• sopon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thaiappraisal@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-06-02
  • จำนวนเรื่อง : 1179
  • จำนวนผู้ชม : 230783
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
อสังหาฯและCSR
สวัสดี
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/jantira
วันอังคาร ที่ 14 มกราคม 2563
Posted by sopon , ผู้อ่าน : 483 , 09:51:43 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

            เคยมีข่าวพระบางวัดนำอาหารที่บิณฑบาตได้มาคลุกรวมกันทั้งคาวหวานแล้วจึงฉัน นัยว่าเพื่อเป็นอุบายให้ตัดซึ่งกิเลส แต่กรณีนี้ตึงเกินไปไหม ไม่เคยมีใครพระธรรมวินัย ก็เป็นการสร้างภาพแบบเทวทัตหรือไม่ ต้องพึงสังวร

            พระฉันอาหารนั้นมีบทสวดพิจารณาอาหาร ว่า “ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน. . .แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้” <1> อย่างไรก็ตามการที่ต้องนำอาหารมาเทรวมกันคลุกเคล้าแล้วฉันเพื่อไม่ให้เกิดความสุขกับการฉันนั้นคงไม่ใช่ เราไม่จำเป็นต้องบิดเบือน ทำอาหารที่มีรสชาติดีให้กลายเป็นดั่ง “ขยะ” แล้วค่อยกินก็ได้ การทำอย่างนั้นเป็นการตึงเกินไปหรือไม่

            ในสมัยพุทธกาล ก็มีผู้ทำอาหารอันประณีตมากมายถวายพระพุทธเจ้า เช่น “ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่นิเวศน์ของพราหมณ์นั้น ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงพราหมณ์นั้นอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จแล้ว. . .” <2>

            การถวายอาหารอันประณีตนั้นเป็นไปตามศรัทธาของญาติโยม ตราบที่ไม่ได้ไปขอจากญาติโยมก็ไม่ผิดพระธรรมวินัย  ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า “ภิกษุใด ขอโภชนะอันประณีตเห็นปานนี้ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม เพื่อประโยชน์แก่ตนแล้วฉัน เป็นปาจิตตีย์” <3> แต่ทั้งนี้ยกเว้นในกรณีพระที่ป่วยอยู่ก็อาจขอบิณฑบาตเพื่อให้ได้อาหารอันประณีตได้

            แม้แต่ในสมัยพุทธกาล ก็ยังมีกรณีที่พระยังมีกิเลส ไปบิณฑบาตกับผู้ที่ถวายอาหารอันประณีตมากกว่าที่ไม่ประณีต แต่ก็ไม่มีบัญญัติห้ามใดๆ เช่น กรณี “อนาถบิณฑิกเศรษฐี ทำบุญโดยทำนองนี้ ทั้งให้ทานแก่คนยากจน และการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ จนกระทั่งทรัพย์สินเงินทองที่เก็บสะสมไว้ลดน้อยลงไปโดยลำดับ ทรัพย์ที่หาได้มาใหม่ก็ไม่เท่ากับจ่ายออกไป ภัตตาหารที่จัดถวายพระภิกษุสงฆ์ก็ลดลงทั้งคุณภาพและปริมาณ จนที่สุดข้าวที่หุงถวายพระก็จำเป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียน กับข้าวก็เหลือเพียงน้ำผักเสี้ยนดอง. . .พระภิกษุสงฆ์ที่เป็นปุถุชนก็พากันไปรับอาหารบิณฑบาตที่ตระกูลอื่นที่ถวายอาหารมีรสเลิศกว่า <4>

            ส่วนในธุดงค์ 13 <5> ที่มีเขียนว่า “ปัตตปิณฑิกังคะ (องค์แห่งผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร คือ ไม่ใช้ภาชนะใส่อาหารเกิน 1 อย่างคือบาตร คำสมาทานว่า “ทุติยภาชนํ ปฏิกฺขิปามิ, ปตฺตปิณฺฑิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดภาชนะที่สอง. . .” เป็นข้อปฏิบัติประเภทวัตรที่ผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลส ช่วยส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษ แต่ไม่ใช่ภาคบังคับ ไม่ใช่พระธรรมวิจัย และไม่ใช่เป็นทางเดียวที่จะสละกิเลสได้

           การเคร่งจนเกินไป ระวังจะเป็นเทวทัต มีอยู่ครั้งหนึ่งพระเทวทัต “ขอประทานพระวโรกาส ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีกิจนิมนต์ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีคหบดีจีวร รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ” <6>

             “พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนา จงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนา จงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ ๘ เดือน เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ” <7>

            การที่มีการถือเคร่งทางใดทางหนึ่งก็คงเป็นไปตามคำสอนของครูบาอาจารย์หนหลัง ในแง่หนึ่งก็เป็นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มุ่งลดกิเลส แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ปฏิบัติแบบนี้ ทางละกิเลสไม่ใช่การทรมานตนหรือดัดจริตผิดเพี้ยน แต่ให้มีศีล สมาธิ ปัญญาต่างหาก เราพึงฉุกคิดได้ด้วยว่า บางคนอาจอ้างตนว่า “ดีกว่า” เพื่อหวังทำลายหลักการของพุทธเรื่องทางสายกลาง และมุ่งยกตนข่มท่านแบบเทวทัตซึ่งเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา

            จงฉุกคิดสังวรถึงพวกคนที่ชอบทำดี พูดดีให้ดูดีกว่าคนอื่น พวกนี้อาจเป็นปีศาจในคราบนักบุญ

อ้างอิง

<1> บทสวดพิจารณาอาหาร http://www.trueplookpanya.com/true/ethic_detail.php?cms_id=18519

<2> พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ https://cutt.ly/FrygIPa

<3> พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ https://cutt.ly/5ryfvEo

<4> อนาถปิณฑิกเศรษฐี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายก http://www.84000.org/one/3/02.html

<5> ธุดงค์ 13 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม https://cutt.ly/qrygS2w

<6> พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องวัตถุ ๕ ประการ http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=7&A=3770&Z=3863

<7> ตามข้อ <6>

ที่มา : https://bit.ly/2Tj2v3C




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kwunk-log-cabin วันที่ : 14/01/2020 เวลา : 13.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kwunk-log-cabin
Act as Rotor206


บัตรประจำตัว ...........

พระเทวทัตนั้น เมื่อใจบริสุทธิ์แล้ว ได้ถวายคางเป็นธรรมะบูชา ที่นี้ให้พวกเราเข้าใจได้ว่า ชะรอย พระเทวทัตนั้น จะต้องมอบสิ่งมีค่าสูงสุด อันที่ถือว่างามอย่างยิ่ง ดั่งนั้นเอง และนอกจากเรื่องพระมหากัสสปแล้ว ที่ท่านกล่าวว่ากันว่า มีพระมหาพุทธะปุริสลักษณะเหมือนกันเช่นกับพระพุทธเจ้า มากถึง 7 ประการ,

ชะรอยว่าเหมือนกัน เมื่อคนถึงที่ใจบริสุทธิ์ เมื่อตัวจะมอบกายถวายสิ่งล้ำ สูงเลิศ เยี่ยมยอดของความสูงค่าใดๆ ตอบเป็นบรรณาการแด่ธรรมะบูชา แห่งกิจซึ่งเป็นพุทธบรรหาร ภารกิจ โดยปรกติ เช่นนั้น ก็ฉะนั้นเองย่อมมอบถวายสิ่งสวยสิ่งงามที่สุด ชะรอย! อันคาง คือพระหนุ หรือชื่อพระอัฏฐิสสรีระคาง ฉะนั้น ของท่านคงจะงามหนักหนา ตนถึงได้มอบไว้ให้เป็นที่สุดประกาศไว้ในวาระสุดท้าย เป็นดั่งนั้น

พิจารณาให้หนักแล้ว เมื่อพระเทวทัตหมดกิจอย่างขัติยะมานะ จบเรื่องลงไป สู่เรื่องอื่น นอกไปกว่าเรื่องจากพระมหากัสสป ผู้อัครสาวก ซึ่งว่ากันว่า ท่านเฉียดใกล้ภูมิความเป็นพุทธปัจเจกฯมากที่สุด เหมือนกัน เป็นอัครสาวกที่บารมีหนักมาก ท่านก็ถึงได้ความแก่สรีระแจ้งชัด 7 แห่ง ทั้งหมดนั้น สรรเสริญกันว่าเป็นเลิศ คือเป็นอุดมบุรุษพร้อมปุริสลักษณะอย่างเยี่ยมอย่างพุทธองค์ พระพุทธเจ้าของเรา นั่นเอง, เช่นนั้น ว่า ท่านบารมีหนัก แต่ถ้าหากเทียบองค์ต่อกัน เช่นพระพุทธปัจเจกอัฏฐิสสระ พระองค์หนึ่ง พระปัจเจกฯย่อมยิ่งกว่า (ซึ่งหมายถึงพระเทวทัตตอนบริสุทธิ์ใจ เมื่อพ้นเวรจากขัติยะมานะสิ้นแล้ว)

พระเทวทัต ได้ถวายความบริสุทธิ์เป็นพุทธบูชาอย่างนั้นๆ ตนย่อมอ้างด้วยสิ่งเลิศ สิ่งงาม, เราก็จึงเข้าใจว่า พระเทวทัต คงเป็นคนผู้หนึ่งที่มีรูปหน้า กรอบหน้า หรือส่วนคางที่งามมากอย่างที่สุดนั่นเอง จึงกระทำการระบือสิ่งอันเป็นเหตุแห่งพระปัจเจกพุทธกิจ นั้นๆ ให้เป็นเบื้องบท จบเหตุ ลงไปพร้อม ถึงที่แสดงไว้แล้วก็แต่ด้วยสิ่งเลิศอย่างสูงสุด ให้ผองชนทั้งปวงได้เล็งแลเห็น แลมองดูเป็นที่ประจักษ์ แสดงไว้โดยแจ้งชัด, สรุป! เรื่องของพระขัตติยะมานะผู้เป็นต้นทางจะสู้รักษาเอาพุทธศาสนาไว้ให้แก่ชาติ ได้เป็นตัวอย่าง เกิดคติธรรมอย่างไร? พระองค์ ถึงทรงตั้งนักปราชญ์มีพระพุทธศาสนาได้ให้สัทธรรมปรากฏพระปกรณ์บริสุทธิ์มาจนถึงวันนี้ นั่นก็เพราะพระเจ้าอชาตศัตรู ด้วย ก็เพราะพระขัติยะมานะอย่างนั้น ที่ทรง ให้ได้เป็นประธานรักษาศาสนาให้ทำนุบำรุง ให้คำสอนวัฒนาปรากฏ เป็นสิ่งสูงประจำชาติ ด้วยถือพระองค์เองเป็นประธานของชนในฝ่ายฆราวาส

เมื่อเรา พิจารณาถี่ถ้วนแล้ว จงเอาความจะรักษาตนให้ดีแท้ คุ้มครอง รักษาแลมอบกาย- ใจถวาย แก่ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฉะนั้น เราพึงควรมองทุกสิ่งเป็นเรื่องให้เห็นความลุ่มลึก หลายแง่มุม ที่ตนจะต้องไม่ประมาท อันตัวเรา และคนเราทุกคน ควรต้องประกาศ ทุกอย่าง ได้โดยที่ไม่หมิ่นประมาทต่อการณ์ กรณี หรือบุคคลใดๆ และว่าให้ตนได้แสดงความสุจริตมุ่งหวัง อย่างละเอียดรอบคอบ รอบด้าน แลดูย่อมสำคัญตระหนักไม่ให้ตนลืมหมดความกตัญญู ว่าแม้!แต่ที่คนเลวเขาตั้งกระทำความดีไว้ให้ แจ้งประจักษ์ยิ่งนัก ถึงแม้เล็กน้อย ตนก็ย่อมไม่ลืม ถึงตัวอย่างเช่นนั้น เช่นเรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู ที่ทรงรักษาเอาศาสนาสืบมาถึงพวกเราให้มากแท้ๆ ปรากฏอยู่ทั่วทุกวันนี้ แต่!พวกคนชั่ว คนหยาบ พวกมันก็ยังถือตนกลับสาปส่งแต่ท่านอยู่นั้นๆ โดยไม่รู้เหนือรู้ใต้, ต่อเรื่องพระเทวทัตเอง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็คล้ายกันเช่นกัน นั่นเอง ท่านจบไปลงแต่ความเป็นเลิศเสร็จสิ้นองค์แห่งความเป็นขัติยะมานะ ได้อย่างสมบูรณ์

การณ์!เรื่อง! ที่เป็นก็แต่พวกโง่ กล่าวคำประณามบท ลงวิชาประวัติศาสตร์ไม่เป็นเลย คงว่าโอ้เอ้ มักมากโลเล ชอบแต่ความหลงผิดเท่านั้นเอง แบบอันไม่รู้ผิดรู้ชอบลงไปที่ควร ชนิดที่ถี่ถ้วน หาเหตุแต่ว่าคนอื่นๆดีไม่พอ ทั้งที่ความดีเขาท่วมทับความสมบูรณ์ กันจบไปถึงไหน หมดแล้ว, แต่แล้วประณาม! นั้น!ก็มัก แกล้ง!ไม่ยอมเข้าใจ มันทำแต่ความทู่ซี้ ที่พวกมันไม่ยอมรู้รักษ์ความกตัญญูแห่งขัติยะมานะ อันตัวอย่างปรากฏเรื่องไว้ อันเรื่องอย่างนั้นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์มาแต่เบื้องต้น จนปัจจุบันแล้ว นั้นๆ ท่านกระทำเป็นที่ ช่วยขับดันศาสนาให้ปรากฏมาถึงพวกเรา จนถึงที่ ให้ได้ปรากฏหนทางที่ทั่วทุกคนจะได้เอาดีติดตามทุกๆพระองค์ไปด้วย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน