*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 25
  • จำนวนผู้ชม : 89450
  • จำนวนผู้โหวต : 46
  • ส่ง msg :
  • โหวต 46 คน
<< กุมภาพันธ์ 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 11469 , 08:58:39 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน พลอยแสง , SW19 และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

บทความโดย สมชัย 

 

 

สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้า ประทับที่วัดเวฬุวัน ได้ตรัสสองคาถา ดังนี้

อสาเร  สารมติโน..............สาเร  จาสารทสฺสิโน

เต  สารํ  นาธิคจฺฉนฺติ.........มิจฉาสงฺกปฺปโคจรา ฯ

สารญฺจ  สารโต  ญตฺวา..... อสารญฺจ  อสารโต

เต  สารํ  อธิคจฺฉนฺติ........ .สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา ฯ

   ชนเหล่าใด มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นในสิ่งอันเป็นสาระว่า ไม่เป็นสาระ

   ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นโคจร ย่อมไม่ประสบสิ่งอันเป็นสาระ

   ชนเหล่าใด รู้สิ่งเป็นสาระโดยความเป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็นสาระ โดยความไม่เป็นสาระ

   ชนเหล่านั้น มีความดำริชอบเป็นโคจร ย่อมประสบสิ่งอันเป็นสาระ

ซึ่งกล่าวถึง อาจารย์สัญชัย อันเป็นอาจารย์ของสองมานพคือ อุปติสสะ และ โกลิตตะ หลังจากที่มานพทั้งสองได้ชวนอาจารย์ของตน มาฟังธรรม พระพุทธเจ้า แต่ อาจารย์สัญชัยปฏิเสธ

เนื้อเรื่องในธรรมบท ได้พรรณนาถึงประวัติก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า และประวัติของ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ

พระสารีบุตรมีนามเดิมว่า อุปติสสะ  พระโมคคัลลานะ มีนามเดิมว่า โกลิตตะ ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน เป็นลูกเศรษฐี วันๆก็เที่ยวเตร่ตามประสาชายหนุ่ม ถ้าเป็นสมัยนี้ก็อาจเปรียบได้กับเซเลบที่ ควบขับเฟอรารี่ ฉุยฉายไปมา   แต่แล้ววันหนึ่งทั้งสองก็รู้สึกว่า ชีวิตที่ผ่านไป ที่มัวแต่สนุกสนานไปวันๆ มันไร้สาระมาก เหมือนกับเกิดมาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นคุณประโยชน์ต่อตนและผู้อื่นเลย ดังนั้นทั้งสองจึงออกหาความจริงของชีวิต ดูว่าจะมีอาจารย์ดีที่ไหน ที่ตอบโจทย์ตนเองได้

ทั้งสองจึงไปสมัครเรียนกับ สำนัก อาจารย์สัญชัย เป็นธรรมดาลูกเศรษฐี ไปไหนมาไหน บริวารห้อมล้อมเพียบ นอกจากสองคนที่ไปสมัครเป็นลูกศิษย์แล้ว ยังมีลูกน้องตามมาสมัครอีกมาก (ในบาลีหรืออรรถกถา ถ้าบอกว่า ช้าง 500  ม้า 500 คน 500   แปลว่า ”มาก” ไม่ได้หมายถึงจำนวนตัวเลข)

อาจารย์สัญชัย เปิด โรงเรียนกวดวิชา มานาน ยังไม่เคยมีใครมาสมัครเรียนมากขนาดนี้ งานนี้เป็นลาภลอยขนาดใหญ่แท้ๆ  เลยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปทั้งสามเวลา

อาจารย์สัญชัย สอนสองมานพ ได้เพียงแค่สามวัน ก็บอกว่าเธอทั้งสองว่า สอนจบแล้วไม่มีอะไรจะสอนอีก สมัยนี้ถ้าสอนแบบนี้ คงเป็นการสอนแบบเก็งข้อสอบ

สองมานพความที่เป็นผู้มีปัญญา ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาแล้ว เลยคุยกันว่า สงสัยจะไม่ใช่ทางที่คิดไว้ เลยตกลงกันว่าจะแสวงหา อาจารย์อื่นๆต่อ ระหว่างนี้ก็ยังไปมาหาสู่ที่สำนักนี้

ตรงนี้ขอแทรก ออกนอกเรื่องธรรมบทสักเล็กน้อย  ในสมัยพุทธกาล มีลัทธิความเชื่อมากมาย ซึ่งไทยเราเรียกลัทธิเหล่านี้ว่า เดียรถีย์ หรือ อัญญเดียรถีย์

ความหมายของ อัญญ คือ อื่น ส่วน เดียรถีย์ คือลัทธิ

คำว่าเดียรถีย์นี้นอกจากจะแปลว่า ลัทธิ แล้ว ยังแปลว่า ท่าเรือ อีกด้วย  ดังนั้น อัญญเดียรถีย์ จึงหมายถึงท่าอื่นที่นอกจากท่าของสมณะโคดม ท่านอาจารย์พุทธทาสได้กรุณาอธิบายความหมายหลังนี้ชัดเจน ท่านบอกว่า ท่าน้ำจอดเรือในอินเดีย จะมีเรือแต่ละชนิดจอดกันรวมกันเป็นกลุ่มๆ พวกใครพวกมัน  เรือประมงก็อยู่กลุ่มประมง เรือสินค้าก็อยู่ส่วนเรือสินค้า เรือท่องเที่ยวก็อยู่กลุ่มท่องเที่ยว ทีนี้ก็สุดแท้แต่ใครอยากเรียกใช้บริการ ของเรือประเภทใด

ดังนั้นคนอินเดียสมัยก่อน จึงแสวงหาอาจารย์แต่ละลัทธิตามที่ตนต้องการเหมือนการใช้บริการเรือตามท่าน้ำ   และเพราะว่าอินเดียเป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมประเพณีน้อยมาก

ความเชื่อต่างๆที่แต่ละคนมีอยู่ทำให้ตั้งสำนักมากมายหลายสำนัก

ทิฏฐิความเชื่อเกี่ยวกับชีวิต ทั้งในอดีตกาลจวบจนปัจจุบัน หนีไม่พ้น ความเชื่อหลักสองประการคือ

ตายเกิด กับ ตายสูญ ที่เรียกว่า สัตตทิฏฐิ กับ อุจเฉททิฏฐิ

และทั้งสองความเชื่อนี้ ยังกระจายออกไปอีกในรายละเอียดปลีกย่อย เช่น บางทิฏฐิ ก็เห็นว่า จะทำดี ทำชั่ว ตราบใดไม่มีใครรู้ใครเห็น เป็นอันไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรียกว่า อกิริยาทิฏฐิ

บางทิฏฐิ ก็เห็นว่า เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น มาจากความบังเอิญ ไม่มีเหตุ  เรียกว่า อเหตุกทิฏฐิ

บางทิฏฐิ ก็เห็นว่า การจะทำอะไร ไม่มีตัวตนไปทำ ไม่มีสัตว์บุคคล จะทำดีทำไม่ดี ก็ไม่มีอะไร การเอาดาบไปฟันคนอื่นก็ไม่มีอะไร เป็นแต่เพียง โลหะ แล่นผ่านเนื้อเท่านั้น พ่อแม่ไม่มี ลูกเมียไม่มี ทิฏฐินี้น่ากลัว เรียกว่า นัตถิกทิฏฐิ ลัทธินี้ปฏิเสธสมมติบัญญัติ

ในสมัยนั้น มีเจ้าลัทธิ มากมาย ในอินเดีย แต่ที่ดังๆ มีอยู่ หก สำนัก ที่เรียกว่า อาจารย์หก ดังนี้

1.ปูรณะ กัสสปะ  เป็นสำนักที่ไม่เชื่อกฎแห่งกรรม จะทำดีทำชั่วก็ไม่มีผล ถ้าไม่มีใครรับรู้ จัดเป็นพวก  อกิริยวาทะ

2.มักขลิ โคสาล เป็นสำนักต้นแบบของศาสนาเชน โดยเป็นอาจารย์ของมหาวีระ จัดอยู่ในประเภท นัตถิกวาทะ คือไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เวียนตายเวียนเกิดจนถึงที่สุดแล้ว ก็จะบริสุทธิ์เอง เรียกว่า สังสารสุทธิ

3.อชิตะ เกสกัมพล เป็นสำนักที่มุ่งหาความสุขใส่ตน  ไม่ว่าความสุขนั้นจะมาจากการทำดีหรือทำชั่ว ก็ไม่สนใจ เกิดมาทั้งทีต้องตักตวงความสุขให้เต็มที่ จัดเป็น อุจเฉทวาทะ คือตายแล้วก็ขาดสูญกันไป ไม่ต้องมารับกรรม มองดูแล้ว เหมือนคนสมัยนี้มาก เกิดมาทั้งที ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม คนฉลาดกว่าย่อมต้องได้สิ่งที่ดีกว่า การเอาเปรียบจึงเกิดขึ้น มือใครยาว สาวได้สาวเอา

4.ปภุธะ  กัจจายนะ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน มีอยู่คงที่ แต่ไม่มีบุคคล คือปฏิเสธสมมติ จะฆ่าใคร ก็ไม่ชื่อว่าฆ่าใครเพราะเป็นเพียงกระทำต่อธาตุต่างๆที่เที่ยงแท้เท่านั้น จัดเป็น นัตถิกวาทะ

5.สัญชัย เวลัฏฐบุตร มีคำสอนไม่แน่นอน กรรมดีกรรมชั่วไม่มี จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ จะว่ามีก็ไม่ใช่ ไม่มีหรือมีก็ไม่ใช่ กลับกลอกไปมา (มิน่าถึงสอนแค่สามวันจบหลักสูตร) กลอกกลิ้งดังปลาไหล มูลเหตุมาจากการไม่รู้จริง ถ้าตอบไปตรงๆ ตนเองอาจกลายเป็นคนโกหก หรือ อาจทำให้คนอื่นไม่พอใจ หรือถ้าเจอคนช่างซักถาม ตนเองอาจจนมุมก็ได้ เลยตอบแบบนั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ นั่นก็ใช่ นี่ก็ใช่  จัดอยู่ในประเภท อมราวิกเขปวาทะ คือ พูดเหลาะแหละไม่ตายตัว พูดซัดส่ายไปมาดุจปลาไหล

6.นิครนถ์นาฏบุตร หรือ มหาวีระ ศาสดาแห่งศาสนาเชน ที่เน้นการทรมานตนเอง เพื่อบรรลุธรรม และระวังการทำลายชีวิตสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีผ้าปิดจมูก  ไปไหนต้องมีแส้ปัดนำหน้า กันไปเหยียบแมลงและสัตว์เล็กสัตว์น้อย ทานแต่มังสวิรัติ แบ่งออกเป็นสองนิกาย นิกายหนึ่ง นุ่งลมห่มฟ้า อีกนิกายหนึ่งนุ่งขาวห่มขาว จัดอยู่ในประเภท สัสสตวาทะ คือเห็นว่าชีวะเที่ยงแท้

 

(ถ้าต้องการศึกษารายละเอียด ดูใน สามัญญผลสูตร พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน้า ๔๘-๘๖)

กลับมาที่สองมานพอีกครั้ง  วันหนึ่ง อุปปติสสะ เห็น สมณะรูปหนึ่งเดินบิณฑบาต มีกิริยางดงาม สำรวม จึงถือโอกาสเดินตาม จนได้โอกาสเหมาะ จึงเข้าไปไต่ถามธรรมจากท่านสมณะรูปนั้น

สมณะรูปนั้นคือพระอัสสชิ ท่านกล่าวว่า “ผู้มีอายุ เราแลเป็นผู้ใหม่ บวชแล้วไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้  เราจักไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารก่อน”

“ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะ ขอพระผู้เป็นเจ้ากล่าวตามสามารถเถิด จะมากหรือน้อยก็ตาม จงบอกแก่ข้าพเจ้าแต่ใจความเท่านั้น”

พระเถระจึงกล่าวคาถาว่า

“ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น

พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้”

คาถาที่พระอัสสชิกล่าวคือหัวใจของพุทธศาสนา ท่านกล่าวใจความของอริยสัจสี่อย่างครบถ้วน คนที่มีการบำเพ็ญธรรมมาก่อนแล้ว เคยรู้มาบ้างแล้วในชาติภพก่อนๆ สิ่งนี้จึงเป็นการต่อยอดความรู้เดิม

ดังนั้น อุปติสสะเพียงฟังคาถานี้จบ ก็บรรลุโสดาบัน ท่านจึงถามถึงที่อยู่ของพระศาสดา และบอกว่าจะไปชวนเพื่อนก่อน จึงไปชวนโกลิตตะ

ทั้งสองคนก่อนที่จะชวนกันไปพบพระพุทธเจ้า ด้วยความเคารพครูอาจารย์ จึงไปบอกกล่าวกับอาจารย์สัญชัย ว่าบัดนี้มีผู้รู้ปรากฏแล้ว จึงชวนอาจารย์สัญชัยไปฟังธรรมและมอบตัวเป็นศิษย์

อาจารย์สัญชัยเป็นคนที่มานะแรงจัด ท่านบอกว่า คนที่เป็นอาจารย์สอนคนอื่นอย่างท่านจะไปลดตัวไปเป็นศิษย์คนอื่นได้อย่างไร  พอถูกชักชวนมากๆเข้า จึงว่าคนในโลกนี้ คนโง่กับคนฉลาดใครมากกว่ากัน คนฉลาดที่มีน้อยกว่า จงไปหาพุทธโคดม ส่วนคนโง่ที่มีมากจงอยู่กับฉันต่อไป

เมื่อ อุปติสสะ และโกลิตตะ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว บริวารของทั้งสองที่ตามมาศึกษาในสำนักอาจารย์สัญชัย ก็เลยยกพวกตามไปด้วย

อาจารย์สัญชัย มองดูสำนักที่ว่างเปล่า ไม่มีใครมาเรียน ก็โศกเศร้า จน อาเจียน เป็นเลือด ความจริงอาเจียนเป็นเลือดน่าจะเป็นความหมายที่กลัดกลุ้มใจมาก อาจเครียดจนเลือดออกในกระเพาะอาหารก็เป็นได้ 

คนที่อาเจียนเป็นเลือดเพราะเสียศิษย์ นอกจากอาจารย์สัญชัยแล้ว ก็ยังมี นิครนถ์นาฏบุตรหรือมหาวีระ ศาสดาแห่งเชนที่อาเจียนเป็นเลือดเช่นกันจากการที่ศิษย์ที่คอยอุปัฏฐากแปรพักตร์ไปอยู่กับสมณะโคดม

(กรณีอาจารย์สัญชัยนี้ ถ้าเปรียบกับดอกบัว สี่เหล่า จัดอยู่ในบัวที่อยู่ในโคลนใต้น้ำ ที่เรียกว่า ปทปรมะ แปลว่าผู้มีบทอย่างยิ่ง คือไม่ได้หมายถึงผู้ที่โง่อย่างยิ่งเพียงความหมายเดียว แต่ยังหมายถึงผู้มีมานะจัด ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่รับอะไรเพิ่มเติมอีก  ส่วนอีกความหมายหนึ่ง คือผู้ที่ทรงจำแต่ปริยัติอย่างเดียว รู้หมดทุกอย่าง แต่ไม่ได้ปฏิบัติ จึงมีเพียงบทคือธรรมเป็นยิ่งเท่านั้น)

พระพุทธเจ้าตรัสกับเหล่าภิกษุทั้งหลายว่า อุปติสสะ และ โกลิตตะ จะเป็นอัครสาวก ขวาซ้ายของท่าน

เหล่าภิกษุทั้งหลายก็สงสัย และคิดว่าพระองค์ทรงลำเอียงด้วยเห็นว่าทั้งสองเป็นคนรวย จึงถามว่าทำไมไม่แต่งตั้ง พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นอัครสาวก เพราะว่าบวชก่อน หรือไม่เช่นนั้น ยังมี พระยสะและสหาย ยังมีพระภัทรวัคคีย์อีก รวมทั้งชลิฏสามพี่น้อง

พระพุทธเจ้าก็ได้อธิบายถึงที่มาว่า ทั้งหมดนี้ มาจากการตั้งจิตไว้แต่ปางก่อนของแต่ละท่านที่เอ่ยมาทั้งสิ้น พระองค์ทรงทำตามความปรารถนาเท่านั้น

อุปติสสะและโกลิตตะ ได้เล่าเรื่องที่อาจารย์สัญชัยไม่ยอมมา จึงได้ตรัสคาถาตามบทนำตอนต้นว่า

สัญชัย  ถือสิ่งที่ไม่มีสาระว่า มีสาระ  และสิ่งที่มีสาระ ว่า ไม่มีสาระ  เพราะความที่ตนมีมิจฉาทิฏฐิ

ส่วนเธอทั้งสองรู้สิ่งที่เป็นสาระโดยความเป็นสาระ  และสิ่งอันไม่เป็นสาระว่า ไม่เป็นสาระ  ละสิ่งที่ไม่เป็นสาระเสีย  ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นสาระเท่านั้น  เพราะความที่ตนเป็นบัณฑิต

บาทแห่งพระคาถาว่า อสาเร สารมติโน  ผู้มีปกติเห็นในสิ่งไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ

ซึ่ง สาระ หมายถึงสิ่งที่ไม่เป็นแก่น เช่น

-ปัจจัย ๔

-มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ความเชื่อผิดทั้งสิบคือ เชื่อว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล, การบูชาพระรัตนตรัยไม่มีผล, การบูชาเทวดาไม่มีผล, วิบากของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี, โลกนี้ไม่มี, โลกหน้าไม่มี, มารดาไม่มี, บิดาไม่มี,  สัตว์ที่จุติและเกิดไม่มี, สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นแจ้งประจักษ์โลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก

-เทศนาอันเป็นอุปนิสัยแห่งมิจฉาทิฏฐิ

บาทแห่งพระคาถาว่า สาเร จ อสารทสฺสิโน ผู้เห็นในสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ ก็คือเห็นตรงข้ามกับความหมายในบาทแรก

สำหรับสองบทที่ว่า เต สารํ ในพระคาถาแรกนั้นหมายถึง ชนเหล่านั้น คือผู้ที่ถือมิจฉาทิฏฐินั้นอยู่ เป็นผู้มีดำริผิดเป็นโคจร(อารมณ์) จึงมักมีวิตกไปในทางที่เป็นอกุศล เช่น กามวิตก พยาบาทวิตก ย่อมไม่บรรลุสีลสาระ สมาธิสาระ ปัญญาสาระ วิมุตติสาระ วิมุตติญาณทัสสนสาระ และ พระนิพพานอันเป็นปรมัตถสาระ

ส่วนสองบท เต สารํ ในพระคาถาหลัง หมายถึงบัณฑิตผู้ยึดสัมมาทัศนะ มีดำริชอบเป็นโคจร ย่อมบรรลุสิ่งอันเป็นสาระ

เมื่อจบพระคาถา ชนเป็นจำมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น เทศนาได้เป็นประโยชน์แก่ชนผู้ประชุมกันแล้วอย่างนี้ 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 14/02/2015 เวลา : 06.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

การเห็นในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นในสิ่งที่่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระนี้ ไม่ว่าจะมีการก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา หรือไม่ สามารถเรียกว่า "ความคะนอง" (กุกฺกุจฺจ) ได้ด้วยค่ะ ดังที่พระสารีบุตรอธิบายว่า

"ความคะนองมือ ชื่อว่าความคะนอง ความคะนองเท้า ชื่อว่าความคะนอง ความสำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ความสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ความสำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ ความสำคัญในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ความคะนอง กิริยาที่คะนอง ภาวะที่คะนอง ความเดือดร้อยจิตใจ ฟุ้งซ่านเห็นปานนี้ ตรัสเรียกว่าความคะนอง"
ขุ.ม.(แปล) ๒๙/๑๖๐/๔๔๗-๔๔๘

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 14/02/2015 เวลา : 05.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 17 :สิงห์นอกระบบ
และ 18 : คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว
ขอบคุณที่แวะมาและสำหรับความเห็นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 14/02/2015 เวลา : 05.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 16 : BlueHill

เปลี่ยนบรรยากาศบ้างค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 17 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อนุโมทนาครับ

ความคิดเห็นที่ 16 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 13.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อ่า... ใช้นอมินีกันเห็นๆ ทีเดียวครับ

ความคิดเห็นที่ 15 SW19 , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 11.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 13 : สมชัย

ขอบคุณมากค่ะที่เขียนเอนทรี่นี้ให้ มองว่าเราใช้ชีวิตประจำวันแบบบางเรื่องก็เป็นไปในลักษณะของมิจฉาทิฏฐิ บางเรื่องก็เป็นสัมมาทิฏฐินะคะ

-คุณ ก. เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงดำรงตนอยู่ในศีล แต่บางที มีขยะนิดหน่อยในมือ เดินผ่านลำธารที่มีป้าย “ห้ามทิ้งขยะ” แต่กลับโยนของในมือลงน้ำเพราะคิดว่า “ไม่เป็นไร ไม่มีใครเห็น”

-คุณ ข. เชื่อมั่นว่าตนมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่กลับกราบไหว้ วิงวอน ขอพรจากแทบทุกทวยเทพ ให้สมในสิ่งที่หวัง

-คุณ ค. เชื่อว่าชีวิตเราก็เท่านี้ ตายแล้วก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น “ชีวิตของเรา ใช้ซะ” จึงเสพสุขทางวัตถุ กิน ดื่ม เที่ยว อย่างเต็มที่ เท่าที่ตนพอจะมีกำลังให้ทำได้

-คุณ ง. เชื่อว่า ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่มีอะไรแน่นอน เดี๋ยวถึงเวลาชีวิตจะเปลี่ยนแปลง มันก็มีเหตุให้เปลี่ยนไปเอง

เหล่านี้ล้วนเป็นความเชื่อผิด เป็นความเชื่อตามแนวอัญญเดียรถีย์ที่แฝงอยู่ในความเชื่อของพุทธศาสนิกชนในปัจจุบัน

การที่สัมมาทิฏฐิจะ “หมุนวน” จนแก่รอบ การที่องค์มรรคทั้ง ๘ สมังคี เป็นทางสายเดียวนั้น ยากจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห้นที่ 12 : ครูแดง
ขอบคุณที่แวะมาค่ะพี่

ความคิดเห็นที่ 13 SW19 , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 10.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

1.ขอขอบคุณเจ้าของบล๊อค ที่อนุญาติให้เป็น นอมินี หากมีข้อผิดพลาดหรือติเตียนอย่างไร ผมขอรับทั้งหมด

2.ข้อสังเกตุเวลาอ่านธรรมบท

2.1ธรรมบทมาจากการรจนาของอาจารย์ชั้นหลัง ระวังอย่าเผลอไปคิดว่าเป็นเรื่องจากพระโอษฐ์ มีเพียงคาถาที่พระองค์ตรัสขึ้นมา แล้วนำมาต่อเติม นิทาน ภายหลัง จึงมีข้อน่าสนใจบางประเด็นที่ว่า เวลาจะให้ทาน หรือทำบุญอะไร ขอให้ตั้งจิตว่าอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะสมปรารถนาเป็นการทำบุญเพื่ออยาก ไม่ใช่เพื่อการละ

2.2 ตรงนี้ใช่หรือไม่ ที่พระพากันสอน เพราะมาจากการเรียนธรรมบท
ในหลักสูตร เปรียญธรรม ทำให้ทุกวันนี้ พากันทำบุญทำทานเพื่อการหวัง ไม่ใช่การละตะหนี่

2.3พิจารณาในมิจฉาทิฏฐิ ที่มีหลากหลาย เพียงแค่อาจารย์ 6 เราก็พบว่า ศาสนาพุทธในไทย อาจจะทั่วโลกก็ว่าได้ ไม่มีพุทธแท้ๆเหลืออยู่ เป็นพุทธที่เจือด้วย ผี พราหมณ์ และมิจฉาทิฏฐิมากมาย สังคมไทยเชื่อกฏแห่งกรรม แต่หลักการดำเนินชีวิต ไม่เป็นไปตามกฏแห่งกรรม โดยมากเป็นไปตาม อกิริยาทิฏฐิ คือ จะทำอะไร ถ้าสังคมไม่รับรู้ เป็นอันไม่มีผล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การประกาศเกียรติคุณ การประชาสัมพันธ์ การทำชั่วถ้าไม่ผิดกฏหมาย หรือสามารถลอดช่องโหว่ของกฏหมายได้ ไม่ถือว่าเป็นคนชั่ว เป็นต้น

2.4การเปลี่ยนแปลงทิฏฐิ นี้เป็นสิ่งที่ยาก เพราะทิฏฐิเป็นเรื่องภายในจิตใจ เจ้าของจะเปลี่ยนได้ต้องเห็นแจ้งด้วยตนเอง ผู้อื่นไม่อาจไม่เปลี่ยนผู้อื่นได้ ดังนั้นทิฏฐิที่ต่างกันมากมายนี้ เราจึงต้องอยู่กันให้ได้ด้วย กฏหมายที่เท่าเทียมและเสมอภาค ในทุกทิฏฐิ
เพราะถ้าทุกคนมีทิฏฐิที่ตรงกันหมด บ้านเมืองย่อมไม่วุ่นวายหรือเกิดประเทศต่างๆอย่างทุกวันนี้

ความคิดเห็นที่ 12 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ครูแดง วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 07.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สาธุ อนุโมทนาธรรมนะคะ

ความคิดเห็นที่ 11 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 04.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 5 : chailasalle

ยึดมั่น
ไม่ว่าในอะไร
ก็นำไปสู่ทุกข์ทั้งนั้น
นะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 04.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 5 - 7 : ni_gul

ตามไปอ่านมาแล้วค่ะจับใจมาก โดยเฉพาะบทส่งท้ายของเล่ม "วากย์ไว้ลายกวี"

อ่านแล้ว อยากอ่านโคลงที่คุณ ni_gul แต่งแล้วซีคะ

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 04.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 4 : INDYLOVE

ขอบคุณมากค่ะที่แวะมาเสมอๆ

อริยสัจ 4 ก็คือปฏิจสมุปบาทที่ทรงนำมาแสดงในลักษณะที่สอดคล้องกับชีวิตมนุษย์ที่ทุกข์เพราะทำสิ่งต่างๆอย่างไม่รู้เหตุผล ที่กว่าจะรู้ทุกข์ก็เกิดขึ้นแล้ว

ทุกข์จึงเป็นจุดเริ่มที่ดีในการหยิบขึ้นมาพิจารณาหาเหตุเพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มองเห็นได้ง่ายที่สุด หากอยากจะพ้นทุกข์ก็ต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อ เมื่อเหตุหมด ทุกข์จะได้ดับ

แต่ทุกข์จะไม่ดับเลย หากเราทำกิจในอริยสัจผิดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
chailasalle วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 02.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

เพราะยึดมั่นโดยแท้

ความคิดเห็นที่ 7 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 01.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ครูที่ว่าคือ หนังสือเล่มนี้ค่ะ http://www.oknation.net/blog/mettapc/2010/11/20/entry-1

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 01.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

"ในบาลีหรืออรรถกถา ถ้าบอกว่า ช้าง 500 ม้า 500 คน 500 แปลว่า 'มาก' ไม่ได้หมายถึงจำนวนตัวเลข"

นี่คงเป็นที่มาของคำ "โจร 500" นั่นเอง ได้รู้ที่มาของคำอย่างนี้ชอบมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 12/02/2015 เวลา : 01.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

อาจารย์สัญชัย เข้าในพวกปทปรมะ เป็นผู้มีบทอย่างยิ่ง เป็นดั่งบัวในโคลนใต้น้ำ ดึงดื้อถือมานะ บทบาทมาก มีมิจฉาทิฏฐิ นั่นคือคนผู้มีน้ำเต็มแก้ว ไม่ยอมเติมสิ่งควรรู้ใดอีกโดยตั้งแง่

ส้วนอุปติสสะและโกลิตตะ มีลักษณะของบัณฑิต รู้สิ่งที่เป็นสาระโดยความเป็นสาระ และสิ่งอันไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ ละสิ่งที่ไม่เป็นสาระเสีย ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นสาระเท่านั้น

แสดงว่าบัณฑิตมีคุณสมบัติหนึ่งคือ ยอมละมานะ และพร้อมจะเรียนรู้ในสาระทั้งหลาย เปรียบได้กับผู้รู้จักพร่องน้ำในแก้วของตนเพื่อเติมน้ำได้อีก

อยากลองแปลคาถาธรรมบทเป็นโคลงสี่ แต่คงต้องไปดูของครูก่อนว่าท่านแปลไว้หรือยัง

ขอบคุณที่เล่าเรื่องราวดีๆ อย่างนี้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
INDYLOVE วันที่ : 11/02/2015 เวลา : 15.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

สวัสดีค่ะพี่ตุ๊กตา พึ่งมีเวลามาอ่านจนจบ...

สัญชัย ถือสิ่งที่ไม่มีสาระว่า มีสาระ และสิ่งที่มีสาระ ว่า ไม่มีสาระ เพราะความที่ตนมีมิจฉาทิฏฐิแท้ๆ เป้นแก้วน้ำที่เต็มไม่รับอะไรเลย ไม่น่าเลยนะคะเลยไม่ได้บรรลุโสดาบันเลยค่ะ... ^___^"

ขอบคุณ คาถาที่พระอัสสชิกล่าวคือหัวใจของพุทธศาสนา ….
ทำให้ติ๊กต้องมาค้นหาข้อมูลของอริยสัจสี่ และอ่านทำความเข้าใจอีกครั้งเลยค่ะ

อ่านยังไม่จบรู้เลยค่ะว่าพี่หมอเขียนตั้งแต่ คำว่าเป็นลูกเศรษฐี วันๆ
ก็เที่ยวเตร่ตามประสาชายหนุ่ม ถ้าเป็นสมัยนี้ก็อาจเปรียบได้กับเซเลบที่
ควบขับเฟอรารี่ ฉุยฉายไปมา แล้วค่ะ ฮา ฮา นึกถึงเวลาคุยกันเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , pierra ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 11/02/2015 เวลา : 12.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบพระคุณ คุณ pierra มากค่ะ
ที่เมตตานำพุทธพจน์มาเติมความสมบูรณ์ให้เอนทรี่นี้

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , INDYLOVE และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
pierra วันที่ : 11/02/2015 เวลา : 12.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

ดูก่อน..ภิกษุทั้งหลาย..เธอทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด
เพราะเธอทั้งสองเป็นผู้มีปัญญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตทั้งหลาย
สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด
โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้วนั้น
สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งมั่นอยู่ในโสดาปัตติผล
โมคคัลลานะย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนที่สูงกว่านั้น
(พระพุทธดำรัส)

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , BlueHill และอีก 4 คนถูกใจสิ่งนี้ (6)
ณัฐรดา วันที่ : 11/02/2015 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

เจิมค่ะ

โพสต์เอง เจิมเอง แต่ไม่ได้เขียนเอง ขอบคุณที่ช่วยเขียนเปลี่ยนบรรยากาศให้นะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน