• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 625348
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม 2555
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 10509 , 17:09:21 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

เรียบเรียงจาก The Sound of Silent: John Cage and 4'33" 

ของ Larry J. Solomon 

โดยสุรัตน์ เขมาลีลากุล และอติภพ ภัทรเดชไพศาล 

 

คำอธิบายโดยสังเขปและการแสดงรอบปฐมทัศน์ (Brief Description and the Historic First Performance) 

 

"พลเมืองดีแห่งวู้ดสต็อค (Woodstock) จงขับบุคคลเหล่านี้ไปเสียจากเมืองของท่าน!" (ศิลปินคนหนึ่งกล่าวขึ้นหลังจากรับฟัง 4'33" ในการแสดงรอบปฐมทัศน์) 

 

การแสดงรอบปฐมทัศน์ของ 4'33" (ดู http://www.youtube.com/watch?v=HypmW4Yd7SY) ของ จอห์น เคจ (John Cage) กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว แต่ 4'33" หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าเพลงแห่งความเงียบ (Silent Piece) ซึ่งประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. ๒๔๙๕) ก็เป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เคจ

 

งานชิ้นนี้เป็นงานที่ผู้แสดงไม่ต้องเล่นอะไรทั้งสิ้นเป็นช่วงเวลา 4 นาที และ 33 วินาที นำออกแสดงแสดงรอบปฐมทัศน์โดยนักเปียโนเดวิด ทูดอร์ (David Tudor) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1952 ที่วู้ดสต็อค นิวยอร์ค ต่อหน้าผู้ชมซึ่งเป็นเหล่าผู้อุปถัมถ์มูลนิธิเพื่อศิลปินและให้การสนับสนุนดนตรีร่วมสมัย เวลานั้นผู้ฟังบางคนไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าพวกเขาได้ยินอะไรบ้างจากงานประพันธ์ชิ้นนี้ 

 

ทูดอร์ใช้ต้นฉบับ (Score) ที่เขียนด้วยลายมือของเคจ ในการแสดง โดยที่ในต้นฉบับมีเพียงการเขียนห้องต่าง ๆ ที่ว่างเปล่าปราศจากตัวโน้ต ทูดอร์นั่งนิ่งในขณะที่ใช้นาฬิกาจับเวลาเป็นเครื่องแบ่งแต่ละองค์ของเพลงออกจากกัน งานประพันธ์ชิ้นนี้มีความยาวทั้งสิ้น 4 นาทีและ 33 วินาที อันประกอบไปด้วยองค์ย่อย ๆ สามองค์ ซึ่งแต่ละองค์ถูกจัดให้มีความยาวต่างกันไป (30 วินาที, 2 นาที 23 วินาทีและ 1 นาที 40 วินาที) และมีเพียงความเงียบเท่านั้น 

 

ทูดอร์เริ่มปิดฝาครอบลิ่มเปียโนเป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นองค์ที่หนึ่ง เพลงนี้ได้รับการแสดงครั้งแรกที่หอแสดงดนตรีมาเวริค (Maverick Concert Hall) ซึ่งเป็นหอที่มีด้านหลังเวทีเปิดไปสู่ป่าใหญ่และเสียงจากภายนอก ส่งผ่านเข้ามาในหอแสดงดนตรีได้ ผู้ฟังจึงสามารถได้ยินเสียงลมที่พัดผ่านกิ่งไม้ใบไม้ในขณะนั้น หลังจากสามสิบวินาทีผ่านไป เขาเปิดฝาครอบลิ่มเปียโนขึ้นแสดงถึงการจบองค์แรก และปิดลงอีกครั้งเพื่อเริ่มต้นการแสดงองค์ที่สอง

 

ในระหว่างนั้นมีเสียงฝนที่กระทบหลังคาหอแสดงดนตรี ทูดอร์เปิดสกอร์ทีละหน้า โดยที่ยังไม่มีการสร้างเสียงใด ๆ ทั้งสิ้นจากเปียโน เขาเปิดฝาครอบลิ่มเปียโนและปิดลงอีกครั้งเพื่อเข้าสู่การแสดงองค์สุดท้าย ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบพึมพำของผู้ฟัง และเมื่อทูดอร์เปิดฝาครอบลิ่มเปียโนเป็นครั้งสุดท้ายและถอยห่างจากเปียโน

 

มีรายงานว่าผู้ฟังพากันส่งเสียงแสดงความโกรธเกรี้ยวและผิดหวัง แม้ว่าการแสดงดนตรีครั้งนั้นเป็นงานแสดงของกลุ่มนักประพันธ์ร่วมสมัย ที่นำเสนอดนตรีอวองท์ การ์ด (Avant Garde) ก็ตาม แนวคิดของ 4'33" ยังถูกจัดว่าก้าวไปไกลเกินสาธารณชนจะเข้าใจ 

 

เคจพูดถึงเหตุการณ์นั้นว่า "พวกผู้ฟังเริ่มคุยกัน บางคนก็เดินออกจากหอ และไม่มีใครหัวเราะ พวกเขาโมโหเมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรเลยที่พวกเขารอจะฟัง

 

แล้วพวกเขาก็ไม่ลืมเหตุการณ์นี้แม้จะผ่านไปสามสิบปี พวกเขายังคงโกรธอยู่"

 

ความเป็นมาและปรัชญา (History and Philosophy) 

 

จอห์น เคจ เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีสมัยใหม่ในอเมริกา ในช่วงทศวรรษที่ 1930-1940 เขาเขียนงานร่วมสมัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานสำหรับเปียโนดัดแปลง (Prepared Piano) ซึ่งเป็นการดัดแปลงการใช้งานเปียโนเพื่อให้เกิดเสียงที่แปลกออกไป (เช่นด้วยวิธีใช้น้อตหรือยางลบสอดลงในช่องว่างระหว่างสายเปียโน เพื่อให้ได้เสียงที่แปลกประหลาดออกไป เป็นต้น)

 

เขายังเป็นคนแรกที่ประพันธ์ดนตรีด้วยเครื่องดนตรีอิเล็คโทรนิคจากงานที่ชื่อว่า "Imaginary Landscapes" เคจ ได้คาดการณ์อนาคตของดนตรีอิเล็คโทรนิคไว้ในปาฐกถา "The Future of Music, Credo" ที่เขากล่าวในปี 1937 (พ.ศ. ๒๔๘๐) เขาเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ที่ประพันธ์ดนตรีโดยอาศัยจังหวะเป็นแนวคิดหลัก และไม่ให้ความสำคัญกับวิชาการเรียบเรียงเสียงประสานแบบเดิม ๆ แต่ในงานประพันธ์ 4'33" ในปี ค.ศ. 1952 นี้เองที่เป็นจุดพลิกผันครั้งยิ่งใหญ่สำหรับเคจ 

 

 4'33" มักถูกเข้าใจผิดและรู้จักกันในชื่อ เพลงแห่งความเงียบ(Silent Piece) ทั้งที่เคจเองได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าเขาไม่เชื่อว่าความเงียบมีอยู่จริง เขาไม่เชื่อว่ามีภาวะที่ปราศจากเสียงอย่างแท้จริง 

 

ในปี ค.ศ. 1951 (พ.ศ. ๒๔๙๔) เคจเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) เพื่อรับฟังความเงียบในห้องไร้เสียงสะท้อน แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับเป็นเสียงสองเสียง สูงและต่ำ และได้รับการอธิบายว่าเสียงที่เขาได้ยินนั้นเกิดจากระบบประสาท และการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายของเขาเอง การค้นพบครั้งนี้ส่งผลอย่างมากต่อแนวคิดเชิงปรัชญาของ เคจ ที่จะใช้ในงานประพันธ์ชิ้นนี้

 

เขาสรุปว่าไม่มีภาวะใดที่ปราศจากเสียงอย่างแท้จริง และเขียนไว้ว่า "ลองสร้างความเงียบดูสิ เราทำไม่ได้หรอก" และ "อนาคตของดนตรีไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องกลัวเลย" 

 

เคจพบว่าแนวคิดที่จะประพันธ์งานชิ้นนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ คำว่าความเงียบ ได้รับการนิยามความหมายเสียใหม่ เขาตระหนักว่าไม่มีความต่างพื้นฐาน ระหว่างเสียงและความเงียบ ความแตกต่างหนึ่งเดียวก็คือความคิดเอาใจใส่จดจ่อรับฟัง หรือไม่เอาใจใส่ต่อการรับฟังเท่านั้น เขาสรุปว่า

 

"ที่สุดแล้ว ความหมายของความเงียบก็คือการที่คนเรา สูญเสียความเอาใจใส่จดจ่อในเสียงต่าง ๆ นั่นเอง" ซึ่งถือเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญของแนวคิด เชิงปรัชญาในการประพันธ์ของเขา สำหรับ เคจ แล้ว เขานิยามความหมายของความเงียบว่า เป็นภาวะที่เสียงซึ่งเราเอาใจจดจ่อรับฟังนั้นหายไป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือภาวะที่เราสูญเสียความใส่ใจในเสียงนั้น ๆ นั่นเอง (เราจึงไม่ได้ยินเสียงต่าง ๆ)

 

เคจบอกว่าความเงียบไม่ใช่เรื่องของเสียง แต่เป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจและความไม่หยุดนิ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาเคจได้พบคำพูดที่คล้ายคลึงกับของตน จากแนวคิดทางซีกโลกตะวันออก "ในอินเดีย มีคำกล่าวว่าดนตรีไม่เคยหยุด แต่มันก็อาจหยุดลงได้เมื่อเราไม่ใส่ใจจะรับฟัง" 

 

จากการสนทนากับวิลเลียม ดัควอร์ธ (William Duckworth) ในปี ค.ศ. 1988 (พ.ศ. ๒๕๓๑) เคจยืนยันว่าแนวคิดนี้มีส่วนสัมพันธ์อยู่กับงานประพันธ์ 4'33" เขากล่าวว่า

 

"เพลง ๆ นี้ (4'33") อยู่ในชีวิตและงานของผมตลอดมา ผมฟังเพลงนี้ทุกวัน… ผมไม่ต้องนั่งลงแล้วเล่นเพลงหรอก ผมแค่เพ่งความสนใจไปที่มันเท่านั้น ผมรู้ว่ามันไม่มีวันเงียบหายไป สิ่งนี้เองคือที่มาแห่งความรื่นเริงทั้งหลายในชีวิต… ดนตรีไม่เคยหยุดหรอก คนเราต่างหากที่หยุดฟัง" เคจมักกล่าวถึง 4'33" ว่าเป็นงานชิ้นที่เขาชอบและนับว่าสำคัญที่สุดในชีวิต "ผมมักจะคิดถึงเพลงนี้ทุกครั้งก่อนที่จะทำงานชิ้นอื่น ๆ" 

 

แนวคิดของ 4'33" ปรากฏขึ้นครั้งแรกในราวปี ค.ศ. 1947 หรือ 1948 (พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๑) ระหว่างที่ เคจ กำลังเริ่มต้นศึกษาปรัชญาตะวันออกที่วิทยาลัยวัสสาร์ (Vassar) เขาได้กล่าวในที่ประชุมทางวิชาการว่าถึงความคิดที่ว่าจะต้องมีเพลงที่ "ปราศจากเสียง" อยู่ และในปีถัดมา เขาบันทึกไว้ว่าเขาต้องการที่จะเขียนเพลงที่มีแต่ความเงียบเท่านั้น และตั้งใจจะขายให้แก่บริษัทมูซัค (Muzak Co.) เพลง ๆ นี้จะมีความยาว 3 ถึง 4 นาที (ซึ่งเป็นความยาวมาตรฐานของดนตรีเบาๆ ที่ใช้ฟังเพื่อการหย่อนใจทั่วไป) และจะมีชื่อว่ามนตราแห่งความเงียบ (Silent Prayer) 

 

คำถามที่ตามมาคือเหตุผลของการประพันธ์เพลงที่ไม่ต้องมีการเล่น? บางคนมองว่าเคจเพียงต้องการสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ฟัง บางคนมองว่าเขาจงใจสบประมาทผู้ฟังหรือไม่ก็ดูหมิ่นไปที่ตัวศิลปะการดนตรีทีเดียว บางคนถึงกับมองว่านั่นเป็นเพียงการกระทำของคนโง่ ๆ หรือนักประพันธ์กำมะลอคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเราได้ศึกษาความคิดต่าง ๆ ของเคจโดยละเอียด ก็จะพบว่าทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงการลงความเห็นที่ผิดพลาดทั้งสิ้น 

 

ดังที่เราได้เห็นว่า เคจ ได้เค้าโครงของงานชิ้นนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 หรือ 1948 แต่เขากลับใช้เวลากับความคิดนี้นานจนในปี ค.ศ.1952 จึงได้ประพันธ์เพลงนี้ขึ้น เขาบอกว่า "ผมรู้ว่ามันอาจกลายเป็นแค่เรื่องตลกและไม่นับเป็นงานศิลป์ แต่ผมก็รู้ว่าถ้าผมทำมันสำเร็จมันจะเป็นงานชนิดที่สมบูรณ์ที่สุด" 

 

เคจ ได้รับแรงบันดาลใจครั้งสำคัญที่จะประพันธ์ 4'33" ขึ้นมาจริง ๆ ในปี ค.ศ. 1951 (พ.ศ. ๒๔๙๔) เมื่อเขาได้เห็นภาพที่ว่างเปล่าสีขาวของโรเบิร์ท โรเชนเบิร์ก (Robert Rauschenberg) ซึ่งเพิ่งเสร็จใหม่ ๆ ภาพนั้นส่งผลต่อเคจในทันที

 

เขากล่าวว่า "มันไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่เราเห็น แต่เป็นวิธีการที่เรามองต่างหาก ผมเคยบอกว่าภาพนั้นก็คือสนามบินสำหรับแสงและเงา แต่คุณจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่ามันคือภาพสะท้อนของอากาศนั่นเอง"

 

"เมื่อผมเห็นภาพนั้น ผมบอกว่าผมช้าไปเสียแล้ว หรือไม่วงการดนตรีนั่นแหละที่ช้าและล้าหลังงานจิตรกรรม"

 

เคจรู้สึกว่าภาพของโรเชนเบิร์กเป็นเสมือนกับคำอนุมัติให้เขาเขียนเพลงแห่งความเงียบ เคจมีวิธีการประพันธ์ที่น่าสนใจ เขาเขียนงานชิ้นนี้อย่างละเอียดลออโดยอาศัยแผนผังตัวโน้ต และวิธีการใช้โอกาสของความน่าจะเป็น (Chance Operation) ซึ่งดูเหมือนว่าเขาเองก็เกรงว่ามันจะกลายเป็นเพียงงานฉาบฉวย จึงได้พยายามทำให้มันเป็นเรื่องยาก

 

การนำงานออกแสดงในปี ค.ศ. 1952 นั้นนับเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง เคจมักจะย้ำอยู่เสมอ ว่าเขาไม่ต้องการทำให้ผู้ฟังตกตะลึงหรือเจตนา จะดูถูกดูหมิ่นใครเลย เขาบอกว่า "ผมไม่เคยทำสิ่งที่ไร้ความหมายเพียงเพื่อจะสร้างความตื่นตะลึงเท่านั้น" 

 

เคจยิ่งไม่ใช่คนโง่ คำปราศรัยอำลาในงานปัจฉิมนิเทศน์ที่โรงเรียนลอส แอนเจลิส (Los Angeles High School) นั้นได้รับการยกย่องและกล่าวขวัญถึงความปราดเปรื่อง นักประติมากรรมริชาร์ด ลิปโปลด์ (Richard Lippold) กล่าวว่า "จอห์นเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องอย่างที่ผมไม่เคยพบมาก่อน และเขาต้องพยายามอยู่หลายปีทีเดียวที่จะขจัดความฉลาดนั้นทิ้งไปเสีย"

 

ส่วนปิแอร์ บูเลซ (Pierre Boulez) ก็กล่าวไว้ว่า "ผมชอบสมองของจอห์น แต่ผมไม่ชอบสิ่งที่เขาคิด" 

 

เคจเองก็ไม่ต้องการจะทำตัวโง่ ๆ ดังนั้นในแง่หนึ่งจึงดูเหมือนการเขียน 4'33" เป็นจุดแตกหักที่ทำให้ เคจต้องจำยอมตกอยู่ในภาวะที่อาจจะมีคนมองเขาเป็นเพียงคนโง่ ๆ เท่านั้น แต่เขาไม่ใช่คนโง่ และที่มาของการประพันธ์งานชิ้นนี้ ก็มีสาเหตุความนัยที่จริงจังและลึกซึ้งทีเดียว 

 

จุดเปลี่ยน (The turning point) 

 

 "งานของผมกลายเป็นการสำรวจวิถีทางของ การไม่กระทำ (non-intentional)" 

 

เคจพบกับเฮ็นรี เคาเวลล์ (Henry Cowell) ในปี 1932 (พ.ศ. ๒๔๗๕) และให้เคาเวลล์ดูงานทดลองบางชิ้นที่ใช้เทคนิค "twenty five tone row" (หมายถึงชุดโน้ตที่จัดเรียงเป็นลำดับจำนวนยี่สิบห้าตัว) ซึ่งตัวเขาทดลองสร้างขึ้น เคาเวลล์แนะนำให้เคจศึกษากับอาร์โนลด์ โชนแบร์ก (Arnold Schoenberg) ซึ่งเขาได้ทำตามคำแนะนำนั้นในระหว่างปี 1935-36 (พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๔๗๙) แต่โชนแบร์กไม่ค่อยเชื่อว่าเคจมีพรสวรรค์ในการประพันธ์ดนตรี (compositional talent)

 

เมื่อเคจบอกว่าเขาไม่มีความรู้สึกต่อเสียงประสาน (harmony) โชนแบร์กตอบว่า เพราะสาเหตุข้อนี้เองที่จะทำให้เขาต้องคอยเผชิญหน้ากับกำแพงที่ไม่อาจทลายผ่านไปได้ แต่จากการที่เคจได้เคยสัญญากับโชนแบร์กไว้ว่าจะอุทิศตัวเองให้กับดนตรี ผลจึงเป็นว่า เขาได้ตัดสินใจที่จะอุทิศตัวให้กับ "การโขกหัวใส่กำแพงที่ว่านั้น"

 

ซึ่งคำพูดนี้ย่อมเป็นเพียงการกล่าวอย่างเล่นสำบัดสำนวนของเคจเท่านั้น เพราะนับแต่นั้นเป็นต้นมา เคจได้ตัดเสียงประสาน ออกจากการเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้าง ของงานดนตรีของเขา และหันไปให้ความสนใจต่อจังหวะ (rhythm) แทน 

 

หลังจากนั้นไม่นาน เคจได้ร่วมงานกับออตโต ฟิชชิงเจอร์ (Otto Fischinger) ในงานภาพยนตร์แนวนามธรรม (abstract) ของเขา ฟิชชิงเจอร์บอกกับเคจว่า "ทุกสิ่งในโลกนี้ต่างมีวิญญาณเป็นของตัวเอง และบรรดาวิญญาณเหล่านั้นต่างถูกทำให้กลายเป็นเสียงต่างๆ ได้โดยการกระตุ้นให้มันสั่นสะเทือน"

 

เคจตื่นเต้นกับความคิดนี้มาก เขาเริ่มทดลองตี ขูด และถูสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัว ซึ่งได้นำไปสู่ผลงานสำหรับวงเครื่องเคาะ (Percussion Orchestra) ชิ้นแรกของเขาตลอดจนถึงผลงานใหม่สำหรับเครื่องเคาะอีกหลายชิ้น จากสิ่งนี้ทำให้เคจสรุปว่า เสียงที่ไม่ใช่เสียงดนตรี (noises) นั้นมีความไพเราะได้เท่าเทียมกันกับสิ่งที่เรียกว่าเสียงดนตรี (musical sound)

 

เคจใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานเขียนสำหรับเครื่องเคาะหลายชิ้น และจัดแสดงงานเหล่านี้ในย่าน "Bay area" ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 แม้ว่าพวกเราในปัจจุบันนี้จะเริ่มยอมรับความคิดที่ว่า เสียงอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดนตรี (หรือ noises) นั้นอาจนับเป็นเสียงดนตรีได้ก็ตาม แต่ในสมัยนั้นความคิดแบบนี้จัดเป็นความคิดแบบสุดโต่งของพวกหัวรุนแรง (radical) 

 

ระหว่างทศวรรษที่ 1940 (พ.ศ. ๒๔๘๓) ซึ่งเป็นช่วงที่เคจกำลังยุ่งอยู่กับงานหลายชิ้น สำหรับเครื่องเคาะและเปียโนดัดแปลงอยู่นั้น เขาเริ่มเกิดความสนใจต่อบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ต่อแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ของเขา โดยเขาได้ตั้งข้อสังเกตต่อการที่เขาถูกสอนมาว่า ดนตรีนั้นเป็นเรื่องของการสื่อสาร (communication) แต่ทำไมเมื่อเขาแต่งเพลงเศร้าคนกลับหัวเราะ ส่วนงานที่ตั้งใจให้ขบขัน คนกลับทำท่าเหมือนจะร้องไห้

 

จากข้อสังเกตนี้เขาสรุปว่า "แท้ที่จริงแล้วดนตรีไม่ได้สื่อสารอะไรไปยังผู้ฟังเลย หรือหากมันทำอย่างนั้นได้จริง มันก็คงทำได้ในลักษณะที่แตกต่างกันมาก จากคนๆหนึ่งไปยังคนอีกคนหนึ่ง"

 

เขาบอกอีกว่า "ขณะที่ฟังดนตรีอยู่ ไม่มีใครกำลังเข้าใจใครอื่นคนใดหรอก ดังนั้นการที่จะก้าวต่อไปโดยยึดถือเอาจุดมุ่งหมายแบบเดิม (การสื่อสาร) มาเป็นแนวคิดนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ไร้จุดมุ่งหมาย ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจหยุดงานเขียนของผมทั้งหมด จนกว่าจะพบเหตุผลใหม่ที่ดีกว่าการทำไปเพื่อการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกส่วนตน (self expression)" 

 

นอกจากนี้เขายังได้สรุปอีกด้วยว่าจุดม่งหมายของดนตรี ต้องไม่ใช่เพื่อการสื่อสาร(communication) หรือการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกส่วนตนอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นอะไรเล่าที่เป็นจุดมุ่งหมายของดนตรี? 

 

คำตอบนี้ได้รับการเฉลยในปี 1946 (พ.ศ. ๒๔๘๙) ช่วงที่มีนักศึกษาหญิงชาวอินเดียผู้หนึ่งชื่อคีตา สรไภ(Gita Sarabhai) ซึ่งได้มาขอเรียน counterpoint กับเคจ โดยแลกกับการสอนดนตรีอินเดียให้เขาเป็นการตอบแทน เคจถามเธอว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของดนตรีในอินเดีย เธอตอบว่าครูของเธอเชื่อว่าจุดมุ่งหมายของดนตรีคือการทำให้เกิดสภาวะจิตสงบ (to quiet the mind) เพื่อให้พร้อมที่จะรับอิทธิพลของทวยเทพ (divine influences)

 

คำเฉลยนี้ทำให้เคจเกิดความกระจ่างขึ้นในทันที เพื่อนของเขาซึ่งเป็นนักประพันธ์ดนตรีเช่นกันนาม ลู แฮริสัน (Lou Harrison) ก็พบข้อความในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ จากหนังสือที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 17 ของ โทมัส เมส (Thomas Mace) ว่าด้วยเรื่องดนตรีของอังกฤษ 

 

"ผมพบว่าศิลปะทุกชนิดที่มีอยู่ก่อนหน้าสมัย Renaissance นั้น ไม่ว่าจะเป็นศิลปะตะวันออกหรือตะวันตกต่างก็ตั้งอยู่บนแนวคิดที่มีรากฐานอันเดียวกัน ศิลปะตะวันออกนั้นยังคงดำเนินต่อเนื่องไปตามแนวคิดนั้นจวบจนถึงทุกวันนี้ แนวคิดในสมัย Renaissance ที่ทำให้ศิลปะเป็นเรื่องของการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกส่วนตน (self expression) จึงจัดได้ว่าเป็นแนวคิดแบบนอกรีต (heretical)"

 

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะค้นหาความหมายของคำว่าจิตสงบ (quiet mind) และอิทธิพลของทวยเทพ (divine influences) เขาใช้เวลาถึงสิบแปดเดือนในการอุทิศตัวเองให้กับการศึกษา ทั้งปรัชญาของตะวันตกและตะวันออก ตลอดจนถึงการเริ่มศึกษาพุทธศาสนานิกายเซ็นกับไดเซ็ทสึ เททะโร ซูสุกิ (Daisetz T Suzuki)

 

"ผมมีความรู้สึกว่าผมกำลังเปลี่ยนไป คุณอาจเรียกว่ามันเป็นการเติบโตขึ้น โดยผมเพิ่งตระหนักว่าความเข้าใจที่มีมาก่อนหน้านี้ เป็นเพียงความเข้าใจตามประสาเด็กๆเท่านั้น" 

 

เขาอธิบาย "จิตสงบ" ว่าหมายถึงสภาวะที่จิตปราศจากความ "ไม่ชอบ" (dislikes) แต่ด้วยเหตุที่ความ "ไม่ชอบ" นั้นเป็นสภาวะธรรมที่อิงอยู่กับความ "ชอบ" (likes) ดังนั้นจิตที่สงบจึงต้องอยู่ในสภาวะที่เป็นอิสระทั้งจากความ "ชอบ" และความ "ไม่ชอบ"

 

"คุณสามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นคนที่มีความคิดคับแคบได้ง่ายๆโดยการทำตัวให้ชอบบางสิ่ง และไม่ชอบบางสิ่ง ในทำนองเดียวกันคุณก็สามารถถูกเปลี่ยน ให้เป็นคนที่มีความคิดกว้างขวางอย่างง่ายๆเช่นกัน ด้วยการละทิ้งความ "ชอบ" และความ "ไม่ชอบ" ที่มีต่อสิ่งต่างๆให้หมดไปเสีย แล้วหันมาสนใจที่ตัวสิ่งเหล่านั้นแทน"

 

ส่วน "อิทธิพลของทวยเทพ" (divine influences) หมายถึงเสียงและเหตุการณ์ต่างๆ (ที่ดังและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา) ที่ทุกคนสามารถรับรู้ได้อย่างอิสระ เช่นเสียงและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติรอบตัวเราเป็นต้น การศึกษาศาสนาพุทธของเคจก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกันที่นำเขาไปสู่ข้อสรุปที่ว่า

 

"เสียงควรจะได้รับการให้เกียรติแทนที่จะถูกนำมาทำให้กลายเป็นทาส สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต (เช่นสัตว์ต่างๆ) หรือไม่มีชีวิต (เช่นหิน อากาศ) ต่างก็มีสถานะความเป็นพุทธะทั้งสิ้น เพราะทุกๆหน่วยต่างก็ตั้งอยู่ตรงจุดใจกลางของจักรวาล" 

 

ดังนั้นบทบาทและหน้าที่ของดนตรีจึงไม่ใช่เพื่อ "บันเทิง" (to entertain) หรือ "สื่อสาร" (to communicate) หากแต่เป็นกระบวนการค้นหา คุณสมบัติของความเป็นผู้ที่สามารถรับรู้ และมีความอ่อนไหวต่อเสียงที่เกิดขึ้น ในสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา ตลอดจนถึงการเป็นอิสระจากรสนิยมส่วนตัว(personal taste) และการปรับเปลี่ยนแทรกแซง (manipulation)

 

ถ้อยแถลงดังต่อไปนี้ของเคจชี้ให้เห็นถึงข้อสรุปต่อมุมมองในประเด็นดังกล่าวของเขา การทำงานศิลปะนั้น ศิลปินอาจเลือกวิธีปฏิบัติได้โดยสองทาง ทางแรกนั้นเป็นไปในทางเพิ่มพลังให้กับอัตตา โดยให้ตัวมันเองมีความ "ชอบ" และความ "ไม่ชอบ" เป็นคุณสมบัติ ส่วนอีกทางหนึ่งนั้นเป็นการเปิดให้จิตภายในไปสู่ภายนอก และจิตภายนอกเข้าสู่ภายใน 

 

นับตั้งแต่สมัยทศวรรษที่สี่สิบเป็นต้นมาจวบจนถึงสมัยที่เรียนพุทธศาสนานิกายเซ็นกับท่านด. ท. ซูสุกิ (D. T. Suzuki) ผมมองดนตรีว่าเป็นสื่อในการเปลี่ยนแปลงสภาวะจิต ผมมองว่าศิลปะไม่ได้เป็นอะไรบางอย่างที่ประกอบไปด้วย สิ่งซึ่งต้องสื่อสารจากตัวศิลปินไปยังผู้ฟัง อันที่จริงมันแค่เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของเสียงที่ศิลปินเพียงพบวิธี ในการทำให้มันเป็นตัวของตัวมันเอง เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่เปิดจิตของผู้คน ทั้งผู้ที่สร้างมัน หรือผู้ที่ฟังมัน เพื่อพาไปสู่ความเป็นไปได้อื่นๆที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

 

ด้วยเหตุผลต่างๆตามที่กล่าวมานี้ ดนตรีจึงไม่มีคุณสมบัติในการสื่อสารหรือถ่ายทอดอารมณ์ส่วนบุคคลใดๆ แนวคิดแบบดั้งเดิมของชาวตะวันออกในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อย่างประสานกลมเกลียวนั้น เป็นข้อที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ต่อวิธีการปฎิบัติแบบตะวันตก ที่ต้องการจะควบคุม และปรับเปลี่ยนแทรกแซงสภาพแวดล้อม ซึ่งทุกวันนี้ กระแสความคิดเห็นที่เพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง มองว่าเป็นสาเหตุของความวิบัติล่มสลายของดาวเคราะห์และคุณภาพชีวิตในยุคของเรา แต่ความประสานกลมเกลียวกับธรรมชาติที่ว่านั้นจะมาปรากฎขึ้นในดนตรีได้อย่างไร 

 

เคจพบคำตอบต่อปัญหานี้จากงานเขียนหลายชิ้นของ อนันท์ กุมารสวามี (Ananda Coomaraswamy) ว่า "ศิลปะคือการเลียนแบบธรรมชาติ โดยยึดเอาลักษณะของระบบการทำงานของธรรมชาติเป็นแม่แบบ" คำกล่าวนี้ต้องระวังไม่ให้นำไปสับสนกับการเลียนแบบลักษณะทางกายภาพ ของธรรมชาติตามที่เราเห็น ธรรมชาติมีระบบการทำงานอย่างไร

 

ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ปัจจุบันทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติขนาดเล็กใดๆที่เกิดขึ้นในระดับจุลจักรวาล (micro cosmic scale) จะไม่มีพื้นฐานโครงสร้างในแบบจักรกล (mechanical) หรือโครงสร้างที่มีการกำหนดรูปทรงไว้ก่อน (deterministic model) แต่มันกลับตั้งอยู่บนพื้นฐานโครงสร้างในแบบที่ไม่สามารถกำหนดรูปทรงที่แน่นอน (indeterminacy) และโอกาสของความน่าจะเป็น (chance)

 

เช่น ในการทำงานของระบบ "ควันตั้มแม็คคานิคส์" (quantum mechanics) และทฤษฎีของ "ความไร้ระเบียบ" (chaos) เคจเคยกล่าวอยู่เสมอถึงกรณีที่ศิลปะมักเดินตามหลังผู้นำที่เป็นวิทยาศาสตร์ และการเดินทางมาบรรจบกันของสองสิ่งนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการที่เขาเลือกใช้หลักการของการไม่สามารถกำหนดรูปทรงที่แน่นอน(indeterminacy) และ โอกาสของความน่าจะเป็น (chance) มาเป็นรูปแบบแนวคิดในการสร้างงานดนตรีของเขาทุกชิ้นนับแต่ 4'33" เป็นต้นมา 

 

เคจได้ทำให้เกิดก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่งของแนวคิดสุนทรียศาสตร์แบบใหม่นี้ โดยเขาได้ให้คำคมเกี่ยวกับศิลปะกับชีวิตไว้ ว่าไม่ควรเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันแต่ควรรวมเป็นสิ่งเดียวกัน "ศิลปะไม่ใช่การหนีไปจากชีวิต ตรงกันข้ามมันคือบทนำสู่ชีวิตต่างหาก" เขาบอกว่า "ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เป็นศิลปะ"

 

และสิ่งนี้ก็ได้นำไปสู่แนวคิดที่เขาเรียกว่า "interpenetration" (การแทรกซึมสู่กัน) เคจเชื่อว่าต่อไปเราคงไม่อาจกล่าวถึงดนตรีด้วยการตัดสินว่าเป็นแนว "ใหม่" (new) หรือแนว "ทดลอง" (experimental) ได้อีกหากไม่รวมเอาแนวคิดของ "interpenetration" เข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย แต่ก่อนเสียงที่อยู่นอกเหนือจากความตั้งใจของผู้แต่งจะถูกถือว่าเป็น สิ่งอื่นที่เข้ามารบกวน หรือเป็นเสียงที่ไม่ต้องการ แต่งานบางชิ้นอาจยินดีรับและรวมเอาเสียงต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือจากความตั้งใจของผู้แต่งหรือผู้แสดงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย

 

งานอย่างหลังนี้คืองานที่มี "interpenetration" เป็นส่วนประกอบ ผู้ที่ริเริ่มแนะนำแนวคิดนี้และนำมาใช้เป็นครั้งแรกคือ เอริค ซาที (Eric Satie) ในผลงานชื่อ "musique d'ameublement หรือ furniture music" ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ครั้งแรกโดยมูซาค (Muzak Co.) โดยที่ 4'33" นั้นถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดของการใช้ "interpenetration" 

 

หากเรามีข้อมูลเหล่านึ้อยู่ในสมองก็จะเป็นการง่ายในการทำความเข้าใจกับ 4'33" ในฐานะงานศิลปะแบบจริงจัง (serious artwork) "chance" หรือโอกาสของความน่าจะเป็น ถูกนำมาใช้เพื่อให้ผู้แต่งเป็นอิสระจากการควบคุมเสียง และการแสดงออกซึ่งรสนิยมส่วนตัว ทางเลือก ความทรงจำ ตลอดจนถึงความ "ชอบ" และ "ไม่ชอบ" ของเขา เหนือสิ่งอื่นใด การใช้วิธีการของ "chance" ยังเป็นการเลียนแบบลักษณะระบบพื้นฐานของกระบวนการทำงานของธรรมชาติ 

 

ความเงียบของ 4'33" นั้นคือการเปิดไปสู่สนามแห่งอิทธิพลของทวยเทพ (divine influences) ซึ่งหมายถึงเสียงที่ไม่ได้ตั้งใจกระทำให้เกิด เพียงแต่มันอยู่ในที่รอบๆ เราตรงนั้นอยู่แล้ว โดยพร้อมให้เราได้ฟังหรือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับมันได้อย่างเสรี เช่นนี้ธรรมชาติและชีวิตก็จะหลอมรวมแทรกซึมสู่กันกลายเป็นศิลปะขึ้น ลักษณะเช่นนี้ของ 4'33" ทำให้มันมีคุณลักษณะเดียวกันกับภาพเขียนของโรเชนเบิร์กที่ชื่อ "white paintings" โดย 4'33" มีลักษณะเป็นสนามบิน (platform) ของ "เสียง" แทนที่จะเป็นสนามบินของ "เงา" 

 

อย่างไรก็ดีในการแสดงผลงานชิ้นนี้ ควรมีการชี้แจงให้ผู้ฟังได้รับทราบอย่างชัดเจนว่า การรับฟังงานชิ้นนี้คือการกระทำของผู้ฟังเอง แม้แต่ตัวดนตรีที่ได้รับฟังนั้นก็กล่าวได้ว่าเป็นของผู้ฟังไม่ใช่ของผู้แต่ง" ความรับผิดชอบของผู้แต่งได้ถูกเปลี่ยนจากการ "ถ่ายทอดอารมณ์ส่วนตน" ไปเป็นการเปิดหน้าต่างสู่ "เสียงแห่งสภาพแวดล้อม"

 

เคจเคยถูกถามว่า มีความจำเป็นอันใดที่ต้องสร้างดนตรีประเภทนี้ขึ้น ในเมื่อตัวดนตรีเองถึงอย่างไรก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว คำตอบของเขาแสดงให้เห็นถึงเจตนาของการที่จะสอนบางสิ่งบางอย่างว่า "คนส่วนใหญ่เมื่อกำลังเดินอยู่นั้น ในสมองจะเต็มไปด้วยความคิดคาดหวังมากมาย ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียวกว่าที่พวกเขาจะมีความสามารถที่จะ "ได้ยิน" หรือ "เห็น" ได้ คนส่วนใหญ่นั้นตาบอดโดยตัวเขาเอง"

 

ดังนั้นเป้าหมายของนักประพันธ์ดนตรี (composer) จึงมีความหมายเดียวกันกับเป้าหมายของนักเผยแพร่ศาสนา (missionary) "ดนตรีคือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะจิต มันไม่ได้มีไว้เพื่อให้เข้าใจ แต่มีไว้เพื่อให้รับรู้" 

 

ปัจจุบันคนเป็นจำนวนมากในสังคมของเรา ขณะเดินทางสัญจรไปมาบนถนน ในรถประจำทางหรืออื่นๆ มักเปิดเครื่องเล่นวิทยุต่างๆโดยใช้หูฟัง ซึ่งทำให้พวกเขาไม่ได้ยินเสียงของโลกรอบตัว เขาได้ยินแต่เสียงที่เขาเลือกฟังเท่านั้น ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงตัดขาดตัวเองออกจากประสบการณ์อันเข้มข้นที่ไม่ต้องซื้อนี้ สำหรับผม สิ่งนี้แหละที่หมายถึงจุดเริ่มต้นของดนตรี และจุดจบของดนตรีคงอาจหมายถึงบรรดาแผ่นเสียงสะสมเหล่านั้นนั่นเอง 

 

อย่างไรก็ดียังมีเหตุผลทางด้านศิลปะตลอดจนถึงเหตุผลส่วนตัวที่มีส่วนต่อการทำงานโดย การใช้แนวคิดของสุนทรียศาสตร์แบบนี้ ซึ่งตัวเขาเองได้เขียนไว้ในบทความชื่อ "Cage's astonishing confession" ดังนี้ 

 

การที่ผมไม่มีในสิ่งที่นักดนตรีส่วนใหญ่มี นั่นคือหูสำหรับดนตรี ผมไม่ได้ยินเสียงดนตรีที่กำลังเขียนอยู่ ผมจะได้ยินก็เฉพาะตอนที่มันถูกนำมาเล่นแล้วเท่านั้น ถ้าหากผมได้ยินเสียงของมันในขณะกำลังเขียนอยู่ ก็แปลว่าผมต้องเขียนในสิ่งที่ผมเคยได้ยินแล้ว แต่ในทางกลับกัน จากการที่ผมไม่สามารถได้ยินเสียงนั้นในขณะกำลังเขียน ผมจึงสามารถเขียนในสิ่งที่ผมไม่เคยได้ยินได้

 

หรือหากผมมีความสามารถที่จะได้ยินเสียงใดๆก่อนที่มันจะดัง ก็แปลว่าผมต้องเคยเรียน "Solfege" มาก่อน ซึ่งมันก็จะฝึกให้หูของผมรับเอาระดับเสียง (pitches) หรือโน้ตที่แน่นอนจำนวนหนึ่งว่าเป็นเสียงที่ถูก ส่วนระดับเสียงอื่นๆนอกเหนือจากนั้นเป็นเสียงที่ผิด หากผมทำเช่นนั้นผมก็จะพบว่าเสียงธรรมชาติที่เกิดรอบๆตัวผมนั้นไม่ถูก หรือเพี้ยน (off tune) ไม่มีระบบเสียง (lack of tonality) ดังนั้นผมจึงไม่สนใจการร้อง "Solfege" 

 

ข้อความดังกล่าวนี้ควรแก่การใช้เวลาทำความเข้าใจเล็กน้อย เพราะประเด็นสำคัญนั้นอาจไม่เป็นที่เข้าใจได้อย่างสามัญ ความหมายของมันคือการแยกตัวออกไปอย่างแท้จริงและโดยสิ้นเชิง จากแนวคิดและวิธีการแบบเดิม ในการสร้างงานดนตรี ปกติแล้วผู้แต่งจะได้ยินอะไรบางอย่างก่อนที่เขาจะเขียนมันลงไป หรืออย่างน้อยก็จะต้องมีระบบเสียงพื้นฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขากำลังพยายาม ที่จะพัฒนาให้มันกลายเป็นชิ้นงานดนตรี (composition) ขึ้น

 

ในการที่จะทำเช่นนี้ได้ จะต้องอาศัยความสามารถในการร้องและได้ยินซึ่งก็คือทักษะของ "Solfege" ตลอดจนถึงการฝึกโสต (ear training) ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่นักดนตรีทุกคนที่ผ่านหลักสูตรดนตรีที่ใช้กันทั่วโลกมาแล้วต้องมี เคจได้กล่าวในที่นี้ว่ามันไม่เพียงไม่จำเป็น แต่มันยังไม่เป็นที่ต้องการอีกด้วย เขาสารภาพในที่นี้อีกเช่นกันถึงการที่เขาไม่สามารถได้ยินสิ่งที่เขากำลังเขียน เรื่องนี้โดยปกติแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ต้องถือเป็นความพิกลพิการของการเป็นนักประพันธ์ดนตรีเลยทีเดียว

 

เขาไม่ได้ยินดนตรี ก่อน ระหว่าง หรือแม้กระทั่งเมื่อมันเขียนเสร็จแล้ว เขาเขียนเพื่อที่จะได้ยินว่ามัน (โน้ตที่เขาเขียน) มีเสียงอย่างไร และเขาไม่เคยได้ยินเสียงนั้นจนกระทั่งมันถูกนำไปแสดง ดังนั้นเคจจึงไม่ได้ทำงานประพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียงแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังด้วยการใช้โครงสร้างทางคณิตศาสตร์ในการคำนวณ แทนค่าลักษณะและการเคลื่อนไหวของเสียง

 

เขากำลังใช้ความฉลาดของสติปัญญาในการสร้างทฤษฎีแนวคิดต่างๆที่ทำให้เกิดเสียง โดยไม่รู้เลยว่าเสียงของมันเป็นอย่างไร ความรู้สึกใดๆที่ได้รับจากการเสพมันก็คือผลผลิตจากการทำงานของสติปัญญาดังกล่าว 

 

เคจยังได้กล่าวเช่นกันถึงกรณีที่เขาไม่สามารถกำหนดรูปแบบวิธีที่แน่นอนของ "preparation used" ในผลงานเปียโนดัดแปลงของเขา นอกจากนั้นยังบอกอีกว่า เพราะสาเหตุดังกล่าวนี้เองที่ได้ช่วยทำให้เขาก้าวไปสู่วิธีการของ "chance" เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เขาบอกว่าเพราะเปียโนทุกหลังนั้นมีความแตกต่างกัน ผลของ "preparation used" ต่อเสียงของของเปียโนไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม ไม่ว่าใครจะพยายามควบคุมมันโดยวิธีใดก็ตาม และถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้เป็นข้อด้อยแต่ประการใด 


มุมมองทางปรัชญาข้อสุดท้ายของเคจต่อการให้กำเนิด 4'33" นั้น เกี่ยวข้องกับความตั้งใจของเขาที่จะใช้ดนตรีในเชิงอุปมาอุปมัย อันสะท้อนความหมายของวิถีทางที่สังคมหนึ่งควรถือปฏิบัติ

 

"ผมตั้งใจที่จะสร้างอะไรบางอย่างที่ไม่สั่งให้ใครทำอะไร"

 

สำหรับเคจ จังหวะสม่ำเสมอต่อเนื่องที่ทำหน้าที่ควบคุมรายละเอียดต่างๆตามที่ปรากฎในดนตรีแบบดั้งเดิม (conventional music) ส่วนใหญ่นั้นมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับโครงสร้างของระบบทหาร

 

ส่วนระบบ "tonality" ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎีการประสานเสียง ซึ่งตัวมันเองมี "dominance" (หน่วยสำคัญที่สุดของ tonality) เป็นศูนย์กลางนั้นมีลักษณะและโครงสร้างในแบบของเผด็จการ ซึ่งทั้งนี้ย่อมรวมไปถึงบทบาทและหน้าที่ของวาทยากรในวงออร์เคสตร้าอีกด้วย ดังนั้นงานในยุคหลังของเขาจึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ 

 

เคจถึงกับอ้างผลกระทบของ 4'33" ต่อความสำคัญที่มีกับระบบนิเวศน์ไว้ว่า เราในฐานะที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ทำอันตรายแก่ธรรมชาติ เราตั้งตัวเป็นศัตรูกับธรรมชาติ เราเปลี่ยนแปลงลักษณะการเป็นอยู่และมีอยู่ของธรรมชาติ ดังนั้นเราจึงต้องมีสำนึกในวันนี้ถึงหน้าที่ของเราที่จะต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ตามอย่างที่มันเป็น

 

นอกจากนี้ธรรมชาติยังไม่ได้หมายถึงการแยกน้ำออกจากอากาศ หรือการแยกฟ้าออกจากดิน แต่เป็นการทำงานร่วมกันหรือการละเล่นร่วมกันของสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่เรียกว่าระบบนิเวศน์ ดนตรีในความคิดของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ คุณอาจพามันไปให้ไกลกว่านั้นโดยบอกว่ามันคือระบบนิเวศน์ 

 

ในปี 1962 (พ.ศ. ๒๕๐๕) เคจได้เขียน 4'33" หมายเลขสองซึ่งใช้ชื่อว่า 0'00" สำหรับการแสดงในสถานที่ใดๆ และโดยใครก็ได้ มันเป็นงานที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยต้นฉบับ (Score) นั้นเป็นถ้อยคำล้วนๆ บอกไว้ว่า ในสถานการณ์หนึ่งที่มีการทำให้เสียงของมันถูกขยายให้ดังขึ้นในอัตราที่สูงสุด (โดยไม่มีการสะท้อนกลับ) จงทำการแสดงเหตุการณ์ใดๆ ภายใต้สถานการณ์นั้น โดยพร้อมที่จะให้มีการขัดจังหวะได้ บางส่วน หรือทั้งหมดจากบุคคลอื่น และต้องไม่มีท่าทางของการแสดงใดซ้ำกัน หรือเป็นท่าทางของการแสดงดนตรี ตลอดจนไม่สร้างสิ่งใดๆที่เป็นการทำให้เกิดความสนใจต่อสถานการณ์นั้น (ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เวทีละคร)

 

งานชิ้นนี้มีลักษณะของการละครอยู่ในรูปแบบ โดยมีข้อแตกต่างเรื่องเสียงเป็นอันดับแรก ซึ่งต้องมีการขยายให้ดังขึ้นในอัตราที่สูงสุด และภายใต้เวลาที่ไม่มีกำหนด ชื่องาน 0'00" หมายถึงกรอบเวลาที่ไม่สามารถวัดได้ "ผมพยายามหาวิธีสร้างดนตรีที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับเวลา…มันไม่มีอะไรมาก เป็นแค่เพียงความต่อเนื่องในการทำงานประจำวันของคนคนหนึ่ง สิ่งที่งานชิ้นนี้ต้องการบอกคือ ทุกสิ่งที่เราทำเป็นดนตรี หรือกลายเป็นดนตรีได้ด้วยการใช้ไมโครโฟน ดังนั้นทุกสิ่งที่ผมกำลังทำ ถ้าไม่นับสิ่งที่กำลังพูด ต่างทำให้เกิดเสียงทั้งสิ้น" 

 

ในผลงานชื่อ "the Music of Changes" (ค.ศ. 1951) นั้น แต่งขึ้นโดยใช้แนวคิดจากตำรา "อี้จิง" (I Ching) หรือ "คัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง" (Book of Changes) ซึ่งบ่อยครั้งมักถูกถือเป็นจุดเปลี่ยนในแนวคิดสุนทรียศาสตร์ของเคจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่มันใช้หลักการของ "chance" ซึ่งเคจบอกว่ามันถูกเขียนขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับ 4'33"

 

อย่างไรก็ดี "the Music of Changes" มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับงานในแบบดั้งเดิม (conventional) ถึงแม้จะแต่งโดยยึดวิธีการของ "chance operation" (หมายถึงวิธีในลักษณะที่ใช้การเสี่ยงทาย เช่น การทอยลูกเต๋า หรือเลือกไพ่เป็นต้น) แต่มันก็ถูกเขียนโดยใช้วิธีการเขียนตามลักษณะของระบบการบันทึกโน้ตปกติ และใช้เครื่องดนตรีปกติในการเล่น

 

แต่ 4'33" นั้นกลับเปิดทางไปสู่โลกของเสียงแห่งสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังใช้วิธีการบันทึกโน้ตแบบใหม่ที่เคจคิดขึ้น ยิ่งกว่านั้นมันยังไม่ได้ถูกแสดงตามแบบอย่างดั้งเดิม หรือด้วยเสียงปกติของเครื่องดนตรีทั่วไป แต่เครื่องดนตรีของมันคือเสียงของสภาพแวดล้อม 4'33" ใช้สนามทั้งหมดของเสียงที่ไม่ตั้งใจกระทำ (unintentional sounds) และยอมให้เสียงเหล่านั้นแทรกซึมสู่กัน (interpenetration) ได้ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ "the Music of Changes" ไม่มี นอกจากนั้น 4'33" ยังมีลักษณะในแบบทำนายไม่ได้ (indeterminate) แต่ "the Music of Changes" ไม่ใช่ 

 

ดังนั้น 4'33" จึงเป็นตัวอย่างผลงาน ที่ครอบคลุมแนวคิดสุนทรียศาสตร์ใหม่ที่ฉีกตัวออกไปอย่างสุดขอบ (radical) โดยสิ้นเชิงของเคจได้สมบูรณ์มากกว่าผลงานชิ้นอื่นใดของเขา อีกทั้งยังเป็นข้อต่อซึ่งเชื่อมจุดเปลี่ยนของแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ของเขาด้วย ผลงานของเคจก่อนหน้าและหลังจาก 4'33" นั้น ใช้พื้นฐานแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

ด้วยเหตุนี้ 4'33" จึงถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงปรัชญาดนตรีที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตของเขา และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ดนตรี 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< มีนาคม 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]