*/
  • AWAKAD
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jackkie.26@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2018-07-27
  • จำนวนเรื่อง : 128
  • จำนวนผู้ชม : 37592
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2563
Posted by AWAKAD , ผู้อ่าน : 263 , 11:41:03 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทำไม? สภาพอากาศ ถึงมีผลต่อภารกิจด้านอวกาศ

 

 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า โพสผ่านเฟสบุ๊คสำนักงานฯ หาคำตอบว่าทำไม? สภาพอากาศ ถึงมีผลต่อภารกิจอวกาศ

 

หลายคนคงติดตามข่าวที่นาซ่าจะทำภารกิจสำคัญในประวัติศาสตร์ ด้วยการส่งมนุษย์อวกาศสัญชาติอเมริกัน โดยสารด้วยจรวดที่สร้างโดยบริษัทอเมริกัน ขึ้นสู่อวกาศจากแผ่นดินสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 28 พ.ค.63 เวลา 03.33 น. ตามเวลาในประเทศไทย แต่แล้ว..!! ภารกิจต้องหยุดชะงักเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้เจ้าหน้าที่ห้องควบคุมตัดสินใจยุติการบินดังกล่าว ก่อนปล่อยจรวดเพียง 16 นาที ทำให้หลายๆคนที่กำลังรอชมอย่างใจจดจ่อต้องผิดหวังไปตามๆกัน รวมไปถึงประธานาธิบดีอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยครับ
.
วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันว่า ทำไม? สภาพอากาศ ถึงมีผลต่อภารกิจอวกาศในครั้งนี้
.
จริงๆแล้ว ในการตัดสินใจส่งจรวดทุกครั้ง เราจะต้องคำนึงถึงสภาพอากาศเป็นสำคัญ เช่น ทิศทางและความเร็วลม, อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์, ปริมาณเมฆ, สภาวะฝนฟ้าคะนอง และอื่นๆ ที่จะเป็นอุปสรรคและปัจจัยเสี่ยงในการส่ง โดยอุณหภูมิที่ต่ำอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบจรวดนำส่ง, การเกิดลมปะทะที่รบกวนเสถียรภาพของตัวจรวด หรือการเกิดฟ้าผ่าที่ทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาจจะล้มเหลวได้ รวมถึงสภาพอากาศในระหว่างที่จรวดกำลังเดินทางด้วย

 

นอกจากสภาพอากาศจะส่งผลต่อการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศแล้ว ยังส่งผลต่อความปลอดภัยในกรณีที่จำเป็นต้องยกเลิกภารกิจฉุกเฉินเนื่องจากระบบทางเทคนิคขัดข้องภายหลังจากที่ส่งออกไปแล้ว ซึ่งตรงนี้ผู้ส่งต้องมั่นใจว่าสภาพอากาศต้องอำนวยสำหรับการกลับมาลงของกระสวยอวกาศก่อนกำหนด หรือคลื่นลมในทะเลต้องอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กำหนด สำหรับ Crew Module ที่แยกตัวออกมาและกลับสู่มหาสมุทรโดยใช้ร่มชูชีพ ผู้ส่งจะต้องปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยต่อมนุษย์อวกาศ, เจ้าหน้าที่ที่ฐานส่ง, ประชาชน และในตัวภารกิจเองเช่นกัน


ในทางกลับกัน ถ้าส่งนักบินอวกาศออกไปในสภาพอากาศที่เลวร้าย อาจเกิดผลกระทบต่อระบบการทำงานของจรวดจนทำให้เกิดความล้มเหลวในระดับที่รุนแรง หรือเกิดความหายนะได้ (Catastrophic Failure) ดังกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับการส่งจรวด Apollo 12 ขึ้นสู่วงโคจร เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2512 จรวดถูกฟ้าผ่าถึง 2 ครั้งภายในนาทีแรกหลังจากปล่อยขึ้นจากฐานยิงจรวด ทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้มเหลวเกือบทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินสามารถแก้ไขปัญหาโดยใช้ระบบที่ไม่ได้เกิดความเสียหาย นำจรวดขึ้นสู่วงโคจร สามารถรักษาชีวิตนักบินอวกาศและภารกิจไว้สำเร็จ จากกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เกิดข้อกำหนดห้ามส่งจรวดขึ้นสู่วงโคจรในกรณีที่จรวดมีเส้นทางวิ่งผ่านเมฆบางประเภท เช่น เมฆเป็นรูปทั่งตีเหล็ก เป็นต้น ซึ่งลักษณะทางกายภาพของเมฆ และพื้นผิวที่เป็นโลหะของจรวดจะทำให้เกิดสภาวะตัวนำ ล่อให้เกิดฟ้าผ่า ถึงแม้ขณะส่งสภาพอากาศจะปกติ ไม่มีฝนฟ้าคะนองก็ตาม (อ้างอิง https://www.livescience.com/apollo-12-lightning-launch.html)


อีก 1 ตัวอย่างจากกรณีที่ NASA ตัดสินใจส่งยานอวกาศ Challenger ขึ้นสู่วงโคจร เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2529 ท่ามกลางสภาพอากาศเย็นจัด โดยอุณหภูมิขณะส่งยานอวกาศอยู่ใกล้จุดเยือกแข็ง ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไปเพียง 20 องศาฟาเรนไฮต์ (11.1 องศาเซลเซียส) โดยเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อกำหนดของ Solid Rocket Booster ซึ่งอุณหภูมิใกล้จุดเยือกแข็งดังกล่าวทำให้ระบบ O-Ring ที่ผนึกแยกเชื้อเพลิงล้มเหลว ทำให้เชื้อเพลิงรั่วและเกิดระเบิดหลังการส่งได้เพียง 73 วินาที ส่งผลให้นักบินอวกาศทั้ง 7 คนบนยานอวกาศเสียชีวิต (อ้างอิง https://en.wikipedia.org/wiki/Space_Shuttle_Challenger_disaster)


ในส่วนของการประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์สภาพอากาศที่จะสามารถบอกได้ว่าควรจะดำเนินการต่อหรือยุติ ในทุกวันนี้เท่าที่ทราบยังไม่มีข้อกำหนดมาตรฐานที่เป็นสากลครับ อย่างไรก็ตามผู้ส่งจรวดแต่ละรายจะใช้ข้อกำหนดที่มีการปฎิบัติกันมา ร่วมกับข้อกำหนดทางเทคนิค ซึ่งอาจแตกต่างกันในการนำส่งด้วยจรวดคนละชนิด โดยหลักแล้ว อุณหภูมิ, ความชื้นสัมพัทธ์, ความแรงลม และปริมาณฝน เป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก ก่อนการส่งจรวดจะต้องมีการเช็คระบบต่างๆทั้งในส่วนของระบบของตัวจรวดเองและระบบภาคพื้นดิน (Launch Pad and Ground Mission Control) ว่าพร้อมสำหรับการนับถอยหลังแล้วหรือไม่ หากทุกระบบพร้อมและสภาพอากาศเป็นไปตามข้อกำหนด จึงจะเริ่มขั้นตอนการนับถอยหลังครับ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อการส่งจรวด เช่น ความไม่ยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้พื้นที่ในบางประเทศเป็นจุดตกของถังเชื้อเพลิง ซึ่งจรวดนำส่งจะต้องปลดแยกถังเชื้อเพลิง (Rocket Booster) ที่ใช้แล้วออก เพื่อลดน้ำหนักบรรทุก โดยถังเชื้อเพลิงจะตกกลับมายังบริเวณพื้นที่ๆกำหนดไว้ ที่ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่ ซึ่งในบางประเทศอาจไม่ยินยอมให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับการส่งดาวเทียม THEOS-1 หรือไทยโชตมาแล้ว ทำให้ต้องมีการเจรจาและเลื่อนกำหนดการส่งออกไป

 

ทีนี้เรามาดูกันต่อว่าหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ระหว่างที่มีการส่งไปแล้ว จะมีการแก้ไขไขสถานการณ์ยังไง?
ในขั้นตอนการนับถอยหลังก่อนการส่งจะมีการตรวจสอบและพร้อมสำหรับการยกเลิกในกรณีที่เกิดความผิดปกติหรือในกรณีหลังการปล่อยไปแล้ว จะมีโหมดยกเลิก หรือ Abort Mode ต่างๆ ของระบบจรวดที่สามารถสั่งการได้ในกรณีที่เกิดความผิดปกติ โดยสามารถยกเลิกได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับการจุดหรือปลดจรวดในแต่ละท่อน โดยหลังจาก Abort Mode ในแต่ละ mission แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจะขึ้นอยู่กับภารกิจ เช่น กรณีที่ของ Space Shuttle ที่สามารถกลับมาลงจอดได้ จะมีการกำหนด Flight Path ในการกลับมาลง ณ ฐานปล่อยที่กำหนด (เช่น Kennedy Space Center หรือ Edwards Air Force Base) หรือมี Flight Crew Module ที่สามารถแยกตัวออกมาและกลับลงมาในบริเวณที่กำหนด (โดยมากจะเป็นพื้นที่ทะเล) หรือ กรณีนี้ใช้ร่มชูชีพ หรืออาจจะเป็นกรณีอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ เช่น การปล่อยดาวเทียมหรือภารกิจที่ไม่มีนักบินอวกาศ จรวดนำส่งจะมีระบบทำลายตัวเอง เพื่อป้องกันอันตรายจากการตกกลับมายังพื้นที่ๆ มีประชาชนอยู่ โดยเป็นการสั่งการจากภาคพื้นดิน ทั้งนี้การส่งจรวดจะต้องกำหนดเส้นทางที่จรวดจะวิ่งผ่าน (Launch Course) ไม่ให้ผ่านบริเวณพื้นที่แผ่นดิน หรือให้ผ่านในช่วงที่สั้นที่สุด ฐานปล่อยจรวดต่างๆจึงมักอยู่ใกล้ทะเล เช่น ฐานปล่อยที่ Tanegashima ของ JAXA หรือ Kennedy Space Center ที่ Cape Canaveral เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลความรู้ดีๆ จากทีมวิศวกรจิสด้า


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน