*/
  • สัญจร...คนเดินทาง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : p.jadaman@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-01-30
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 444215
  • จำนวนผู้โหวต : 89
  • ส่ง msg :
  • โหวต 89 คน
<< มกราคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม 2556
Posted by สัญจร...คนเดินทาง , ผู้อ่าน : 1633 , 10:38:29 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สัญจร...คนเดินทาง โหวตเรื่องนี้

ตามหาพระเจ้าเหา

ดร. พรชัย  เจดามาน

                                                                                                (Ph.D.) Human Resource Development

 

      คิดว่าคนไทยรุ่นเก่า ๆ คงรู้จักชื่อพระเจ้าเหากันดี เพราะ หากเรื่องใดที่พูดถึงหากเป็นเรื่องโบราณเต็มที ก็มักจะกล่าวกันว่า  “เป็นเรื่องหรือเป็นของตั้งแต่พระเจ้าเหา” โดยไม่ได้ให้   ความสนใจว่าทำไมจึงใช้กันอย่างนั้น และที่ว่าพระเจ้าเหานั้นมีจริงหรือในอดีต หรือ ประวัติศาสตร์    ชาติไทย

      ตัวผู้เขียนเองก็มักจะตั้งคำถามเสมอว่า พระเจ้าเหาคือใคร มีตัวตนจริงหรือ หรือนำมาพูดกันเล่นโดยไร้ร่องรอยเป็นตัวเป็นต้น พระเจ้าเหา น่าจะเป็นกษัตริย์องค์หนึ่งของไทยจริง เพราะ   เคยผ่านตามาว่าก่อนที่ไทยจะแตกกระจัดกระจายไปเป็นไตต่าง ๆ เช่น ไตนุง ไตโท้ ไตคำตี่ ไทพาเก  ไทยอาหม ไตดำ ไตขาว ไตกะได และอีกหลาย ๆไต เคยมีกษัตริย์ ๓ พี่น้อง คือ พระเจ้าคำมาฟ้า   พระเจ้าเสือมาฟ้า และพระเจ้าหาวมาฟ้า ซึ่งพระเจ้าหาวมาฟ้านี่แหละ น่าจะเป็นพระเจ้าเหา เพราะ คำว่า

      ”หาว”  สามารถเพี้ยนมาเป็นเหาได้ง่าย และเป็นต้นตระกูลของไทยเราที่อพยพลงมาจากอาณาจักรน่านเจ้า ส่วนพระเจ้าคำมาฟ้า และพระเจ้าเสือมาฟ้า คงนำไพร่พลไปส่วนอื่น จนเป็นไตกันต่าง ๆ  ดังกล่าว

จากนั้นผู้เขียนก็พยายามตามหาพระเจ้าเหาอยู่หลายปี แต่ไม่พบแม้แต่เหาเดียว จนเมื่อ  ไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้พบพระเจ้าเหาโดยบังเอิญจากหนังสือ ๗๐๐ ปีแห่งลายสือไทย ของศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม วิทยาลัยครูนครปฐม จัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๒๖ หน้าที่ ๑-๑๐ เขียนโดย อาจารย์จำนง  ทองประเสริฐ  ราชบัณฑิตผู้อำนวยการกองศิลปกรรม ตั้งชื่อเรื่องบทความนี้ว่า    “พระเจ้าเหา”  อาจารย์จำนง  ทองประเสริฐ  เขียนไว้นานหลายปี ผู้เขียนก็เพิ่งได้พบอ่าน อันเป็นต้นเค้าให้ผู้เขียนสว่างขึ้นในบัดดลว่า “พระเจ้าเหาของเรานั้นน่าจะมีจริง”

      การศึกษาเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ อยู่บนพื้นฐานทางความคิดที่ว่า “ไม่ได้อยู่บนพื้นดิน – อยู่ใต้ดิน, ไม่ได้อยู่ที่ห้องสมุด – อยู่ที่ทุ่งนา, ไม่ได้อยู่ที่ปากกา – อยู่ที่จอบ,  ไม่ได้อยู่ที่  สารคดี – อยู่ที่วัตถุ”

      เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ จะมีมาได้ในแนวทางดังกล่าวนี้ ข้อที่ได้แล้วนำมาเสนอเป็นสาร จึงมิใช้คำตอบว่า “ใช่ หรือ ไม่ใช่”  ถูกหรือผิด  หรือ  ๑+๑ = ๒”  เสมอไป ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้ ทั้งที่มีมาแต่อดีต ถึงปัจจุบัน ในการศึกษาประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี จึงมิใช่ข้อมูลที่เรียนมาเพื่อโปรดทราบ แต่เป็นการเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาเท่านั้น

 ก่อนจะสู่พระเจ้าเหา

       ก่อนที่จีนจะเข้ามาครอบครองดินแดนที่เป็นประเทศจีน ปัจจุบันนี้ เดิมดินแดนแห่งนี้มีชนเผ่าต่าง ๆ ที่ทรงอำนาจปกครองหลักอยู่ ๓ ชนเผ่า คือ ไทย ทิเบต และมองโกเลียน ชนทั้ง ๓ เผ่านี้ปกครองดินแดนแถบนี้มายาวนาน จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรม และอารยธรรมที่สูง

      ในบรรดาชนเผ่าทั้ง ๓ ที่ปกครอง เผ่าไทยเป็นเผ่าที่มีอำนาจ มีอิทธิพล มีวัฒนธรรม และอารยธรรมสูงที่สุด ทั้งนี้เห็นได้จากเมื่อจีนเข้ายึดครองดินแดนนี้  จีนยังรับวัฒนธรรมของเผ่าไทยนำไปใช้เป็นวัฒนธรรมของจีนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารยธรรมทางด้านจิตภาพ การที่จีนยอมรับวัฒนธรรมของไทยไว้เป็นของตน แสดงว่าอารยธรรมไทยมีความเจริญรุ่งเรืองและแข็งแกร่งกว่าเผ่าอื่น ๆ พร้อมกันนั้น จีนยังรับเอาพระเจ้าแผ่นดินของไทยเป็นกษัตริย์ของจีนด้วย นั่นคือ “พระเจ้าเสี่ยวเหา”

 พระเจ้าเหาใหญ่

      พระเจ้าเหาใหญ่ หรือพ่อขุนไท้เหา (ไท้ แปลว่า ใหญ่)  นับเป็นปฐมกษัตริย์ของชนเผ่าไทย โดยมีความปรากฏในตำนานจีนกล่าวถึงแว่นแคว้นแดนดิน ณ บริเวณกลุ่มแม่น้ำ “หว้าย”  ว่าประมาณ ๒๕ ศตวรรษก่อนพุทธศักราช บริเวณนี้เป็นแว่นแคว้นไทยก๊ก คือ ประเทศไทย  บ้างก็เรียกว่า “อู่ไทย”  โดยยึดเอาภูเขา “กี้”  เป็นหลักเมือง มีพ่อบ้านพ่อเมืองครอบครองแผ่นดินนี้เป็นหลักฐาน

      ครั้งนั้น เจ้าหญิงอู่ไทยองค์หนึ่งนามว่า “จอมหญิง”  ได้พาบริวารไปเล่นป่า ไปพบรอยเท้าคนขนาดใหญ่ นางจึงเอาสองเท้าของนางเทียบลงบนรอยเท้านั้น บังเกิดอัศจรรย์เป็นสายรุ้งพันรอบตัวนาง เสียวซ่านไปทั่ววรกาย เมื่อกลับจากเล่นป่าแล้วพระนางก็ทรงครรภ์ถึง ๑๖ เดือน     จึงคลอดเป็นบุตรชาย เมื่อประมาณ ๒๔๑๕ ปีก่อนพุทธศักราช ฝ่ายกุมารเมื่อโตขึ้นมีรูปทรงงดงามล่ำสัน มีพละกำลังมาก เฉลียวฉลาดปฏิภาณว่องไว เรียนรู้วิชาพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ เป็นที่นิยมเคารพรักใคร่ของไพร่ฟ้าประชาชนทั่วไป เมื่อประชนม์ได้ ๑๖ พรรษาก็ได้ไปครองเมืองอู่ไทย     อันเป็นเมืองลูกหลวง จนกระทั่งประชนม์ได้ ๓๖ พรรษา ราษฎรเห็นดีเห็นชอบยกขึ้นเป็นพ่อเมืองเรืองนามว่า “พ่อขุนไท้เหา “ หรือพระเจ้าเหาใหญ่ 

      พ่อขุนไท้เหา เสวยราชแล้วโปรดให้ย้ายราชธานีจากบริเวณลุ่มน้ำหว้ายไปตั้งใหม่ที่ “ตำบลอ่อนคู้” อยู่เลยปากแม่น้ำหว้าย ซึ่งทะลุออกแม่น้ำเหลือง ไปทางฝั่งขวาทิศตะวันออก แล้วให้ “เส้าเตียน”  น้องชายของมารดาไปเป็นข้าหลวงปกครองเมืองอู่ไทย

      พระเจ้าไท้เหาได้ขยายอาณาเขตแผ่อานุภาพไปทางทิศตะวันออก โดยทิ้งเมือง “ลุง”     ซึ่งเป็นไทยบริเวณต้นแม่น้ำหว้าย ทางตะวันตกไว้ และทิ้งเมืองปา เมืองจก ซึ่งเป็นไทยบริเวณ       ลุ่มแม่น้ำกาหลงทางทิศใต้ไว้ มุ่งหน้าแผ่อาณาจักรไปทางทิศตะวันออกจนมีอาณาเขตจดทะเลเหลือง เลียบฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกลงไปทางใต้

      พระเจ้าไท้เหา พระองค์ทรงปกครองประเทศตามจารีตประเพณีตามที่มีมาแต่เก่าก่อน และมีส่วนเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมบ้าง

 

กรณียกิจครั้งพระเจ้าไท้เหา

พระเจ้าไท้เหา ทรงราชกิจในรัชกาลของพระองค์ คือ

๑.จัดแบ่งแว่นแคว้นแดนดินเป็น ๔ แคว้น ให้มีข้าหลวงปกครองแคว้นละคน เพื่อบำรุงสุขบรรเทาทุกข์ราษฎร และให้มีลูกขุนปรึกษาซ้ายขวา

๒.สอนให้ราษฎรเรียนรู้เพาะปลูกข้าวกล้า ให้รู้เก็บเกี่ยว สี ฝัด บด ตำ และหุงหาเป็นอาหาร

๓.สร้างตำราหนังสือแทนการขีดเขียนเครื่องหมาย แทนการผูกขดเชือกเป็นเครื่องหมาย  

๔.สร้างตำหรับโหร ตำราดาว และทำปฏิทินจ่ายแจกแก่ราษฎร   

๕.สอนให้ราษฎรเลี้ยงสัตว์ไว้เซ่นสังเวยผีปู่ ย่า ตา ยาย บำรุงพืชพันธุ์ไว้เป็นประจำบ้าน

๖.สร้างเครื่องจับสัตว์น้ำ ช้อน แห อวน เป็นต้น จำกัดช่องตาถี่ห่างพอเหมาะกับขนาดสัตว์ที่จะล่าจับ  

๗.จัดประเพณีเรื่องบ่าวสาวเป็นผัวเมียกัน ให้มีผู้เฒ่าผู้แก่ ลุกนั่งเป็นพยานให้ฝ่ายชายขอสู่หญิงแต่พ่อแม่  ฤาผู้ปกครองมอบของขวัญหมั้นไว้ก่อน แล้วทำงานผูกขวัญให้บ่าวสาวเป็นผัวเมียภายหลัง  

๘.สร้างสิ่งบรรเลงเพลงมีสัณฐานกลวงต้นกลม ปลายเป็นสี่เหลี่ยม มีขาตั้ง มีสายสำหรับดีด ๕ สาย ให้ชื่อว่าขิม ตัวขิมนั้นยาวประมาณ ๗๒ นิ้ว

จะเห็นว่าพระเจ้าไท้เหา พระองค์ทรงเป็นทั้งนักการทหาร นักการปกครอง นักการศึกษา นักดนตรี ทำให้อาณาจักรของพระองค์เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง นับได้เป็นปฐมมหาราชแห่งชาติไทยโดยแท้

พระเจ้าไท้เหาไม่มีพระโอรส ธิดา ครั้นสวรรคตแล้วบรรดาลูกขุนพร้อมด้วยไพร่บ้านพลเมืองประชุมเชิญนาง “ออสี” ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสาวขึ้นครองราชย์ปกครองบ้านเมืองต่อมา       จนสิ้นชีพจุติ พ่อขุนเหี้ยม ซึ่งเป็นลูกของน้าชาย ของพระเจ้าไท้เหาจึงขึ้นครองราชย์สืบต่อ          และมีกษัตริย์ปกครองต่อมารวม ๑๒ พระองค์ นับได้ ๑๑๕ ปี

พระเจ้าไท้เหา นับเป็นปฐมกษัตริย์ “ไต”  ที่ครองอาณาจักรไทยก๊ก หรือ “ไตมุง”  หรือ “ไตหาว”  ซึ่งภายหลังจีนเรียกพระองค์ว่า “พระเจ้าไทเฮาสี”  บ้างว่าครองราชย์ก่อนพุทธศักราช ๒๕๐๐ ปี คำไท้ หรือไต แปลว่า ใหญ่, เหา  แปลว่า ท้องฟ้า หรือที่ว่างเปล่า ไท้เหา  จึงหมายถึง “กษัตริย์ผู้ใหญ่ใหญ่จากฟากฟ้า”  หรือ “เจ้าฟ้า”  หรือ “เจ้าฮั่ว”  ในภาษาจีน

 พระเจ้าเหา

      พระเจ้าไท้เหา  หรือ พระเจ้าเหาใหญ่ ดังที่กล่าวมา ปรากฏอยู่ในตำนานของจีนเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ปี ก่อนพุทธศักราชเป็นต้นมา เมื่อจีนเข้ามาปกครองดินแดนที่เป็นของไทยก๊ก หรือเผ่าไทย จึงได้บันทึกเป็นพงศาวดาร และพงศาวดารจีนนี้ ได้บันทึกเริ่มแต่พระเจ้าเสี่ยวเหา หรือ  พระเจ้าเหาน้อยดังความว่า

      “พระเจ้าเสี่ยวเหา เป็นโอรสองค์ที่ ๒ ของพระเจ้าหว่างตี้ พระราชวงค์ที่ ๑ ปฐมกษัตริย์ของจีนอันประสูติแต่พระนางซีเล่งสี่ พระมเหสี มีพี่น้องรวม ๓ พระองค์ คือ ชังอี พระเจ้าเหา  และ หล่งเมี้ยว  พระเจ้าเสี่ยวเหาครองราชย์ระหว่าง ๒๐๕๔ – ๑๙๗๑  ก่อนพุทธศักราช พระองค์ทรงเป็นต้นตระกูลชนชาวไทย – ไทย ซึ่งลูกหลานในภายหลังจากจีนเข้าปกครอง ก็กลายเป็นชาวดอยไปในมณฑลฮูนาน  กวางตุ้ง กวางสี กุยจิว เสฉวน และหยุนนาน ซึ่งชนชาวจีนได้พบชาวดอยนี้ในสมัยราชวงศ์ฮั่น

      จากข้อความนี้ แสดงให้เห็นว่า ชนเผ่าไทยเคยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มาแต่อดีตก่อนจีน         มีวัฒนธรรมและอารยะธรรมที่สูงส่งกว่าจีน ที่เข้ามามีอำนาจภายหลัง จีนให้เกียรติยอมรับเผ่าไทยมากกว่าชนเผ่าอื่น ๆ โดยยอมรับนับถือพระเจ้าเสี่ยวเหา ซึ่งเป็นกษัตริย์ไทยเป็นกษัตริย์ในพงศาวดารจีนด้วย เพราะเมื่อจีนเข้ามาสู่ดินแดนแห่งนี้ ดินแดนนี้เป็นของเผ่าไทย และจีนก็มาอยู่ในความปกครองของเผ่าไทยในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อจีนมีกำลังเข้มแข็งขึ้น จึงได้ปกครองดินแดนของไทยนี้ไปเป็นของจีน โดยนับเอาพระเจ้าเสี่ยวเหา เป็นปฐมกษัตริย์ของตนโดยปริยาย และรับเอาวัฒนธรรมทุกอย่างของไทยเป็นของตนไปด้วย ดังที่ เอดเวิร์ด เอช. ชาเฟอร์ (Edward H. Sehafer)   ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “จีนโบราณ (Ancient China)  ตอนหนึ่งว่า

      “อารยธรรมจีนที่เกี่ยวกับจิตใจและจินตนาการส่วนมาก ซึ่งพวกเราในปัจจุบันนี้คิดว่าเป็นแบบจีนนั้น ความจริงได้กำเนิดมาจากประชาชนคนไทยเดิมทางใต้ จากประชาชนชาวทิเบตทางตะวันตก และจากประชาชนชาวมองโกเลียนเดิมทางเหนือ”

      การที่ไทยเราต้องอพยพหนีลงมาทางใต้นั้น คงไม่ใช่ว่าจีนเก่งกว่าไทย แต่อาจเป็นเพราะคนจีนมีจำนวนมากกว่าไทย เราสู้ในด้านกำลังคนไม่ได้จึงต้องถอยร่นมา คนไทยพวกที่เห็นว่าจีนมีอำนาจขึ้นมา ก็อาจประจบประแจงจีน แต่งตัวแบบจีน พูดภาษาจีน เหยียดภาษาไทยลงไป ในที่สุดก็ถูกจีนกลืนหมด เพราะเมื่อคนไทยพุดไทยไม่ได้ แถมพูดแต่ภาษาจีน แต่งกายแบบจีน และอาจแต่งงานกับคนจีนด้วย ในที่สุดก็ถูกกลืนเป็นจีนไปอย่างสิ้นเชิง

      ส่วนพวกที่ยังรักความเป็นไทย ทะนงในศักดิ์ศรีของความเป็นไทย เพราะไทยมีวัฒนธรรมและอารยะธรรมสูงกว่าจีน ไม่ยอมประจบประแจงจีน ไม่ยอมโอนอ่อนให้จีนก็ต้องหลบหนีไปตามป่าตามภูเขา ตั้งตัวเป็นอิสระ คอยรบพุ่งกับจีนเมื่อมีโอกาส บางครั้งก็สามารถตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ ยังรักวัฒนธรรมไทย ยังแต่งตัวแบบไทย และยังพูดภาษาไทยอยู่ พวกนี้ยังคงความเป็นไทยได้ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ปรากฏว่าเวลานี้ยังมีคนไทยที่พูดไทย ภาคภูมิใจในความเป็นไทยของตน อยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศจีนปัจจุบัน อีกหลายสิบล้านคน ดังที่ทราบกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เวลาคนสำคัญ ๆ ของไทย ไปเยือนเมืองจีน โดยเฉพาะ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช  ได้ไปเยี่ยมเยียนคนไทยที่นั่น และได้รับการต้อนรับขับสู้จากคนไทยที่นั่นอย่างคับคั่ง และทำให้บรรยากาศคล้าย ๆ อยู่ในท่ามกลางแห่งญาติสนิทมิตรสหายที่มีความรักความสนิทสนามกันอย่างแน่นแฟ้น

 

อำนาจบารมีพระเจ้าเสี่ยวเหามหาราชผู้ยิ่งใหญ่

      พระเจ้าเสี่ยวเหา มีการเรียกขานหลายพระนาม โดยสำเนียงต่างกันออกไป เช่น พระเจ้าอึ้งตี่   อึ่งตี่  อึ่งตี้  อึ้งตี้  ฮวงตี้  หวงตี้  หวงฮวงตี่  ฮันฮวนฮ่วงตี้ ชวยหยวน จีนเรียกพระองค์ว่า “ฮึ้งตี้ฮ่องเต้” (หรือ จักรพรรดิเหลือง เพราะคำว่า หวง แปลว่า เหลือง)

      พระเจ้าอึ่ง  หรือ อึ่งตี้ ในภาษาไทย อึ่ง เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง คล้ายกับกบ จะส่งเสียงร้องเมื่อจะมีฝนตก เป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ คนโบราณถือว่าเมื่อใดได้ยินเสียงอึ่งร้อง หมายถึง ความสมบูรณ์จะเกิดขึ้น ในสมัยพระเจ้าช้าง (จีนเรียกซาง)  ได้ขุดค้นพบกลองมโหระทึกสัมฤทธิ์ ทำให้เป็นรูปตัวอึ่งด้วย

      ในสมัยพระเจ้าเสี่ยวเหา จัดเป็นปฐมยุคของการตั้งอาณาจักรจีน เรียกว่ายุคฮ่องเต้อี๋    (พระเจ้าหวงตี้)  ก่อนพุทธศักราช ๒๑๕๘-๒๐๐๐ ปี  ชาวจีนจึงนับพระเจ้าเสี่ยวเหาเป็นปฐมบรรพบุรุษของจีนจนปัจจุบันนี้

อำนาจบารมีพระเจ้าเสี่ยวเหา มีในทุกด้านกล่าวคือ

 

 

 

เทพแห่งการสงครามและนักรบผู้กล้า

      พระเจ้าเสี่ยวเหา เป็นกษัตริย์สำคัญในการสงครามและการสร้างความเจริญรุ่งเรือง      ในยุคแรกของจีน จนเกิดเป็นตำนานคัมภีร์ประวัติศาสตร์ ในลักษณะเทพปการณัม หรือ เทพนิยาย พระเจ้าเสี่ยวเหาชาวจีนได้จัดขึ้นเป็นเทพองค์หนึ่ง โดยความว่า

      เทพเจ้าอึ้งตี้ (พระเจ้าเสียวเหา) มีฉายานามว่า “ฮิงง้วง”  พระนามแห่งเทพว่า “เทพเจ้าอึ้งตี่แช่กี (ซีนจี)”  พระองค์ทรงเป็นผู้นำของเหล่าชนเผ่าต่าง ๆ ตามบริเวณลุ่มแม่น้ำอึ่งฮ้อ (แม่น้ำฮวงโห)  หรือแม่น้ำเหลือง แถบมณฑลส่านซี ทางตะวันตกของจีนปัจจุบัน พระองค์ทรงปราบปรามพวกขบถ และแผ่ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ทรงทำสงครามชนะชนเผ่าซีอิ้ว (ซีโหย่ว) ด้วยพระปรีชาสามารถทางเทคโนโลยีจากการใช้เข็มทิศนำทาง ต่อมาพระองค์ได้ย้ายเมืองใหม่ มีเมือง “เชียงเจ้ง”  เป็นศูนย์กลาง แผ่นดินของพระองค์กว้างขวางมากกินอาณาเขตไปถึงกวางตุ้ง กวางสี และลงมาถึงเชียงขุน (เชียงซุน)  ในยูนาน ความกว้างใหญ่ของอาณาจักรจำต้องแบ่งออกเป็น         ๑๒ แคว้น ตามหลัก ๑๒ นักษัตร  ตามคัมภีร์มหาจักรพรรดิราช โดยใช้ราชบุตรไปปกครองแคว้นต่าง ๆ เหล่านั้น

      เมื่อพระเจ้าเสี่ยวเหา รวบรวมเมืองต่าง ๆ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประชากร ในเขตปกครองได้กลายเป็น “ชนชาติหัว”  พระองค์ทรงมีพระชนม์ถึง ๑๐๐ พรรษา เสด็จสวรรคต ณ เก่งซัว (จีนซาน)  ปัจจุบันคือเมือง “อึงเล่งกุย”  (หวงหลินเสี้ยน) ในมณฑลเฮียบไซ (ซ่านซี)  พระองค์ได้กลายเป็นบรรพบุรุษของชนชาติฮั่น ต่อมาจีนยกย่องเป็นบรรพบุรุษผู้ให้กำเนิดประเทศจีนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ผู้คนทั้งหลายมักจะเรียกประชาชาติจีนว่า “เหยียนหวงจื่อซุน”  ซึ่งแปลว่า “ลูกหลานของพระเจ้าหวงตี้ “  มาจนปัจจุบัน

      เมื่อพระเจ้าเสี่ยวเหา สวรรคต มีกษัตริย์ปกครองต่อมาอีก ๑ ประองค์ รวมเป็นระยะเวลาแห่งราชวงศ์ ๙๓ ปี โดยมีเครื่องหมายราชวงศ์ เป็นรูปอึ่ง ทำด้วยสัมฤทธิ์ โดยขุดพบเครื่องหมายราชวงศ์นี้ในภายหลัง

อนึ่งในยุคพระเจ้าเสี่ยวเหา คำว่า “ชาวตงหรือชาวจีน”  ยังไม่ปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์โลก

 

จอมเทพแห่งเซียน

      ในบางตำราของจีนได้กล่าวยกย่องพระเจ้าเสี่ยวเหาว่า เมื่อพระองค์สวรรคต ได้เป็นเทพ (เซียน)  แห่งสวรรค์ ด้วยบุญบารมีของพระองค์ที่สั่งสมมา ต่อมาจึงได้รับการยกขึ้นเป็นจอมเทพทั้งหลาย คือ “เง็กเซียนฮ่องเต้”

 

สวามีเทพธิดาผ้าไหม

      สันนิษฐานกันว่า จีนเป็นชาติแรกที่พบการสาวไหมจากรังไหม เมื่อประมาณ ๔๗๐๐ ปีมาแล้ว โดยมีตำนานมาหลายทาง ดังนี้

เทพเจ้าแห่งไหม (Goodness of silkworm) ได้ส่งเส้นไหมสีขาวเงินลงมาถวายจักรพรรดิ ฮวงตี้ (พระเจ้าเสี่ยวเหา) เพื่อร่วมฉลองในวโรกาสที่พระองค์ทรงชนะเหนือข้าศึก ต่อมาเส้นใยไหมนั้นได้นำมาทอเป็นอาภรณ์อันงดงาม

      บางตำนานกล่าวว่า พระนาง ไล้ซู  มเหสีของพระเจ้าเสี่ยวเหา พระนางสนพระทัยเกี่ยวกับการทอผ้า วันหนึ่ง พระนางเกิดประชวร นางสนมจึงไปหาผลไม้แล้วกลับมาพร้อมกับผลไม้สีขาวเล็ก ๆ (รังไหม)  แต่ผลไม้นั้นเหนียวที่สุด พระนางทรงเคี้ยวเสวยไม่ได้ นางสนมจึงนำไปต้มมาถวาย พระนางทรงประหลาดใจมากเมื่อผลไม้นั้นสามารถดึงออกเป็นเส้นใยสีขาวละเอียดเงางาม จากนั้นมาพระนางจึงได้ให้พสกนิกรได้รู้จักหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อนำเส้นใยมาทอเป็นผืนผ้า พระนางจึงได้สมญาว่า “เจ้าหญิงแห่งไหม”

      บางตำนานกล่าวว่า ขณะที่พระเจ้าเสี่ยวเหา เสด็จออกว่าราชการพระนางง่วนฮุย พระมเหสีของพระองค์ทูลว่า วันหนึ่งพระนางได้เสด็จไปที่สวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นตัวหนอนหลายตัว เกาะอยู่ที่ต้นหม่อน และเห็นตัวหนอนชักใยพันรอบตัว เมื่อทรงหยิบขึ้นมาพิจารณา และทรงดึงออกมาจะเป็นเส้นใยมีความเหนียวมาก พระนางทรงเลี้ยงไหมและสาวไหมทอเป็นผืนผ้าสำเร็จ จนคนทั้งหลายถวายพระนามพระนางว่า “นางพญาแห่งการหัตกรรมทำไหม” การทอผ้าไหมจึงแพร่กระจายไปในที่ต่าง ๆ อันเป็นต้นกำเนิดของเส้นทางสายไหม (Silk Road) ในปัจจุบัน

อนึ่ง ไหมจีน จะเป็นไหมสีขาว ส่วนไหมทางใต้ เช่น ไทย ลาว เวียดนาม จะเป็นไหม    สีเหลือง

 

เทพแห่งวิทยาการ

      พระเจ้าเสี่ยวเหา พระองค์นอกจากทรงเป็นนักรบ นักปกครองแล้ว ยังเป็นนักวิทยาการแขนงต่าง ๆ มากมาย ทำให้อาณาจักรของพระองค์เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคนั้น อาทิ

๑.ทรงคิดค้น “ปฏิทิน”  ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก

๒.ทรงคิดค้น “เข็มทิศ”  ที่สามารถนำมาใช้ในการสงครามได้

๓. ทรงคิดค้น “ตัวอักษร”  ขึ้นมาใช้ครั้งแรกในทางตะวันออกไกล จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบว่า ตัวหนังสือนั้นเป็นตัวหนังสือไทยมีคำใช้อยู่กว่า ๓,๐๐๐ คำ ในปัจจุบันสามารถอ่านออกเพียง ๑,๐๐๐ คำเท่านั้น

๔. ทรงคิดค้น “ตำราทางการแพทย์”  การแพทย์แผนจีนและไทย จึงได้รุ่งเรือง ล้ำลึก   มาจนปัจจุบันนี้

๕ .ทรงคิดค้นการทำโลหะสัมฤทธิ์เพื่อการพัฒนาต่าง ๆ

๖. วิทยาการแขนงอื่น ๆ อาทิ เครื่องดนตรี ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ฯลฯ

 

การสืบสานร่องรอย พระเจ้าเหาสู่ไทยปัจจุบัน

      ไทยได้อพยพจากจีน เพราะหนีสงครามและหนีการเกณฑ์ทหารและการเกณฑ์แรงงานต่าง ๆ รวมทั้งหนีอำนาจของเจ้านายใหม่ ๆ  ซึ่งอาจเป็นไทยไม่ใช่จีนแท้ ๆ  ลมฟ้าอากาศก็เช่นกัน ดังเช่นการที่มีหิมะเคลื่อนบริเวณมาทางทิศใต้ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้พวกตาตาร์มงโกลมาปะทะไทยและไทยปะทะจีนหรือไทยด้วยกันทางทิศตะวันออก ผลก็คือ สงครามแย่งพื้นที่อยู่อาศัยระหว่างพี่น้องกันเอง คือ ไทย มงโกล ทิเบต จีน และเมื่อไทยบางส่วนหนีถอยร่นลงมาทางใต้ ก็อพยพมาอยู่ทางแหลมอินโดจีน คนไทยบางส่วนก็อยู่ในจีนต่อไปภายใต้กษัตริย์ไทย แต่ชื่อเพี้ยนเป็นจีน  ซึ่งอาจใช้คำว่า จีนขับไล่ไทยลงมาทางใต้ กล่าวกันว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ก็เป็นคนไทย กำเนิดจากสกุล “เชียง”  หรือ “เจียง”

การสืบสานร่องรอยพระเจ้าเสี่ยวเหาสู่ไทยปัจจุบัน จะเห็นได้หลายองค์ประกอบ อาทิ

๑. ศิลปกรรมร่วม  ปัจจุบันที่พิพิธภัณฑ์ Cernuahi ในประเทศจีน มีวัตถุโบราณราชวงศ์ษาง (Shang)  ที่มีลายกนกไทยและอักษรจีนกำกับอยู่ รวมทั้งพบภาพกนกไทย กับอักษรจีนของราชวงศ์โว (เจ้า)  ในประเทศไทยก็ขุดพบวัตถุโบราณหลายอย่างคล้ายสมัยโจวมาก กลายเป็นวัฒนธรรมไต – จีน

๒.การใช้ภาษา  ภาษาที่ใช้ แต่โบราณถึงปัจจุบัน ในอาณาจักรจีนปัจจุบัน มีหลายชนเผ่าที่ยังใช้ภาษาไทยอยู่ ดังได้กล่าวแล้ว แม้แต่ชื่อของพระเจ้าเหา ซึ่งมาจากคำว่า  หาว  ภาษาไทยปัจจุบันก็ยังใช้คำว่าหาว แปลว่าท้องฟ้า เช่น ใช้ว่า เวหาหาว  กษัตริย์ไทยทุกพระองค์มาจากฟากฟ้าทั้งสิ้น ราชวงศ์ทุกพระองค์จะใช้คำว่า “เจ้าฟ้า”  นั่นหมายถึง จากเวหาหาว คำว่าเจ้าฟ้า ก็คือ เจ้าห้าว หรือ เจ้าเหา ในทุกพระองค์

นอกจากนี้การขุดค้นพบทางโบราณคดี มีคำภาษาไทยตั้งแต่พระเจ้าเสี่ยวเหา         คนไทยปัจจุบันจึงต่างมีพ่อขุนองค์กษัตริย์เดียวกัน คือ พระเจ้าเหา

๓.ในสมัยพระเจ้าทวนหยก (จวนหยก)  ครองราชย์เมื่อ ๑๙๗๑ ก่อนพุทธศักราช   ได้กำหนดแบบแผนตำแหน่งชั้นสูงของราชวงศ์ และข้าราชการและกำหนดระเบียบการปกครอง โดยทรงปรับใช้ตามวัฒนธรรมอารยธรรมไทย ดังนี้

๑.จุงไทย  เสนาบดี  ยศเป็นพลเอก กับ มหาอำนาตย์เอก เป็นตำแหน่งข้าราชการฝ่ายในชั้นสูงสุด

๒.จิไทย  อุปราช  ยศเป็นพลเอก ว่าราชการ ๒ มณฑล เป็นตำแหน่งฝ่ายนอกชั้นสูงสุด

๓.ตุงไทย  ปลัดทูลฉลอง  ยศเป็นพลโท กับ มหาอำมาตย์โท

๔.ฟูไทย  ผู้ว่าราชการมณฑล  ยศเป็นพลโท กับมหาอำมาตย์โท

๕.งิดไทย  ผู้พิพากษามณฑล  ยศเป็นมหาอำมาตย์ตรี

๖.พวนไทย  ผู้ว่าการคลังมณฑล ยศเป็นมหาอำมาตย์ตรี

๗.ดิ้นไทย  ผู้บัญชาการทหารมณฑล  ยศเป็นพลตรี

๘.เตาไทย  ข้าหลวงภาค  ยศเป็นพันเอกกับอำมาตย์เอก ว่าราชการ  ๒  จังหวัด ในสมัย

ราชวงศ์ “ชิง”  ตำแหน่ง “เตาไทย”  เป็นตำแหน่งไทยที่เล็กที่สุด แต่เรียกกันว่า “หัวเข่าทองคำ”  ( คือไม่ต้องคุกเข่า แม้แต่จะเป็นเสนาบดี หรืออุปราชก็ตาม)

จะเห็นว่า ตำแหน่งต่าง ๆ  ๘ ตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งสำคัญ ๆ ทั้งสิ้น ล้วนมีคำว่า “ไทย”  ต่อท้าย ขนาดตำแหน่ง “เตาไทย”  ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำที่สุดในบรรดาตำแหน่ง       ๘ ตำแหน่งดังกล่าวนั้น  ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “หัวเข่าทองคำ”  ได้รับอภิสิทธิ์ในอันที่จะไม่ต้องคุกเข่าทำความเคารพ ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะเป็นเสนาบดีหรืออุปราชก็ตาม

ในสมัยพระเจ้าทวนหยกนี้ ได้มีการสร้างอาวุธ ๒ คม ขึ้นเรียกว่า “ทวน”  เป็นอาวุธประจำพระองค์ จึงเรียกพระองค์ว่า “ทวนหยก”  ซึ่งทวนนั้น หากเอาด้ามยาวออก ใส่ด้ามสั้น จะกลายเป็น “พระขรรค์”  สำหรับกษัตริย์ หนึ่งในเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องหมายความเป็นพระราชาธิบดี คือ “พระแสงขรรค์ชัยศรี”

๔. วัฒนธรรมการกิน  พวกไต – จีน ชอบกินของดิบ เนื้อดิบ เลือดสด ๆ แม้กระทั่งตับคน พวกชนกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนไทยเราเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไตยวนทางภาคเหนือ คนลาวทางภาคอีสาน เราก็ยังกินหลู้เลือด ลาบเลือด ลาบดิบ ซึ่งน่าจะเป็นพวกกินของดิบมาแต่สมัยไคเก็กตอนแยกมาจากจีน ด้วยคนจีนชอบกินของสุก

๕.  วัฒนธรรมวิถีชีวิตไต – จีน มีความเป็นอยู่ ความเชื่อที่มีที่มา และยึดถือแบบเดียวกัน เช่น

-  ด้านดนตรี ต่างมีพิณ ขิม ขลุ่ย

-  ด้านการนับวัน เดือน ปี ต่างก็มีตำราดูวัน คืน มีสิบสองนักษัตร มีศกเป็นปี สิบสองปีเป็นหนึ่งรอบ ปีหนึ่งมีสิบสองเดือน เดือนหนึ่งมีสามสิบวัน วันหนึ่งมีสิบสองชั่วโมง โมงหนึ่งมีแปดเคก

          -  อาหารการกิน ต่างก็รับประทานข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลี และถั่วงา มีการใช้ปุ๋ยบำรุงดิน

           -  ด้านยารักษาโรค ต่างก็มีตำรับตำรายาจากการใช้สมุนไพร

               -  ด้านความเชื่อ  ต่างก็เชื่อในไสยศาสตร์ ทางศาสนาบูชาไฟกับน้ำ

                -  ระบบฐานันดร ต่างก็ใช้ระบบ “เจ้า”  ระบบเจ้าของจีน เริ่มแต่สมัยพระนางออสี  ผู้เป็นประมุขชาวไต – จีน สืบต่อจากฮอกฮีสี  ซึ่งเป็นราชวงศ์ต่อจากพระเจ้าเสี่ยวเหา

๖.  ชนเผ่าไต  ชนชาวจีน ไทย ม้ง ไทยใหญ่ พยู่ ฯลฯ ต่างสืบเชื้อสายมาจาก ชนเผ่ามองโกลอยด์ หรือมองโกเลียน อันมี “มนุษย์ปักกิ่ง”  หรือมนุษย์วานร  เป็นต้นตระกูล

ต่อมาเมื่อเผ่าไตแยกตัวจากจีน ได้อพยพลงมาทางใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เกิดเป็นกลุ่มไต กระจัดกระจายไปหลายกลุ่ม  ตั้งเมืองขึ้นมานับเป็นร้อย ๆ เมือง ตั้งชื่อกลุ่มตามชื่อเมืองบ้าง ตามวิถีชีวิตปฏิบัติบ้าง อย่างเช่น

ชาวลาวไทย ใช้เครื่องประดับเป็นภู่ร้อย  ก็จะเรียกว่าชาว “ภู่ไทย”  (ภู่ภาษาจีน แปลว่า   ผู้มียศ)

เจ้าไทย เชื้อสายราชวงศ์ ซ้าง มีพี่น้อง ๑๒ คน ได้ร่วมก่อตั้งอาณาจักร ตั้งชื่ออาณาจักรตามชื่อราชวงศ์  ว่าอาณาจักรล้านช้าง มีนครแถน (จีนเรียกเทียน)  เป็นศูนย์กลาง คำว่า ๑๒ เจ้าไทย ต่อมาเปลี่ยนเสียงเป็น ๑๒ จุไทย

มาภายหลังกลุ่มไทยได้แยกย้ายกระจัดกระจายครองเมืองต่าง ๆ มากมาย ทั้งในยูนาน     ธิเบต ชูนา กวางสี กวางตุ้ง ฟูนัน ตั้งเกี๋ย เป็นต้น แต่ไตเหล่านั้น ต่างมีพื้นฐานทางภาษาดั้งเดิม         ที่คล้ายคลึงกัน เพราะมาจากแหล่งเดียวกัน จะเพี้ยนสำเนียงภาษาไปตามสภาพแวดล้อมภายหลัง อาทิ

- ไตจ้วง  อาศัยอยู่ในมณฑลกวางสีของจีน

- ไตลื้อ อาศัยอยู่แถบสิบสองปันนา

-  ภูไต  ไตดำ ไตขาว อาศัยอยู่ในสิบสองจุไทย เวียดนาม และไทย

-  ไตใหญ่ ไตเขิน อาศัยอยู่รัฐฉาน ประเทศพม่า

-  ไตลาว อาศัยอยู่ในประเทศลาว

-  ไตพุงขาว อาศัยอยู่ในประเทศลาว

- ไตพุงดำ อาศัยทางล้านนาของไทย

-  ไตอาหม  ไตคำตี่ ไตพาเก อาศัยในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย

- ไตกะได  อาศัยลงทางใต้แถบประเทศอินโดนีเซีย

นอกจากนั้น ก็มีไตกลุ่มน้อยอื่น ๆ มากมาย รวมถึงไตน้อย อันเป็นเชื้อสายไทยสยามในปัจจุบัน

 

......................................................................................................

 

 

คำถามพระเจ้าเหา

คำถามว่า ที่เราเรียกพระเจ้าเหา ควรจะเป็นเหาไหน ด้วยเหตุดังที่กล่าวมามีทั้งไท้เหา (เหาใหญ่)  และเสี่ยวเหา (เหาน้อย)  พระเจ้าไท้เหาเป็นบรรพบุรุษไทย ที่ปรากฏในตำนานของจีน ครองราชย์ประมาณ ๒๕๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งราชวงศ์ไท้เหา มีกษัตริย์ปกครอง ๑๒ พระองค์      ในระยะเวลา ๑๑๕ ปี ส่วนพระเจ้าเสี่ยวเหา ปรากฏในบันทึกพงศาวดารของจีน ครองราชย์ประมาณ ๒๐๔๕ – ๑๙๗๑ ก่อนพุทธศักราช

หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ เมื่อมีพระเจ้าเสี่ยวเหา หรือพระเจ้าเหาน้อย ต้องมีพระเจ้าไท้-เหาหรือพระเจ้าเหาใหญ่ พระเจ้าเหาน้อยเป็นกษัตริย์ตระกูลไตแน่นอน เพราะไม่มีกษัตริย์ชาติอื่นใดนำเอาชื่อกษัตริย์ต่างเชื้อชาติมาเป็นพระนามซ้อนทับจากเหาใหญ่มาเป็นเหาน้อย แต่เมื่อจีนนำเอาพระเจ้าเหาน้อยเป็นปฐมวงศ์ของจีนด้วยย่อมต้องยกย่องกล่าวถึงมากกว่า พระเจ้าเหาใหญ่ ซึ่งเป็นต้นวงศ์ของตระกูลไตไม่ใช่ของจีน

ดังนั้น เมื่อเราคนไทยเกิดแต่ตระกูลไตแท้ เมื่อจะเรียกขานสิ่งที่มีมาแต่ยาวนาน จึงน่าจะมีมาแต่ “พระเจ้าเหา” (ใหญ่) ว่ากำเนิดมานับพัน ๆ ปี ด้วยประการฉะนี้ แต่หากไทยเชื้อสายจีนดั้งเดิมจะนับสิ่งที่มีมาแต่เหล่ากอเป็นเบื้องต้นว่า มีมาแต่ “พระเจ้าเหา (น้อย)” ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการ   ใด ๆ

 

เอกสารอ้างอิง

 

จำนง  ทองประเสริฐ.  ก่อเกิดลัทธิประเพณีจีน.  กรุงเทพฯ : มปส, ๒๕๓๐.

________ .  ความสัมพันธ์ไทย – จีน.  กรุงเทพฯ : มปส, ๒๕๓๐.

________ .  “พระเจ้าเหา”.  ๗๐๐ ปีลายสือไทย.  นครปฐม  : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม วิทยาลัยนครปฐม, ๒๕๒๖.

พรชัย  เจดารามาน.  ปฐมกษัตริย์ของไทย พระเจ้าเสี่ยวเหา.  เชียงราย : มปส, ๒๕๕๐. (อัดสำเนา)

ลิขิต  ฮุนตระกูล.  พงศาวดารจีน.  กรุงเทพฯ : มปส, ๒๕๐๖.

สมัคร  บุรวาส.  จีนโบราณ.  Edward H Sehafer, ๑๙๗๒.

________ .  วัฒนธรรมไต – จีน.  กรุงเทพฯ : มปส, ๒๕๑๙.

http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=๑๘๙๙๘


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สัญจร...คนเดินทาง วันที่ : 05/02/2013 เวลา : 15.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jedaman

การเรียก "เหา" เป็นการเรียกที่เพียนเสียงมาจากกลุมคนไตและจีน เช่น คำว่าห้วนตี้ สามารถเพี้ยนเป็นฮ่องเต้ได้

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Hiriotappa วันที่ : 01/02/2013 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

หาว น่าจะมาจากเหิรหาว มากกว่านะครับ ไม่น่าจะใชอ้ายเหินฟ้าของน้อง ..สวย..เขา แต่สาเหตุทีเพี้ยนเป็นพระเจ้าเหาเพราะจะมีอยู่ยุคหนึ่งที่มีคนหลงผิดไปฮิตอะไรสั้นๆและมีกระแให้เกิดความนิยมเรียกสั้นกันอย่าง..สูง.. คนก็เลยเข้าใจผิดว่าแท้จริงแล้ว นั่นคือ เหาที่กัดกินเลือดตามรากผม หรือ หนังศรีษะของคนเรา และทำให้ความหมายมันขัดกันเองย้อนกันเองทั้งๆที่มันปกติมาตั้งแต่ดั้งเดิม นี่แหละครับฝีมือคนแค่หยิบมือ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน