• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 617378
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 2405 , 12:48:58 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


เสียงดนตรีเป็นเรื่องของระบบภาษาเชิงสัญลักษณ์ ท่วงทำนองหนึ่งๆ ไม่เคยดำรงอยู่อย่างปราศจากความหมาย และสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามบริบทแวดล้อมและกาลเวลา

ตัวอย่างเช่นชื่อของโน้ตเพลงที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ (do re mi fa sol...) ก็ไม่ได้ปราศจากความหมาย และผูกติดอยู่กับศาสนาคริสต์อย่างแนบแน่น เพราะชื่อตัวโน้ตเหล่านั้นเป็นพยางค์แรกของวรรคต่างๆ จากเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ที่ว่า

Ut queant laxis resonāre fibris 

Mira gestorum famuli tuorum, 

Solve polluti labii reatum, 

Sancte Iohannes.

(คำว่า Ut มีความหมายเท่ากับ Do)

ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจอะไรที่เสียงเพลงตะวันตกจะเกี่ยวโยงถึงพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะผมเชื่อว่าแต่ไหนแต่ไรมา เสียงต่างๆ ย่อมถูกมนุษย์สร้างขึ้นด้วยความเชื่อทางศาสนาอยู่แล้ว

เรื่องนี้ยังเห็นได้ในทั่วโลก และในสยามก็มีกรณีอย่างการเซิ้งบั่งไฟหรือการแหล่ การร่ายต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น

เพลงหรือการร่าย ขับลำประเภทนี้ จึงมีบทบาทที่ชัดเจนว่าจะต้องใช้เมื่อไร และไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อความบันเทิงอย่างผิดที่ผิดทาง (แต่แน่นอนว่าปัจจุบันบทบาทที่ชัดเจนเหล่านั้นย่อมเลือนหายไปในสังคมที่ปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างถอนราก)

แต่หลายครั้ง ความหมายในเสียงเพลงจำนวนหนึ่งยังคงชัดเจนและเป็นขนบที่สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นกรณีของเพลงหน้าพาทย์ต่างๆ ที่ถือเป็นเพลงศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในการเชิญเทวดาลงมาในงานพิธี ย่อมยังคงมีความหมายพิเศษ และไม่สามารถนำมาใช้บรรเลงเล่นเพื่อความบันเทิงได้

เสียงเพลงแต่ละเพลงจึงมีความหมายที่ถูกผูกติดอยู่กับมัน (ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม) ตัวอย่างยังมีเช่นเพลงไทยบางเพลงที่ถือเป็นเพลงเศร้าและใช้ในงานอวมงคล ย่อมจะไม่สามารถถูกนำมาใช้ในงานมงคลได้ ดังนี้เป็นต้น

ในดนตรีตะวันตก เรื่องนี้มีความสำคัญและผูกโยงอยู่กับวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก การ quotation งานเพลงต่างๆ ลงในดนตรีคลาสสิค ย่อมเป็นการผลิตซ้ำความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างที่ผู้แต่งเพลงต้องการให้เป็น

ตัวอย่างเช่นการที่ Berlioz นำทำนองเพลงสวด Dies Irae มาใช้ในซิมโฟนีของตน ผู้ฟังชาวตะวันตกที่จำท่วงทำนองเพลงสวดเพลงนี้ได้ ย่อมคิดกลับไปหาเนื้อร้องเพลงๆ นี้ และเข้าใจได้ในทันทีว่า Berlioz กำลังกล่าวถึงหายนะบางอย่างหรือความพังทลายของเรื่องราว เพราะเนื้อร้องเพลงสวดบทนี้มีเนื้อหาที่ว่าด้วยวันพิพากษาโลกนั่นเอง

ชุดความหมายเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากหนังสยองขวัญเรื่อง The Shining ของ Stanley Kubrick ที่นำทำนองเพลง Dies Irae นี้มาใช้ตอนเปิดเรื่องได้อย่างทรงพลัง และเป็นการบอกผู้ชมไปในตัวว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความหายนะ

(ซึ่งชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวตะวันตก คงจะไม่เข้าใจไปในทิศทางนั้นเสียทีเดียว นอกจากว่าจะได้เรียนรู้ความหมายเชิงสัญลักษณ์นั้นเสียก่อน เรื่องนี้จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมล้วนๆ)

เพลงชาติของไทย เป็นเพลงที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเป็นรัฐแบบสมัยใหม่ ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพจึงเป็นหัวใจหลักของการปกครองแบบใหม่ตามแบบฝรั่งเศส ดังจะเห็นได้จากการที่คณะราษฎรระบุให้พระเจนดุริยางค์แต่งเพลงๆ นี้โดยยึดเพลงชาติฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ

เพลงชาติต้นแบบของพระเจนฯ มีเพียงทำนองเท่านั้น โดยน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าทำนองเพลงๆ นี้ไม่มี “ความเป็นไทย” เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงความต้องการเป็นสากลและมีพื้นที่อยู่ในโลกได้อย่างเสมอหน้ากับชาติอื่นๆ (โดยเฉพาะตะวันตก) นั่นเอง

ความหมายของเพลงชาติแปรเปลี่ยนไปตามเนื้อร้องแต่ละฉบับที่ผ่านเข้ามา ฉบับที่เราใช้ในปัจจุบันเป็นฉบับที่แต่งขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และมีเนื้อหาที่สนับสนุนนโยบายชาตินิยม ทหารนิยม และมีลักษณะ racism อย่างชัดเจน 

โดยเฉพาะประโยคแรกที่ว่าด้วยการ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” นั้นเห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้นจากนโยบาย Pan-Thai ของท่านจอมพล ที่ต้องการรวมแผ่นดินของชาวไทย ทั้งไทยใหญ่ไทยน้อยเข้าด้วยกัน ในลักษณะเดียวกับการรวมอาณาจักรไรค์ของฮิตเลอร์นั่นเอง

ปัจจุบัน ดูเหมือนไม่มีใครคิดจะแก้ไขเนื้อร้องฉบับนี้ให้เข้ากับยุคสมัยแต่อย่างใด และ “เพลงชาติ” ที่ตามชื่อแล้วควรจะเป็นเพลงของประชาชนที่ประกาศสิทธิเสรีภาพของตน ก็กลับกลายเป็นเพลงศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งเทพเจ้าที่ต้องยืนเคารพวันละสองเวลาอย่างเคร่งครัด

โดยไม่มีใครคิดจะตั้งคำถามเลยว่า ข้อบังคับที่ต้องให้ยืนเคารพเพลงชาตินี้มีมาตั้งแต่เมื่อไร? และที่จริงแล้วเป็นการยืนเคารพ “ธง” หรือเคารพ “เพลง”? และจะต้องยืนไปทำไม? มีสาเหตุมาจากอะไร?



ทำนองเพลง Dies Irae แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมของชาวคริสต์มาตั้งแต่ในยุคกลาง





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      



[ Add to my favorite ] [ X ]