• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 620335
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม 2554
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 1378 , 15:42:50 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน พันธุ์สังหยด โหวตเรื่องนี้

คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ในเรื่องความเขลา (Ignorance พ.ศ. 2543) ของมิลาน คุนเดอรา มีฉากที่ตัวละครเอกกล่าวถึงภาพที่จิตรกรชาวเช็กคนหนึ่งเขียนขึ้นในปี 2498 ซึ่งเป็นยุคที่ศิลปะแบบสังคมนิยมกำลังเป็นงานกระแสหลักของที่นั่น

จิตรกรผู้ลุ่มหลงกับสีสันร้อนแรงแบบ modernism คนนี้จึงต้องหาจุดร่วมที่จะนำเสนอความเป็นนักอุดมการณ์สังคมนิยมแบบที่รัฐต้องการให้เป็น พร้อมๆ กันไปกับสไตล์สีสันอย่างที่เขาชอบด้วยอย่างแยบยลเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐจับสังเกตได้ว่าเขาฝักใฝ่ลัทธิ modernism

ตัวละครในเรื่องกล่าววิจารณ์ว่า งานในช่วงนั้นของจิตรกรน่าสนใจมากกว่างานในช่วงหลังๆ ที่เขียนขึ้นในขณะที่ความเคร่งครัดของทางการเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว และจิตรกรสามารถจะวาดอะไรก็ได้ตามใจตนด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่ออกฉายในปี 2547 เรื่อง University of Laughs เขียนบทโดย Koki Mitani ซึ่งเป็นเรื่องของนักเขียนบทละครชวนหัวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังดำเนินนโยบายชาตินิยมอย่างเข้มข้น และมีมาตรการการเซ็นเซอร์สื่อต่างๆ รวมไปถึงบทละครด้วย

ตัวเอกของเรื่องที่มีอาชีพเขียนบทละครชวนหัวจึงต้องพบกับปัญหานานาประการที่กองเซ็นเซอร์ เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อละครของเขาว่า Joleo and Rumiet (ที่ล้อกับชื่อ Romeo and Juliet ) ก็ถูกตั้งคำถามอย่างไร้อารมณ์ขันว่าทำไมต้องตั้งชื่อเรื่องให้เป็นฝรั่งอย่างนั้น แล้วในที่สุดยังบังคับให้ตัวเอกต้องแก้บทที่เขียนมาแล้ว โดยเปลี่ยนสัญชาติของตัวละครทั้งหมดให้เป็นญี่ปุ่น

เรื่องดำเนินไปอย่างขบขัน เมื่อตัวเอกพบว่าการเปลี่ยนชื่อเรื่องและตัวละครให้เป็นญี่ปุ่นนั้นกลับสามารถสร้างอารมณ์ขันได้มากไปกว่าเดิมเสียอีก และยิ่งเจ้าพนักงานเซ็นเซอร์ผู้นี้บังคับให้เขาแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนบทมากเท่าไร ผลที่ได้จากการแก้ไขก็ดูเหมือนจะยิ่งตลกและดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ

มีอยู่ตอนหนึ่งเจ้าพนักงานผู้นี้ถึงกับบังคับให้เขาใส่ประโยคปลุกใจว่า “เพื่อชาติบ้านเมือง” เข้าไปในเรื่องสามแห่ง ตัวเอกก็สามารถหาทางออกที่จะเปลี่ยนคำๆ นี้ให้เป็นมุขตลกจนได้ และถึงแม้จะต้องถูกตำหนิหลายครั้ง เขาก็ยอมปรับแก้ให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานพอใจโดยยังคงรักษามุขตลกนั้นไว้ได้ด้วย

แม้ว่าการยอมกระทำตามเจ้าพนักงานเช่นนี้จะทำให้เขาดูถูกจากเพื่อนร่วมอาชีพ (จนถึงขนาดถูกทำร้ายร่างกาย) ว่าไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีอย่างไรก็ตาม

ในตอนท้ายเรื่อง ตัวเอกยอมรับกับเจ้าพนักงานอย่างน่าประทับใจว่า อาชีพของเขาเป็นนักเขียน เขายอมทุกอย่างและสามารถจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้งานของเขาได้รับการแสดงและเผยแพร่  แม้ว่าจะต้องประนีประนอมกับทางรัฐเท่าไรก็ตาม เพราะงานละครของเขานั้นหมายถึงความสนุกของคนดู และนั่นก็คือความสุขที่แท้จริงในชีวิตของเขา

หนังเรื่องนี้มีวิธีการเขียนบทที่ลื่นไหลและดูสนุก และยังแสดงให้เห็นว่าภายใต้หน้ากากที่เคร่งขรึมของพนักงานเซ็นเซอร์นั้น แท้ที่จริงแล้วยังมีจิตใจที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันเช่นเดียวกับตัวเอกนั่นแหละ ดังนั้นการที่ทั้งสองคนตอบโต้ขู่เข็ญกันไปมาในระหว่างที่ทำการแก้ไขบทเป็นเวลาถึงหนึ่งอาทิตย์นั้นจึงไม่ใช่การต่อสู้ขับเคี่ยวกันอย่างที่คนดูอาจเข้าใจ แต่เป็นการร่วมกันสร้างงานศิลปะชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถันต่างหาก

หนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้แบบต่างๆ ของการสร้างสรรค์งานศิลปะในสถานการณ์ที่ปราศจากเสรีภาพอย่างน่าประหลาดใจทีเดียว

ผมเคยได้ยินว่ามีนักเขียนหลายคนที่หยุดการเขียนหนังสือไปโดยสิ้นเชิงในช่วงที่จอมพล ป. ออกประกาศรัฐนิยมปรับเปลี่ยนการใช้อักษรไทย นัยว่าเพื่อเป็นการประท้วง แต่ก็มีนักเขียนอีกหลายคนที่ยอมปรับเปลี่ยนวิธีเขียนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของท่านจอมพล

ผมคิดว่าเราไม่อาจตำหนินักเขียนที่ละทิ้งหน้าที่ด้วยความเชื่อในอุดมการณ์ และในขณะเดียวกันก็ไม่อาจตำหนินักเขียนที่โอนอ่อนผ่อนตามรัฐได้เช่นเดียวกัน เพราะมนุษย์ทุกๆ คนย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกการกระทำของตนเองทั้งสิ้น และการตัดสินเชิงความถูกผิดเชิงศีลธรรมในเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าการเซ็นเซอร์นั้นเป็นเรื่องถูกต้องที่ศิลปินจำเป็นต้องยอมรับ ตรงกันข้าม ผมกำลังจะบอกว่าในโลกนี้ไม่มีการเซ็นเซอร์ที่สมบูรณ์แบบไปได้โดยเด็ดขาดต่างหาก

น่ันคือไม่มีใครสามารถควบคุมความคิดใครได้อย่างแท้จริง และเมื่อการควบคุมความคิดนั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อนั้นการเซ็นเซอร์ย่อมไม่มีทางประสบความสำเร็จ ศิลปินและสังคมย่อมมีช่องทางติดต่อสื่อสารกันโดยหลีกหนีจากการเซ็นเซอร์ได้อยู่ตลอดเวลา และมีหลักฐานว่าในทุกยุคทุกสมัยก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น

ก็แล้วเหตุใดชนชั้นนำไทยจึงยังงมงายอยู่ในโลกที่คิดว่าการเซ็นเซอร์นั้นจะเป็นไปได้อีกเล่า แล้วทำไมทางรัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนส่วนมากที่อวดอ้างตัวเองเหลือเกิน - ว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยจึงยังเฉยเมยกับเรื่องการเซ็นเซอร์และการใช้กฏหมายหมิ่นฯ ให้ร้ายกันในทางการเมืองอยู่ได้นานขนาดนี้

ที่ร้ายกว่านั้น ยังถึงกับข่มขู่ฝ่ายค้านบางคนด้วยการบอกว่าจะใช้ ม. 112 มาฟ้องอีกด้วย ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็รู้อยู่ว่ากฏหมายมาตรานี้มีปัญหา ดังที่อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุนเองก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับในข้อนี้ไว้เช่นกันเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมานี้เอง

ขอเตือนไว้ว่าการเซ็นเซอร์ที่เลวร้ายที่สุดที่มีอยู่ในโลกนั้นคือการที่มนุษย์เราเซ็นเซอร์ตัวเอง และกล้ายอมทนเห็นผู้คนบริสุทธิ์จำนวนมากต้องถูกทำร้ายอย่างปราศจากความยุติธรรม

ระวังไว้ว่าเมื่อประชาชนสุดทนเข้าเมื่อไร เมื่อนั้นแหละจะไม่มีใครอยู่ข้างท่านอีกต่อไป



University of Laughs




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 10/12/2011 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ยังไม่ได้ดู แต่เคยเห็นเป็นหนังสือ
มิลาน คุนเดล่า เปิด มิติใหม่วงการหนังสือเมืองไทยพักนึงเหมือนกัน แต่ค่อนข้างเข้าใจยาก
หาคนวิจารณ์หนังสือยากเหลือเกินครับยุคนี้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< ธันวาคม 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]