชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะเป็นผู้นิยามว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อันนี้เป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้ว (เช่นวรรณคดีที่เรารับรู้กันว่า "ดี" ในปัจจุบันล้วนถูกกำหนดจากวรรณคดีสโมสรสมัย ร. 6 และวัฒนธรรมไทยที่ดีในปัจจุบันก็ถูกนิยามโดยวัฒนธรรมแบบราชสำนักทั้งสิ้น)

2. ที่บอกว่าดนตรีย้ายจากวังไปสู่บ้านในยุคโมซาร์ตนั้น ผมเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงบ้านของพวกชนชั้นกลางครับ ดังจะเห็นว่าชนชั้นกลางในยุคนั้นจะเลียนแบบพฤติกรรมของชนชั้นสูง ทั้งเรื่องการบริโภคและรสนิยมทางศิลปะต่างๆ เพื่อถีบตัวเองขึ้นเสมอเจ้า (หลุยส์ 14 จึงต้องถึงกับควบคุมและแสดงความเป็นเจ้าของรสนิยมชั้นสูงนี้ด้วยการออกกฏหมายว่าใครจะแต่งเพลงได้ต้องได้รับอนุญาตโดยตรงจากพระเจ้าแผ่นดินก่อนเท่านั้น)

3. จากหลักฐานต่างๆ พบว่าทั่วโลกดนตรีคลาสสิคไม่ได้เป็นดนตรีที่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก ซึ่งสาเหตุใหญ่ๆ เลยก็คือดนตรีคลาสสิคเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอนุรักษนิยม ที่ไปกันไม่ได้กับวิธีคิดแบบสมัยใหม่ ดนตรีคลาสสิคนั้นขุดเพลงสมัยบาคมาเล่น ซึ่งอยู่ห่างจากเราตั้งหลายร้อยปี ถามว่าดนตรีที่ถูกจับแยกออกมาจากบริบททางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศนั้นสามารถเป็นที่เข้าใจของผู้ฟังได้มากน้อยเท่าไร? กลุ่มผู้ฟังดนตรีคลาสสิคส่วนมากเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมที่ยึดติดกับของเก่าที่เกี่ยวพันกับการสร้างสถานภาพทางชนชั้น ดังจะเห็นว่านักฟังเพลงคลาสสิคทั้งหลาย (โดยเฉพาะในไทย) มักจะไม่รู้จักนักแต่งเพลงร่วมสมัยเช่น Rihm หรือกระทั่งอาจไม่รู้จักกระทั่ง Donatoni ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงร่วมสมัยคนสำคัญทั้งสิ้น เพราะว่านักฟังดนตรีคลาสสิคส่วนมากมักเลือกที่จะฟัง "เสียงจากอดีต" อย่างโมซาร์ตหรือเบโธเฟนมากกว่า "เสียงในปัจจุบัน"

จึงไม่แปลกที่วัยรุ่นที่อยู่กับโลกที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมากจะหันไปนิยมเพลงป๊อปหรือร็อคซึ่งอยู่กับ "ชีวิตจริงๆ" ของเขามากกว่าครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องค่าใช้จ่ายในการแสดงก็จะเห็นอยู่แล้วว่ามันไม่คุ้ม ดังนั้นวงดนตรีพวกนี้ทั่วโลกจึงล่มสลายกันไปหมด เพราะเป็นการแสดงที่ไม่คุ้มทุน ไม่สอดคล้องกับภาวะทางเศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ วงดนตรีพวกนี้ทั่วโลกจึงอยู่ได้ด้วยการอุปถัมภ์จากทางรัฐเท่านั้น (ซึ่งก็น่าคิดว่านั่นคือการดึงภาษีอากรของชาวบ้านจำนวนมากไปอุ้มชูความบันเทิงของคนกลุ่มน้อย)

อ้อ - ข้อที่ว่า คนขับแท็กซี่ที่เมืองนอกฟังเพลงคลาสสิคง่ายๆ อย่างไม่มีพิธีรีตองนี่ก็น่าคิดนะครับ ว่าเขาฟังแบบไหน เขาฟังในฐานะที่มันเป็น background music หรือฟังแบบ serious music ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้แตกต่างกันเยอะมาก เพราะ concept ที่ว่าด้วย background music นี้เป็น concept สมัยใหม่มากๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 เท่านั้นเอง

นั่นนำไปสู่คำถามว่าคนที่ฟังแบบสบายๆ หรือไม่ใส่ใจนัก ซึ่งก็เหมือนกับคนที่ฟังดนตรีคลาสสิคแบบไม่เข้าใจ form ของดนตรีคลาสสิคจริงๆ จะสามารถทำ "ความเข้าใจ" กับดนตรีคลาสสิคได้มากแค่ไหน การฟัง sonata ของคนที่ไม่เข้าใจ form นั้นจะสัมผัสได้อย่างไรกับความลุ่มลึกในชั้นเชิงการประพันธ์ รวมไปถึงสไตล์การ develop ทำนองและลูกเล่นในการ modulation ต่างๆ ของ composer แต่ละคน?

4. ข้อถกเถียงเรื่องของ "คุณค่า" และ "ความไพเราะ" ผมขอข้ามไปครับ เพราะผมไม่เชื่อในเรื่องเหล่านั้น

ขอบคุณที่ร่วมสนทนาครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ยามครับ วันที่ : 21/08/2011 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ผมยังไม่ได้ดู youtube ที่ จขบ แนะนำ แต่ขอพูดถึงจีน เพื่อแย้งประเด็นของ จขบ ที่ว่า ที่คงไม่ได้มีความคิดที่จะยกย่องเชิดชูศิลปะการดนตรีอะไรมาเกี่ยวข้องด้วยสักเท่าไร

ยุคของ เหมา เจ๋อ ตุง จีนปิดกั้นทุกอย่างที่เป็นตะวันตก เพราะเชื่อว่ามันคือ สิ่งมอมเมา ทำให้คนจีนไม่รักชาติ เคยดูหนังเรื่องหนึ่ง ยุคสมัยนั้น ใครมีไวโอลิน ทหารจะมาจับตัว และทำลายทันที

แต่ปัจจุบัน ถ้าหากเราดูใน Youtube จะเห็นว่า เด็กจีน อายุ 5 - 10 ขวบ บรรเลง บทเพลงเปียโน โซนาต้า หรือบรรเลง ไวโอลิน โซนาต้า กันได้อย่างเชี่ยวชาญ ถ้าหากรัฐบาลไม่ส่งเสริมอย่างแท้จริง คนพวกนี้คงไม่มีโอกาส

ผมมองว่า จีน ที่กำลังถูกมองว่า คือ มหาอำนาจรายใหม่ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ดนตรีคลาสสิก คือศักยภาพหนึ่งที่พวกเขาตั้งแต่แสดงให้ชาวโลกเห็น ว่า พวกเขาคือ มหาอำนาจที่คู่ควรบนบรรลังก์ และทุกๆด้าน เขาไม่แพ้ใคร

ผมเคยอ่านประวัติของ Wang Xilin ที่เป็นคนประพันธ์เพลงสำหรับพิธีเปิดโอลิมปิค 2008 น่าสนใจมากครับ ปี 1962 เรียนดนตรี แล้วก็ประพันธ์เพลงคอนแชร์โต ปี 1963 เรียนจบ แต่ดันเป็นปีปฏิวัติ จีนห้ามเล่นดนตรีตะวันตก แกถูกจับครับ เพราะไปตั้งไฮปาร์ค จับขังคุก 7 ปี ออกมาเป็นโรคประสาท พอรักษาหายแล้วก็มาประพันธ์เพลงต่อ เขียนซิมโฟนีไว้ 6 หมายเลข ปี 2004 ได้เป็นศิลปินแห่งชาติจีน ได้รางวัลสูงสุด แล้วปี 2008 ก็มาแต่งเพลงเปิดโอลิมปิค ปักกิ่ง (สมัย เหมา เจ๋อ ตุง เขาจับขังคุก)

คีตกวีจีนยังมีอีกหลายท่านที่ มีผลงานประพันธ์คอนแชร์โต้ เกินกว่า 5 หมายเลข ซิมโฟนีเกิน 5 หมายเลข ผลงานของบางคน ทางรัสเซียเอาไปแสดง

(บ้านเราแต่งกันทุกปี แต่ผลงานไม่แพร่หลาย แต่งกันเพื่อใช้สอบวัดระดับ หรือใช้แสดงเฉพาะงาน)

คนจีนที่ได้รับการยอมรับในเวทีเพลงคลาสสิกระดับโลก นั้นมีทั้ง Lang Lang, Yo Yo Ma และในอนาคตก็คงจะมีเพิ่มขึ้นอีก เพราะจีนกำลังแสดงศักยภาพให้คนทั้งโลกเห็น

เป็นมหาอำนาจรุ่นใหม่นี่ ลำบากนะครับ ต้องมีอะไรที่รุ่นเก่าเขาทำ Benchmark ไว้แล้วให้ครบ :-) เช่น อเมริกามี Howard Harold Hanson ที่เป็นคีตกวี จีนก็ต้องมี

จริงๆแล้ว จีนไม่ได้เริ่มมีหรอกครับ เขามี Shanghai Conservatory of Music มาตั้งแต่ปี 1927 ล่ะครับ แล้วก็มีชื่อเสียงระดับโลก เพียงแต่ว่า เรายังไม่ได้มอง เพราะตอนนั้นจีนยังไม่ใช่มหาอำนาจครับ แต่ตอนนี้ เขาเป็นแล้ว เราก็ต้องมองเป็นธรรมดา

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ยามครับ วันที่ : 21/08/2011 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

(ต่อ) กันด้วยเรื่องของ อำนาจ
มองกันได้หลายนัยนะ
- ตัวดนตรีคลาสสิกเอง บทประพันธ์ต้องมีฉันทลักษณ์ทางดนตรีที่แน่นอน และวาทยากรคือ ผู้กุมอำนาจในการบรรเลง ใช่.. แต่ก็ไม่ทั้งหมด ด้วยเหตุว่า มนุษย์มีเจตจำนงค์เสรีกระมังครับ เราจึงเห็นขบถทุกยุคสมัย เบโธเฟ่น เขียนซิมโฟนีแตกต่างไปจากไฮเดิน หรือโมสาร์ท เพราะเขาใส่ อารมณ์ไปในบทเพลง หรือบราห์สม์เองเขียนดนตรีตอบสนองอารมณ์ตัวเองเสียส่วนมาก ขณะที่ Anton Brucker ที่เคร่งครัดกับระเบียบมากๆ แต่บทประพันธ์กลับไม่ได้รับความนิยม ส่วนวาทยากรนั้น ตั้งแต่ยุคของ Toscanini ฟังว่าเป็นเผด็จการ ต่อมา Karajan ก็ฟังว่านี่คือ คนที่คุมอำนาจของวง แต่เราก็มีคนที่มีหัวจิตหัวใจ อย่างเซลิบิดาดเค ว่ากันวา เป็นประชาธิปไตย หรือ charles munch ก็เคยได้ยินว่า เป็นวาทกรใจดี

แต่ก็อย่างว่าครับ คนที่ประสบความสำเร็จในโลกของวาทยากร ไม่รู้เป็นไร มักจะต้องเป็นคนแบบมีอำนาจ ชี้เป็นชี้ตาย ต้องอย่างนี้เท่านั้น อย่าง CLAUDIO ABBADO

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ยามครับ วันที่ : 21/08/2011 เวลา : 13.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

(ต่อ)

ย้อนกลับมาที่เรื่องดนตรีคลาสสิกกับคนไทย จะพูดว่าเรามีการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ คงไกลเกินไป เอาเป็นว่า เรายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจในเพลงคลาสสิก ทั้งผู้ฟังและผู้บรรเลง อย่างเมื่อคืน ผมได้ดู ดนตรีกวีศิลป์ ชมการบรรเลงของ RSU Philharmonic ได้ชมในช่วงท้าย เป็นการนำเอาบทประพันธ์ของ อ วานิช มาแสดง เป็นดนตรีคลาสสิก ร่วมสมัย

เชื่อว่า สถาบันการศึกษาหลายแห่งมีการประพันธ์เพลงคลาสสิกใหม่ๆ ทั้งซิมโฟนี คอนแชร์โต หรือเพลงสมัยใหม่ แต่ว่าไม่ได้นำออกแสดงในวงกว้างเพราะการแสดงจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับ

การไปสอบเพื่อรับรองระดับขั้นในสถาบันดนตรีต่างประเทศนั้น ต้องมีผลงานการบรรเลงต่อหน้าสาธารณะเช่นกัน

สังเกตว่า บ้านเรายังไม่มี คอนเซอร์วาทอรี่ ที่เป็นวิทยาลัยการดนตรีเฉพาะและเป็นที่ยอมรับ เหมือนต่างประเทศ แต่เราก็เริ่มมีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ หรือของมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยรังสิต ก็มีวิทยาลัยการดนตรี เป็น คอนเซอร์วาทอรี่ นับเป็นความก้าวหน้า แต่ถ้าหากขาดการผลักดันจากรัฐ และคนทั่วไปก็ยังไม่รู้จัก หรือไม่นิยมก็คงยังไปไหนไม่ได้ไกล

มิใช่คนไทยไม่มีความสามารถทางดนตรีนะครับ แต่เพราะบ้านนี้เมืองนี้ไม่รู้จักคุณค่าของดนตรี ยังไม่นิยมฟังกันนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ยามครับ วันที่ : 21/08/2011 เวลา : 12.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ขึ้นหัวข้อว่า ดนตรีคลาสสิกรสนิยมกับอำนาจ ผมจึงขอร่วมคิดสัก 2 ประเด็น

ประเด็นของรสนิยม
ผมเองฟังเพลงคลาสสิกมากกว่าเพลงประเภทอื่น มิใช่รสนิยมสูง แต่เพราะผมผ่านการฝึกฝนให้รู้จักฟังดนตรีชนิดนี้ จึงค่อนข้างจะชอบฟังมากอยู่ คือ ฟังจนติดว่างั้นก็ได้ครับ เพลงที่ผมฟังเป็นของ Mozart, Beethoven , Brahms, มากว่าคนอื่นๆ

ตามประวัติดนตรีคลาสสิก บอกว่าตั้งแต่ยุค mozart เพลงคลาสสิก เริ่มออกจากวัง มาสู้บ้าน โดยเฉพาะมาถึงบราห์มส์นั้น ว่ากันว่าเล่นกันในร้านเหล้าท่าเรือ (ผมนึกภาพไม่ออกเหมือนกัน แต่ตำราว่างั้น) ก็อย่าง Hangarian Dance นั่นงัย

แต่เมื่อ จขบ บอกว่า .. จะไปฟังคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกจริงๆ ต้องมีค่าตั๋วอย่างต่ำประมาณ 500 บาท ไม่ปฏิเสธครับ แถมยังต้องรู้จักขนบธรรมเนียมพอสมควร ก็จริงอีกนั่นแหละ การแต่งกาย

สรุปก็คือ สำหรับคนชั้นกลาง - สูง ที่รู้จักของชนิดนี้เท่านั้น (นี่คือ สายตาคนไทย)

แต่คนไทยที่เคยไปอยู่ออสเตรีย เยอรมัน กลับบอกอีกอย่างว่า ที่โน่น คนขับแท๊กซี่ ถ้าหากอยากฟังเพลงคลาสสิก ก็เปิดฟังได้ตามสบาย ไม่ต้องพิธีรีตองมาก

ส่วนตัวผมเอง ปีนี้ยังไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตเลย เพราะค่าบัตรแพงประการหนึ่ง อีกประการก็เพราะตัวเองมีความสุขดีกับการฟังจากแผ่นซีดีทีมีอยู่

ปัจจุบันเพลงคลาสสิกหาฟังไม่ยาก ทั้งดูใน youtube หรือจะดาวน์โหลดมาฟัง

แต่ในเมืองไทย กระแสความนิยมเพลงคลาสสิกของคนรุ่นใหม่ น้อยลงจริงๆ ดนตรีเป็นอุตสาหกรรมและพาณิชย์ที่ผลิตออกมาจากโรงงานครับ แล้วก็ผ่านการโปรโมต การขาย ให้ฮือฮา

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
hayyana วันที่ : 20/08/2011 เวลา : 16.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ผมเห็นด้วยครับ
ที่มามันออกไปแนวนั้นจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
supersup วันที่ : 20/08/2011 เวลา : 16.34 น.

จริงๆแล้วดนตรีคลาสสิค ไม่ได้เป็นของที่จับต้องได้ยากขนาดนั้น เราคิดกันไปเอง ดนตรีคลาสสิคไม่ใช่ซิมโฟนี่ที่ซับซ้อนทุกเพลง เพลงง่ายๆอย่าง fur elise ของบีโทเวน หรือแม้กระทั่งเพลง abc ของ mozart ถ้ายากขึ้นมาหน่อยก็ของ บัค หรือ วิวัลดี่ เผลอๆอาจจะนั่งเคาะเท้าไปตามเพลง สำหรับเมืองจีนไม่มีความเห็นว่าผิดหรือถูก แต่ถ้าได้ดูหนังสารคดีเรื่อง mozart to mao ที่ issac stern ไปสอนคนจีนให้เล่นเพลง mozart ด้วยความรู้สึกมากกว่ากฏเกณฑ์ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]