• sopon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thaiappraisal@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-06-02
  • จำนวนเรื่อง : 777
  • จำนวนผู้ชม : 167815
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
อสังหาฯและCSR
สวัสดี
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/jantira
วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by sopon , ผู้อ่าน : 197 , 14:25:03 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นท่ามกลางสงครามข่าวสาร อาจมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแบบ "ขัดสายตาคนดู" ซึ่งเราท่านในฐานะนักลงทุนหรือประชาชนพึงรู้ เพื่อไม่ให้หลงทิศผิดทางในการตัดสินใจ

            อย่างชุดข้อมูลแรกที่มีการนำเสนอเมื่อเร็วๆ นี้คือ "'ไทย' ทะยาน 10 อันดับ ผงาดเสรีภาพเศรษฐกิจโลก" https://bit.ly/2UwMW5Y) โดยระบุว่า "มูลนิธิเฮอริเทจ สถาบันคลังสมองจากสหรัฐ เปิดเผยดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ปี 2019 พบว่าอันดับเสรีภาพทางเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้น 10 อันดับ มาอยู่ที่ 43 ในปีนี้ จาก 180 ประเทศทั่วโลก รั้งอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้คะแนนของไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68.3% ในปี 2019 จาก 67.1% เมื่อปีก่อนหน้า. . ."

            ทั้งนี้มูลนิธิแห่งนี้ระบุเหตุผลคือ "เสรีภาพด้านเศรษฐกิจของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐบาล ที่เน้นกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มงบลงทุนภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้เป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเลย  และยังกล่าวว่าไทยมีความก้าวหน้าในการปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากและมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น" https://herit.ag/2TqeKbP) แต่ในความเป็นจริง ดัชนีความโปร่งใสของไทยกลับตกต่ำลงด้วยซ้ำไป https://bit.ly/2B7SAEu)

            ข้อมูลที่ออกมาก็ดูขัดแย้งกันชัดเจน มาดูตัวอย่างประเทศที่มี "เสรีภาพทางเศรษฐกิจ" ต่ำกว่าไทยที่ได้ 68.3 คะแนนกัน https://herit.ag/2Db8NeT) เช่น เบลเยียมได้ 67.3 สเปนได้ 65.7 โปรตุเกสได้ 65.3  ฮังการีได้ 65.0 ฝรั่งเศสได้ 63.8 อิตาลี ได้ 62.2  จีนได้ 58.4 อินเดียได้ 55.2 อาร์เจนตินาได้ 52.2 และบราซิลได้ 51.9 จะเห็นได้ว่าประเทศที่แข็งขืนกับสหรัฐอเมริกา มักได้รับคะแนนน้อยกว่าไทยทั้งนั้น  นี่จึงดูเหมือนเป็นคะแนนการเมืองที่เอามาถือเป็นสรณะไม่ได้เลย

            มาดูภูมิหลังของมูลนิธิเฮอริเทจนี้ จะพบว่าเป็นองค์กรของพวกฝ่ายขวาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคงสนับสนุนนายทุนข้ามชาติที่เข้ามาหากินในประเทศกำลังพัฒนามากกว่าจะคำนึงถึงเสรีภาพของประชาชน จึงจัดทำดัชนีเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อหวังให้ประเทศต่างๆ เปิดกว้างให้นายทุนข้ามชาติ นอกจากนั้นมูลนิธิแห่งนี้ก็ยังมีเรื่องอื้อฉาวบางประการในช่วงที่ผ่านมาบ้าง https://bit.ly/2GgYbvv)

            ในอีกแง่หนึ่ง เรามักจะได้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ทำให้หลงเข้าใจผิดได้ เช่น ท่านนายกได้พูดในรายการคืนวันศุกร์ (25 มกราคม 2562) ว่า ". . .ธนาคารโลกได้แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตแข็งแรงอย่างต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2 ปี ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญก็คือการเติบโตจากความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ. . ."https://bit.ly/2Sa6Aaf)

อันที่จริงเศรษฐกิจไทยในปี 2561 เติบโตด้วยตัวเลข GDP ที่สูงขึ้นจริง แต่อยู่ในลักษณะ "รวยกระจุก จนกระจาย" ในรายงานของธนาคารโลกที่นายกฯ อ้างถึง ยังชี้ให้เห็นว่าไทยต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ได้ โดยระบุว่าคนไทยไม่ถึง 40% ที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นจริง แต่ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านต่างรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งกัมพูชา มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียถึง 50%-70% https://bit.ly/2HBopes) ; ความจริงในอีกด้านหนึ่งนี้ท่านนายกฯ  ไม่ได้กล่าวถึงเลย

            เราควรอ้างอิงข้อมูลที่เป็นองค์กรที่มีคุณภาพและเป็นองค์กรนานาชาติ เช่น IMF ระบุว่า ประเทศไทยเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 8 นับจาก 10 อันดับในอาเซียน แพ้ทุกประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์และบรูไน ในช่วงระหว่างปี 2558-2561 คือหลังรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา และนับแต่ปี 2562-2565 อัตราการเจริญเติบโตของไทย จะหล่นลงไปสู่อันดับที่ 9 ชนะแค่สิงคโปร์ ที่เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในอาเซียน ซึ่งแม้จะมีอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าไทย แต่ก็ถือว่ามหาศาล https://bit.ly/2DCRyzt)

            ที่นายกฯ แถลงว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยเกิดจากความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ ก็เท่ากับเป็นภาวะ "อัฐยายซื้อขนมยาย" เข้าจากระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา ไม่ได้เกิดจาการที่เราสามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้มากจากการส่งออก การพึ่งพิงกำลังซื้อภายในเป็นหลัก ลำพังการส่งเสริมให้คนใช้จ่าย ท่องเที่ยวในประเทศ หรือสร้างหนี้กันโดยไม่จำเป็น เช่น ให้ไปซื้อบ้าน (เพื่อช่วยผู้ขายบ้านให้ระบายบ้านได้) ไม่ใช่หนทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

            ข้อมูลอีกชุดที่ยังความเข้าใจไขว้เขว คือเมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่า "'บิ๊กตู่'. . .ฟุ้ง รปห.ทำชาติสงบ ยอดท่องเที่ยวพุ่ง" https://bit.ly/2SbQ8Gr) โดยมีสาระว่า "ปัจจุบันถือว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยมากที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ทำไมคนถึงมาเที่ยวมากในช่วงรัฐบาลนี้ แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ที่ไม่มีปัญหาความขัดแย้งตามท้องถนน ถือเป็นเรื่องสำคัญในการเดินหน้าประเทศ"

            นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง ในช่วงปี 2554-6 นั้น นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปีๆ ละ 16.2%-18.8% มาลดอย่างชัดเจนเมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้น โดยในปี 2557 ลดลง 6.5% จะเห็นได้ว่าแม้ปี 2556 จะมีการประท้วงรัฐบาลกันอย่างต่อเนื่องแต่นักท่องเที่ยวก็ยังเพิ่มขึ้น  ถ้านักท่องเที่ยวในช่วงปี 2557-2559 เพิ่มขึ้นปีละเฉลี่ย 15% ตามแนวโน้มที่ควรจะเป็น ส่วนปี 2560 ใช้สัดส่วนจริงคือ 8.8% และให้ปี 2561 เพิ่มขึ้น 10% (มากกว่าสถิติที่ 8.2% ซึ่งลดลงเพราะนักท่องเที่ยวจีนประท้วงไม่เข้าไทย) ก็จะพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2561 ควรจะเป็น 48.320 ล้านคน แทนที่จะเป็นเพียง 38.277 ล้านคนที่เป็นตัวเลขจริง https://bit.ly/2TrrBuk)

            ถ้านำจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจริงเมื่อมีรัฐประหารแล้ว กับตัวเลขที่น่าจะเห็นหากไม่มีรัฐประหารมาเทียบ ก็จะพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวขาดหายไปถึง 37.337 ล้านคนที่ควรจะเข้ามาเที่ยวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2557-2561)  จากข้อมูลปี 2561 ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 38.277 ล้านบาท และทำให้เกิดการใช้จ่ายถึง 2.008 ล้านล้านบาทนั้น คิดเป็นหัวละ 52,446 บาท หรือเท่ากับนักท่องเที่ยวที่หายไป 37.337 ล้านคนนั้น ทำให้รายได้เข้าประเทศหายไป 1.958 ล้านล้านบาท

 

ที่มาภาพ : https://www.posttoday.com/world/578809

ที่มา : https://bit.ly/2TytNR3





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน