• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 617284
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน 2554
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 6085 , 11:48:16 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

นิทานเรื่องพระรถ เมรี แพร่หลายในหมู่ลาวสองฝั่งโขง แม้ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปอยู่ อ. พนัสนิคม (จ. ชลบุรี) กับ อ. พนมสารคาม, และ อ. ราชสาส์น (จ. ฉะเชิงเทรา) ยังบอกเล่าเรื่องพระรถ เมรี ผูกกับสถานที่ต่างๆที่นั่นด้วยจนทุกวันนี้ (สุจิตต์ วงษ์เทศ มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 23 กันยายน 2552)

เรื่องพระรถ-เมรีนี้จัดเป็นชาดกนอกนิบาต ซึ่งหมายถึงชาดกที่แต่งขึ้นโดยอาศัยเค้าโครงจากนิทานพื้นบ้าน และไม่พบต้นฉบับในพระไตรปิฎก นิทานเรื่องพระรถกับนางเมรีนี้คงเป็นของผู้คนแถบสองฝั่งโขงมาแต่ดึกดำบรรพ์ จึงได้ถูกบันทึกไว้ในรูปของชาดกเรื่องหนึ่งโดยพระสงฆ์ชาวเชียงใหม่ ราว พ.ศ. 2000 ถึง 2200 และจดไว้ในใบลานจำนวน 50 ผูก รู้จักกันในชื่อว่า “ปัญญาสชาดก”

ในคำอธิบายต้นเล่ม สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงบันทึกไว้ว่าคัมภีร์ปัญญาสชาดก “เดี๋ยวนี้เห็นจะมีอยู่แต่ในประเทศสยาม กับที่เมืองหลวงพระบางแลที่กรุงกัมพูชา” ซึ่งก็หมายความว่านิทานเหล่านี้น่าจะจัดเป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ของสุวรรณภูมินั่นเอง

ในปัญญาสชาดก เรียกนางเมรีว่านางกังรี แล้วยังมีฉบับอื่นๆ อีกมากมายที่เรียกชื่อตัวละครเพี้ยนกันไปต่างๆ เช่นในพงศาวดารล้านช้าง เรียกนางเมรีว่านางกางรี เรียกพระรถหรือพระรถเสนว่าเจ้าพุทธเสน และในฉบับอื่นๆ ยังมีการแทรกเรื่องแต่งเพิ่มเติมอีก แต่โดยหลักๆ แล้วโครงเรื่องดั้งเดิมจะเหมือนๆ กัน

เรื่องย่อๆ ของพระรถ-เมรีคือนางสิบสองถูกพ่อแม่ทิ้ง นางยักษ์สันธมารเลยเก็บไปเลี้ยง ต่อมานางทั้งสิบสองคนเห็นนางยักษ์กินเนื้อมนุษย์ จึงพากันหลบหนี และถูกพระเจ้ารถสิทธนำไปเป็นภรรยา

ต่อมานางยักษ์ตามไปเป็นภรรยาพระรถสิทธ (ในปัญญาสชาดกกล่าวว่านางยักษ์สันธมารมีรูปร่างงดงามกว่านางทั้งสิบสองมาก) และทำอุบายควักดวงตาของนางสิบสองและจับไปขังในอุโมงค์

นางสิบสองมีลูกและจับลูกตัวเองกินทีละคน (เพราะไม่มีอะไรจะกิน) ยกเว้นน้องสุดท้องที่ตาบอดข้างเดียว เลี้ยงดูลูกชายจนเติบใหญ่และให้นามว่าพระรถเสน พระรถเสนถูกนางยักษ์ออกอุบายให้ถือหนังสือไปเมืองของลูกสาว (คือนางกังรีหรือเมรี) โดยในหนังสือนั้นเขียนบอกให้นางกังรีฆ่าพระรถเสนทันทีที่ไปถึง แต่ระหว่างทาง พระรถเสนแวะนอนหลับพักผ่อนที่อาศรมพระฤาษี พระฤาษีแก้หนังสือออกและเห็นข้อความนั้น จึงแก้ให้กลายเป็นว่านางยักษ์สั่งให้นางกังรีแต่งงานกับพระรถเสนทันทีที่ไปถึง

พระรถเสนแต่งงานกับนางกังรีและขโมยดวงตาของแม่และป้าๆ หนีกลับมา นางกังรีตามพระรถแต่ถูกพระรถขว้างยาวิเศษเป็นทะเลกั้น จนในที่สุดอกแตกตาย ก่อนตายได้ตั้งสัตย์อธิษฐานขอให้ได้เกิดมาพบกันอีกในชาติหน้า (ซึ่งจะเป็นเรื่องราวของพระสุธนกับนางมโนห์รา)

อย่างที่ทราบๆ กันว่า สุวรรณภูมิในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นเพศหญิงเป็นใหญ่กว่าเพศชาย ในหลายๆ ตอนของนิทานเรื่องนี้มีร่องรอยประวัติศาสตร์สังคมในสมัยก่อนปะปนอยู่ค่อนข้างชัดเจน เริ่มจากการที่นางยักษ์สันธมารนั้นเป็นคนเถื่อนที่กินเนื้อมนุษย์ ซึ่ง “ความป่าเถื่อน” นี้ ในความเห็นของผมน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของชาวพื้นเมืองดั้งเดิมที่ยังนับถือ “ศาสนาผี” อยู่

และการที่นางยักษ์ย้ายเข้าไปอยู่ในวังกับพระเจ้ารถสิทธ ก็น่าจะหมายถึงการยอมรับในอำนาจของเพศชายซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักของ “ศาสนาพราหมณ์-พุทธ” จากอินเดียที่เริ่มเผยแผ่เข้ามาในสุวรรณภูมิทีละน้อยแล้ว และแสดงให้เห็นการปรับตัวของคนพื้นเมืองเดิมในการรับศาสนาใหม่

ส่วนนางสิบสองที่ถูกกลั่นแกล้งให้ร้ายนั้น จะว่าไปก็เป็นคนเถื่อนเช่นเดียวกับนางยักษ์น่ะแหละ (เพราะพอลำบากเข้าก็กินลูกตัวเอง ไม่ต่างจากที่นางยักษ์กินเนื้อมนุษย์) เพียงแต่ว่าเป็นกลุ่มคนเถื่อนพื้นเมืองอีกกลุ่มหนึ่งที่สูญเสียอำนาจให้แก่นางยักษ์เท่านั้น

แต่จุดที่สำคัญที่สุดของชาดกเรื่องนี้ในความเห็นของผมก็คือประเด็นที่ว่า เหตุใดนางยักษ์สันธมารจึงเขียนหนังสือที่มีเนื้อความให้ร้ายแล้วฝากไปกับตัวพระรถเสนเอง โดยไม่กลัวว่าพระรถเสนจะแอบเปิดอ่านในระหว่างทาง และเหตุใดพระรถเสนจึงไม่ระแวง และไม่คิดจะเปิดจดหมายนั้นออกอ่านเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าจะออกเดินทางก็น่าจะได้พูดคุยกับแม่และป้าแล้ว ว่าสาเหตุที่ทั้งหมดต้องตกยากนั้นเป็นเพราะถูกนางยักษ์สันธมารนี้กลั่นแกล้ง

ผมคิดว่าคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือ พระรถเสนนั้นเป็นคนไม่รู้หนังสือ ดังนั้นต่อให้พระรถเสนแอบเปิดจดหมายดูในระหว่างทางก็คงจะอ่านไม่ออกอยู่ดี ซึ่งน่าจะเป็นด้วยเหตุนี้ นางยักษ์จึงไว้ใจให้พระรถถือหนังสือฉบับนั้นมาเองอย่างไม่กลัวว่าพระรถจะระแคะระคายเรื่องอะไรเลย ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปได้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเราพิจารณาสภาพแวดล้อมต่างๆ ของพระรถ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นถึงลูกครึ่งศาสนาพราหมณ์กับผี แต่กลับถูกทิ้งขว้างให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในอุโมงค์อย่างคนรู

อีกทั้งเมื่อนิทานเล่าถึงพระรถในช่วงเติบใหญ่ ก็บรรยายว่าท้าวสักกเทวราชได้ลงมาสอนพระรถเสน “ให้รู้อุบายเล่นการพนันต่างๆ” ดังนั้น ความเก่งกาจของพระรถตั้งแต่เริ่มจะโตจึงเป็นไปในลักษณะของพวกนักเลงหัวไม้ และรายได้หลักที่พระรถนำมาใช้เลี้ยงดูแม่และป้าทั้งสิบสองคนก็ได้มาจากการตีไก่กับพวกคนเลี้ยงควายนั่นเอง โดยไม่มีตรงไหนระบุเลยว่าพระรถเสนเรียนหนังสือหรือเป็นคนมีความรู้

ส่วนที่ว่าทำไมนางยักษ์กับนางกังรีจึงรู้หนังสือนั้น สามารถอธิบายได้ว่าเพราะนางยักษ์กับลูกสาวได้เข้าสมาทานศาสนาใหม่ (ที่ยอมรับอุดมการณ์เพศชายเป็นใหญ่) แล้วนั่นเอง และยังเล่นการเมืองเก่งกว่าจนสามารถขับนางสิบสอง (ที่ก็ยอมรับอุดมการณ์เพศชายเป็นใหญ่แล้วเหมือนกัน แต่ยังไม่ทันได้ปรับตัวเป็นหนึ่งเดียวกับระบบก็ถูกโค่นอำนาจเสียก่อน) กับพระรถเสนให้ลงไปอยู่ในอุโมงค์ของชนชั้นล่าง 

นางยักษ์และนางกังรีจึงเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่ปรับตัวรับศาสนาใหม่และเล่นการเมืองเก่งกว่ากลุ่มอื่น จนตั้งตัวเป็นใหญ่และยังสามารถเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ รวมถึงตัวหนังสืออีกด้วย

กุญแจที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “ตัวหนังสือ” เพราะตัวหนังสือในนิทานเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เป็นความรู้ที่สงวนไว้เฉพาะชนชั้นนำเท่านั้น ดังนั้นเราจึงเห็นว่า แม้นางยักษ์พื้นเมืองจะรู้หนังสือ แต่ก็ไม่มีทางจะเก่งเท่าฤาษี ที่อาศัยทักษะทางภาษาที่เหนือกว่าปลอมแปลงหนังสือนั้นอย่างกับว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งฤาษีในที่นี้จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากนักบวชพราหมณ์-พุทธที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงในสังคมสุวรรณภูมินั่นเอง

ความสามารถในการควบคุมภาษาและข้อมูลข่าวสาร ก็คือความสามารถในการควบคุม “ความจริง” ซึ่งเมื่อมองในแง่นี้แล้ว ตัวละครอย่างพระรถเสนและนางกังรีนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลกระจอกๆ ที่ถูกจับปั่นหัวเล่นไปๆ มาๆ โดยไม่มีอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตตนเองเลยสักนิดเดียว 

และสิ่งที่ชาดกเรื่องนี้เล่าให้เราฟัง จริงๆ แล้วก็คือการขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบกันในเกมของชนชั้นสูงผู้ควบคุม “ภาษา” และ “ความจริง” สองฝ่าย คือนางยักษ์กับพระฤาษีต่างหาก



ภาพนางกังรีตามพระรถแต่ถูกกั้นด้วยมหาสมุทร นั่งร้องไห้อยู่ริมฝั่ง (ภาพจากสมุดภาพของวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี http://www.oknation.net/blog/phaen/2007/09/03/entry-1)


 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< กันยายน 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]