• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 625347
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม 2554
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 9935 , 00:03:07 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ข้อความที่เป็นหัวเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่ง และสร้างความประหลาดใจให้กับผมเป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนข้อความนี้จะเป็นการผสานรวมเอาวาทกรรมความเชื่อในสังคมไทยสองชนิดที่ขัดแย้งกันราวฟ้ากับดินให้มารวมอยู่ด้วยกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เพราะถ้าความมีน้ำใจนั้นเป็นคุณสมบัติที่งดงามของคนไทย - ความมีน้ำใจที่แท้จริงย่อมไม่ต้องการผลตอบแทนหรือชื่อเสียงอะไร ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วคนไทยจะไปแข่งขันกับใครๆ ทำไมว่าฉันมีน้ำใจไม่แพ้ใครๆ ในโลก ราวกับว่าเรากำลังพูดถึงกำลังรบทางด้านการทหารฉะนั้น

วาทกรรมสองชนิดซึ่งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมๆ กันได้นี้ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องน่าตกใจว่าสังคมไทยกำลังกลายเป็นสังคมที่ยกเลิกการคิดด้วยเหตุผลไปแล้ว และคนส่วนมากล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตอยู่ในความเชื่อที่ถูกครอบงำโดยวาทกรรมต่างๆ อย่างหมอบราบคาบแก้ว

และถ้าจะว่าไป ก็น่าคิดว่าคำว่า “น้ำใจ” นั้นมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่ในสังคมไทย เพราะถ้าเราจะพิจารณาจากตามความเป็นจริงอย่างที่สุดแล้ว จะพบว่าการที่คนๆ หนึ่งจะอยู่ในสถานะที่สามารถแสดง “น้ำใจ” ให้แก่อีกคนๆ หนึ่งได้ บุคคลแรกนั้นจะต้องอยู่ในสถานะที่เหนือกว่า (หรือได้เปรียบกว่า) บุคคลที่สองอย่างแน่นอน ดังนั้นการจะมอบ “น้ำใจ” ให้แก่ใครสักคน จึงเป็นเรื่องของลำดับชั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะชาวนาจนๆ ย่อมไม่สามารถแสดงน้ำใจกับเศรษฐีหมื่นล้านได้แน่ๆ

คำว่าลำดับชั้นในที่นี้ไม่เพียงหมายถึงลำดับชั้นทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงกับเรื่องของลำดับชั้นทางสังคม เช่นการที่ชาวบ้านธรรมดาๆ หรือเศรษฐีหรือขุนนางอำมาตย์ทำบุญทำทานใส่บาตรให้พระภิกษุสงฆ์หรือกระทั่งบริจาคที่ให้วัด ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดง “น้ำใจ”

คำว่าน้ำใจในสังคมไทย จึงบ่งถึงระยะห่างในเรื่องสถานะและลำดับชั้นไปในตัว

เรื่องสั้น ขอแรงหน่อยเถอะ ของศรีบูรพา (พ.ศ. 2496) กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เศรษฐีไม่ยอมให้กรรมกรคนหนึ่งยืมเงินไปซื้อยารักษาอาการเจ็บไข้ ครั้นเมื่อถึงเวลาที่ภรรยาของเศรษฐีผู้นี้ป่วยหนัก และรถติดหล่มไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ก็ต้องบากหน้ามาขอแรงจากกรรมกรผู้นี้มาช่วยเข็นรถออกจากหล่ม

กรรมกรที่ชื่อนายแม่นผู้นี้ยังคงเคียดแค้นกับเหตุการณ์ที่เศรษฐีเคยไม่ให้เขายืมเงิน และปฏิเสธที่จะช่วยเหลือแม้ว่าเศรษฐีจะเสนอค่าจ้างให้มากเท่าไรก็ตาม แต่สุดท้ายนายแม่นก็ตกลงใจจะช่วยเข็นรถออกจากหล่มให้ โดยที่สำหรับนายแม่นแล้ว นี่ย่อมไม่ใช่เป็นการแสดง “น้ำใจ” ที่เขามีต่อเศรษฐี (เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) นายแม่นอธิบายการกระทำของเขาต่อเศรษฐีว่าเป็นไปเพราะ “หัวใจผมยังไม่แข็งเป็นหินเหมือนอย่างหัวใจของคุณ”

การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำใจ และไม่ได้เกิดขึ้นจากความเต็มใจ แต่ถูกบีบบังคับให้จำเป็นต้องทำด้วยความรู้สึกที่เราเรียกว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” ต่างหาก

ผมคิดว่าความเห็นอกเห็นใจที่แท้จริงจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเราจะต้องเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นเดียวกันนั้นมาก่อน (เช่นกรณีที่นายแม่นเคยป่วยหนักมาก่อนเช่นเดียวกับภรรยาของเศรษฐี) ตัวอย่างที่ดีที่สุดของความเห็นอกเห็นใจมีเช่นเรื่องของความหิว (เพราะคนทุกคนย่อมเคยหิวมาเหมือนกันทั้งสิ้น - จะมากจะน้อย) ดังนั้นการแบ่งปันอาหารให้กันจึงเป็นเรื่องธรรมชาติของความเห็นอกเห็นใจของมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

(ผมเคยอ่านพบว่ามีหลักฐานทางโบราณคดีบางแห่งที่บ่งบอกว่ามีมนุษย์ถ้ำบางคนที่พิการและเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เป็นเวลาหลายสิบปีทีเดียวก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ซึ่งก็แปลว่านั่นต้องมีคนหาเลี้ยงเขา - ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกันนั่นเอง)

คำๆ นี้ในภาษาอังกฤษคือคำว่า compassion ซึ่งแปลว่า ความรู้สึกเป็นทุกข์ร่วมในความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกร่วมท่ีว่านั้นจะเป็นไปได้ “อย่างสมบูรณ์” ก็ต่อเมื่อเราเคยประสบกับความทุกข์เช่นเดียวกันมาแล้วเท่านั้น

ประสบการณ์เลวร้ายอย่างที่สุดที่จะนำไปสู่การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ จึงปรากฏอยู่ในชีวประวัติของศาสดาทั้งหลายในศาสนาสำคัญๆ ของโลกทุกศาสนา เช่นกรณีการบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระพุทธเจ้า ไปจนถึงการที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน

ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจจึงต่างจากการแสดงน้ำใจตรงที่มันไม่แบ่งแยกลำดับชนชั้น จริงอยู่ที่ว่าความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอาจไม่นำไปสู่ความสามารถที่จะช่วยเหลืออะไรเลยก็ได้ แต่ก็เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่มนุษย์พึงมี ดังนั้นความรู้สึกแบบนี้จึงเป็นประเด็นหลักในคำสอนของทุกๆ ศาสนาในโลก

ผมสงสัยว่าด้วยโครงสร้างทางรายได้และสังคมที่เหลื่อมล้ำ รวมถึงการถูกปลูกฝังให้ยอมรับในเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนี่เอง ที่ทำให้เราทำได้เพียงการแสดง “น้ำใจ” ต่อผู้ประสบภัย (ซึ่งอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า) เท่านั้น โดยปราศจาก “ความเห็นอกเห็นใจ” ที่แท้จริง

(แน่นอนว่าการแสดงน้ำใจย่อมมีความเหล่ือมซ้อนกับเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ และการแสดงน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยส่วนหนึ่งย่อมเจือไปด้วยความเห็นอกเห็นใจในระดับหนึ่ง - แต่นั่นก็เป็นไปใน “ระดับหนึ่ง” เท่านั้น - นี่ยังไม่ต้องพูดถึงถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ขององค์กรต่างๆ ซึ่งหวังผลในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของบริษัทตนเองอย่างโจ่งแจ้งด้วยซ้ำ)

เพราะขณะที่เราแสดง “น้ำใจ” กันอย่างล้นเหลือต่อผู้ประสบภัย เรากลับไม่เคยให้ความสนใจใดๆ อย่างจริงจังเลยต่อกรณีการต่อสู้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของชาวบ้านในชนบทผู้ปกป้องผืนป่าและเส้นทางระบายน้ำ เรายกย่องนักธุรกิจผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยใหญ่โต เห็นอกเห็นใจที่เขาต้องสูญเสียเงินนับร้อยล้านพันล้าน แต่เรา - ซึ่งรวมถึงสื่อกระแสหลักจำนวนมาก กลับไม่เห็นอกเห็นใจและไม่เคยให้ความสนใจกับข่าวคราวการต่อสู้ปกป้องผืนดินผืนป่าของชาวบ้านอย่างจริงๆ จังๆ เราปล่อยให้เจริญ วัดอักษรถูกยิงตาย ปล่อยให้คนจำนวนมากต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ปล่อยให้อำนาจทุนเข้าครอบงำสังคมไทยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างไม่คิดจะคะคานหรือแม้แต่เพียงจะตั้งข้อสงสัย

โดยล่าสุด ในขณะที่นายทุนขุนนางจำนวนมากบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่าและภูเขาจำนวนมากและยังคงลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย แต่เรื่องของจินตนา แก้วขาว ผู้ต่อสู้กับทุนใหญ่ในกรณีโรงไฟฟ้าบ้านกรูด ต้องถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลาถึง 4 เดือน ด้วยข้อหาเพียงบุกรุกเข้าไปในสถานที่จัดงานเลี้ยงของโครงการโรงไฟฟ้าบ้านกรูด ก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความใส่ใจจากคนส่วนมากในสังคมไทยอยู่นั่นเอง




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
lima_j วันที่ : 23/10/2011 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/KPCO

.. นึกถึงพระราชดำรัสฯ ที่ว่า ..อย่าให้คนไม่ดีมามีอำนาจ
.. แล้วผู้มีอำนาจระดับต่างๆ ในบ้านเรา มักไม่ทำหน้าที่
.. กรณีการละเว้น การเลือกปฏิบัติ จึงมีมากมาย
.. ขอขอบคุณมากๆ ครับ
..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]