• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 618075
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม 2554
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 1197 , 20:36:23 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน hayyana , มะอึก โหวตเรื่องนี้

คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

อุตสาหกรรมหนังนั้นมีสถานะเป็นสินค้าชนิดหนึ่งในโลกทุนนิยม และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อป

อุตสาหกรรมหนังตั้งแต่แรกไม่เคยอวดอ้างตัวเองว่าเป็น “ศิลปะ” เพราะในความเป็นจริงการทำหนังก็ไม่ใช่ศิลปะอยู่แล้ว ถ้าวัดด้วยกระบวนคิดแบบของศิลปินส่วนมากในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

(ดังนั้นคำว่า “art” film จึงเกิดขึ้นทีหลัง ตอนที่ผู้สร้างหนังเริ่มอยากยกระดับงานของตัวเองให้เป็นศิลปะบ้างแล้วเท่านั้น)

นอกจากนั้นเพลงประกอบหนังยังห่างไกลจากความเป็นศิลปะ เพราะมีกระบวนการทำงานที่เน้นความรวดเร็วและท่วงทำนองที่ฟังง่าย (เพื่อให้ถูกใจผู้ชมที่เป็นมวลชนจำนวนมาก) ยิ่งในระยะแรกๆ การทำเพลงประกอบหนังนั้นไม่ใช่ “การแต่งเพลง” ด้วยซ้ำ แต่เป็นการตัดชิ้นส่วนของเพลงต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาเรียงต่อๆ กันเข้าเท่านั้นเอง

เสียงเพลงกับหนังมีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างมากตั้งแต่แรกในรูปลักษณ์ของสินค้าในระบบทุนนิยม จุดกำเนิดของ music video หรือ MV อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ กล่าวกันว่าเกิดจากความพยายามของพ่อค้าสองคนที่พยายามจะขายโน้ตเพลงๆ หนึ่ง และจ้างช่างไฟคนหนึ่งมาทำการฉายภาพสไลด์ประกอบเพลงๆ นั้น (ซึ่งส่งผลให้โน้ตเพลงๆ นั้นขายได้มากเป็นจำนวนถึงกว่าสองล้านชุด)

การผลิต MV ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงราวๆ ทศวรรษที่ 1980 ที่เริ่มปรากฏช่อง MTV ในสหรัฐอเมริกาและแพร่หลายไปยังส่วนอื่นๆ ของโลกอย่างรวดเร็ว

การผลิต MV มีไวยากรณ์แบบของ MV ที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นระบบสัญลักษณ์ของภาพและการตัดต่อ ฉากฝนตก ฉากตัวละครนั่งเหม่อ กลายเป็นภาษาชนิดหนึ่งที่อธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างสั้นกระชับ และเข้าใจง่าย

(ภาษาแบบนี้ถึงกับแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวันของเรา ดังที่คงยังพอจำกันได้ว่าเมื่อก่อนเรามักจะแซวคนที่ยืนเหม่อๆ อยู่คนเดียวว่าเล่น MV อยู่หรือไง)

และอย่างที่เรารู้ๆ กันว่าความสัมพันธ์ของภาพและเสียงนั้น สามารถประกอบสร้างความหมายต่างๆ ขึ้นมาได้ ดังนั้นในมุมมองของนักแต่งเพลงบางคน การผลิต MV จึงเป็นการสร้างความหมายต่างๆ ให้กับเพลงอย่างเป็น “รูปธรรม” เกินไป และทำให้เนื้อเพลงนั้นๆ สูญเสียความหมาย “เชิงลึก” ที่ต้องการการตีความมากกว่านั้น

ตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือกรณีเพลง Drive ของวง The Cars ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปี ค.ศ. 1984 มีเนื้อร้องที่เขียนในรูปประโยคต่างๆ ที่คล้ายกับว่าชายคนหนึ่งพูดกับคนรักของตน เช่น Who's gonna tell you when it's too late? Who's gonna tell you things aren't so great?

Who's gonna drive you home tonight? - แล้วคืนนี้ใครจะขับรถพาเธอกลับบ้าน?

ซึ่งใน MV ที่ผลิตขึ้นมานั้นก็เห็นได้ชัดว่าเนื้อเพลงเป็นเรื่องของความรักระหว่างชายหญิงคู่หนึ่งจริงๆ แม้ว่าเนื้อหาใน MV เพลงนี้จะแทบไม่มีอะไรให้จับต้องได้เลยก็ตาม แต่ก็มีฉากชายหญิงตะโกนใส่กัน มีฉากหญิงสาวนั่งอยู่บนเตียง หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง ซึ่งคนดูทุกคนน่าจะเข้าใจได้เหมือนๆ กันอยู่แล้วว่านี่เป็นเรื่องของความรักระหว่างชายหญิงธรรมดา (ดู http://www.youtube.com/watch?v=HFZmRVjUJnY)

แต่ในการจัดงาน Live Aid ในปีถัดมา เพื่อเรี่ยไรสมทบทุนช่วยเหลือเด็กยากไร้ในเอธิโอเปีย กลับมีการผลิต MV เพลงนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ footage ภาพเด็กๆ ชาวเอธิโอเปียที่อดอยากหิวโหย มีร่างกายที่ผอมแห้งราวกับผีดิบเป็นภาพประกอบ (http://www.youtube.com/watch?v=fZG3ZLQ4MO8)

ความหมายของเนื้อร้องเพลงนี้จึงเปลี่ยนจากการเป็นประโยคของชายหนุ่มที่พูดกับหญิงสาว กลายมาเป็นประโยคที่ลูกพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาพูดกับเด็กชาวเอธิโอเปียนที่ยากไร้และน่าสมเพช เป็นคำพูดที่แสดงถึงความห่วงใยและกังวลต่อเพื่อนร่วมโลก ซึ่งทำให้เนื้อเพลงๆ นี้มีความเป็นนามธรรมมากขึ้น และส่ือถึงการแสดงความเห็นใจด้วยจิตใจอันสูงส่งของผู้ที่อยู่เหนือกว่า

และขณะที่ภาพใน MV สามารถสร้างความหมายใหม่ให้กับเพลง ในทางกลับกัน เสียงเพลงก็สามารถสร้างความหมายใหม่ให้กับภาพเช่นเดียวกัน

จึงเป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงสื่อมวลชน (ต่างประเทศ) ถึงกรณีที่สำนักข่าวต่างๆ นำเสนอภาพข่าวพร้อมกับเสียงดนตรีประกอบที่ตัดต่อใส่เข้าไปภายหลัง ว่าเป็นสิ่งที่ขัดกับจรรยาบรรณของสื่อที่จะต้องนำเสนอเพียง “ข้อเท็จจริง” เท่านั้น เพราะเสียงเพลงต่างๆ นั้นสามารถทำให้ภาพนั้นสื่อความหมายไปในทางที่คนตัดต่อต้องการได้

การสร้าง drama ในข่าวแบบนี้ ไม่ต่างไปจากการผลิตละครหรือ MV คือการทำเรื่องจริงให้กลายเป็นสินค้า 

และสินค้าในวัฒนธรรมมวลชนนั้นก็ต้องเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่กินง่ายใช้ง่าย ถ้าเป็นหนังก็ต้องไม่มีเนื้อหาที่หนักสมอง 

MV เพลงต่างๆ จำนวนมากที่แย่งกันแต่งออกมาด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงนี้จึงเป็นสินค้าที่ต้องดราม่าสะเทือนอารมณ์แบบวัฒนธรรมมวลชนชนิดละครน้ำเน่า ต้องใช้คำง่ายๆ ซึ้งๆ ที่เป็น cliche อย่างคนไทยไม่ทิ้งกัน พรุ่งนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน และต้องเน้นไปที่ “ความรัก” โรแมนติคของคนไทยที่รักกันปานจะกลืนกิน (แต่เผลอเป็นต้องกรีดบิ๊กแบ๊ก)

หน้าที่ของ MV คือการสรุปเรื่องราวต่างๆ ให้จบลงภายในเวลา 4-5 นาที ดังนั้นการลดทอนมิติของเรื่องต่างๆ ลงมาเป็นภาพไม่กี่ภาพจึงเป็นหลักการสำคัญ ผู้ชมในที่นี้จึงมีสถานะเดียวกับผู้ชมละครที่ถูกวางโครงเรื่องไว้แล้วอย่างเป็นสูตรสำเร็จ โดยมี keyword อยู่สองสามคำ เช่น ความน่าสงสารของผู้ประสบภัย ความน่ากลัวของอุทกภัย คนไทยรักกัน เป็นต้น

MV จำนวนมากนี้ทำหน้าที่ดูดกลืนสายตาและอารมณ์ของผู้ดูให้จมดิ่งลงในเรื่องราวของโศกนาฏกรรม ฟูมฟาย ซาบซึ้ง มองโลกในแง่ดีแบบป๊อปๆ โดยกลบทับปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมยุ่งเหยิงและเป็นต้นตอของหายนะครั้งนี้ไว้เบื้องล่างภายใต้ฉากหน้าของความโรแมนติคอย่างแยบยล


MV เพลงดอกไม้แห่งน้ำใจไทยที่ดัดแปลงทำนองมาจากเพลงญี่ปุ่น ถ่ายทำจากศูนย์อพยพ การใช้สถานที่จริงทำให้ MV นี้มีลักษณะของการ report เหตุการณ์ไปในตัว




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< ธันวาคม 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]