• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 617118
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2555
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 6499 , 16:34:30 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


รำวงที่เรารู้จักในทุกวันนี้มีต้นกำเนิดมาจากการละเล่นรำโทน

การละเล่นรำโทนหมายถึงการร่ายรำประกอบการตีกลองชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “โทน” และร้องเพลงไปด้วย

โทน มีมาอย่างช้าก็ในสมัยอยุธยา เพราะปรากฏข้อความบันทึกถึงเครื่องดนตรีชนิดนี้อยู่ในจดหมายเหตุของลา ลูแบร์ เรื่อง ราชอาณาจักรสยาม ว่า

“พวกราษฎรก็พอใจขับร้องเล่นในตอนเย็นๆ ตามลานบ้านพร้อมด้วยกลองชนิดหนึ่งเรียกว่าโทน (tong) เขาถือโทนไว้ในมือซ้าย แล้วใช้กำปั้นมือขวาทุบหน้ากลองเป็นระยะๆ โทนนั้นทำด้วยดิน (เผา) รูปร่างเหมือนขวดไม่มีก้น แต่หุ้มหนังแทน (ก้น) มีเชือกผูกรัดกระชับไว้กับคอ (ขวดดิน) นั้น” (จดหมายเหตุลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร)

แต่การร่ายรำและการร้องเพลงเป็นความบันเทิงขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในทุกอารยธรรม ถ้าสังเกตหน้าทับ (หรือรูปแบบจังหวะ) ที่ใช้ในเพลงรำโทนแล้ว จะพบว่าเป็นหน้าทับชนิดง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เน้นที่ความมั่นคงของจังหวะตก เพื่อสะดวกต่อการร่ายรำทำเพลง

รูปแบบของการรำโทนไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่สามารถดัดแปลง สร้างเพลงและท่ารำใหม่ๆ ขึ้นได้เรื่อยๆ โดยชาวบ้านร้านถิ่น กระทั่งการเรียกชื่อการละเล่นว่า “รำโทน” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้โทนตีประกอบเสมอไป ดังพบว่าในบางแห่ง เช่นที่บ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ชาวบ้านใช้ถังน้ำมันรถจี๊ปตีให้จังหวะแทนโทน

หรือกระทั่งว่าถ้าไม่มีอะไรจริงๆ การปรบมือให้เข้าจังหวะก็เพียงพอแล้ว

รูปแบบที่เรียบง่ายอย่างถึงที่สุดนี้ แสดงให้เห็นว่ารำโทนน่าจะมีที่ทางอยู่ในสังคมอุษาคเนย์มาเป็นเวลายาวนานนับพันๆ ปีแล้ว

รำโทนมาได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงปี 2480 ดังมีผู้กล่าวไว้ว่าทุกงานวัดจะต้องมีเวทีรำวง มีการแต่งเพลงรำวงขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยแพร่หลายอยู่ทั้งในและนอกพระนคร ธนิต อยู่โพธิ์กล่าวถึงเรื่องเพลงรำวงในช่วงนั้นว่า

“ในระยะที่นิยมเล่นรำโทนกันอยู่แพร่หลายนั้น เราย่อมจะได้ยินบทใหม่ๆ ทำนองแปลกๆ เกิดเพิ่มพูนอยู่เสมอ ไม่ทราบว่าผู้ใดแต่งบทและประดิษฐ์ทำนองขึ้น เมื่อมีบทเกิดใหม่ บทเก่าก็เสื่อมไป บางบทก็สูญหายไปจากความทรงจำ บทใดที่รู้สึกว่าไพเราะและกินใจก็ทรงจำกันอยู่ได้นาน”

เพลงรำโทนต่างๆ ที่กล่าวถึงนี้มีการรวบรวมโดยกรมศิลปากรครั้งแรกในปี 2500 เรียกชื่อว่า เป็น “รำวงพื้นเมือง” เพลงเหล่านี้มีตัวอย่างเช่น

ช่อมาลี เธอรำช่างน่าดู ยวนยาเหล หล่อจริงนะดารา ตามองตา เป็นต้น

ผมคิดว่าเนื้อเพลงบางเพลงมีความน่าสนใจและบ่งบอกความเป็นไปในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี เช่นเพลง ตามองตา ที่มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า

“รักฉันก็ไม่รัก หลงฉันก็ไม่หลง ฉันยังอดโค้งเธอไม่ได้”

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในระยะนั้น ในการรำโทนเริ่มมีการโค้งคำนับเชิญผู้หญิงออกไปรำด้วยแล้ว ซึ่งการโค้งนี้น่าจะมีที่มาจากการลีลาศแบบฝรั่งก่อน แล้วแพร่ขนบนี้มายังการรำโทนด้วย

หรืออย่างเนื้อเพลง หล่อจริงนะดารา ที่มีเนื้อเพลงวรรคจบว่า

“ที่นี่เป็นแดนสวรรค์ เธอกับฉันมาเล่นคองก้า”

เนื้อเพลงนี้แสดงให้เห็นถึงเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นประกอบการรำโทนในสมัยนั้น ว่ามีการนำกลองฝรั่งอย่าง “คองก้า” ไปใช้ด้วย ซึ่งกลองคองก้านี้เป็นอุปกรณ์สำคัญในการบรรเลงเพลงลีลาศจังหวะรุมบ้า 

ทั้งสองกรณีนี้ ชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการของรำโทนในช่วงนั้น ย่อมสัมพันธ์อยู่กับความนิยมในการลีลาศและยังรับเอารูปแบบบางอย่างมาผสมผสานด้วยอย่างอิสระเสรี

แต่เสรีภาพของรำโทนก็หมดไปเมื่อถูกทางการเข้าครอบงำด้วยสิ่งที่เรียกว่า “รำวงมาตรฐาน”

ในช่วง 2487 รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามได้มอบหมายให้กรมศิลปากรจัดระเบียบการเล่นรำโทนใหม่ เพื่อเชิดชูศิลปะการเล่นพื้นเมืองให้มี “ระเบียบเรียบร้อย” เป็น “แบบฉบับอันดีงาม” ตามแบบนาฏศิลป์ของไทย และเรียกชื่อใหม่ว่า “รำวง”

ผลที่ได้คือการแต่งเพลงใหม่จำนวนหนึ่งโดยกรมศิลปากร โดยมีผู้แต่งเนื้อร้องเช่น จมื่นมานิตย์นเรศ และ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

เนื้อร้องเพลงเหล่านี้ส่วนมากจึงเป็นไปในทางสนองนโยบายของจอมพล ป. คือปลุกใจให้รักชาติ เทิดทูนวีรบุรุษ (จอมพล ป.) ดังปรากฏเพลง ยอดชายใจหาญ และ บูชานักรบ เป็นพยานอยู่

ส่วนท่ารำก็มีการประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นมาตรฐาน 14 ท่า มีการกำหนดเครื่องดนตรีที่สมควรใช้บรรเลงประกอบการรำ มีระนาด ฉิ่ง กรับพวง ฯลฯ เพิ่มเข้าไป นอกจากนั้นยังมีการบันทึกเสียงเพลงรำวงแบบทางการออกเผยแพร่ด้วย

การครอบงำด้วยวัฒนธรรมแบบทางการนี้ ย่อมส่งผลให้ความอิสระเสรีใน “รำโทน” แบบแต่ก่อนนั้นสูญหายไปโดยสิ้นเชิง แม้ว่าต่อจากนั้นจะมีการแต่งเพลงรำวงใหม่ๆ ขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก แต่ในส่วนของจังหวะและท่ารำแล้ว กลับถูกแช่แข็งอยู่ในกรอบของทางการโดยไม่เปลี่ยนแปลง

ซึ่งสาเหตุหนึ่งย่อมมาจากการเรียนการสอนในโรงเรียนด้วย เพราะหลักสูตรวิชานาฏศิลป์บังคับให้นักเรียนทุกคนต้องจดจำท่ารำวงมาตรฐานเหล่านี้ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นไทย” ทั้งที่เพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพียงหกสิบกว่าปีเท่านั้นเอง

จินตนาการจึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในรั้วโรงเรียน และยิ่งเป็นไปไม่ได้ในหลักสูตรที่ถูกบังคับควบคุมด้วยความเป็นไทย “แบบทางการ”



คนเป่าแคนและฟ้อนเต้น ราว 2,500 ปีมาแล้ว การละเล่นในพิธีกรรม มีฟ้อนแคน ขับลำ ลายเส้นคัดลอกจากขวานสัมฤทธิ์ พบในวัฒนธรรมดองเซิน ตอนเหนือของเวียดนาม (ภาพและคำอธิบายจาก www.sujitwongthes.com)





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]