*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 25
  • จำนวนผู้ชม : 89410
  • จำนวนผู้โหวต : 46
  • ส่ง msg :
  • โหวต 46 คน
<< มกราคม 2015 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2558
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 4561 , 09:01:38 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน tachang , SW19 และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ดังที่ได้เกริ่นนำไว้ตั้งแต่บทนำแล้วว่า พระคาถาแรกในยมกวรรคคือพระคาถาที่ขึ้นต้นด้วย “มโนปุพฺพงฺคมา  ธมฺมา” ขอยกพระคาถานั้นมาตั้งไว้ก่อนนะคะ นั่นคือ

มโนปุพฺพงฺคมา  ธมฺมา.....................มโนเสฏฺฐา มโนมยา

มนสา เจ  ปทุฏฺเฐน.........................ภาสติ วา  กโรติ  วา

ตโต  นํ  ทุกฺขมเนฺวติ......................จกฺกํว  วหโต  ปทํ ฯ

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นสภาพถึงก่อน มีใจประเสริฐที่สุด อันสำเร็จแล้วแต่ใจ

หากว่าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่หรือ หรือว่ากระทำอยู่ไซร้

ทุกข์ย่อมติดตามบุคคลนั้นไปเพราะทุจริต ๓ นั่น ดุจดังล้อหมุนตามรอยเท้าวัวที่ลากแอกไปอยู่ฉะนั้น.

 

พระคาถานี้ พระพุทธเจ้าตรัสขณะประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีเพราะทรงปรารภถึงพระเถระที่ชื่อว่าจักขุบาลค่ะ ดังนั้นชื่อของอรรถกถาของพระคาถานี้จึงชื่อว่า พระจักขุบาลเถระ

ต้นเรื่องอันเป็นที่มาของพระคาถา (หรือนิทาน) มีอยู่ว่า มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ชื่อว่า มหาสุวรรณ เป็นผู้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายแต่กลับไม่มีบุตร วันหนึ่ง หลังจากที่ท่านอาบน้ำที่ท่า ในระหว่างทางที่เดินกลับนั้น ท่านสังเกตเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่กิ่งก้านสาขาสมบูรณ์

"ต้นไม้นี้ คงมีเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่สถิตอยู่เป็นแน่"

ท่านคิด

แล้วจึงให้บริวารปัดกวาดลานใต้ต้นให้สะอาด ให้ล้อมรอบด้วยกำแพง เกลี่ยทรายลงที่โคนต้น ให้ประดับประดาด้วยธงต่างๆ เมื่อทำการรักษาต้นไม้เสร็จแล้วจึงตั้งความปรารถนาว่า

“หากข้าพเจ้าได้บุตรชายหรือหญิง จะกลับมาทำสักการะใหญ่แก่ท่าน”

ต่อมาไม่นาน ภรรยาของเศรษฐีก็ตั้งครรภ์ หลังจากที่คลอดบุตรเป็นชาย ท่านตั้งชื่อบุตรชายของท่านว่า ปาล (หรือ บาลในภาษาไทย) ที่แปลว่ารักษา เพราะเชื่อว่าเป็นบุตรที่ตนได้หลังจากที่ทำการรักษาต้นไม้อันเป็นเจ้าป่า ต่อมา ภรรยาท่านก็คลอดบุตรชายอีกคนหนึ่ง ท่านจึงเปลี่ยนชื่อบุตรชายคนโตเป็น มหาปาล หรือ มหาบาล และตั้งชื่อบุตรชายคนเล็กว่า จุลปาล หรือ จุลบาล

เมื่อบุตรทั้งสองถึงวัยอันสมควร ก็จัดแจงเรื่องการแต่งงานให้ และเมื่อเศรษฐีและภรรยาถึงแก่กรรม ญาติๆจึงได้เปิดคลังสมบัติและแบ่งสมบัติทั้งหมดแก่บุตรทั้งสอง

ในสมัยนั้น พระศาสดาทรงยังธรรมจักรให้หมุนไปทั่วทิศแล้ว เสด็จมาโดยลำดับจนถึงกรุงสาวัตถี ได้ประทับอยู่ที่ เชตวันมหาวิหาร อันเป็นวิหารที่อนาถบิณฑิกะเศรษฐีสละทรัพย์ถึง ๕๔ โกฎิสร้างถวาย

ในช่วงเวลานั้น อรรถกถาอธิบายว่าทรง

มหาชนํ  สคฺคมคฺเค  จ  โมกฺขมคฺเค  จ ปติฏฺฐาปยมาโน

อันแปลว่า

ทรงยังมหาชนให้ตั้งอยู่ในทางแห่งสวรรค์ด้วย ในทางแห่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นด้วย

นั่นคือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้นสอดคล้องกับคุณทั้งหลายของผู้ฟังคือ ความเลื่อมใส (ที่มีทั้งอย่างหวั่นไหวและที่แน่วแน่ในพระรัตนตรัย ดังที่เคยเล่าไว้ในเอนทรี่ เลื่อมใสอย่างไรเรียกแน่วแน่ในพระรัตนตรัย) ศีล และอุปนิสัยในการบรรพชา

ถึงตรงนี้ ใคร่ขอแทรกความเห็นไว้สักเล็กน้อยค่ะ ว่าเราๆที่ศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาควรคำนึงถึงข้อนี้ด้วย ดังที่เคยตรัสว่า เพราะธาตุมีหลายธาตุ บุคคลจึงมีความเชื่อ มีศีล มีวัตร มีอัธยาศัยไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ บางท่านปรารภนิพพานในขณะที่บางท่านไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่ตราบเท่าที่เขายังคงรักษาศีล ใส่ใจและเกื้อกูลบุคคลรอบข้าง ทำหน้าที่ของตนอย่างไม่บกพร่อง การไม่ปรารภนิพพานของเขาก็ไม่ควรได้รับการตำหนิ

ดังนั้นหากเราการยัดเยียดธรรมที่ไม่เหมาะแก่เพศ ฐานะ เหตุปัจจัย อัธยาศัย แก่ผู้ใด ก็อาจเป็นการสร้างสมุทัย สร้างทุกข์แก่ผู้นั้น ทำให้เขากลับยิ่งเนินช้าออกไปมากยิ่งขึ้น เพราะมีคำตรัสว่า ธรรมย่อมไหลไปตามธรรม ก็คือว่าหากบุคคลมีศีล ประพฤติธรรมตามเหตุปัจจัยของตน น้อมลงสู่ความว่าง ก็จะค่อยๆไหลไปสู่พระนิพพานได้เอง

การศึกษาธรรมก็ไม่ควรเร่งรัดอยากได้ผลนะคะ แต่ควรเร่งรัดทำที่เหตุอันจะนำผลมาให้ และควรมีเพียงความพึงพอใจที่ได้ทำเหตุ

อาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มักเน้นกับผู้เข้าฟังการบรรยายของท่านว่า การศึกษาธรรมในพุทธศาสนา เป็น จิรกาลภาวนา คือต้องในเวลาที่ยาวนาน ผู้ศึกษาควรฟังให้เข้าใจ ให้เกิดปัญญารู้แจ้งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเพราะปัญญาค่อยๆเกิดทีละน้อย จึงเป็นการภาวนาที่ยาวนานค่ะ (ภาวนาแปลว่าทำให้เกิด ให้มีขึ้น ให้เจริญขึ้น)

กลับมาที่เรื่องที่เล่าค้างไว้ต่อกันค่ะ

พระศาสดานั้นทรงประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีรวมทั้งหมดถึง ๒๕ พรรษา โดยประทับที่ พระเชตวันมหาวิหาร เป็นเวลา ๑๙  พรรษา ส่วนอีก ๖ พรรษานั้นประทับที่ ปุพพาราม ที่นางวิสาขา มหาอุบาสิกา สละทรัพย์จำนวน ๒๗ โกฏิ สร้างถวาย

อนาถบิณฑิกะเศรษฐีและมหาอุบาสิกาวิสาขาทั้งสองท่านนั้น ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าวันละ ๒ ครั้งเนื่องนิตย์ เวลาไป ท่านก็ไม่เคยไปมือเปล่า ถ้าท่านไปเฝ้าก่อนเวลาภัตร ก็จะให้คนถืออาหารและของขบเคี้ยวไปเพื่อถวายและทำทาน หากท่านไปในเวลาหลังภัตรเพื่อฟังธรรม ท่านก็ให้บุคคลถือของหอมเช่นดอกไม้หรือของอื่นๆเช่นผ้า ยา ปานะ เป็นต้น ไปกับท่านด้วย ส่วนมหาชนที่เป็นอริยสาวกในกรุงสาวัตถี ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับท่านทั้งสอง

อีกทั้งที่บ้านของทั้งสองท่าน ก็ปูลาดอาสนะไว้สำหรับภิกษุจำนวนสองพันทุกวัน

ฝ่ายอนาถบิณฑิกะเศรษฐีนั้น ความที่ท่านรักพระพุทธเจ้ามาก จึงไม่เคยถามปัญหาอะไรๆกับพระองค์เลยค่ะ เพราะท่านคิดว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระชาติเป็นกษัตริย์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ละเอียดอ่อน หากต้องมาแสดงธรรมเพราะเห็นแก่การอุปการะของท่านแล้ว พระองค์ก็คงลำบาก ดังนั้น พอไปเฝ้าทีไรก็ได้แต่นั่งนิ่งๆ ไม่ไต่ถามอะไร

แต่พระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นพระผู้มีอุปการะแก่สัตว์ ทรงมีพระดำริว่า

"เศรษฐีนี้รักษาเราในที่ที่ไม่ควรรักษา"

เพราะกว่าพระองค์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ต้องทรงบำเพ็ญบารมีมานานแสนนาน ที่ทรงทำอย่างนั้นก็เพื่อจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากวัฏฏสงสาร จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่เศรษฐีเสมอๆ

วันหนึ่ง มหาบาลเห็นอริยสาวกพากันถือดอกไม้และของหอมในมือเดินไปสู่วิหาร จึงถามว่าท่านจะไปไหน เมื่อทราบว่าชนเหล่านั้นจะไปฟังธรรม ท่านก็ตามไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วย

สำหรับพระพุทธเจ้านั้น เมื่อจะแสดงธรรม ก็จะทรงแลดูคุณต่างๆผู้ฟัง(ดังที่เล่าไว้ในตอนต้นคือความเลื่อมใส ศีล และ อุปนิสัยในบรรพชา) แล้วจึงทรงแสดงธรรมที่สอดคล้องกับคุณเหล่านั้น ในวันนั้น ทรงตรวจดูแล้วทอดพระเนตรเห็นว่า มหาบาลมีอุปนิสัยในการบวช เมื่อทรงแสดงธรรมจึงที่แสดงอนุปุพพีกถา หรือ วาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ

แล้วอนุปุพพีกถาคืออะไรหรือคะ

ก็คือวาจาเป็นเครื่องกล่าวที่ประกอบด้วยเรื่องทั้งหมด ๕ เรื่อง อันเริ่มจาก

-เรื่องของทาน

-เรื่องของศีล

-เรื่องของสวรรค์ หรือก็คืออานิสงค์ของทานและศีลอันทำให้ได้รับความสุข ความเพลิดเพลินทางตาหูจมูกลิ้นกาย หรือก็คือในกามคุณ ราวกับอยู่ในสวรรค์

-เรื่องของความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เพราะการผันแปร ไม่อยู่ในอำนาจความควบคุม ต้องมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเป็นปัจจัยจึงจะเสพสุขจากกามได้ ความสุขที่ได้จึงไม่เที่ยง ผู้เสพกามจึงได้สุขทุกข์ คลุกเคล้ากันไป อีกทั้งความทุกข์ที่ได้ก็มากกว่าความสุขเสมอ

-เรื่องของอานิสงส์ของการออก ผลของการปลีกออก อันทำให้พบความสงบที่ถาวร ไม่แปรผัน

ขอแทรกอีกนิดตรงนี้ค่ะ อานิสงส์ของกามออกจากกามนี้ มาจากสองบทที่ว่า

เนกฺขมฺเม อานิสํสํ

ซึ่งแปลว่า อานิสงส์ในการออก

แต่มักแปลกันว่า อานิสงส์ในการออกบวช

การแปลอย่างนี้ก็อาจทำให้ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสนอกจากจะไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชนหมู่มากเพราะจะมีเพียงชนบางพวกและเป็นจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะนำธรรมที่ตรัสมาใช้กับชีวิตประจำวันได้แล้ว ยังทำให้เกิดช่องว่างของการปฏิบัติ บันไดในการปฏิบัติขาดเสียในระหว่างจนทำให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้

เมื่อมองความหมายของเนกขัมมะหรือ เนกฺขมฺม ตามที่สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ ทศบารมี ทศพิธราชธรรม (หน้า๕๗ ) จะพบว่าความหมายของ เนกขัมมะครอบคลุมกว้างขวางขึ้น ดังที่ทรงอธิบายไว้ว่า

“เนกขัมมะ คือการออก ได้แก่การออกจากกาม ไม่ติดอยู่ในกาม จนถึงการออกที่เป็นการออกบวช”

หรือ ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงอ้างถึงคำอธิบายของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในวิทยานิพนธ์ชื่อ ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท (หน้า ๑๕๘) ว่า

“เมื่อผู้เอาใจใส่อ่านเรื่องมโหสถนี้ตลอดแล้ว จะไม่พบข้อความตอนไหนว่ามโหสธได้บวช ก็จะพึงเห็นว่า มโหสธขาดบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ตอนจวนจะจบ นางเภรีปริทาธิดา ชวนให้มโหสธออกผนวช มโหสธตอบว่า ยังบวชไม่ได้ เพราะมีครอบครัวรุงรังมาก คำตอบนี้ได้ความชัดว่า มโหสธไม่ได้บวช ก็เนกขัมมะนั้นแปลว่าออกจากกาม มี ๒ ประการ คือ บรรพชา เป็นเนกขัมมะทางใจประการหนึ่ง ปหานะ การละกิเลสประการหนึ่ง บรรพชาเป็นเนกขัมมะทางกาย ปหานะ เป็นเนกขัมมะทางใจ เพราะฉะนั้น มโหสธไม่ได้บวชก็ชื่อว่าได้บำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ ปหานอันพึงปฏิบัติทางใจ”

อีกประการคือ บุคคลถึงจะปรารถนาการบวชแล้ว ก็ยังต้องฝึกปรือตนในขณะที่เป็นคฤหัสถ์จนกว่าจะเป็นผู้ควรบวช ซึ่งก็คือ เมื่อมีการปลีกออกจากกามทางใจเป็นอันดับแรกแล้ว ก็ต้องฝึกตนจนค่อยๆมั่นคงกับการอยู่ผู้เดียว มั่นคงกับการไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง จนเป็นผู้สมควรบวช จนบวชเป็นภิกษุผู้งดงามในที่สุด

เรื่องราวดูจะยาวไปแล้วนะคะ เล่ามาขนาดนี้แล้ว เพิ่งเริ่มต้นที่มหาบาลได้ฟังธรรมเท่านั้นเอง ขอยกที่เหลือไปเล่าต่อในเอนทรี่หน้าดีกว่า โปรดติดตามกันต่อไปนะคะ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 19/01/2015 เวลา : 08.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

อ้างอิง คห2.pierra ขอน้อมรับคำอวยพรด้วยความตื้นตันครับ และขออนุโมทนาเฉกเช่นกันครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 16/01/2015 เวลา : 21.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

รอติดตาม

ความคิดเห็นที่ 8 SW19 , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 16/01/2015 เวลา : 13.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

"ต้นไม้นี้ คงมีเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่สถิตอยู่เป็นแน่"

ท่านคิด

แล้วจึงให้บริวารปัดกวาดลานใต้ต้นให้สะอาด ให้ล้อมรอบด้วยกำแพง เกลี่ยทรายลงที่โคนต้น ให้ประดับประดาด้วยธงต่างๆ เมื่อทำการรักษาต้นไม้เสร็จแล้วจึงตั้งความปรารถนาว่า

“หากข้าพเจ้าได้บุตรชายหรือหญิง จะกลับมาทำสักการะใหญ่แก่ท่าน”

ส่วนนี้คือนิทานที่ใช้ประกอบ การอธิบาย ตัวคาถา เป็นเรื่องที่แต่งหลังพุทธกาล 1000 ปี ซึ่งขณะนั้น พุทธศาสนาในอินเดียเสื่อมไปมาก ส่วนมากหันมานับถือเทพเจ้า ก็เป็นการบนบาน ขอสิ่งศักสิทธ์ ดังนั้นคาดว่าเพื่อให้ถูกจริต คนสมัยนั้น (จนสมัยนี้ก็ตาม) ก็ต้องมีเรื่องราวเหล่านี้ประกอบ เพราะถ้าดูตามพุทธพจน์ ที่กล่าวว่า

""มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก อันภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขา"มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก อันภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขาทั้งหลายบ้าง ป่าทั้งหลายบ้าง อารามและต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ทั้งหลายบ้าง ว่าเป็นสรณะ นั่นแลใช่สรณะอันเกษม นั่นใช่สรณะอันอุดม เขาอาศัยอันนั่นเป็นสรณะแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”

ล่าสุดก็เห็นอยู่ ผอ.สำนักงานเขต เชิญนักจิตสัมผัสที่อวดว่า ติดต่อภูตผีวิญญาณได้ ให้มาพูดคุยกับต้นโพธิ์ ว่าควรย้ายตุ๊กตาม้าลายที่คนเอามาบนบานจนล้นออกมานอกถนนได้หรือไม่ นักเจรจาต่อรองกับผีวิญญาณ ก็ทำการสื่อสารกับต้นโพธิ์ แล้วบอกให้เอาตุ๊กตาไปบดเป็นพระพุทธรูป แต่ผ้าสีให้คงไว้ สองสามวันต่อมาก็มีพระสงฆ์มาทำพิธีเคลื่อนย้ายตุ๊กตาม้าลาย
นี่ก็ย่างเข้า ปี2558แล้ว ล่วงจากสมัยพุทธกาลมาถึง 2558ปี คนก่อนหน้านั้นคิดอย่างไร งมงายอย่างไร พระพุทธเจ้าพยายามสั่งสอนคนให้เลิกงมงาย เหลวไหล สมัยพุทธกาลคนก็ฉลาดขึ้นมามาก พอหลังพุทธกาล จากนั้นความเสื่อมก็มาเยือน ทุกอย่างก็กลับมาเป็นอย่างเดิม
พระธรรมคำสอน ที่พระองค์ตรัสไว้ก็มี ก็ไม่ศึกษา เอาแต่ศรัทธางมงาย อยากได้ผลที่ดี แต่ไม่ปฏิบัติ ขอเอาง่ายกว่า
พระรูปไหนที่มีวิธีแบบสำเร็จรูป โดยไม่ต้องปฏิบัติมากมาย แบบนี้ชอบ สบายดี ไม่ต้องลำบาก
อนาคต ของความเสื่อมทราม อยู่ไม่ไกลจากนี้ เรื่องแบบนี้บังคับกันไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 16/01/2015 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอกราบอนุโมทนาในกุศลเจตนา
ขอกราบ
พระพุทธเจ้า-พระธรรม-พระสงฆ์
มาด้วยความเคารพ อย่างสูง
.
ขอแสดงความเคารพ
ท่าน อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
มาเช่นกัน
.

ความคิดเห็นที่ 6 pierra ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 15/01/2015 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอแทรกความหมายของคำว่า "เศรษฐี" สักนิดนะคะ

เศรษฐีนี้เป็นตำแหน่งที่พระราชาทรงแต่งตั้งเท่านั้นค่ะ โดยทรงแต่งตั้งจากผู้มีทรัพย์มากในพระนคร ไม่ใช่คำที่เราๆใช้เรียกกันทั่วไปอย่างปัจจุบันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 pierra ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 15/01/2015 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบพระคุณคุณ pierra มากค่ะสำหรับความเห็นและพุทธพจน์ที่ยกมาฝากกัน

พระคาถานี้เป็นอีกพระคาถาที่ชอบค่ะจึงพยายามฝึกตนอยู่เสมอเพราะรู้ตัวดีว่ายังไม่สามารถให้ธรรมทานที่ดีที่สุดได้

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้อธิบายว่า การพิมพ์หนังสือธรรมแจก จัดเป็นการให้ธรรมทานที่ดีก็จริง แต่การให้ธรรมที่เรียกว่าเป็นธรรมทานที่ดีที่สุด คือ การอบรมตนด้วยธรรม จนธรรมอยู่กับเนื้อกับตัวจนอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน จึงแสดงตนที่ธรรมอบรมดีแล้วนี้ต่อผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเห็นอานิสงส์ของการประพฤติธรรมแล้วใคร่จะประพฤติตาม ค่ะ

ขอบพระคุณอิีกครั้งนะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
pierra วันที่ : 15/01/2015 เวลา : 12.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพรติํ ธมฺมรตี ชินาติ
ตณฺหกฺชโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ

ธรรมทานเป็นเลิศแห่งทาน
ธรรมรสเป็นเลิศแห่งรส
ธรรมรติเป็นเลิศแห่งความยินดี
สิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง (๔๒๘)

โครงสี่สุภาพ

ธรรมทานชนะสิ้น สรรพทาน
ธรรมรสรสใดปาน เปรียบอ้าง
ธรรมรติมิพบพาน* รติอื่น เสมอรา
สิ้นซึ่งตัณหาล้าง หมดสิ้นทุกข์ปวง

*รติ - ความยินดี ความอิ่มใจ ความเบิกบานใจ
ธรรมรติ - ความยินดี ความอิ่มใจ ความเบิกบานใจในธรรม

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
pierra วันที่ : 15/01/2015 เวลา : 12.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพรติํ ธมฺมรตี ชินาติ
ตณฺหกฺชโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ

ธรรมทานเป็นเลิศแห่งทาน
ธรรมรสเป็นเลิศแห่งรส
ธรรมรติเป็นเลิศแห่งความยินดี
สิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง (๔๒๘)

รติ - ความยินดี ความอิ่มใจ ความเบิกบานใจ
ธรรมรติ - ความยินดี ความอิ่มใจ ความเบิกบานใจในธรรม

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
pierra วันที่ : 15/01/2015 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

การฟังพระธรรมใช่ว่าทุกคนจะใส่ใจฟังได้ ถ้าชาติก่อนๆไม่เคยสั่งสมในการฟังธรรมมาก่อน
เมื่อประมาณ ๒๐ ปีก่อน เปิดวิทยุหาคลื่นไปเรื่อยๆบังเอิญมาหยุดกึกที่สถานีที่มีการบรรยายอภิธรรมของอาจารย์ท่านหนึ่ง
และได้สนใจฟังอย่างตั้งใจที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ่งอย่างนี้เป็นครั้งแรกในชาตินี้
หลังจากนั้นก็ได้ด้นดั้นไปหาฟังธรรมจากอาจารย์ท่านนี้ที่วัดแห่งนั้น
และได้ฟังกับหลายอาจารย์เรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้
คิดว่าเป็นมหากุศลอย่างยิ่งที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่น้อยคนนักที่จะมีความสนใจฟัง เพราะการที่ไม่เคยสั่งสมมาจากชาติก่อนๆ

ท้ายนี้ขออนุโมทนากับคุณณัฐรดาและคุณสมชัยในการสั่งสมการฟังและการปฏิบัติธรรม
เพื่อความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นในชาตินี้
และได้เห็นแจ้งในมรรคผลเพื่อพระนิพพานในชาติต่อๆไป
สาธุ...

ความคิดเห็นที่ 1 pierra ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 15/01/2015 เวลา : 09.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ที่ว่าเป็น "จิรกาลภาวนา" เพราะปัญญาเกิดจากการทรงจำธรรมไว้(สัญญา) นำไปไตร่ตรอง(สังขาร) เมื่อเข้าใจ ก็ทรงจำไว้ตามความไตร่ตรองของตน ด้วยอรรถของตน(สัญญา) จิตจึงค่อยๆถูกอบรมไปตามสัญญาใหม่ที่ทรงจำไว้ทดแทนสัญญาเดิมที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ จนเมื่อจิตถูกอบรมมากๆเข้า ก็จะเกิดความรู้โพล่งออกมา อันเป็นบทสรุปของเรื่องทั้งหมดที่ได้เพียร จำ-คิด จำ-คิด มาเป็นเวลานานแสนนาน

ปัญญาก็เป็นเช่นธรรมอื่นๆค่ะ คือเป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับให้เกิดได้ ไม่เป็นไปตามปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน