• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 625103
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันเสาร์ ที่ 27 ตุลาคม 2555
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 1202 , 13:01:45 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ใบเฟิร์นข้าหลวง โหวตเรื่องนี้

เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ความเชื่อของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งยั่งยืนเป็นอมตะ แต่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทต่างๆ ของสังคมอย่างไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ความเชื่อทางศาสนาก็เป็นเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผู้คนเมื่อสองพันปีก่อนเชื่อเกี่ยวกับศาสนาพุทธหรือพราหมณ์ ย่อมไม่เหมือนกับสิ่งที่คนในปัจจุบันเชื่อ

ผมคิดว่าหลักฐานที่ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้คือเอกสารต่างๆ ที่แสดงมุมมองของคนแต่ละรุ่นไว้อย่างน่าสนใจ สำหรับศาสนาพุทธ มุมมองที่มีต่อพุทธประวัติน่าจะบอกอะไรเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงได้มากพอสมควร

ในความเห็นของผม มีหนังสือพุทธประวัติที่สำคัญอยู่อย่างน้อยสามเล่มที่คนไทยทุกคนควรอ่าน คือ 1) พระปฐมสมโพธิกถา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส แต่งขยายจากของเก่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 3 หรือ 4

2) พุทธประวัติ ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2455 

3) พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ของพุทธทาสภิกขุ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2479 เล่มนี้ไม่ใช่แต่งใหม่ แต่เป็นการคัดเลือกรวบรวมแปลมาจากพระไตรปิฎก

พระปฐมสมโพธิกถา เป็นหนังสือที่งดงามอย่างมากทางวรรณศิลป์ ด้วยเหตุที่ท่านผู้ประพันธ์เป็นจินตกวีแนวหน้าของสยาม ที่มีผลงานมากมายอย่าง ลิลิตเตลงพ่าย หรือ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ถ้อยคำสำนวนใน ปฐมสมโพธิ จึงเต็มไปด้วยศัพท์แสงที่วิจิตรอลังการ

เหตุการณ์ตอนหนึ่งที่สมควรยกมาอยู่ในตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกภิเนษกรมณ์ (บวช) บรรยายไว้ว่าทรงออกบรรพชาในยามราตรี ซึ่งเมื่อม้ากัณฐกะรู้ความปรารถนาของพระองค์ ก็ “เปล่งเสียงร้องมหาสิตาการกึกก้องสนั่นไปในจังหวัดกรุงกบิลพัสดุ์ทั้งสิ้น (หาก) เทพยดาทั้งหลายกำบังเสียซึ่งเสียงพญาม้ามิให้บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งได้ยิน เกรงจะเป็นมลทินมหาภินิขมนันตราย”

พระสิทธัตถะราชกุมารออกบรรพชาด้วยความช่วยเหลือของทวยเทพเปิดทวารพระนครให้ มีบรรยายว่า “เทพยดาทั้งหลายทรงซึ่งคบเพลิงอันเป็นทิพย์ แห่เสด็จไปเบื้องหน้า 2 หมื่น... กระทำการสักการบูชาด้วยสุคนธมาลาและจุณธูปโปรยปรายจะนับจะประมาณมิได้”

กล่าวกันว่า พระปฐมสมโพธิกถา ได้รับการชำระด้วยการผนวกคัมภีร์ของฝ่ายมหายานเข้ากับเถรวาท และเหตุที่พุทธประวัติของฝ่ายมหายานมักเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะพบการบรรยายในลักษณะนี้

ความลักลั่นจึงปรากฏขึ้นในหนังสือ พุทธประวัติ ของกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชในสมัยรัชกาลที่ 6 ดังที่เราทราบกันดีว่าเป็นช่วงของการสร้างชาติแบบสมัยใหม่ โดยอ้างพุทธศาสนาแบบทางการเป็นเครื่องหมายของความเป็นไทย

ความเป็นไทยในสายตาของรัชกาลที่ 5 และ 6 คือความเป็นไทยที่ถูกนิยามโดยรัฐ ผ่านระบอบการปกครองแบบอัตตาณานิคมเลียนแบบตะวันตก ดังนั้น ความล้าหลัง ความเชื่อในไสยศาสตร์ ปาฏิหาริย์ จึงเป็นเรื่องที่เข้ากันไม่ได้กับระบบวิธีคิดแบบใหม่โดยสิ้นเชิง

ความลักลั่นในพุทธประวัติดังกล่าว จึงเกิดขึ้นเมื่อกรมพระยาวชิรญาณฯ พบว่าเหตุการณ์เสด็จออกภิเนษกรมณ์ในคัมภีร์มหายานและเถรวาทมีความขัดแย้งกัน นั่นคือในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทกล่าวถึงการออกบรรพชาของพระสิทธัตถะไว้ว่า

“พระองค์ยังกำลังเป็นหนุ่ม มีพระเกศาดำสนิท ตั้งอยู่ในปฐมวัย เมื่อพระมารดาพระบิดาไม่ใคร่ยอม มีพระพักตร์อาบด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ พระองค์ปลงพระเกศาและพระมัสสุแล้ว ทรงครองผ้ากาสายะ ถึงความปฏิบัติเป็นบรรพชิต”

ข้อความนี้ย่อมแย้งกับ พระปฐมสมโพธิ เพราะถ้าพระสิทธัตถะเสด็จหนีออกมาเวลากลางคืน จะเห็นพระบิดามารดากันแสงร่ำไรไม่อยากให้บวชได้อย่างไร

กรมพระยาวชิรญาณฯ จึงต้องหาทางอธิบายความแย้งนี้ โดยกล่าวว่าการบรรพชากลางคืนนั้นน่าจะเป็น ‘อุปมา’ ถึงพิธีอัศวเมศ อันเป็นธรรมเนียมพราหมณ์ แล้วยังทรงวินิจฉัยต่อไปถึงขนาดว่า ถ้าพระบิดามารดาทรงรู้เรื่อง ทำไมจึงห้ามพระสิทธัตถะไม่ได้ และมีการส่งคนไปตามกลับเช่นในกรณีของพระยสหรือไม่

หรือพระสิทธัตถะจะใช้วิธีของพระรัฐบาล ซึ่งขู่บิดาว่าจะอดอาหารให้ตายถ้าไม่ได้ออกบวช ซึ่งสุดท้ายแล้ว ท่านบอกว่า “ในบรรพชาของพระมหาบุรุษ ยังสันนิษฐานลงไม่ถนัด” (ว่าใช้วิธีไหน)

ส่วนใน พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ของพุทธทาสภิกขุ บรรยายตอนนี้โดยแปลมาจากบาลีตรงๆ เป็นคำพูดของพระพุทธองค์ว่า

“ราชกุมาร ! ครั้นสมัยอื่นอีก เรานั้นยังหนุ่มเทียว เกสายังดำจัด บริบูรณ์ด้วยเยาว์อันเจริญในปฐมวัย, เมื่อบิดามารดาไม่ปรารถนาด้วย กำลังพากันร้องไห้ น้ำตานองหน้าอยู่, เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว...”

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ยึดความเป็นเหตุเป็นผลยิ่งกว่าฉบับของกรมพระยาวชิรญาณฯ เสียอีก ดังท่านพุทธทาสภิกขุระบุไว้เองว่าต้องการเน้นแสดงแต่หลักธรรมที่พระพุทธองค์ ‘กล่าวไว้เอง’ เท่านั้น ท่านจึงตัดส่วนอรรถกถาออกหมด คัดกรองเฉพาะส่วนที่เป็นพระไตรปิฎกล้วนๆ และจัดเรียงหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ

มีทั้งภาคการเกิด การออกผนวช ตรัสรู้ เทศนา ฯลฯ แล้วยังมีส่วนหนึ่งว่าด้วยเสียงของคนนอก ว่ามีการกล่าวถึงพระพุทธองค์อย่างไรในหมู่ผู้นับถือลัทธิต่างๆ

เส้นทางของการเขียนพุทธประวัติในประเทศไทยจึงเห็นได้ชัดว่าก้าวไปสู่ความเป็นเหตุเป็นผลแบบสมัยใหม่ โดยงานของท่านพุทธทาสยังเน้นกลับไปที่หลักธรรมดั้งเดิมและละเลยกับอิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ เสีย เพราะถือว่าไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษาศาสนาพุทธ

น่าแปลกใจที่ศาสนาพุทธในไทยดูเหมือนจะไม่ได้ดำเนินไปตามเส้นทางของปราชญ์ผู้เขียนคัมภีร์ทั้งสามรูปแต่อย่างใด





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 27/10/2012 เวลา : 13.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง


....“ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ผู้คลอดแล้วเช่นนี้ เหยียบพื้นดิน
ด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอ มีพระพักตร์ทางทิศเหนือ ก้าวไป ๗ ก้าว, มีฉัตรสีขาว
กั้นอยู่ ณ เบื้องบน, ย่อมเหลียวดูทิศทั้งหลาย และกล่าว อาสภิวาจา ๑ ว่า
“เราเป็ นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็ นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็ นผู้ประเสริฐสุด
แห่งโลก. ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี” ดังนี้.....

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< ตุลาคม 2012 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]