• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 617282
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน 2554
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 2737 , 17:05:05 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 16 กันยายน 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ในช่วงปลายเดือนที่แล้ว ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ไปจนถึงสื่อต่างๆ มีการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาของบทความหนึ่งในเว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นและขบขัน

โดยบทความดังกล่าวใช้ชื่อว่า “เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีวัฒนธรรม” ซึ่งมีเนื้อความส่งเสริมความเป็นไทยชนิดอนุรักษนิยม เช่นระบุว่าเมื่อลูกอายุสามสี่ขวบควรให้หัดร้องรำทำเพลงแบบไทยๆ เช่นรำวง พออายุหกเจ็ดขวบ ให้หัดเล่นดนตรีไทย เป่าขลุ่ย ตีระนาด โตกว่านั้นหน่อยก็ให้พาเข้าวัดเข้าวา เป็นต้น (ดู http://www.m-culture.go.th/detail_page.php?sub_id=3030)

จึงแปลความได้ว่า คำว่า “วัฒนธรรม” ของกระทรวงฯ นั้นหมายถึง “ความเป็นไทย” เท่านั้น หาได้หมายรวมถึงวัฒนธรรมจริงๆ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายไม่

และ “ความเป็นไทย” นี้เอง ที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งสร้างปัญหามายาวนานให้กับสังคมไทย อย่างฝังลึกและซ่อนเงื่อน จนในหลายๆ ครั้งยากที่จะรับรู้ถึงต้นตอความเป็นมาที่แท้จริง

เมื่อมี “ความเป็นไทย” ก็ต้องมี “ความเป็นอื่น” และ “ความเป็นอื่น” ที่ว่านี้จะต้องเป็นศัตรูกับความเป็นไทย (เพราะอะไรไม่มีใครรู้) ดังนั้น อะไรก็ตามที่ “ไม่ใช่ไทย” จะต้องถูกประณามและรังเกียจเดียดฉันท์ 

ความเกลียดชังและดูถูกดูหมิ่นเพื่อนบ้าน จึงแฝงฝังอยู่ในคำพูดดูถูกดูแคลนในชีวิตประจำวันอย่าง “ลาว” หรือว่า “เสี่ยว” จนเป็นเรื่องปกติ

การแบ่งเขาแบ่งเรานี้สะท้อนออกมาในกรณีนักเรียนยกพวกตีกัน อาการคลั่งสถาบัน รักพวกพ้องนี้เป็นอาการที่ล้วนแต่ตกทอดมาจาก “ความเป็นไทย” ที่ยิ่งใหญ่และเหนือกว่าชาติอื่น ความเจ็บป่วยทางจิตแบบ “ชาตินิยม” เป็นความเจ็บป่วยที่ทำให้สติปัญญาในการคิดวิเคราะห์หดหาย

ดังนั้นเมื่อเราพิจารณาเรื่องราวการทะเลาะเบาะแว้งส่วนใหญ่ในสังคมไทย จะพบว่าเป็นการทะเลาะเบาะแว้งที่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการหรือเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ยึดมั่นอยู่กับเพียงสิ่งเดียว คือ “อารมณ์ความรู้สึก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไปกันไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับเหตุผล

ส่วนอาการรักชาติรักสถาบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างดีที่สุดนี้ ก็ไม่เคยได้รับการคิดแยกแยะอย่างเป็นระบบโดยใช้ “เหตุผล” ว่าทำไมต้องรัก และจะรักไปทำไม เพราะความกระหายใคร่รู้ในสิ่งเหล่านั้นอยู่นอกเหนือพรมแดนของ “ความเป็นไทย” ซึ่งเป็นอันตราย และเป็นคอมมิวนิสต์

เหมือนขบวนการในปี 49 นั่นแหละ ที่เราเห็นนักวิชาการจำนวนมากร่วมมือกับฝ่ายพันธมิตรในการขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ ทั้งๆ ที่หลายๆ คนก็รู้ว่าข้อกล่าวหาในหลายๆ ข้อนั้นเป็นเรื่องไม่จริง แต่ก็ปิดหูปิดตาตัวเอง จงใจลืมเรื่องการคิดวิเคราะห์โดยใช้ “เหตุผล” ไปจนหมดสิ้น เพราะหน้ามืดตามัวด้วยความต้องการเพียงประการเดียวคือ “ไล่ทักษิณ”

บางคนถึงกับยกคติพจน์ยอดนิยมของประธานเติ้งเสี่ยวผิง ว่า “แมวสีดำหรือสีขาวก็ไม่เป็นไร ถ้าใช้จับหนูได้เหมือนกัน” (ซึ่งกล่าวในคนละบริบทกันโดยสิ้นเชิง) หลับหูหลับตาร่วมมือไปกับสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักวิชาการของตน ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ “ไล่ทักษิณ” ออกไปก่อน อย่างอื่นค่อยมาว่ากัน

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเราควรจะนิยามนักวิชาการประเภทนี้ว่าอะไร

“ความเป็นไทย” ถ้าจะพูดแบบย่อๆ ก็คงจะพูดได้ว่าหมายถึงความรัก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นั่นเอง ทั้งสามสิ่งนี้เป็นอุดมการณ์กระแสหลักของความเป็นไทยที่ “ห้าม” ตั้งคำถามโดยสิ้นเชิง แม้ว่าการตั้งคำถามนั้นจะยืนอยู่บน “หลักการ” หรือ “เหตุผล” อันใดก็ไม่สามารถรับฟังได้ เพราะ “ความเป็นไทย” นี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมบูรณ์ บริสุทธิ์ และ “ห้ามตรวจสอบ” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ที่จริง “ความรัก” ก็เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับ “เหตุผล” อยู่แล้ว)

คนส่วนมากจึงไม่เคยแม้แต่จะตั้งคำถามว่า “ความเป็นไทย” นี้คืออะไร มีรูปลักษณ์อย่างไร ความเป็นไทยแบบรัชกาลที่ 6 นั้นเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับกับความเป็นไทยของคณะราษฎร และมีการคลี่คลายมาเป็นแบบที่เรารับรู้กันในปัจจุบันได้อย่างไร

สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่หลับตามองความจริง เราสอนเด็กๆ ให้โกหกตัวเองตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างเช่นศีลห้า ที่บอกว่าห้ามฆ่าสัตว์ แต่เราก็ยังกินเนื้อกินหมูกันเป็นเรื่องปกติ พอเด็กถามเราก็อธิบายว่าไม่เป็นไร สัตว์นี่เราไม่ได้ฆ่าเอง พอเด็กถามต่อว่าแล้วมันไม่เหมือนกันหรือ ฆ่าเองหรือให้คนอื่นฆ่าแล้วเอามากิน มันก็คือการฆ่าเหมือนกันไม่ใช่หรือ? เราก็จะอ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามกินหมู แสดงว่าเราไม่ผิด แล้วคำโต้แย้งทั้งหลายก็จะจบลงแค่นั้นแหละ จบลงตรงความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันที่ “ห้ามตั้งคำถาม”

เรามักไม่มองกันว่า “ความเป็นไทย” จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย ถ้าเราไม่สร้าง “ความเป็นอื่น” ขึ้นมาเป็นศัตรูเสียก่อน ซึ่ง “ความเป็นอื่น” นี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา เราจึงมีความเป็นอื่นที่บางครั้งเรียกว่า “จีน” บางครั้งเรียกว่า “ฝรั่ง” บางครั้งเรียกว่า “คอมมิวนิสต์” บางครั้งเรียกว่า “ระบอบทุนนิยม” หรือบางครั้งก็เรียกว่า “ผู้มีทัศนคติอันตราย”

การมองผู้อื่นด้วยสายตาที่พร่ามัวไปด้วย “ความเป็นไทย” นี้จึงเป็นการมองที่ขาดการคิดวิเคราะห์โดยใช้เหตุผล และตัดช่องทางการโต้แย้งโดยใช้หลักการไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเป็นการมองที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและอารมณ์ความรู้สึกที่ร้อนแรง ปรารถนาเพียงเข่นฆ่ากำจัดศัตรูร้ายให้หมดสิ้นเท่านั้น

เราจึงมีชีวิตอยู่กับการฆาตกรรมพี่น้องกันเองที่ไม่มีวันสิ้นสุด และยังคงยิ้มได้อยู่ตลอดเวลา ในท่ามกลางเปลวเพลิงและเสียงกระสุน (เพราะเราเป็นคนสยามเมืองยิ้ม)

และขณะที่โยนเหรียญบาทลงในกระป๋องขอทาน เราก็คิด (อย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง - แต่ก็ยังหวัง) ว่าด้วยผลบุญจากการกระทำนั้นแหละที่จะทำให้เราถูกหวยงวดหน้า



ตำนานสมเด็จพระนเรศวร - ความเป็นไทยที่มาพร้อมกับความเกลียดชังพม่า




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
peony วันที่ : 17/09/2011 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peony

อ่านจบแล้ว แต่ว่าไม่เห็นด้วยเลย.. ที่บอกว่าคนไทยเป็นยังงั้นอย่างงี้ เพราะอะไร เหตุผลที่ให้มันไม่เด่นชัด ยกตัวอย่างศีล 5 ข้อ 1 ที่ว่าห้าม ฆ่าสัตว์ แต่ทำไมกินเนื้อสัตว์ เขาฆ่าสัตว์เพราะเป็นอาชีพ ไม่ได้ฆ่าเพราะความสนุกสนาน ต่างกรรมต่างวาระกันเลย ..แล้วไม่ใช่แต่คนไทยที่เป็นหรอกเรื่องการดูถูก ถ้าคุณรู้จัก คนเกาหลี คนเกาหลีไม่ชอบญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นไม่ชอบเกาหลี รึแม้แต่ถ้าไปถามคนเขมรที่เกิดที่อเมริกา ยังดูถูกว่า ปท.ไทยเป็นปท.ขอทานเลย อเมรกาที่ใครๆ บอกว่ามี เสรีภาพ มีความเท่าเทียม แต่คนอเมริกันยังคงเหยียดสีผิว จริงแล้วการปลูกฝังในสิ่งที่ถูกที่ต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่มันอยู่ที่คนอบรมสั่งสอนด้วย ..ส่วนเรื่องการเมือง เห็นนักวิชาเกินออกมาเรียกร้องไม่ใช่แค่ปี 49 ปีที่แล้วก็มีบางส่วนออกมาเรียกร้องให้ผู้ชุมนุม แต่ไม่เห็นมีใครเรียกร้องให้คนที่อยู่ตรงนั้นเลยว่าเขาได้รับความเดือดร้อนอย่างไรบ้าง ..อยู่ที่จะมองจากมุมไหน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
lima_j วันที่ : 17/09/2011 เวลา : 17.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/KPCO


.. เห็นด้วยอย่างยิ่ง
.. เป็นบทความที่ดีมีความถูกต้องและครอบคลุมได้อย่างมากมายหลายหลากแท้จริง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< กันยายน 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]