• insanetheater
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : insanetheater@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 402
  • จำนวนผู้ชม : 617181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 87 คน
รูปเงาแห่งเสียง
ศิลปวัฒนธรรม / สังคม-การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/insanetheater
วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม 2556
Posted by insanetheater , ผู้อ่าน : 11938 , 00:41:28 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน chailasalle โหวตเรื่องนี้

พิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 33 ฉบับที่ 1691-1692

  • อาชีพนักดนตรี

สังคมกรีกโบราณมีอคติต่อคนที่ประกอบอาชีพเป็นช่างฝีมือและศิลปินรวมทั้งนักดนตรี ด้วยสาเหตุสองประการคือ 1) เป็นอาชีพที่มุ่งแสวงหากำไรจากชิ้นงาน และ 2)  การสร้างชิ้นงานหนึ่งๆ ต้องอาศัยความพากเพียร นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่เป็นเวลานาน

คนพวกนี้ทำงานในที่ร่ม ผิวหนังจึงซีด ไม่มีน้ำมีนวลเหมือนชนชั้นสูงที่จะมีสีคล้ำกว่า เนื่องจากมีกิจกรรมที่ต้องอยู่กลางแจ้งแทบตลอดเวลา (ดู บางบทสำรวจ ปรัชญาการเมืองคลาสสิค ของพิศาล มุกดารัศมี สำนักพิมพ์วิภาษา พ.ศ. 2551)

บุคคลประเภทนี้จึงขาดสมดุลที่ดีระหว่างจิตวิญญาณและร่างกาย

เห็นได้จากใน The Republic ของ Plato ที่อธิบายว่าดนตรีสามารถสร้างความกลมกลืนให้กับ ‘จิตใจ’ มนุษย์และมีหน้าที่บรรเทาความปรารถนาอยากในฝ่ายต่ำ แต่ขณะเดียวกัน ‘ร่างกาย’ มนุษย์ก็ต้องการการฝึกฝน (gymnastics) และบุคคลจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการสร้างดุลยภาพที่ดีระหว่างร่างกายและจิตใจเท่านั้น

อาชีพศิลปินและนักดนตรีจึงจัดเป็นอาชีพของคนชั้นต่ำ (vulgar) และแม้ว่าใน The Politics ของ Aristotle จะแนะนำว่าดนตรีควรเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาของเยาวชน (เพราะเป็นสิ่งช่วยกล่อมเกลาจิตใจส่วนที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม) แต่คนควรจะหัดเล่นดนตรีก็แต่เฉพาะในตอนที่ยังเป็นเด็กเท่านั้น

Aristotle ระบุว่าชนชั้นสูงที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ควรจะเล่นดนตรี แต่ควรมีหน้าที่เพียงรับฟังและวิพากษ์วิจารณ์

อาชีพนักดนตรีในสังคมกรีกโบราณจึงจัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นล่าง ผู้ต้องก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตอยู่กับการหาเลี้ยงปากท้อง ซึ่งทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการพัฒนาสติปัญญา

แม้ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นพิเศษบางคนจะได้รับการชื่นชมยกย่องในฐานะนักดนตรีหรือกวีคนสำคัญ แต่สถานะทางสังคมของบุคคลเหล่านี้ก็ไม่เคยจัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง

อาชีพนักดนตรีเร่ร่อนอย่าง Minstrel ในยุคกลางนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของสถานะทางสังคมของคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะการรวมตัวกันเป็น Guild ในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1321 ก็แสดงให้เห็นว่าดนตรีเป็น ‘อาชีพ’ หนึ่งในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากงานช่างเหล็กหรือช่างทองแต่อย่างใด

และจากหลักฐานต่างๆ ที่เราพบ อาชีพของนักดนตรีตั้งแต่สมัยแรกๆ ก็ไม่จัดว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความมั่งมีเงินทองให้กับชีวิต

(ยิ่งกว่านั้น ยังพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ในอินเดียใต้สมัยก่อน เรียกผู้หญิงที่ร้องรำทำเพลงในเทวสถานว่า ‘เทวทาสี’ คือจัดอยู่ในกลุ่มคนจำพวกทาสหญิงนั่นเอง

เช่นเดียวกับในสยาม ดนตรีก็ถูกจัดอยู่ในวิชาสำหรับทาสไพร่ ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงก่อนรัชกาลที่ 2 ไม่เคยปรากฏว่าชนชั้นเจ้านายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการร้องรำทำเพลง)

แต่แนวคิดเชิงสุนทรียศาสตร์ของตะวันตกในราวคริสต์ศตวรรษที่ 18 แบบ Kantian กลับทำให้ดนตรีกลายเป็น ‘ศิลปะ’ ที่มีความสูงส่งเหนืองานอาชีพทั่วๆ ไป และมีส่วนทำให้นักดนตรี (ส่วนหนึ่ง) กลายมาอยู่ในสถานะของ ‘ศิลปิน’ ทำให้การสร้างสรรค์ดนตรีก็คือการสร้างผลงานศิลปะ

ความเป็นปัจเจกศิลปินหมายถึงผู้มีญาณทัศน์ และอัจฉริยภาพ (genius) และมีเสรีภาพทางความคิดอยู่เหนือเรื่องการทำมาหากินหรือเรื่องเงินๆ ทองๆ

ทัศนะที่มีต่อ ‘ศิลปะ’ ในแบบนี้จึงทำให้งานจิตรกรรมและดนตรีไม่ใช่เพียง ‘อาชีพ’ ที่ใช้หาเงินอีกต่อไป แต่เป็นภารกิจของศิลปินที่จะต้องสร้างสรรค์ความงาม ความดี และความจริง ขึ้นมาด้วยเสรีภาพทางจิตวิญญาณอย่างเต็มเปี่ยมเท่านั้น

(ทัศนะแบบนี้เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังจะพบว่าการพูดคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ กับศิลปินออกจะเป็นเรื่องที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจพอสมควร ยิ่งกับจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ด้วยแล้ว การพูดเรื่องเงินทองผลตอบแทนดูเหมือนจะเป็นสิ่งต้องห้ามเลยทีเดียว)

แต่สำหรับแวดวงดนตรีแล้ว การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ‘ศิลปิน’ ก็ใช่ว่าจะทำกันได้ทุกคน เพราะตำแหน่งศิลปินมักสงวนไว้สำหรับนักแต่งเพลง (composer) วาทยกร (conductor) หรือเอตทัคคะ (virtuoso) ผู้เชี่ยวชาญจำนวนน้อยเท่านั้น

ขณะที่นักดนตรีทั่วๆ ไปส่วนมากยังคงต้องอยู่ในสถานะของนักดนตรี ‘อาชีพ’ ที่เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของวงออร์เคสตร้าและเป็นคนทำงานหาเช้ากินค่ำไม่ผิดไปจากอาชีพอื่นแต่อย่างใด

งานของนักดนตรี – ส่วนมาก – ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (ถ้าไม่นับพวกที่ผันตัวเองไปเป็นครูอาจารย์) ในความเป็นจริงจึงจัดเป็นงานชนิดเดียวกับ ‘ช่างฝีมือ

เป็น ‘อาชีพ’ ที่เน้นการฝึกฝนทักษะ (skill) ให้อยู่ในระดับสูง เพื่อเพิ่มค่าตัวในการทำงานเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ นั่นเอง

  • ปัจจัยและอุปสรรคของการศึกษาดนตรี

ในโลกทุนนิยมปัจจุบัน สถานะของดนตรีพร่าเลือนอยู่ระหว่างพรมแดนของการหาเลี้ยงชีพและความเป็นศิลปะอย่างยากที่จะแยกออกจากกัน โดยเฉพาะเมื่อความหมายของศิลปินกลับมาถูกกำกับด้วยรายได้จำนวนมหาศาลในวิธีคิดแบบทุนนิยม ปรากฏการณ์นี้ส่งผลสะเทือนสืบเนื่องไปถึงเรื่องการจัดระบบการศึกษาดนตรี

ถ้าพิจารณาดูแล้ว ในจำนวนนักดนตรี (performer) ทั้งหมดทุกประเภท ต้องยอมรับว่านักเปียโนส่วนใหญ่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดีมากถึงอาจจะดีที่สุด เนื่องด้วยเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่จัดว่ามีราคาแพงกว่าอย่างอื่น

ดังนั้นการมีโอกาสได้หัดเรียนหัดเล่นเปียโนจึงไม่ใช่เรื่องของผู้คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำแน่ๆ ผิดกับเครื่องดนตรีอย่างกีต้าร์ที่สามารถซื้อหาได้ในราคาไม่แพง

เครื่องดนตรีอย่างเปียโนกับกีต้าร์จึงสะท้อนให้เห็นช่วงห่างทางชนชั้นในหมู่นักดนตรีได้ดีที่สุด และยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ‘โอกาส’ ในการเข้าถึงการศึกษาดนตรีนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ ‘เงิน’ นั่นเอง

เมื่อพูดถึงการศึกษาดนตรีในประเทศไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงเรื่องค่าเล่าเรียน ในปัจจุบัน การเรียนดนตรีในสังคมไทยเป็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดชนิดที่ยากจะพบเจอในส่วนอื่นๆ ของโลก

เนื่องด้วยการเรียนดนตรี (หลักสูตรปริญญาตรี) ในประเทศไทยนั้น ถ้าเป็นการเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ นักศึกษาจะเสียค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก อาจจะไม่ถึง 10,000 บาทต่อปีด้วยซ้ำ

แต่ในขณะเดียวกัน กลับพบว่ามหาวิทยาลัยเอกชนหรือนอกระบบบางแห่งมีการเก็บค่าเล่าเรียนในอัตราที่สูงมากจนอยู่ในขั้นหลักแสนบาท

หรือบางแห่งอาจสูงถึง 160,000 บาท ในปีแรก

เพราะเท่าที่ทราบ ค่าใช้จ่ายในการเรียนดนตรีระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกา (สำหรับประชากรในประเทศ) อัตราต่ำสุดน่าจะอยู่ที่ราวๆ 200,000 – 300,000 บาทต่อปีสำหรับมหาวิทยาลัยทั่วไป

เช่นอัตราค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย Florida International University จะอยู่ที่ราว 6,500 $  ต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณไม่ถึง 200,000 บาท (คำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 2 ธันวาคม 2555)

ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ชื่อเสียงดีๆ ก็เรียกเก็บในอัตราที่สูงกว่า ซึ่งอัตราสูงสุดน่าจะอยู่ที่ราวๆ 60,000 $ ต่อปี หรือประมาณ 1,200,000 บาท

ซึ่งจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยทั่วไปกับมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นดีในสหรัฐอเมริกานั้นมีช่วงห่างของค่าเล่าเรียนดนตรีต่างกันประมาณ ‘หก’ เท่าตัว (200,000 บาท / 1,200,000 บาท)

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการศึกษาดนตรีในประเทศไทยระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐกับมหาวิทยาลัยเอกชน (หรือนอกระบบ) กลับมีช่วงห่างที่ต่างกันถึง ‘สิบหก’ เท่าตัว (10,000 บาท / 160,000 บาท)

แสดงให้เห็นสภาวะความเหลื่อมล้ำของการศึกษาดนตรีในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ยังไม่ต้องนำไปเทียบกับกรณีของมหาวิทยาลัยดนตรีสิงคโปร์ที่รัฐบาลเป็นฝ่ายสนับสนุนให้นักศึกษาที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดนตรี ‘ไม่ต้องเสีย’ ค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น เนื่องด้วยมีการคิดเผื่อไปถึงปริมาณงานรองรับที่ยังคงมีอยู่น้อยในความเป็นจริง

  • ความผกผันระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายในการเรียน

ถ้าถามว่าเมื่อนักศึกษาวิชาดนตรีเรียนจบและประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีในประเทศไทย นักศึกษาเหล่านี้จะเริ่มต้นอาชีพนักดนตรีด้วยรายได้ที่ดีกว่า หรือสูงกว่าสาขาวิชาชีพอื่นหรือไม่ คำตอบก็คงเป็น – ไม่

เพราะการประกอบอาชีพนักดนตรีในสังคมไทยไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำเงินได้มากๆ และค่าตอบแทนในการเล่นดนตรีกลางคืนตามร้านอาหารทั่วๆ ไปนั้นก็เป็นที่รู้กันว่าโดยเฉลี่ยแล้วอาจทำเงินให้นักดนตรีเพียงราวๆ หมื่นกว่าบาทต่อเดือนเท่านั้น

(ในปัจจุบัน การพูดถึงรายได้เป็นเดือนสำหรับนักดนตรีกลางคืนดูจะเป็นเรื่องเชิงอุดมคติมากเกินไปด้วยซ้ำ เพราะในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เจ้าของร้านส่วนมากมักจ่ายเงินให้กับนักดนตรีเป็นแบบรายวันมากกว่า จนถึงขนาดที่พร้อมจะยกเลิกการแสดงได้ตลอดเวลาในกรณีที่ร้านมีลูกค้าไม่มาก ความมั่นคงของอาชีพนักดนตรีในประเทศไทยจึงเรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยมีอยู่)

อาจมีสถานประกอบการบางแห่งที่ให้ค่าจ้างนักดนตรีในอัตราสูง (เช่นในโรงแรมใหญ่ๆ) แต่สถานที่เช่นนั้นก็มีจำนวนน้อย และมีการแข่งขันสูงมาก

ดังนั้นนอกจากเรื่องของฝีมือแล้ว การสร้างเส้นสายหรือ connection ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งที่จะทำให้นักดนตรีคนหนึ่งสามารถก้าวไปสู่ตำแหน่งนักดนตรีรายได้สูงในสถานประกอบการเหล่านั้น

สำหรับวุฒิปริญญาตรีด้านดนตรีนั้น การคาดหวังที่จะจบออกมาแล้วทำงานได้เงินเดือนเกินสองหมื่นบาทขึ้นไป ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากมากในสังคมไทย

ดูแค่การจ้างงานในมหาวิทยาลัยดนตรีของไทยเองซึ่งคิดอัตราค่าเล่าเรียนแพงระดับเกือบสองแสนบาทต่อปี แต่เมื่อรับนักศึกษาที่เรียนจบระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของตนเข้าทำงาน กลับมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นให้เพียงหมื่นกว่าบาทเท่านั้น

อีกทั้งการผลิตนักดนตรีจำนวนมากของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในปัจจุบัน ยังสวนทางกับการกระทำของทางภาครัฐที่ไม่เคยสนับสนุนให้เกิดอาชีพนักดนตรี โดยเฉพาะนักดนตรีคลาสสิคซึ่งส่วนใหญ่เมื่อจบออกไปก็ไม่สามารถหาวงดนตรีเข้าทำงานได้ เนื่องด้วยประเทศไทยมีวงดนตรีคลาสสิคอยู่เพียงไม่กี่วงเท่านั้น

อีกทั้งยังไม่เคยมีการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการฟังดนตรีคลาสสิคในหมู่ประชาชนอย่างจริงจังมาก่อน

ผลที่ได้ก็คือนักเรียนดนตรีคลาสสิคส่วนใหญ่ที่เรียนจบออกไปไม่สามารถประกอบอาชีพนักดนตรีได้จริงๆ อย่างที่ร่ำเรียนมา และต้องผันตัวเองไปเป็นอาจารย์บ้าง หรือครูผู้ควบคุมวงดนตรีตามโรงเรียนมัธยมต่างๆ บ้างด้วยความจำเป็น

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นเดียวกัน เพราะเคยมีอาจารย์สอนดนตรีต่างชาติชาวอเมริกันหลายคนที่ยอมรับกับผู้เขียนบทความว่า ที่พวกเขาต้องเดินทางมาทำงานถึงประเทศไทยก็เพราะด้วยเหตุผลเดียว – คือไม่สามารถหางานทำที่บ้านเกิดของตัวเองได้

นักดนตรีในประเทศไทยส่วนใหญ่จึงต้องดำรงชีวิตด้วยสถานะของอาจารย์สอนดนตรีตามบ้านหรือตามโรงเรียนเอกชนทั่วไป ซึ่งมีค่าตอบแทนเฉลี่ย (หลังจากหักเปอร์เซ็นต์ส่วนหนึ่งเข้าโรงเรียนแล้ว) อยู่ที่ชั่วโมงละราวๆ สองร้อยถึงสามร้อยบาท

และเนื่องด้วยจำนวนเงินจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงที่สอน ในวันเสาร์อาทิตย์ที่มีนักเรียนมาก จึงเป็นเรื่องปกติที่อาจารย์สอนดนตรีเหล่านี้จะโหมทำงานหนักโดยสอนติดๆ กันถึงวันละ 6-10 ชั่วโมงทีเดียว

ซึ่งแน่นอนว่าการสอนดนตรีเป็นช่วงเวลายาวนานติดๆ กันหลายชั่วโมงเช่นนั้นย่อมเป็นการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ การเรียนการสอนในโรงเรียนดนตรีเอกชนเหล่านี้ส่วนมากจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดหวังถึงคุณภาพได้มาแต่ไหนแต่ไร

มีเรื่องเล่าว่าอาจารย์สอนเปียโนบางคนสามารถเรียกค่าตอบแทนในการสอนได้ถึงสามพันหรือสี่พันบาทต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่น่าหัวเราะ เพราะในความเป็นจริงแล้วเป็นที่รู้ๆ กันในหมู่นักดนตรีว่าผู้ที่สามารถเรียกเก็บค่าสอนแพงขนาดนั้นได้มีจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อย (ซึ่งถ้าคิดเป็นสัดส่วนคงมีไม่ถึง 1% ของนักดนตรีทั้งหมดแน่ๆ)

และการที่ครูคนหนึ่งสามารถเรียกเก็บค่าสอนแพงๆ ยังต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบแวดล้อมอีกหลายอย่าง เช่น สถานะทางสังคมและ connection ต่างๆ อีกมาก

(แต่เรื่องเล่าประเภทนี้ก็สามารถสะท้อนถึงทัศนคติที่เห็น ‘เงิน’ เป็นพระเจ้าแบบทุนนิยมที่เหลื่อมซ้อนอยู่กับ myth เรื่องอัจฉริยภาพของ ‘ศิลปิน’ แบบโรแมนติคนิยมได้เป็นอย่างดี)

เพราะกระทั่งการได้งานเป็นอาจารย์ประจำอยู่ในมหาวิทยาลัยดนตรีชั้นดี ก็ยังคงไม่ได้รับค่าตอบแทนในการสอนสูงถึงขนาดนั้น ตัวอย่างเช่นนักดนตรี (ชาวไทย) ที่เรียนจบปริญญาโท โดยทั่วๆ ไป เมื่อได้รับตำแหน่งอาจารย์จะได้รับเงินเดือนราวๆ 25,000 บาท

ซึ่งเมื่อคำนวณโดยเฉลี่ยกับภาระงานสอนที่ตกประมาณอาทิตย์ละ 15 ชั่วโมง (คือเดือนละ 60 ชั่วโมง) ก็จะเท่ากับว่าได้ค่าตอบแทนการสอนชั่วโมงละสี่ร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง

ยิ่งถ้าจบเพียงวุฒิปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้นก็ยิ่งน้อยลงไปกว่านั้นอีก

  • คำถามที่ไม่มีคำตอบ และ ‘อาชีพ’ ที่ถูกบิดเบือนความหมาย

คำถามจึงเกิดขึ้นว่าค่าเล่าเรียนที่ดูเหมือนจะแพงเกินจริง คือปีละ 100,000 ถึง 160,000 บาท สำหรับการเรียนดนตรีในมหาวิทยาลัยไทยบางแห่งนั้นเกิดขึ้นจากฐานคิดอะไร ในเมื่ออาชีพนักดนตรีตามปกติไม่ได้เป็นอาชีพที่สามารถทำเงินได้เป็นจำนวนมากๆ อย่างอาชีพแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์

(ค่าใช้จ่ายในการเรียนแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยอยู่ที่ราวๆ ปีละไม่เกิน 40,000 บาทเท่านั้น – แต่เพื่อความเป็นธรรม ขออธิบายเพิ่มเติมว่าในกรณีของจุฬาลงกรณ์นั้นทางมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณอุดหนุนจากทางภาครัฐจึงสามารถจัดเก็บค่าเล่าเรียนในอัตรานั้นได้

เท่าที่สืบค้นข้อมูลดูคร่าวๆ ค่าใช้จ่ายในการเรียนแพทย์จริงๆ จะตกอยู่ที่ราวๆ 300,000 บาทต่อปี เนื่องด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีราคาแพง ดังจะเห็นได้จากค่าเล่าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยรังสิตซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนนั้นจะอยู่ที่ราวๆ 350,000 บาทต่อปี

ซึ่งในกรณีนี้ก็ไม่จัดว่าแพงเกินไปนักเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง โดยเฉพาะเมื่อประเมินถึงรายได้จากอาชีพหมอที่นักศึกษาจะได้รับเมื่อเรียนจบออกมา)

ในแง่นี้ ถ้าเราคิดว่าการจ่ายค่าเล่าเรียนเป็นการลงทุนเพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต การเรียนดนตรีในสถาบันที่เรียกเก็บค่าเล่าเรียนเป็นหลักแสนต่อปีก็คงจะเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่ย่อยยับไปแล้วนับตั้งแต่วินาทีที่ได้จ่ายเงินลงทะเบียนเทอมแรกเลยทีเดียว

สิ่งนี้ยังทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่าเงินค่าเล่าเรียนจำนวนมหาศาลนั้นเดินทางไปยังที่ใดบ้าง? เพราะลำพังค่าจ้างอาจารย์นั้นน่าจะเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยทั่วๆ ไปสามารถจัดการได้ดีอยู่แล้ว (ยิ่งบางสถาบันยังได้รับการสนับสนุนเงินส่วนนี้จากภาครัฐอีกด้วย)

ถ้าจะอ้างว่านำไปสร้างอาคารเรียน สร้างวงดนตรีและ event หรือบริการต่างๆ ก็มีคำถามว่างบประมาณในส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนของทางภาครัฐหรือของทางมหาวิทยาลัยที่จะต้องรับผิดชอบเองไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่มาเรียกเก็บจากนักศึกษา – ซึ่งมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ต้องให้บริการอยู่แล้ว

การจัดเก็บค่าเล่าเรียนที่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งตรรกะวิธีคิดแบบนี้ ส่งผลให้การเรียนดนตรีในสถาบันเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อการประกอบ ‘อาชีพ’ นักดนตรีจริงๆ แต่อย่างใด เพราะผู้ที่สามารถศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษาที่เก็บค่าเรียนแพงขนาดนี้ย่อมเป็นผู้ที่ไม่ต้องกังวลเดือดร้อนกับการทำมาหากินอยู่แล้ว

หรือถ้าจะคิดในแง่ร้ายที่สุด การเรียนดนตรีในเงื่อนไขแบบนี้ก็กลับกลายเป็นเพียงการแสวงหาใบปริญญาบัตรสักใบหนึ่งเพื่อจะนำไปแขวนประดับผนังบ้านเท่านั้นเอง

คำว่านักดนตรีจึงถูกทำให้บิดเบี้ยวไปจากความเป็น ‘อาชีพ’ และกลายเป็นสถานะที่เลื่อนลอยคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างความเป็นศิลปะกับงานอดิเรกของนายทุนและชนชั้นกลางระดับสูง-ชนชั้นสูง

ส่วนชนชั้นล่างหรือชนชั้นกลางระดับล่างผู้ปรารถนาจะยึดดนตรีในการประกอบอาชีพอย่างแต่ก่อน ก็ไม่มี ‘โอกาส’ ในการศึกษาดนตรีอย่างมีคุณภาพอีกต่อไป ด้วยค่าเล่าเรียนที่สูงลิบลิ่ว

โอกาสของการเรียนดนตรีเพื่อประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีจริงๆ ในประเทศไทยจึงดูเหมือนกำลังมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเพียงโอกาสที่สงวนไว้ให้กับบางชนชั้นเท่านั้น





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chailasalle วันที่ : 31/01/2013 เวลา : 01.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

แหม คล้ายๆกับวงการ วิจิตรศิลป์ในบ้านเราเลย ดูมันเลื่อนๆลอยๆหากเรียกเป็นอาชีพ ... โหวตครับกับบทความดีดี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด...

Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007

View All
<< มกราคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]