*/
  • สัญจร...คนเดินทาง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : p.jadaman@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-01-30
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 440764
  • จำนวนผู้โหวต : 89
  • ส่ง msg :
  • โหวต 89 คน
<< กุมภาพันธ์ 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556
Posted by สัญจร...คนเดินทาง , ผู้อ่าน : 5676 , 18:28:12 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                                         พระเจ้าเสียวเหา  (พระเจ้าเหา)

                                                                                                                                                ดร.พรชัย เจดามาน

ปฐมกษัตริย์องค์แรกของไทย  ( 2500 ปี ก่อนพุทธศักราช )

                  

            พระเจ้าเสียวเหา ( พระเจ้าเหาน้อย , ไทยเรียกว่า  พระเจ้าเหา )  เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ในพงศาวดารจีนครองราชย์ระหว่าง 2,055 ถึง 1871 ก่อนพุทธศักราช

                พระเจ้าเสียวเหา หรือ พระเจ้าเหา   พระองค์   เป็นต้นตระกูล ของชนชาวไทย-ไทย  ซึ่งลูกหลานในภายหลังได้กลายเป็น “ชาวดอย “ ไปอาศัยอยู่ในเขต   มณฑล ฮูนาน  กวางตุ้ง  กวางสี  กุยจิว   เสฉวน   และ หยุนนาน   ซึ่งชนชาวจีนได้ค้นพบ “ชาวดอย ” กลุ่มนี้  ในสมัยราชวงศ์  ฮั่น

                ศาสตราจารย์  จำนงค์   ทองประเสริฐ  ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า  คำว่า  “ เหา “ นี้ คงจะตรงกับ “พระเจ้าเหยา “ ซึ่งเขียน  เป็นอักษร  โรมันว่า  Yao  แต่คำว่า Yao นี้  เมื่อผู้เขียนได้อ่านหนังสือชุด  บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน  ผมถอดออกเป็น   เหยา  ซึ่งต่อมาได้พูดคุยกับบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ  ชื่อ  ภาษาจีน  ท่านได้บอกว่า   ควรจะอ่านว่า   เอี่ยว   เพราะตัว  Y  อาจเป็น  ตัว “ย” หรือ  ตรงกับ   1   ก็ได้  ถ้า Y ตรงกับ   1  ดังนั้น  lao  ก็ต้องถอดเป็น   เอี่ยว     ( อ้างอิง :  ศาสตราจารย์จำนงค์  ทองประเสริฐ , หนังสือบ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน )

                เมื่อได้พูดถึง   พระเจ้าเหา   ซึ่งมีคนจำนวนมากเคยสงสัยมานานว่าจะเป็นเรื่องที่เราพูดกันเล่นๆ  หรือว่า  เป็นบุคคลจริงๆ ในประวัติศาสตร์  แต่ก็ยังหาที่มาไม่ได้   จนกระทั่ง  เมื่อ ปีที่แล้ว ได้อ่านหนังสือ  ประวัติ  ความสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยกับชาติจีน  ที่ท่าน ลิขิต  ฮุนตระกูล  เป็นผู้แปลและเรียบเรียง  เอกสารที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ  พงศาวดารจีน  ก็ได้ทราบเรื่องราวของ  พระเจ้าเหา

                ( ก ) พระเจ้าเสียวเหา  ( พระเจ้าเหาน้อย  ไทยเรียกว่า  พระเจ้าเหา ) กษัตริย์  องค์ที่ 2 ในพงศาวดารจีนครองราชย์ระหว่างชาติ  2055 ถึง  1871 ก่อนพุทธศักราช   พระองค์เป็นต้นตระกูลของชนชาวไทย  ซึ่งลูกหลานในภายหลังได้กลายเป็นชาวดอยไปในมณฑลฮูนาน  กวางตุ้ง  กวางสี  กุยจิว เสฉวน

และ  หยุนนาน  ซึ่งจีนได้พบชาวดอยนี้ในราชวงศ์ฮั่น

          จากข้อความตอนนี้  ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า  พระเจ้าเสียวเหา หรือ  พระเจ้าเหา  ซึ่งเป็นกษัตริย์ไทยนั้น  จีนได้ยอมรับนับถือว่าเป็นกษัตริย์ ใน พงศาวดารจีน  ปัญหาก็อยู่ที่ว่า  แล้วกษัตริย์จีนองค์แรก คือ ใคร  หนังสือเล่มดังกล่าว  ได้กล่าวว่า  กษัตริย์จีนองค์แรก  ได้แก่  พระเจ้าหว่างตี๋  ครองราชย์ ระหว่าง  2154 ปีก่อนพุทธศักราช     เมื่อจีนได้อพยพเข้ามาสู่ดินแดนที่เป็นประเทศจีนทุกวันนี้

                ดินแดนนี้คงเป็นดินแดนที่คนไทยได้เคยครอบครองอยู่ก่อนดังที่  เฮเวิร์ด เอช ชาเฟอร์  ( Edward  H.Schafer ) ได้เขียนไว้ในหนังสือ  “ จีนโบราณ “  ( Ancient  China )   ตอนหนึ่งว่าอารยธรรมจีน ในส่วนที่เกี่ยวกับจิตใจ  และจินตนาการ  ส่วนมาก พวกเราในปัจจุบันนี้   คิดว่าเป็นแบบจีนนั้น  

ความจริง  ได้กำเนิดมาจากประชาชนคนไทยเดิม  ทางตอนใต้   จากประชาชนชาวทิเบตเดิมทางตะวันตกและจากประชาชนชาวมองโกเลียเดิมทางตอนเหนือ ( อ้างอิง  :  จากหนังสือจีนโบราณ , เฮเวิร์ด  เอช.ชาเฟอร์  Edward  H. Schafer )

                จากข้อเขียน  ของ  เฮเวิร์ด  เอช.  ชาเฟอร์  ( Edward  H. Schafer )  นี้   แสดงว่า  ก่อนหน้านี้  ที่

จีนจะเข้ามาครอบครองดินแดนที่เป็นประเทศจีน ใน ปัจจุบันนี้  เดิมดินแดนแห่งนี้ ได้มี ชนเผ่าต่างๆ  ที่ทรงอำนาจปกครองอยู่อย่างน้อย ก็มี 3 เผ่า ด้วยกัน  คือ   ไทย ทิเบต  และ มองโกเลียน (Edward H Schafer : หนังสือจีนโบราณ) และชนทั้งสามเผ่า นี้  คงปกครองดินแดนแห่งนี้มาเป็นเวลานานแล้ว   จนกระทั่งมี  วัฒนธรรม และ อารยธรรมที่สูง ถึงขนาดที่เมื่อ คนจีน  ได้อพยพเข้ามาอาศัย  ต้องรับวัฒนธรรม  และอารยธรรมเหล่านั้น    โดยเฉพาะ   อารยธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับจิตใจซึ่งแสดงให้เห็นว่า  ชนเผ่าต่างๆ เหล่านี้ได้มีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม  และจารีตประเพณีที่ดีงาม อยู่ก่อนแล้ว  และถ้าหากไม่ดีกว่าของจีน  จีนคงไม่ยอมรับนับถือเป็นแน่

                ในบรรดาชนทั้ง  3  เผ่านี้ ที่ปกครองดินแดน  คนไทยคงจะเป็นเผ่าที่มีอำนาจ  มีอิทธิพลมากที่สุดชาวจีนจึงได้ยอมรับนับถือ“ พระเจ้าเหา “ ซึ่งเป็นกษัตริย์ไทยให้เป็นกษัตริย์จีนด้วย  คงจะเป็นทำนองเดียวกับเมื่อไทย ได้อพยพเข้ามาสู่ดินแดนที่เป็น  สุโขทัย  ปัจจุบันนี้  เดิมก็เป็นดินแดนที่อยู่ในอำนาจ  ของขอมมาก่อน  เมื่อเรามาอยู่ใหม่ๆ เราก็ต้องยอมรับอำนาจของขอมไปก่อน   แต่เมื่อ มีอำนาจอิทธิพลมากขึ้นเราก็ยึดอำนาจจากขอมได้  และตั้งตัวเป็นเอกราช    ในที่สุด ขอม  ก็ตก อยู่ภายใต้อำนาจของไทย  ข้อนี้  ฉันท์ใด  ก็ฉันท์นั้น

                การที่เรามีกษัตริย์ที่ทรงพระนามว่า  “ เสี่ยวเหา “  ซึ่งแปลว่า   เหาน้อย   นั้นย่อมแสดงว่าน่าจะต้องมีกษัตริย์ที่ทรงพระนามว่า   “ เหาใหญ่ “  ซึ่งอาจจะเป็น พ่อ หรือ  พี่  ของพระเจ้าเสี่ยวเหา  หรือ  เหาน้อยก็ได้   เช่นเดียวกับใน  ภาษาบาลี  ก็มี  มหา  กับ  จุล  ถ้าเป็นพี่ก็มี  มหา  นำหน้า  เป็นน้อง  ก็ใช้   จุล  และ มหา  นั่นเอง  อังกฤษและชาวยุโรปก็มีคำเรียกชื่อแทน  แต่เขาก็มักใช้  เรียกคนที่เป็น  ลูก  เช่น  Tom  junior  ก็คือ  ทอมซึ่งเป็นลูก   ไทยเราก็นำมาประยุกต์ใช้เช่นกัน    เช่น  รัชกาลที่ 4  ทรงพระนามว่า   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 5  ซึ่งเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่  4  ทรงพระนามว่า  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็คือ  จอมจูเนียร ( Jom  junior )  นั่นเอง  หรือ  สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ  พระโอรสของพระองค์  ก็คือ  พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์  ก็คือ   จักรพงศ์จูเนียร์  นั่นเอง

                ถ้าหากพระเจ้าเสียวเหา  หรือ   เหาน้อย   เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2   ของจีน  ก็  แสดงว่า   ก่อนหน้าพระเจ้าเสียวเหา   หรือ   พระเจ้าเหาน้อย  จะต้องมีกษัตริย์   องค์อื่นๆ อีก  รวมทั้ง  พระเจ้าเหาใหญ่ด้วย

                นอกจากนี้   ท่านลิขิต  ฮุนตระกูล  ยังได้เขียนถึง  กษัตริย์ที่ถัดจาก  พระเจ้าเหาหรือ   พระเจ้าเหยา  หรือ”  เอี่ยว”  อีก 2 พระองค์  ดังนี้       

                ( ก )    พระบรมศพของพระเจ้าซุ่น  อันดับราชวงศ์ ที่ 3  ครองราชย์ระหว่าง  1712  ถึง  1663  ปี  ก่อนพุทธศักราชได้สวรรคตและทำฮวงซุ้ยไว้ ณ ภูเขากิวหยีซาน ใต้เมือง เพ่งย้วน  ปลายเขตมณฑลฮูนาน ติดภาคเหนือ  มณฑลกวางสี และมณฑลกวางตุ้ง  ในปัจจุบันนี้คืออยู่ ณ ดินแดนภาคใต้แม่น้ำยางจือเกียง  ( อ้างถึง :  หนังสือประวัติศาสตร์จีน  : ลิขิต  ฮุนตระกูล )

                ( ข )    พระบรมศพ  พระเจ้าหยู  อันดับราชวงศ์ที่ 4  ครองราชย์ ระหว่าง  1662  ถึง  1655  ปีก่อนพุทธศักราช  ได้สวรรคต  ณ  ฝั่งทางใต้แม่น้ำยางเจือเกียง  (  อ้างถึง : หนังสือประวัติศาสตร์จีน  : ลิขิต  ฮุนตระกูล ) พระบรมศพพระเจ้าซุ่น  กับพระเจ้าหยู  ยังมีร่องรอยอยู่จนถึงทุกวันนี้

                คำว่า  พระเจ้าซุ่น  และ พระเจ้าหยู  ในภาษาจีน  อาจพูดเป็นชื่อไทยๆ ว่า  ชวน  และ  อยู่  ก็ได้ แต่จีนได้ออกเสียงเพี้ยนไป  เป็น “ ซุ่น และ หยู “

                ท่านลิขิต  ฮุนตระกูล  ได้เขียนไว้ว่า    ข้าพเจ้า  ขอแสดงความนับถือและเคารพ ท่านผู้ที่ได้แต่งหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง ชาติไทยต่างๆ ที่ได้อุตส่าห์พยายามไป ตรวจค้นหาเรื่องราวของชาติไทยโบราณมีความเป็นว่า ชาติไทยเป็นชาติโบราณเก่าแก่มาก  ได้ตั้งรกรากเป็นปึกแผ่นมาตั้งแต่ดั้งเดิม  อยู่ในดินแดนภาคเหนือ  และภาคใต้ ของ แม่น้ำยางจือเกียงแห่งประเทศจีน  ( อ้างถึง : ลิขิต  ฮุนตระกูล:ประวัติศาสตร์จีน )

                ซึ่งเป็นกรณีแวดล้อมนำมาถึงผลสุดท้าย  ให้ได้คิดเห็นและเข้าใจว่า  ท่านผู้แต่งหนังสือเหล่านั้นคงจะได้พบหลักฐาน เท่าที่ได้ค้นพบมาก่อนหน้านี้แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือ  ประวัติศาสตร์จีน  หนังสือพงศาวดารจีน และหนังสือบันทึกเหตุการณ์โบราณของจีน อื่นๆ มาแล้วจึงได้รู้เรื่องชาติไทยชัดแจ้งอย่างดี  แต่ไฉนจึงไม่เขียนเรื่องของชาติไทยอย่างละเอียด  กว้างขวางยิ่งกว่านี้   เพราะหลักธรรมดา   มีอยู่ว่า  ถ้าไม่ทราบเรื่องพิสดาร  แล้วจะย่อเรื่อง  ได้อย่างไร

                จากความคิดเห็น  ก็พอสรุปได้ว่า   ชาติไทยเคยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มาก่อนจีน  แต่ที่เราต้อง  อพยพหนี  ลงมาทางตอนใต้นั้น  คงไม่ใช่ว่าจีนจะมีความสามรถมากกว่าไทย  แต่อาจจะเป็นเพราะว่า  คนจีนมีจำนวนมากกว่า  ไทยเราสู้ในด้านกำลังคนไม่ได้  จึงต้องถอยร่นลงมา   คนไทยบางพวกที่เห็นว่าจีนมีอำนาจขึ้นมา  ก็อาจจะมีการประจบประแจงจีน  แต่งตัวแบบจีน  พูดภาษาจีน  เหยียดภาษาไทยลงไป   ในที่สุดก็ถูกจีนกลืนจนหมด   เพราะ  เมื่อคนไทย พูดไทยไม่ได้  แถมพูดแต่ภาษาจีน  แต่งกายแบบจีน และ   อาจจะแต่งงานกับคนจีนด้วย   ในที่สุดก็คงจะถูกกลืนเป็นจีนไปอย่างสิ้นเชิง

                ส่วนพวกที่ยังรักความเป็นไทย  ทะนงในศักดิ์ศรีของความเป็นไทย  เพราะไทยมีวัฒนธรรมและอารยธรรมสูงส่งกว่าจีน  ไม่ยอมประจบประแจงจีน  ไม่ยอมโอนอ่อนให้จีน  ก็ต้องหลบหนีไปอยู่ตามป่า  ตามภูเขา  ตั้งตัวเป็นอิสระ  คอยสู้รบกับจีน  เมื่อมีโอกาส  บางครั้งก็สามารถตั้งตัวเป็นใหญ่ได้  ยังรักวัฒนธรรมไทยยังแต่งตัวแบบไทย  พูดภาษาไทยอยู่  พวกนี้จึงยังคงความเป็นไทยได้ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้  ซึ่งปรากฏว่า     ปัจจุบันนี้ยังมีคนไทยที่พูดภาษาไทย   ภาคภูมิความเป็นไทยของตนอยู่  ในดินแดนที่เป็นประเทศจีนปัจจุบันนี้    อีกหลายสิบล้านคน   ดังที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้ว   เวลาคนสำคัญของไทยไปเยือนเมืองจีน   โดยเฉพาะ  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  ได้ไปเยี่ยมเยียนคนไทยที่นั่น   และได้รับการต้อนรับจากคนไทยที่นั่น  อย่างดีเสมอ  อยู่ในท่ามกลางแห่ง ญาติสนิท  มิตรสหายที่มีความรัก  ความสนิทสนมกัน  อย่างแน่นแฟ้น  และโดยเฉพาะ  ภาษาพูด  คนที่นั่นใช้ภาษาไทยพูดกัน  แต่ว่า  อาจจะแตกต่างเรื่องสำเนียงและเสียง

 

ตำแหน่ง ไทยในประวัติศาสตร์จีน

                  ในหนังสือ  ประวัติศาสตร์จีน  ยังได้ให้  คำอธิบาย  ตำแหน่ง  “ ไทย “ ที่ปรากฏในพงศาวดารจีน  อยู่หลายตำแหน่ง  ดังนี้  คือ

  1. จงไทย  เสนาบดี  ยศเป็น  พลเอก กับ มหาอำมาตย์เอก  เป็นตำแหน่งข้าราชการฝ่ายชั้นในสูงสุด
  2. จิไทย   อุปราช  ยศเป็นพลเอก กับ มหาอำมาตย์เอก  ว่าราชการ 2 มณฑล  เป็นตำแหน่งฝ่ายนอก ขั้นสูงสุด
  3. ตุงไทย ปลัดทูลฉลอง  ยศเป็นพลโท  กับ มหาอำมาตย์โท
  4. ฟูไทย  ผู้ว่าราชการมณฑล  ยศเป็นพลโท กับมหาอำมาตย์โท
  5. งิคไทย  ผู้พิพากษามณฑล  ยศเป็นมหาอำมาตย์ตรี
  6. พวนไทย  ผู้ว่าคลังมณฑล  ยศเป็นมหาอำมาตย์ตรี
  7. ดิ้นไทย  ผู้บัญชาการทหารมณฑล   ยศเป็นมหาอำมาตย์ตรี
  8. เตาไทย  ข้าหลวงภาค  ยศเป็นพันเอก  กับ อำมาตย์เอก  ว่าราชการ 2 จังหวัด  ในสมัยราชวงศ์“ซิง “

ตำแหน่งเตาไทย  เป็นตำแหน่งไทยที่เล็กที่สุด  หรือเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า“หัวเข่าทองคำ“ คือไม่ต้องคุกเข่า   แม้แต่จะเป็น   เสนาบดี  หรือ  อุปราช ก็ตาม

เพราะเหตุที่ไทยเรา  เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มาแต่อดีต  มีวัฒนธรรมและ  อารยธรรมสูงส่งกว่าจีนที่เข้ามามีอำนาจภายหลัง  แม้แต่จีนก็ต้องยอมรับ  จีนจึงให้เกียรติแก่ไทย  มากกว่าชนเผ่าอื่นๆ  ดัง  ตำแหน่งต่างๆ  8 ตำแหน่ง  ดังกล่าวนั้น  ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งสำคัญทั้งสิ้น  ล้วนมีคำว่า “ไทย “ ต่อท้ายทั้งสิ้น  แม้แต่  ตำแหน่ง “เตาไทย” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำที่สุด  ในบรรดาตำแหน่ง 8 ตำแหน่ง  ดังกล่าวนั้น  ยังได้รับยกย่องว่าเป็น “ หัวเข่าทองคำ”  ได้รับอภิสิทธิ์  ในอันที่จะไม่ต้องคุกเข่า ทำความเคารพ ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะเป็นเสนาบดีหรืออุปราช

ปฐมกษัตริย์ ไต

                พระเจ้าเหา    ปฐมกษัตริย์ “ ไต “ ที่ครองอาณาจักร  ไตมุง  หรือ  ไทยหาว  ซึ่งจีน เรียกว่า

“ พระเจ้าไทเฮาสี “ ครองราชย์ก่อนพุทธกาล  2500 ปี  และ พระเจ้าไทเฮาสี หรือ พ่อขุนไทหาว ที่พระยาโกษากร วิจารณ์   ใช้คำว่า  “  ไท้เหา  “  และได้ให้คำแปลว่า  “ เหา “  หมายถึง  ท้องฟ้า , ที่ว่างเปล่า  และ “ ไท้ “ หรือ “ ไต “ แปลว่า  “ ใหญ่ “

                ยังมี บทความเรื่อง “ โคตรเหง้าเหล่ากอ “    ( อ้างถึง: หนังสือวัฒนธรรมไต  จีน : พ.อ.สมัคร 

บุราวาศ )   หนังสือเล่มนี้  ได้รับรางวัลชมเชยจากธนาคารกรุงเทพจำกัด  เมื่อ วันที่  26 มีนาคม  พ.ศ. 2519 

                ก่อนที่จะยกข้อความที่อาจารย์สมัคร  บุราวาส  ราชบัณทิตประเภทปรัชญา  สาขาวิชาเอก  อภิปรัชญา  สำนักธรรมศาสตร์หรือการเมืองผู้ล่วงลับไปแล้ว  ได้เขียนเกี่ยวกับ  พระเจ้าเหา  ไว้  โดย คำปรารถ ของท่าน ได้เขียนไว้  ดังนี้

เรื่อง วัฒนธรรมไต - จีน  ผู้เขียนสนใจมานานแล้ว ตั้งแต่ ได้อ่านหนังสือ ของ ขุนวิจิตมาตรา  เรื่อง“หลักไทย “ ฉบับ 2478  ซึ่งเผยแพร่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2471 และที่ควรอ้างถึง  คือ พงศาวดารจีน ตั้งแต่  ไทเก็ก ไปถึงรุ่นใหม่สุด 

                เมื่อได้อ่านหนังสือ  “ หลักไทย “  ผู้เขียนก็สนใจ  วัฒนธรรมจีนมากขึ้น  แต่ก็หาหนังสือที่เกี่ยวกับทางนี้ ไม่ได้  กระทั่งไปพบหนังสือ  กล่าวถึง ประวัติศาสตร์จีน และ ไทยมากขึ้น ซึ่ง  อาจารย์ลิขิต  ฮุนตระกูล  ได้   “ แบไพ่  “  ใบสุดท้าย  ให้ประชาชนไทยได้ตระหนักว่า  ไทยกับจีน  เริ่มต้น  วัฒนธรรมไต  จีน มาด้วยกันตั้งแต่สร้างโลก  ผู้เขียนได้ใช้เวลาว่างศึกษาวัฒนธรรมของพวก  อียิปต์  กรีก  โรมัน เพิ่มเติม  รวมทั้งประวัติศาสตร์โลกเผยแพร่โดยบัณฑิต เนกูร และ H.G.Wells ความเข้าใจใน วัฒนธรรมอินเดียและจีนมีมากขึ้น  และได้อ่านหนังสือทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์มากขึ้น  ที่ได้มีการขุดค้นพบเครื่องมือหินต่างๆ  และวัฒนธรรมโบราณมากมาย  ทำให้แบ่งสมัยหิน ในไทย   ได้เป็น

ยุค ๆ แน่นอน  ข้อนี้ทำให้ มองเห็นความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชนชาติไทยและจีน  ในตอนต้น  ได้ดีขึ้น  เจ้าคุณโกษากรวิจารณ์ ( ประภาสิริ ) ใน พ.ศ.2509 ได้ย้ำมตินี้ให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งสมตามที่ คุณลิขิต ฮุนตระกูล    ได้เอื้อนเอ่ย   อมตะวาจาของท่านเมื่อ พ.ศ.2494  ไว้ว่า   “ ชนชาติไทยกับจีน ได้ก่อสร้างตนกันมาตั้งแต่สร้างโลก ( อ้างอิง : เอกสารที่  50 หน้า 3  , 2503 )   เชื่อมโยง วัฒนธรรมไทยกับจีน ดังที่พิพิธภัณฑ์   Cernuahi   มีวัตถุโบราณของราชวงศ์ษาง  ( Shang )  ที่มีลายกนกไทยและอักษรจีน  กำกับอยู่  ที่กล่าวถึง ประวัติศาสตร์จีนสมัยษาง ( Shang ) กับโจว (หรือเจ้า ) ก็พบภาพกนกไทย กับอักษรจีนของราชวงศ์โจว ( เจ้า ) แสดงว่า  ในราชวงศ์ษางกับโจว  วัฒนธรรมไต – จีน ยังแยกกันไม่ออก  ชิน  อยู่ดี  ภัณฑารักษ์พิเศษ  กรมศิลปากร ท่านก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน  เพราะในประเทศไทยได้ขุดพบ วัตถุโบราณหลายอย่าง  คล้ายของสมัย“โจว“มาก การศึกษาทางเครื่องปั้นดินเผา  ก็ทำให้เห็นชัดว่า  ไทยได้รับวัฒนธรรมทางนี้มาจาก  ษางและโจว ซึ่งก็เป็น  วัฒนธรรมไต – จีน ของไทยเอง

                หมอด๊อตต์   สังข์  พัฒโนทัย  นักเขียนต่างๆ ของสยามสมาคม กับ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ก็ได้แสดงผลงานมามากมายที่แสดงว่า มีคนไทยในจีนอยู่แน่นอน  มาร์โคโปโล  ก็กล่าวในเรื่องนี้ไว้ด้วย   แม้แต่ โจวเอินไหล  ก็เคยกล่าวแก่  ผู้แทนราษฎรของไทย คือ นายแคล้ว  นรปติ  ว่ามีชนชาติจ้วง  คล้ายไทยในมณฑลกังไส  ที่ทำ Porcelain อยู่ราว  6  ล้านคน  และผลงานของนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส  ในภาคเหนือของอินโดจีน  ก็ระบุถึงชนชาติไทยทางตอนเหนือของญวนตามลุ่มแม่น้ำแดง  ตลอดจน ใน สิบสองปันนา และ ตอนใต้ของยูนาน อย่างละเอียด  และว่า   คนไทยเผ่าลื้อ “ เป็นผู้ตีเดียนเบี้ยนฟูแตก  แต่จะเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ   ขณะนี้เราจึงมีหลักฐานมากมายทางวัฒนธรรม   ดังเป็นจุดมุ่งหมายใหญ่แสดงให้เห็น  วัฒนธรรม ไต – จีน หลักฐาน เหล่านี้จัดหามาได้  โดยยากมาก  วัฒนธรรมไต – จีน นี้มีอยู่จริง  (สมัคร  บุราวาส : วัฒนธรรมไต- จีน )

                โดยสรุป ไทยได้ร่วมวัฒนธรรมไต-จีน มากับจีน จากสมัย ก่อนราชวงศ์ ษาง ถึงราชวงศ์ โจว  ซึ่งแม้ ในภายหลัง  จิ๋นซีฮ่องเต้  จะได้ปราบราชวงศ์ โจว ลงได้ และสร้างวัฒนธรรมจีนขึ้น  แยกจากวัฒนธรรมไต- จีน   แต่เดิมก็ตาม  พวกไทยที่กลายเป็นจีนก็ยังเป็นใหญ่ ในจีนอยู่  ดังพวก แซ่หลี  ในสมัยแผ่นดิน ถัง  เป็นต้น  จิ๋นซีฮ่องเต้ ความจริงก็เป็นคนไทย กำเนิดมาจาก สกุล   “ เชียง “ หรือ  เจียง  นั่นเอง(สมัคร  บุราวาส : วัฒนธรรมไต- จีน )

                ไทยได้อพยพจากจีน  เพราะหนีสงคราม  และหนีการเกณฑ์ทหารและการเกณฑ์แรงงานต่างๆ รวมทั้งหนีอำนาจของเจ้านายใหม่ๆ  ซึ่งอาจเป็นไทย  ไม่ใช่จีนแท้ ๆ  ลมฟ้า อากาศก็เช่นกัน ดังเช่น  การที่มีหิมะเคลื่อนบริเวณมาทางทิศใต้ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้พวก   ตาตาร์มงโกล  มาปะทะไทยและไทยเข้าปะทะจีนหรือไทยด้วยกันทางทิศตะวันออก   ผลก็คือ  สงครามแย่งพื้นที่อยู่อาศัย ระหว่างพี่น้องกันเอง  คือ  ไทย มงโกล  ทิเบต  จีน     และเมื่อไทยบางส่วน  หนีถอยร่นออกมาทางใต้  ก็อพยพมาอยู่ทางแหลมอินโดจีน   คนไทยส่วนมากก็อยู่ในจีนต่อไป   ภายใต้กษัตริย์ไทย  แต่มีชื่อเพี้ยนเป็นจีน ซึ่งอาจจะใช้คำว่า  จีนขับไล่ ไทยลงมาทางใต้หรือไม่อย่างไร ดังคำกล่าว ของ ท่านอาจารย์ ลิขิต  ฮุนตระกูล  ได้เขียนไว้ว่า  อันประวัติศาสตร์  ไม่ว่าของชนชาติใดก็ตาม  มักปรากฏมีการบันทึกข้อเท็จจริงขัดแย้งกัน  แล้วแต่กรณีผู้แต่ง (ลิขิต  ฮุนตระกูล  :  ประวัติการสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยและชาติจีน )  คือ

  1. แต่งโดยเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง  ไม่มีเจตนาบ้าง
  2. แต่งโดยเจตนาผันแปรข้อเท็จจริง  เพื่อส่งเสริม  หรือ เหยียบย่ำ ผู้ที่รักหรือชัง หรือ เพื่อการเมืองบ้าง

พอจะกล่าวได้ว่า  ผลสุดท้ายก็กลายเป็นบ่อเกิดแห่งความ อคติ    ความอาฆาต  ในขั้นต้น  อาจเป็นแต่เพียงเรื่องทำลายเผาผลาญสมบัติ กับการพล่าชีวิตกัน  โดยความเกลียดชังในการหลงชาติ  ซึ่งที่แท้  ก็มี  กำเนิดมาจากอันเดียวกัน  แล้วเป็นชนวนลุกลามไปในขั้นที่สุด  คือเกิดการรณรงค์กันขึ้น  และตราบใดเมื่อถึงขั้นเกิดสงครามแล้ว  ก็เป็นอันยากที่จะสมานรอยร้าวให้กลับคืน ไปสู่สภาพดีดังเดิมได้ หรือ ดังเช่นเรื่องราวระหว่าง ชนชาวอังกฤษ ( English ) และเยอรมัน  (Germany ) ก็มีกำเนิด และสืบสาน สายเลือด “ แองโกลแซ็กซ่อน “ ( Angocheckson ) มาด้วยกันทั้งสองชาติ  ก็เนื่องจากสาเหตุ  2  ประการ เช่นกัน  จึงนำมาถึงผลทำให้เกิดการห้ำหั่นซึ่งกันและกัน

                สงครามโลกที่อุบัติขึ้น  สองครั้ง  สองคราว มาแล้ว  เป็นตัวอย่างอันดีเลิศ  ทั้งเป็นบทเรียนแก่ชาติต่างๆ ให้รู้คิด และเคารพ ต่อความเป็นจริง  ในการแต่งประวัติศาสตร์  เพื่อความสงบสุข  และสันติภาพของเพื่อนมนุษย์ชาติ ในโลกใบเดียวกัน

                นิยายปรัมปรา   ก่อนเมือง  “ ช่าง “ ต้นกำเนิดระบบ  “ เสือ “  ซึ่งได้กล่าวถึง  “พระเจ้าเหา “

 ( อ้างใน : หนังสือวัฒนธรรม ไต – จีน ) อาศัย บันทึก ของ  “ ขงจื้อ “   เราก็มีนิยายปรัมปรามาต่อกับประวัติศาสตร์จีน  ซึ่งแสดงว่า  ไต – จีน  เป็นชนชาติแรกที่สุดในโลกนี้  คือ  พงศาวดาร  “ โคเก็ก “  ซึ่งบรรยายการสร้างโลก  คล้ายบันทึกของพวก Herbrew  ใน  Old  Testament  

                ต้นของบรรพบุรุษของ ไต – จีน  ตามนิยายปรัมปรา  “ โคเก็ก “  ได้แก่  เทียนฮ่องสี  ตีฮ่องสี และ

ยีนฮ่องสี  แปลเป็นไทยว่า  “  เทียนสีเหลือง “  ที่สีเหลือง และ หญิงสีเหลือง  ผู้มีนามตามนี้  เมื่อพิจารณาตามวิวัฒนาการของสังคม ก็เป็น  แค่ประมุขชาติกุล ( Clan )  ยังไม่มีศักดินาเท่ากับกษัตริย์  ชื่อของเขาก็เป็นเพียงชื่อยศ  ไม่ใช่ ชื่อจริง 

                ในสมัยของ “ ยิ่น ฮ่อง สี “   หรือ  “ เจ้าแม่สีเหลือง  ” ราษฎรรู้แต่ คุณมารดา  ยังหารู้คุณบิดาไม่ ระหว่างนี้มนุษย์  ยังไม่รู้จักสร้างบ้าน  แต่ใช้ถ้ำอาศัยอยู่  ซึ่งคิดว่า  ถ้ำคงจะเต็ม และ อาจจะมีอากาศไม่ดี  อาศัยอยู่ไม่ได้  จึงขุดดินทำที่อยู่อาศัย  คล้ายถ้ำ  นี่ก็แปลว่า ต้องเป็นที่ชายเขา หรือเนินเขา  ซึ่งน้ำไม่ท่วม      ต่อมาประมุขราษฎร  หรือ  พ่อเมือง  ชื่อ  “ ง่วนหอง “ ให้คนเอาหญ้ามาสานเป็นเครื่องนุ่งห่ม  และเอาใบไม้มากลัดเย็บเป็น เครื่องนุ่งห่ม  โดยเอาเปลือกไม้มาทุบให้อ่อนทำเป็นเครื่องปกคลุมร่างกายท่อนล่างให้พ้นความอาย  แล้วให้เอาเปลือกไม้กับใบไม้  มาทำหลังคา บังลม บังฝนอยู่   ง่วนหอง  ให้มนุษย์เอาไม้มาทำเป็นห้างและหอขึ้นบนต้นไม้บ้าง  บนแผ่นดินบ้าง  ก็ได้ความสุขเมื่อฤดูร้อน ครั้นถึงฤดูหนาวก็ให้ขุดดินทำเป็นถ้ำอาศัย  ให้พ้นภัยจากสัตว์ร้ายสมัยก่อนโน้น มนุษย์ยังไม่รู้จัก การปลูกพืช  เก็บแต่เมล็ดหญ้ากับผลไม้ที่เกิดเอง เป็นอาหารบริโภค  และยังไม่รู้จักใช้  ไฟ  ในการหุงต้ม  ปิ้ง  ย่างอาหาร  พากันกินแต่เนื้อสัตว์ดิบ  ของดิบ  และเลือดสัตว์ดิบเป็นอาหารและเก็บเอาขนสัตว์ต่างๆ มาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม

                ถัดจาก พ่อเมือง ง่วนหอง  เป็น พ่อเมือง  “ อิวเช่าสี “ สอนให้มนุษย์  เอาไม้มาทำเป็นบ้านเรือนอาศัย  บุตรของพ่อเมือง  อิวเช่าสี  คือ  ยีนสี  สอนให้ราษฎร รู้จัก เอาไม้มาถูกัน เพื่อทำไฟ แล้วให้เรารู้จักใช้หม้อต้มทำอาหารให้สุก  ก็มีรส  ครั้งนั้นก็มีไฟหุงต้มอาหารไว้รับประทาน และยังมีการทำภาชนะ ใช้สอยขึ้นมาบ้าง

                จากหนังสือวัฒนธรรมไต จีน ก็พอจะทราบได้ว่า  พวกไต- จีน มีความทรงจำดีมาแต่ในอดีต  โดยตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์หินเก่า  และยังไม่รู้จักทำไฟ  กระทั่ง ถึงสมัย ใช้ไม้สีไฟ  ถึง สมัยหินขัด  หรือ สมัยหินใหม่ ที่  “ ไคเก็ก ” เล่ามานี้  ตรงตามวิวัฒนาการของสังคม และปัญญาของมนุษย์  ซึ่งพอที่จะเป็นแนวทางของความเชื่อว่า  มนุษย์โบราณ  ซึ่งยังไม่มีการค้า  คงจะไม่บันทึกโกหก  เพราะการโฆษณา และการโกหกต่างๆ เกิดขึ้นในสมัยนายทุน  เท่านั้น

                อิวเช่าสี  เล่าถึงสมัยตอนปลาย  Neolithic  ว่ามีอาจารย์สอน ราษฎรว่า  คนเราติดต่อกัน ด้วยวิธี เอาเชือกมาขอดเป็นปมใหญ่  หมายถึง  การใหญ่  หรือ  เรื่องใหญ่  เรื่องสำคัญมาก                 ขอดเล็ก  หมายถึง  การเล็กหรือเรื่องเล็ก  ความสำคัญน้อย ร  แล้วให้หาสิ่งของต่างๆ มี เพชร  พลอย หยก  และ สิ่งมีสีสว่าง  คือ ทอง  และ เงินมาใช้ ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันตามชอบใจ(อ้างใน:หนังสือวัฒนธรรมไต จีน)

                ออกฮีสี  สืบสายมาจาก  ซุยยิ่นสี  และได้พัฒนาสังคมหินขัด หรือ ยุคใหม่ ต่อไป  คือ ได้สั่งสอนให้ราษฎร  ทำแห  ทำอวน  จับปลา  และช้อนกุ้ง แล้วให้ราษฎร ไปหาสัตว์ ที่บริโภคไว้  มาเลี้ยงไว้ เพื่อการสืบพันธ์ และเพื่อใช้ เป็นอาหาร  ในภายหลัง  และเซ่นไหว้  บรรพบุรุษ  กับเทวดาด้วย

นักประวัติศาสตร์ไทยเชื่อว่า จีนอพยพ  จากทางตะวันตก มาสู่ ดินแดน ประเทศจีนราว 3350 B.C

และ ออกฮีสี  ใน ไคเก็ก   น่าจะเกี่ยวข้อง กับ กษัตริย์ฟูฮี  อันเป็น บรรพบุรุษ ไต – จีน เมื่อ 2880 B.C.

                พวก ไต – จีน  ชอบกินของดิบ  เนื้อดิบ  เลือดสด ๆ    แม้กระทั่ง ตับคน  พวกชนกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนไทยเราเอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  คนลาว ทุกวันนี้ทางภาคเหนือ  เราก็ยังกิน ลาบเลือดผสมเครื่องใน และตับดิบสดกันอยู่ ส่วนแหนม คล้ายหมูแฮม กับ เบคอนมากๆ   แต่หมูแฮมกับเบคอน เขารมควัน ฆ่าเชื้อโรคกัน    ของเราทำดิบๆ จริงๆ  จึงน่าจะเป็น พวกกินของดิบ ในสมัย ไคเก็ก จริง ๆ และแยกออกจากคนจีน  เพราะพวกจีนชอบกินของสุก

                ทางด้านการใช้อักษรทางการสื่อสารในขณะที่จีน มีอักษรจีนแล้ว  ในราชสำนักไทย  ชาวชนบท ที่หนีการปกครอง ของชนชั้นการปกครอง  ไต – จีน มา    ยังใช้ระบบ  “ สื่อสาร”  แบบโบราณอยู่  คือ นอกจากจะขอดเชือกแล้ว ยังจักไม้ไผ่เป็นความหมายอีกด้วย                และยังมีเอกสาร อ้างอิงหมายเลข 14 หน้า 341 กล่าวว่า

                ชาวบ้านตำบล ห้วยงู ที่เป็น คริสเตียน ได้ฝากจดหมายมาถึง ญาติ คือ ชาวยวน  เชียงใหม่จดหมายนั้นเป็นท่อนไม้ไผ่  มีรอยหยักที่ข้างๆ เป็นความหมาย ดังนี้

                รอยหยักใหญ่   หมายความว่า  ในปีหน้า ให้ส่งคนรู้ ศาสนาคริสต์อย่างดีไปสั่งสอนพวกเขา และพวกขมุ มีรอยหยักเล็กๆ 2  หยัก  ซึ่งอยู่ข้างเดียว กับรอยหยักใหญ่นั้น หมายความว่า  มีหมู่บ้าน 6 หมู่บ้านซึ่งเต็มใจจะเข้ารีตถือศาสนาคริสต์

                ฝี รอยหยักอีกรอยหนึ่ง ซึ่งอยู่ โดยลำพัง นั้น หมายความว่า  หมู่บ้านที่ถือ ฝี หมู่หนึ่ง  เต็มใจจะเข้ารีตด้วย ( อ้างอิง : วัฒนธรรม ไต – จีน )ต่อมา มีชนชาติหนึ่ง  คิดอักษรจีนขึ้น และสลักไว้บนกระดองเต่า จึงมี ช่างเขียน ในสมัย ฮอกฮีสี  เอาอักษรจีนบนสันหลังเต่า มาใช้ตั้งแต่ นั้นมา  การเอาเชือกผูกเป็นขอด และขีดหมายเป็นสำคัญ ก็ได้ยกเลิก ไม่มีผู้ใดกระทำโดยเอาเชือกผูก เป็นขอด และ ขีดรอยยักบนไม้ไผ่อีกต่อไป ( อ้างอิง : วัฒนธรรมไต- จีน )ต่อมา ฮอกฮีสี  คิดประดิษฐ์พิณ หรือ ขิม ขึ้น และได้พวกนี้ สมัยฮอกฮีสีได้เจอ ตำราดาราศาสตร์  ชื่อว่า  ห้อโคลกจือและ ตำราละยิก  ดูวัน ดูคืน  และมี  สิบสองนักษัตร  มี ศกเป็นปี    สิบสองปีเป็นหนึ่งรอบ   ปีหนึ่งมีสิบสองเดือนเดือนหนึ่งสามสิบวัน  วันหนึ่งสิบสองชั่วโมง  โมงหนึ่งแปดเคก

                ระหว่างสมัย ฮอกฮีสี มนุษย์ทั้งหลาย ก็มีข้าวเปลือก เป็น อาหารมาแต่ครั้ง กระนั้น และตำราดังกล่าว ก็ได้มอบให้ อาจารย์ ทั้งหมดสั่งสอนไปทั่วแผ่นดิน

                ต่อมา  พระนางหนึ่ง  ออสี ได้เป็นประมุข ชาวไต – จีน สืบต่อจาก ฮอกฮีสี ( อ้างอิง : วัฒนธรรมไทย – จีน ) ระหว่างนี้ ได้เกิดการรบพุ่งขึ้น  ระหว่างเผ่าต่างๆ    ในการรบ  มีการใช้ม้า ทวน และมีด    และมีการใช้ไสยศาสตร์  ในศาสนาบูชา ไฟกับน้ำ อีกด้วย

                นางหนึ่ง ออสี ได้คิดค้นประดิษฐ์ ขลุ่ยให้ ราษฎรเป่า และขุดคลองระบายน้ำลงทะเล  แผ่นดินจึงแห้งดี  ไม่มีน้ำขัง

                จุนโล่สี  ซึ่งเป็นผู้ช่วย  พระนางหนึ่งออสี  ได้ทำหอ ตรวจอากาศไว้ และทำหน้าที่เป็น  ตุลาการว่าความ  โดยไม่เห็นหน้าผู้ใด

                อิ่มคังสี  ซึ่งเป็นประมุข อีกฝ่ายหนึ่ง   ได้สอนให้ราษฎรรู้จักขุดรางน้ำ ใส่ท่อ ทำให้น้ำไหลแห้งไป  และให้ราษฎร เอาไม้มาทำสะพาน  สำหรับทอดเดิน  ตั้งแต่นั้นมา  ความเจ็บไข้ได้ป่วย ของราษฎรก็ได้บรรเทาลงไป

                เฮี้ยมแต้  สินล่งสี  ได้ขึ้นปกครอง  ไต- จีน  สืบต่อมาจาก พระนางหนึ่งออสี  และมีภรรยาชื่อ  เท่งปวด  เอี้ยมแต้ กับภรรยา ได้พบข้าวเจ้า กับ ข้าวเหนียว  ข้าวสาลี  ถั่วและงา  จึงมีรับสั่งให้ราษฎรนำไปปลูกและยังแนะนำให้ใช้ปุ๋ย อีกด้วย

                เอี้ยมเต้ สินส่งสี ฮ่องเต้ ได้ประดิษฐ์ ไถ และ คราด แจกจ่าย ราษฎร ด้วย โดยสั่ง ให้ราษฎร ทำขึ้นใช้เอง และให้พระนาง เทงปวด ทำตำรายาขึ้น โดยการใช้สมุนไพร ต่างๆ รวมทั้งจัด สุขาภิบาล เรื่องน้ำขึ้นด้วย ในสมัย เอี้ยมเต้ สินล่งสี มีเกวียนไว้ใช้กันแล้ว และยังมี เรือเดินทะเล โดย  “ เฮงเตง “  เป็นผู้คิดสร้างทำขึ้นเป็นคนแรก  โดย เฮงเตง จึงคิประดิษฐ์หางเสือ  เรือเดินทะเลขึ้น

                ตั้งแต่บัดนั้นมา  ประเทศจีน จึงเริ่มมีเรือสำเภา แล่นไป – มา  ทำการค้า – ขาย ในทะเลจีน ติดต่อค้า- ขาย  ในทะเลจีน  ติดต่อค้า – ขาย กับเมืองท่า ชายทะเลต่างๆ ( อ้างอิง : พงศาวดารไคเก็ก )

                อีกเรื่องหนึ่ง ที่น่าจะสามารถอ้างอิงได้ ว่า พระเจ้าเหา   น่าจะมีจริง  ก็คือ  เรื่องราวที่บันทึกในหนังสือ( อ้างอิง :  พงศาวดารไคเก็ก,  หมายเลข 48  หน้า 171 ) ระบุ ว่า

                ก่อนพุทธกาล  ประมาณ  2,500 ปี  ปรากฏว่ามี แว่นแคว้นแดนไทย  อันมีอยู่ ภูเขาผากี้  เป็นหลักเมือง  ตั้งอยู่  ณ  ลำน้ำหว้าย หรือ  ห้วย  คำนี้บางครั้ง เขียนว่า  Wei  หรือ  เว่ย     แต่ชาติตะวันตกหรือ ฝรั่งเขียนเป็น Houai  ก็มี  ซึ่งเป็น  คำไทย  อย่างแน่นอน

                เจ้าหญิงไทย  ชื่อ  จอมหญิง  ได้พาบริวารไปเที่ยวเล่นในป่า และได้พบรอยเท้าคน ขนาดใหญ่ ซึ่ง

พระนางประหลาดใจมาก จึงลองเอาเท้าเหยียบวัดรอยดู  ก็ทรงบังเกิดเสียวซ่านในกาย  ทรงเห็นเป็นสายรุ้งเข้าพันตัว  ตั้งแต่นั้นมาพระนางก็ตั้งครรภ์  โดยบุตรของพระนางอยู่ในครรภ์ถึง 16 เดือน  จึงได้คลอดออกมา  เป็นบุตรชาย ซึ่งต่อมากลายเป็นพ่อเมือง เลื่องชื่อ  ในนาม  “ พ่อขุนไทหาว “ เมื่อ  2415  ปี  ก่อนพุทธศักราช(อ้างอิง:พงศาวดารไคเก็ก,หน้า171)                                                                                                    

                คำว่า “ หาว “   นี้ก็คือ  คำว่า “ เหา “ ที่คนไทยเรียกนั้นเอง  คำว่า  หาว  หรือ   เวหา  ก็คือ  คำเดียว

กับคำว่า  ฮั้ว  หรือ  ฟ้า  นั้นเอง     อาศัยเป็นเจ้าก่อนใคร ๆ   พ่อขุนหาว  จึงเป็นเจ้าฟ้า  หรือ  เจ้าฮั้ว    ต่อมาก็เกิดดินหรือเจ้าตี้ แล้วเกิด จักรพรรดิครองโลก  เรียกว่า เจ้าหล้า  คำว่า  “ เจ้าฟ้า  “ ยังติดตามชนชาติไทยมาจนกระทั่งทุกวันนี้  ซึ่งเดิม  เราเรียก   ฟ้า   ซึ่งหมายถึง  หาว  นั้นเอง

                พ่อขุนไทหาว  ครองราชย์ เมื่อ 2500 ปีก่อน  พุทธศักราช  เมื่อมีพระชนมายุ  16  พรรษา   ท่านยังไม่สามารถเป็นกษัตริย์ครองประเทศได้   แต่ทรงครองเมือง  หรือ  อำเภอหนึ่ง  จึงมีศักดินา  เป็นพ่อเมือง เท่านั้น      ทรงครอง เมือง  อู่ไทย  ( อ้างอิง : เจ้าคุณโกษาวิจารณ์ )ต่อมาได้ย้ายเมือง  ไปตั้ง  ทางฝั่งขวา  ของแม่น้ำเหลือง  ตรงตำบล  อ่อนคู้  ทางตะวันออกของ แม่น้ำห้วย  นี้ก็อาจจะเป็น  ตอนน้ำเต้า มาต่อ ต้ำอึ้งหอ  หรือ  ตำบลปู่เจ้า

คำว่า   หาว   ในภาษาจีน  เขียนเป็นรูปดวงตะวันเหนือผู้เป็นใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนมีหมวกปีกใหญ่ มีความหมายเหมือนกับ คำว่า  ตะวัน  ตวน   และอาจจะหมายถึง รุ่งอรุณด้วย  คำว่า  พระร่วง  วัดอรุณราชวราราม  หรือ  วัดแจ้ง  อาจจะสืบต่อมาจาก  คำว่า  “ หาว “

                นามสกุลวงศ์  “  อู่ไทย “  นี่สืบกลับไปได้ถึงก่อน  2450  ปี  ก่อนพุทธศักราช  โดยหลังจากนั้น  ปรากฏ  ประมุข ไต – จีน  เป็นหญิง  ชื่อ แม่นาง จอมหญิง กับ  “  พ่อเส้าเตียน  “ 

                กระทั่ง ถึง สมัย  พระนางหนึ่ง ออสี  ซึ่งสิ้นสุดรัชกาล  พ่อขุนไทหาว   อันยืนยาว   นับได้  115 ปี

                ต่อมาได้เกิด  ราชวงศ์  “ พ่อขุนเหี้ยม “ โดยราษฎร  และ พวกลูกขุนยกลูกชายของ  พ่อเส้าเตียนขึ้นครองราชย์ เมื่อ 2295  ปี ก่อนพุทธศักราช  ( อ้างอิง : พงศาวดารจีน )   ขณะนั้นก็เกิดระบบศักดินาขึ้นในจีน  ชื่อเลียดก๊ก และต่อมาได้กำเนิด  ระบบ  “ เจ้า “   ซึ่งมีมาในประเทศจีน  เป็นเวลาช้านาน  ประวัติศาสตร์ กล่าวว่า  พระนางหนึ่งออสี  นี้เอง  เป็นผู้ริเริ่ม  ระบบการปกครอง  แบบนี้

                ในสมัย ราชวงศ์  พ่อขุนเหี้ยม มีพ่อเมือง สืบต่อมาอีก 6 ชั่วคน ความเจริญได้เกิดขึ้น เป็นลำดับๆ มาและ ในราชวงศ์ พ่อขุนเหี้ยมนี้  ได้มีการค้นพบแร่แม่เหล็ก  ซึ่งใช้ทำเป็น  “ เข็มชี้ทิศ “  จีนนิยมตั้งทิศ อยู่ที่ทางทิศใต้ มากกว่า ทิศเหนือ  โดยจีน อาจจะคงคิดว่า บรรพบุรุษ  อยู่ทางทิศใต้       ศัตรูมองโกล อยู่ทางทิศเหนือ    การหันหน้าไปทางใต้  ทำให้ทิศทางตะวันตกอยู่ทางขวา  ทิศตะวันออกอยู่ทางซ้าย  ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของพวกไต –จีน       ฉะนั้น อาจจะกล่าว ได้ว่า  พวกไต – จีน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก  ซึ่งอยู่ทางขวาของทิศใต้ที่จีนกำหนดเป็นหลัก   เป็นมือขวา หรือ  พวกพ้องของจีนมาช้านาน

                พ่อขุน “ ยีอวน “ ครองราชย์สืบสันติวงศ์ต่อจาก พ่อขุนเหี้ยม เป็นองค์สุดท้าย  แต่ พ่อขุนยีอวน เป็นกษัตริย์  ที่มีโมโห โทโสร้าย ประพฤติตัวเหลวไหลชอบทำอะไรตามใจตัวเอง  ไม่เชื่อฟังคำทัดทาน  คำห้ามปรามระบบศักดินาเลยแตก  เป็นระบบเจ้าเมืองเป็นผู้เป็นใหญ่  ไม่พึ่งพาพระเจ้าแผ่นดิน  ทำให้เกิด กบฏขี้น  คือ “ กบฏซีอิ๊ว “   ซิอิ๊วซึ่งเป็นเจ้าเมืองห้อ  ได้ทำสงครามชิงความเป็นใหญ่กับพ่อขุน ยีอวน ซึ่ง พ่อขุนยีอวน ได้ใช้ เข็มทิศ ช่วยใน การเดินทัพเกวียน ในหมอกอันหนาจัด  พ่อขุนยีอวน จึงสามารถปราบเอาชนะซีอิ๊วได้  ผู้ที่มีส่วนทำให้ทัพของซีอิ๊วปราชัย  คือ  หันหวน  ซึ่ง ไคเก็ก เรียกว่า ฮืนฮวง  ( อ้างถึง :  พงศาวดารจีน )

                ฮืนฮวง  สั่งให้นายช่าง ทำเกวียนขึ้น 8 เล่ม เรียกว่า จีนำเชีย   ในเกวียนนั้น  มีเข็มทิศ ที่สำหรับหัน

ตรงไปทางทิสใต้ ทิศเดียว ไม่ได้หัน หรือมีการเคลื่อนไหว ไปในทางทิศอื่น  ฮืนฮวงใช้เข็มทิศนี้ ตั้งบนเกวียน  จัดเป็นรถรบ จึงมีชัยต่อซีอิ๊ว  เมื่อชนะซีอิ๊วไว้แล้ว  ปรากฏว่า พ่อขุนยีอวน  ยังคงทำตัว  ประพฤติมิชอบ  ในฐานะพ่อเมือง  ฮืนฮวงจึงเข้ายึดอำนาจ และดำเนินการปกครองแทน ในนามว่า  ขุนหลวงอ้ายหลวง ซึ่งจีน เรียกว่า “ ฮึ้งตี้ “ ซึ่งต่อมา ให้กำเนิด คำไทยว่า “ เจ้าอู่เหลือง “ หรือ   เจ้าอู่ทอง

                ราชวงศ์  พ่อขุนเหี้ยม  ปกครองแผ่นดิน ไต – จีน   มาถึง   สมัยพ่อขุนยีอวน   ได้ประมาณ  140 ปี

แผ่นดิน “ ษ่าง “ หรือ “ ช่าง “ ทางประวัติศาสตร์ เริ่มต้น ด้วยพระเจ้า ฮึ้งตี้ หรือ  “ ที่เหลือง “มีขุนอ้ายหลวง เป็นประมุข ซึ่ง เรียกกันว่า “ พระเจ้าฮึ้งตี้ “ หรือ ฮืนฮวง  โดยได้ปกครองประเทศไต – จีน  ใช้พระนามว่า  พระเจ้าอึ้งตี้  ( อ้างอิง : พงศาวดารจีน ) ชื่อ อึ้งตี้ นี้เป็น คำยศ แปลว่า เจ้าที่เหลือง  เพราะเป็นใหญ่เหนือ แม่น้ำวั่งหอ  คำว่า  วั่ง  หรือ  วัง  อ๋อง  อึ้ง  หว่าง  แปลว่า  เหลือง  บางทีก็เพี้ยนเป็น  “ ฮวย “  ฮ่อง “  คำว่า ที่หรือ ตี้ ก็เพี้ยนไปเป็น “ เต้ “ , “ ฮ่องเต้ “   จึง  “ เหลือง “  เหมือน  อึ้งตี้        เนื่องจากพระเจ้า อึ้งตี้  ถูกถือเป็นกษัตริย์  องค์แรกของประเทศจีน  ( อ้างอิง : รวมบทความสารคดีเชิงศาสนา , ศ.พิเศษ จำนงค์  ทองประเสริฐ )

                คำว่า  พระเจ้าเหา  นี้ใช้อ้างอิง  กันบ่อยมาก  ในกรณีที่ผู้พูด  ต้องการเน้นว่า  เรื่องที่ตนพูดเป็นเรื่องโบราณเต็มที่    แต่มักจะไม่มีใครทราบว่า  พระเจ้าเหา  นั้นมี  องค์จริง และเรื่องราวจริง หรือไม่ซึ่งคำตอบของเรื่องราวนี้น่าจะ เป็นดังนี้

                พระเจ้าเหา  หรือ  เสียวเหา  เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหว่างตี้ พระราชวงศ์ที่ 1  ปฐมกษัตริย์ของจีน ครองราชย์ ประมาณ 2145 – 2055  ปี  ก่อนพระพุทธศักราช  อยู่ในราชสมบัติ 100 ปี   มีอัครชายา  5 องค์ พระนาง ชีเลงสี่  เป็นพระมารดา  พระเจ้าหว่างตี้ กับพระนางชีเลงสี่  มีพระโอรส  3  พระองค์    คือ

                                1.ชังอี

                                2. พระเจ้าเหา

                                3. หล่งเมี้ยว

                พระเจ้าเหา  เป็นพระโอรส อันดับที่ 2  พระองค์ขึ้นครองราชย์ เมื่อ 2045 ปี   ก่อนพุทธศักราช  และ สวรรคต  เมื่อ 1971 ปี  ก่อนพุทธศักราช  พระองค์เป็นต้นตระกูลไทย  ในบันทึก ประวัติศาสตร์จีน  มีอยู่ว่า  เชื้อพระวงศ์ พระเจ้าเหา  ได้รับ พระราชทานตราตั้ง  ราชกูล ว่า  “ ไทไท “ เป็น ฐานันดรศักดิ์ประจำตระกูล

                ฉะนั้น  พระเจ้าเหา จึงน่าจะนับว่า  ทรงเป็นต้นตระกูลไทย และน่าจะเป็นบรรพบุรุษของไทย  ดังที่บรรพบุรุษ แต่โบราณ  ชอบมักกล่าวอย่างเสมอว่า  คนไทยนี้เป็นลูกหลาน พระเจ้าเหา  ที่น่าสังเกตคือ  คำพูด อันหมายถึง เก่าแก่เหลือเกิน  ติดปากคนไทย  มาจนถึงทุกวันนี้ว่า  “ โอ๊ย เก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาโน่น “

                                                                               วิเคราะห์บริบท                                                                         

                                                                                มณฑล  กวางสี

 

กวางสี  :  ถิ่นเครือญาติไทย

               

          ท้องถิ่น ที่มีคนใช้ภาษาตระกูลเดียวกับ ภาษไทย มากที่สุด ในจีน  คือ  เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วง – กวางสี  ซึ่งมีประชากรประมาณ  13  ล้านคน

                ชนชาติที่ใช้ภาษา ตระกูล เดียวกับ ภาษาไทย ในกวางสี มี ชนชาติ  จ้วง    ชนชาติ ปู้ยี่ ( ผู้ญัย )  ชนชาติสุ่ย   ชนชาติมู่เหล่า  ชนชาติเหมาหนาน 

                ชนชาติจ้วง  มีจำนวนประชากร มากที่สุด  ประมาณประชากรของ ชนชาติจ้วง  ประมาณ 13 ล้านคน

                เขตปกครอง ตนเอง กวางสี มีพื้นที่ 2 แสน 3 หมื่นกว่า ตารางกิโลเมตร  พื้นที่ส่วนใหม่ เป็นเขตภูเขาหินปูน  ประชากรอาศัย รวมทั้งสิ้น ( หลายชนชาติ ) ประมาณ 44 ล้าน 9 แสน 3 หมื่น คน  (44,930,000 คน )

                กวางสีมีพื้นที่ติดทะเลเหมือนกัน   แต่ในด้านเศรษฐกิจแล้วยังล้าหลัง  ยากจนกว่า มณฑลกวางตุ้ง มาก ซ้ำยังจัดอยู่ในกลุ่มท้องที่ที่ยากจนมากโดยเฉพาะ  ทางภาค ตะวันตกเฉียงใต้ ที่เจริญน้อยกว่า มณฑล แถบชายทะเลภาคตะวันออก

                คนพื้นเมือง ในกวางสี ใช้คำศัพท์ พื้นฐานในวิถีดำเนินชีวิตคล้ายกัน การพูดภาษาไทยของคนไทย  เช่น  คำว่า  กินข้าว  กินน้ำ  หัว  หู  ปาก  แขน  ขา  ไป  มา  กู  มึง  พ่อ  แม่  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  เป็ด  ไก่  หมู  ควาย  ปลา  เป็นต้น   เพียงแต่  สำเนียงต่างกับ การพูดภาษาไทย  หากฟังทั้งประโยค  จะสื่อสารกันไม่เข้าใจ เพราะนอกจาก สำเนียง ที่ออกจะแตกต่างกันแล้ว   คำศัพท์อื่นๆ อีกมากมาย  ชาวจ้วงหยิบยืม จากคำศัพท์ จีน มามากมาย  เช่น เดียวกันที่คนไทย ยืมคำคำศัพท์จีน มากมายหรือ เช่นเดียวกับที่คนไทย  ยืมคำ จากอินเดีย  เมื่อพูดเป็นประโยคจะไม่เข้าใจ   แต่ถ้ามาไล่เรียงคำศัพท์พื้นๆ ออกเสียงให้ฟังอย่างช้าๆ แล้ว คำศัพท์ไทยกับ จ้วง  ตรงกันมากมาย

                วิทยาลัยชนชาติจ้วง แห่งกวางสี  เป็นสถาบันอุดมศึกษาสำคัญแห่งหนึ่งที่ผลิตบัณฑิต วิชาภาษาไทย  มหาวิทยาลัยจีนที่เปิดสอนภาษาไทยมีอยู่หลาย มหาวิทยาลัย เช่น วิทยาลัย ชนชาติแห่งยูนนาน วิทยาลัยชนชาติกวางสี   วิทยาลัยชนชาติศูนย์กลาง ( ปักกิ่ง )   วิทยาลัยภาษาต่างประเทศกวางตุ้ง

                               

                                                               พระนารายณ์ราชนิเวศน์และที่มาของ แซ่ในราชวงศ์จักรี

               

                พระนารายณ์ราชนิเวศน์  จังหวัดลพบุรี  มีตึกพระเจ้าเหา   ตึกพระเจ้าเหา ที่เมือง ลพบุรี  ได้ชื่อว่า เหา นั้น ( อ้างอิง :  หนังสือเรื่อง บันทึกรับสั่ง , พระราชนิพนธ์ในสมเด็จ กรมพระยาดำรง ฯ )    ท่านว่าเป็นตึกที่ประชุมขุนนาง  ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่

 

               ต้นกำเนิดอารยธรรมไทย

               

                สันนิษฐานว่าจีนเป็นชาติแรกที่ค้นพบการสาวไหมออกจากรัง  เมือประมาณ  4,700 ปีมาแล้วโดยมีเรื่องเล่าขานต่างๆ  นานา  เรื่องที่แพร่หลายมากกล่าวถึง  “ เทพเจ้าแห่งไหม “ ( Godness  of  Silkworm )ได้ส่งเส้นไหมสีขาวเงินลงมาถวายจักรพรรดิ ฮวงตี้ ( Huang Di ) หรือ จักรพรรดิเหลือง ( พระเจ้าเหา , พระหวงตี้ ,หรือ  หวังตี้  , เจ้าสีเหลือง ( Yellow  Emperor )   เพื่อร่วมฉลองในวโรกาสที่พระองค์มีชัยชนะเหนือข้าศึกต่อมาเส้นใยไหมนั้นก็ถูกนำมาทอเป็นอาภรณ์อันงดงาม   บางตำนานกล่าวว่า  ในยุคของจักรพรรดิเหลืองได้สอนให้พสกนิกรปลูกธัญพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยพระนางไล้ซูพระมเหสีของจักรพรรดิ  ให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับการทอผ้า  วันหนึ่งพระนางเกิดประชวร  นางสนมจึงไปหาผลไม้แล้วกลับมาพร้อมกับผลไม้สีขาวเล็กๆ ( คือรังไหม ) จากสวนหย่อม  แต่ผลนั้นเหนียวที่สุดพระนางไล้ซูจะเคี้ยวให้ขาดได้  ดังนั้นนางสนมจึงนำไปต้ม  นางประหลาดใจมากเมื่อผลสีขาวนั้นสามารถดึงออกเป็นเส้นใยสีขาว  ละเอียดเป็นเงางาม  จากการค้นพบครั้งนี้พระนางได้สั่งสอนให้พระสกนิกรได้รู้จักการปลูกหม่อน  เลี้ยงไหม และ ทอผ้าในที่สุด  เป็นผลทำให้พระนางได้รับการสดุดีเป็น “ เจ้าหญิงแห่งไหม “    ในขณะทึ่เอกสารบางฉบับก็กล่าวว่า  เมื่อประมาณ  4,500  ปีมาแล้ว  ตามหนังสือจีนโบราณฉบับหนึ่งชื่อ  ไคเภ็ก  ความว่า  พระเจ้าอึ้งตี่   หรือ  ลิงตี่ หรือ ฮ่วงตี่  หรือ  ชวยหยวน  ได้ปรึกษาราชการกับพระนาง่วนฮุย   ธิดาของ ไซ เล่ง สี  พระมเหสีของพระองค์  พระนางทูลว่าวันหนึ่งพระนางได้เสด็จไปที่สวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นตัวหนอนหลายตัวเกาะอยู่ที่ต้นหม่อน    ต่อมาได้ทรงเห็นตัวหนอนนั้นชักใยพันรอบตัว  จึงหยิบมาพิจารณา  เมื่อดึงออกมาจะเป็นเส้นๆ มีความเหนียวดี  พระนางทรงพระดำริว่า  ถ้านำมาทำเป็นผืนแพร  เนื้อผ้า คงจะดีกว่าปอและป่าน ที่ใช้ทำผ้านุ่งห่มมาแต่ก่อน  พระนางจึงทรงสามารถเลี้ยงไหมสาวไหมและทอเป็นผืนผ้าสำเร็จได้ตั้งแต่กาลครั้งนั้นและได้รับการถวายพระฉายาว่า   นางพญาแห่งการหัตถกรรมทำไหม    ตั้งแต่นั้นมา  การปลูกหม่อน  เลี้ยงไหม  และทอผ้าไหม ก็ แพร่กระจายไปตามตำบลต่างๆ  ของจีน ซึ่งหลักฐานทางโบราณคดีของจีนระบุว่า  การปลูกหม่อน  เลี้ยงไหม  และทอผ้าไหม   เริ่มมีขึ้นครั้งแรกบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำชางเจียง  และนี่คือจุดเริ่มของต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมไหมโลกหรือที่เรียกกันว่า  เส้นทางสายไหม  ( Silk  Road )  เป็น เส้นทางการค้าที่สำคัญของโลก  และเป็นเส้นทางของการเผยแพร่อิทธิพล  ผ่านทางการค้าและวัฒนธรรมของจีนไปสู่นานาอารยประเทศ

                                หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และผ้า  ยังไม่พบข้อมูลใดที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ของการปลูกหม่อน  เลี้ยงไหม  และทอผ้า  ในผืนแผ่นดินไทยและจีน  แม้ว่าทั้งสองชนชาติต่างๆ ก็มีวัฒนธรรมของการแต่งกายด้วยผ้าไหมมานานนับพันปี  รวมทั้งหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่า  ถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยอยู่ทางภาคใต้ของจีน  ซึ่งปัจจุบัน   ในมณฑล

กวงตุ้ย ยังคงมีชนเผ่าไทยอาศัยอยู่   ดังนั้น  จึงเป็นข้อสันนิษฐานว่าการปลูกหม่อน  เลี้ยงไหม  และทอผ้าของชนชาติไทยน่าจะได้รับการถ่ายทอด วัฒนธรรมจากชาวจีนตอนใต้มาตามลำน้ำโขง  ในขณะที่จีนมีประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับไหมมากมาย  ประเทศไทยก็มีการค้นพบเศษผ้าติดอยู่กับกำไลสำริดที่โครงกระดูกของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเชียง และยังพบเศษเส้นไหม และลูกกลิ้งดินเผาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับวางลายบนผืนผ้า ที่บ้านนาดี  อำเภอหนองหาน  จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีอายุกว่า  3,000 ปีมาแล้ว  จึงเชื่อว่าบรรพบุรุษของคนไทยมีถิ่นฐานที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้  โดยมิได้อพยพหรือเคลื่อนย้ายมาจากที่ใดและเป็นที่น่าสังเกตว่าไหมพันธุ์แท้พื้นเมืองของไทย มีถิ่นฐานที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้  โดยมิได้อพยพหรือเคลื่อนย้ายมาจากที่ใดและเป็นที่น่าสังเกตว่าไหมพื้นเมืองของไทยที่เลี้ยงกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยนั้น  เป็นพันธุ์ที่ไข่ฟักออกเป็นตัว ( ไหม ) หลายครั้งต่อปี  รังไหมมีรูปร่างเรียวเล็ก สีเหลือง  มีปุยประมาณ  20  เปอร์เซ็นต์    ซึ่งแตกต่างจากไหมของจีน   ในสมัยราชวงศ์เซียอีกทั้งไหมของประเทศต่างๆ ในบริเวณสุวรรณภูมิ  อันได้แก่  ลาว  กัมพูชา  และ เวียดนาม ก็มีพันธุ์ไหมพื้นเมืองรังสีเหลืองซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศไทย  แต่แตกต่างจากจีนทั้งสิ้น

                                หม่อนไหมสายใยแผ่นดิน  ต้นกำเนิดอารยธรรมไหม  และต้นกำเนิดอารยธรรม

                                                                                                                                                       

ประวัติศาสตร์ศิลปะจีน

               

                ประวัติศาสตร์ศิลปะของจีน  มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน  โดยเห็นได้จาก  หลักฐานชุดแรกๆ

ที่ขุดพบเป็นเครื่องปั้นดินเผา  ที่มีอายุมากกว่า  5,000  ปี  ขึ้นไป  ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า  จีนเป็นแหล่ง

ของศิลปะและวัฒนธรรมของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์  ในสมัยหินและพัฒนาต่อจากยุคหินเป็นยุคสำริด

ซึ่งเห็นได้จากการขุดพบเครื่องมือที่ทำด้วยโลหะสำริดที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ศิลปวัตถุเหล่านี้ ได้กลายเป็นต้นแบบศิลปกรรมจีนในสมัยต่อมา  ศิลปกรรมจีนมีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ศิลปกรรมหลายอย่างของจีน ได้มีอิทธิพลแพร่ขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน  เช่น  ญี่ปุ่น  เกาหลี  ไทย   พม่า อินโดนีเซีย  เป็นต้น  และยิ่งกว่านั้นยังแผ่ไปถึงเอเชียกลางและยุโรปด้วย

                ประวัติศาสตร์ของประเทศจีน  แบ่งออกเป็นยุคสมัยได้ดังนี้

                ฮ่องเต้อี๋  ( พระเจ้าหวงตี้ )

                ก่อนคริสตกาล 2698 – 2208

                สมัยราชวงศ์เซี้ย  ( Xia )

                ก่อนคริสต์กาล  2205 – 1766

                สมัยราชวงศ์ซาง ( Shang ) หรือ ซัง

                ก่อนคริสตกาล  1766 – 1402

                สมัยราชวงศ์โจว  ( Zhou  หรือ  Chou )

                ก่อนคริสต์กาล   1066 -221

                สมัยราชวงศ์ฉิน ( Qin หรือ Chin )

                ก่อนคริสตกาล 201 -226

                สมัยราชวงศ์ฮั่น ( Han ) ก่อนคริสต์กาล  206 – ค.ศ.220

                สมัยสามก๊ก  ค.ศ.220 – 280

                สมัยราชวงศ์จิ้น หรือ จิน   ( Jin )   ค.ศ. 265 – 420

                สมัยหนานเป่ยฉาว  ค.ศ.420 – 581

                สมัยราชวงศ์สุย  ( Sui )  ค.ศ.581 -618

                สมัยราชวงศ์ถัง   ( Tang ) ค.ศ. 618 – 907

                สมัย 5 ราชวงศ์ ( อู่ไต้ ) ค.ศ. 907 – 960

                สมัยราชวงศ์ซ่งหรือซ้อง ( Sung of Song ) ค.ศ.960 – 1279

                สมัยราชวงศ์เหลียว  ( Liao ) ค.ศ.907 – 1125

                สมัยราชวงศ์จิน  ( Jin ) ค.ศ.1115 – 1234

                สมัยราชวงศ์หยวนหรือหงวน ( Yuan )  ค.ศ. 1280 -1368

                สมัยราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง ( Qing  or  Ching )  ค.ศ. 1644  - 1911

                สมัยสาธารณรัฐ  ค.ศ.1912 – 1949

                สมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน  สถาปนาเมื่อ 1 ตุลาคม  1949

                ตามตำนานในสมัยโบราณมีเจ้าแม่นึ่งออหรือหนี่ว่า  มีตัวเป็นคน   หัวเป็นงู   แต่บางตำราก็บอกว่ามีตัวท่อนบนเป็นคนแต่ท่อนล่างเป็นงู     เมื่อเจ้าแม่สิ้นอายุไข  นางตายไป  3  ปี  แล้วศพก็ไม่เน่าเปื่อย เมื่อมีลองเอามีดผ่าท้องของนางดูก็ปรากฏว่ามีมังกรเหลืองตัวหนึ่งพุ่งออกมาแล้วเหาะขึ้นฟ้าไป

                ตามตำราดึกดำบรรพ์ของจีนกล่าวว่า  มังกรมีกำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยของพระเจ้าฟูฮี , ฟูซี ,หรือฟูยี  ( ประมาณ 3,935 ปี ก่อนพุทธกาล ) มีตำนานกล่าวไว้ว่ามีมังกรอยู่ตัวหนึ่งเป็นเจ้าเหนือน่านน้ำทั้งปวงเป็นเวลาพันปี  มังกรตัวนั้นก็คือพระเจ้าฟูฮีแปลงร่างนั่นเอง  พระเจ้าฟูฮีเป็นผู้ที่มีความสามารถทรงคิดประดิษฐ์ของหลายอย่าง   เช่น  “ โป๊ย – ก่วย “  หรือยันต์แปดทิศ  ทั้งยังเป็นผู้กำหนดการที่ให้ชายหญิงมีการมั่นหมายกันเป็นคู่ครองอีกด้วย

                ในหนังสือ  ประวัติวัฒนธรรมจีน ได้กล่าวไว้ว่า  มังกรได้เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอึ่งตี่ , อึ้งตี่  หรือหวงตี้ ,หว่างตี๋  ( พระเจ้าเหา ) เป็นกษัตริย์ผู้ที่รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นผืนแผ่นเดียวกัน   โดยพระองค์ได้จินตนาการรูปมังกรขึ้นจากการรวมสัญลักษณ์ของเผ่าต่างๆ ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว  ตามตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่ออึ่งตี่สิ้นอายุไขก็มีมังกรลงมารับพระองค์และพระมเหสีขึ้นไปเป็นเซียนบนสวรรค์   โดยบางตำราได้กล่าวว่าพระองค์เป็นหวงตี้องค์เดียวกับที่ได้เป็นสวรรค์  ( เง็กเซียนฮ่องเต้ ) ในเวลาต่อมา  เพราะเหตุนี้ชาวจีนจึงถือว่ามังกรเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง

 

                                                           พระพุทธรูปศิลปะพม่าและมอญ

               

                ในอดีตจะเห็นได้ว่า “ มอญกับพม่า “ และ “ ไทยกับพม่า “ รวมทั้ง “ ไทย-ลาว-เขมร “ มีการทำสงครามแย่งชิงอำนาจกันมาตลอดทำให้ “นักวิชาการ“  ทาง  “ประวัติศาสตร์”  เสนอความคิดเชิง “สมานฉันท์” โดยหยิบยกเอา “ความขัดแย้ง” ระหว่างชนชาติในประวัติศาสตร์ของ “มอญ-พม่า-ลาว-เขมร-ไทย” มาเสนอว่าเป็น “ความขัดแย้งกัน”  ในหมู่ “วงศาคณาญาติ” ที่ไม่ใช่ “ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ” ทั้งนี้เพราะระหว่างกลุ่มประเทศหรือเชื้อชาติทาง”  อุษาคเนย์” ล้วนมีวัฒนธรรมและประเพณีที่  เฉกเช่นกัน อย่างเช่นประเพณี  “ตรุษสงกรานต์ ,ลอยกระทง , พิธีแรกนาขวัญ , สารทไทย-ลาว-พม่า-มอญ-เขมร ฯลฯ ก็มีรากฐานมาจาก“พระพุทธศาสนา” เช่นกันซึ่งแนวความคิดเชิงสมานฉันนี้นับว่ามี “ความเป็นจริง”  อยู่มากทีเดียวแต่ผู้คนชนชาติทั้งหลายใน “อุษาคเนย์”ยุคปัจจุบันจะ “ยอมรับกันแค่ไหน” เท่านั้น  เนื่องจากความขัดแย้งก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา

                จากที่กล่าวมานี้จึงแสดงให้เห็นชัด “ศิลปะพระพุทธรูปของพม่าและมอญ” ล้วนรับอิทธิพลจากศิลปะพระพุทธรูปของ”อินเดีย” โดยตรง  นับตั้งแต่ศิลปะแบบ  ” คุปตะ ”  ที่ส่งอิทธิพลต่อศิลปะแบบ “ทวารวดี” ในประเทศไทยที่นิยมเรียกกันว่าเป็นศิลปะแบบ ”มอญ”  โดยแท้  ส่วนพระพุทธรูปแบบของ “พม่า”  มีหน้าตาจิ้มลิ้มปากแดงๆ คิ้วเข้มๆ ก็รับอิทธิพลมาจากพระพุทธรูปศิลปะแบบ “ปาละ” ของอินเดียที่มีอิทธิพลต่อประเทศ “รอบข้าง” เป็นอย่างมากเนื่องจากพระพุทธรูปของ “ธิเบต , เนปาล , ภูฏาน , สิกขิม” ก็ล้วนแต่รับอิทธิพลมาจากอินเดียแล้วมาพัฒนากลายเป็น “เอกลักษณ์ของพม่า” ดังที่เห็น ๆ กันในปัจจุบัน

                ทางด้าน “พระพุทธรูปศิลปะมอญ”  ในยุคแรกๆ มอญได้รับอิทธิพลจาก “ศิลปะคุปตะ”ที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในพระพุทธรูปสมัย “ทวารวดี” อันเป็นศิลปะของชนชาติ “มอญโดยแท้” แต่ต่อมาภายหลัง “มอญและพม่า” มีการทำสงครามพร้อมผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ  และผลัดกันมีอำนาจเหนือซึ่งกันและกันจึงทำให้ “ศิลปะของมอญและพม่า” มีการผสมกลมกลืนกันแทบแยกไม่ออกอย่างเช่น  “โบสถ์  เจดีย์, วิหาร  ศาลา พระพุทธรูป  เทวรูป  สัตว์หิมพานต์ ฯลฯ เป็นต้น   จะมีแยกออกก็คือการยึดถือสัญลักษณ์เท่านั้น โดย “พม่า” ยึดถือ “นกยูง”  เป็นสัญลักษณ์ของชาติ  ส่วน “มอญ” ยึดถือ “หงส์” เป็นสัญลักษณ์ ของชาติ  ส่วนวัสดุที่นำมาใช้สำหรับสร้าง “พระพุทธรูป” ก็คล้ายกันคือ “โลหะสำริด , โลหะผสม , หินแกะสลัก , ไม้แกะสลัก , หรือ “ไม้ไผ่สานแล้วพอกด้วยกระดาษสา”   ก็ล้วนแต่มีความเป็นมาและเป็นไปเหมือนๆกันทั้งสิ้น

               

                                                                 ต้นกำเนิดอารยธรรมจีน

               

                สำหรับ  “ประเทศจีน” นับเป็นประเทศที่มี “อารยธรรมอันเก่าแก่”  ก่อนประวัติศาสตร์เสียอีกจากการศึกษาหลักฐานและข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะเรียกชนชาวจีนในยุคนั้นว่า “มนุษย์ปักกิ่ง” ซึ่งถือเป็นต้นตระกูลของมนุษย์ที่เรียกว่า “เผ่ามองโกลอยด์หรือมองโกเลียน”  ขณะที่ ” ชนชาวอินเดีย”  ในยุคนั้นสืบเชื้อสายมาจาก“เผ่าอารยัน”  ด้วยเหตุนี้นักวิชาการจึงสรุปว่า “ ชนชาวจีน , ไทย , ม้ง , ไทยใหญ่ , ปยู (พม่า) ฯลฯ ” ต่างสืบเชื้อสายมาจาก “ชนเผ่ามองโกลอยด์หรือมองโกเลียน”  ที่มี  “มนุษย์ปักกิ่ง”  ซึ่งก็คือ ”มนุษย์วานร”  เป็น  “ ต้นตระกูล “และในบรรดาผู้สืบเชื้อสายดังกล่าวนี้  “ชาวจีน”  นับเป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมสูงส่งกว่าชนเผ่าอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้วคือหากนับอดีตย้อนหลังไป 5,000 ปี “จักรพรรดิของจีน” ที่ทรงพระนามว่า “อึ้งตี่ หรือเหลือง หรือพระเจ้าเหา “  ได้ทรงคิดค้น   “ปฏิทิน”   ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกและ  “พระมเหสี” ของพระองค์ก็ทรงเป็นผู้คิดค้นวิธี  “เลี้ยงตัวไหม”   เพื่อนำมา “ทอผ้าไหม”  สำหรับใช้เป็น  “เครื่องนุ่งห่ม”  เป็นครั้งแรกในโลกก่อนอารยธรรมของ“อียิปต์” เสียอีกนอกจากนี้ยังมีการคิดค้น “ตัวอักษร” และ “ตำราทางแพทย์ “ เพื่อการรักษาโรคอีกด้วย

                ต่อมาชนเผ่าชาวจีนได้อพยพลงมายัง “ แม่น้ำฮวงโห”  แล้วทำการยึดครองดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้จาก “เจ้าของเดิม” (ซึ่งน่าจะรวมคนไทยในอาณาจักรน่านเจ้าด้วย) ทั้งนี้ก็เพราะชนชาวจีนยุคนั้นเป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมสูงกว่า  มีความสามารถมากกว่าจึงทำการยึดครองได้แล้วกลืนเอาวัฒนธรรมดั้งเดิมกลายเป็น “ อารยธรรมจีน” ไปหมดสิ้นพร้อมมีความเจริญรุดหน้าขึ้นเป็นลำดับซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในยุคของ“ สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า” ยังทรงมีพระชนม์ชีพโดยยุคนั้นชนชาติจีนมี “ราชวงศ์โจว”  หรือ “ราชวงศ์จิว” อันเป็น “พระราชวงศ์โบราณของจีน” ทำการปกครองแผ่นดินเพราะอารยธรรมของจีนในยุคนั้น “จักรพรรดิ” เป็นเพียง “สัญลักษณ์ทางการปกครองเท่านั้น ไม่มีอำนเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนยุคต่อๆ มา โดยอำนาจการปกครองตกอยู่กับ “พระเจ้าผู้ครองนครต่างๆ “   ทำนองเดียวกันกับหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในยุคปัจจุบัน  แต่ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพต้องถูกบังคับและเกณฑ์ไปเป็น “ทหาร”เพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นอยู่เนืองๆ เพระระหว่างที่ “ราชวงศ์โจว”  ปกครองจีนอยู่ประมาณ 200 ปี  ชั่วระยะเวลานั้นต้องทำสงครามกว่า 400 ครั้ง จึงเป็นเหตุให้มี  “นักปรัชญาเมธีชาวจีน” เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่น “ขงจื้อ” ซึ่งก็คือ “เจ้าลัทธิขงจื้อ”  และ ”เล่าจื้อ” ซึ่งก็คือ “เจ้าลัทธิเต๋า”  รวมทั้ง “เม่งจื้อ , จังจื้อ ฯลฯ  เป็นต้นโดย  “ นักปรัชญาเมธี “ เหล่านี้ก็คือผู้เสนอแนวทางอันเป็น    “สันติสุข”  แก่สังคมในยุคนั้นนั่นเอง

                หลังจากที่ราชโอรสองค์ที่สอง แห่งราชอาณาจักรศรีสุวรรณภูมิ ตั้งนครของชาวลวไทย ในดินแดนอุตรกุรุทวีปได้ 45 ปี ก็สวรรคต ราชบุตรได้ปกครองต่อมา (ก่อน พ.ศ.2145 ปี) ซึ่งเป็นกษัตริย์ไทยที่โด่งดังที่สุด พระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระเจ้าอึ่ง” (สำเนียงจีนเรียกว่า อึง หรือ อึ้งตี่) ซึ่งเป็นสมัยเมื่อเกือบ 6,000 ปี มาแล้ว อยู่ในประเทศอินเดียปัจจุบันนี้ ตรงกับประวัติศาสตร์จีนที่บันทึกไว้ว่าพระเจ้าอึงได้ครองราชย์อยู่ในสมัย2158-2000 ปี ก่อนพุทธกาลทรงนำวิทยาการต่างๆ เข้าสู่ประเทศจีน เช่นการแพทย์สมุนไพร เครื่องดนตรี เข็มทิศ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การทอผ้าฝ้าย  การทำกระดาษ การทำสำริด ฯลฯ (อึ่งเป็นสัตว์คล้ายกบจะส่งเสียงร้องเมื่อจะมีฝนตก เป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ ชนโบราณถือว่า เมื่อได้ยินเสียงอึ่งร้อง หมายถึงความอุดมสมบูรณ์จะเกิดขึ้น ภายหลังประชาชนได้ถวายพระนามว่า “จักรพรรดิเหลือง”

                พระเจ้าอึ่ง (อึ่งตี่) หรือ พระเจ้าเหา  ต่อมาได้ย้ายเมืองใหม่ โดยให้สร้างเมืองเชียงเจ้งเป็นศูนย์กลางแผ่นดินของพระองค์กว้างขวางมากเกินอาณาเขตไปถึงกวางตุ้ง กวางสี และลงมาถึงเชียงขุน(เซียงซุน) ในยูนานกว้างใหญ่จนต้องแบ่งออกเป็น 12 แคว้น ตามหลัก 12 นักษัตร แห่งคัมภีร์มหาจักรพรรดิราช โดยให้ราชบุตรแต่ละองค์ลงมาปกครอง (ต้นแบบของการตั้งอาณาจักร 12 เจ้าไทยในภายหลัง) ทรงครองอยู่ 100 ปี  มีกษัตริย์ปกครองต่อมาอีก 1 พระองค์ เป็นระยะเวลา 93 ปี (ขุดพบเครื่องหมาย ราชวงศ์เป็นรูปอึ่งทำด้วยสำริดในยุคนี้ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่ปรากฎคำว่า“ชาวตง หรือ ชาวจีน” ในประวัติศาสตร์ใดๆ ของโลก

                พระเจ้าช้าง( จีนเรียก ซาง )  ท่านได้สร้างกลองสำริด  ปัจจุบัน เรียกว่า “มโหระทึก”  เพื่อใช้ประกอบพิธีเพื่อความสมบูรณ์  เป็นต้น วัฒนธรรมขอฝน  (โดยบนกลองมโหระทึกได้ทำเป็นตัวอึ่ง ซึ่งหมายถึง พระเจ้าอึ่งซึ่งแพร่หลายไปในจีนตอนใต้และเวียดนามในราชวงศ์ช้างนั้น Dr.Wolfran Edberhand ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีและมานุษยวิทยา  ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าและสอนในมหาวิทยาลัยกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน กว่า 20 ปี ได้ระบุไว้ว่า

               เมื่อประมาณกว่า 500 ปี  ขึ้นไปก่อนพุทธกาล    มีรัฐช้างเป็นศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่มณฑลโฮนานเหนือแม่น้ำเหลือง มีเมืองหลวง หลายเมืองในยุคต่างกัน  เมืองหลวงสุดท้ายชื่อยินชู (Yin-Chu) เป็นเมืองเดียวซึ่งขณะนี้มีการขุดค้นทางโบราณคดีขึ้นมาศึกษา  เราเชื่อได้ว่าเป็นพวกวัฒนธรรมของชนชาติไทย  มีตัวหนังสือที่ใช้มาก่อน

                หนังสือจีนมีคำที่ใช้อยู่กว่า 3,000 คำ ในปัจจุบันนี้สามารถอ่านออกเพียง 1,000 คำเท่านั้น

พระเจ้าทวนหยก (จวนหยก) ครองราชย์เมื่อ 1971 ก่อน พ.ศ.ได้ทรงให้กำหนดแบบแผนตำแหน่งชั้นสูงของราชวงศ์และข้าราชการและกำหนดระเบียบการปกครอง โดยทรงปรับให้ตรงกันกับ  อาณาจักร

ศรีสุวรณภูมิ ภูมิตอนใต้  (เมืองราด) ชาวจีนใช้เป็นรากฐานปฏิบัติการหลายสมัย ดังนี้

  1. ตำแหน่งไทยไทย คือตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ  ซึ่งสืบไปทางตระกูล (ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนใหม่ ไม่สืบโดยสกุล) ทำหน้าที่แทนในนคร ในขณะพระมหากษัตริย์ขณะไม่อยู่ในนครหลวง ผู้ได้รับ  แต่งตั้งจะเป็นบุคคลในพระราชวงศ์เท่านั้น (จีนเรียกไถ้ไถ หมายถึง พระพันปี )
  2. ตำแหน่งจงไทย (จีนเรียก ไทจง) คือ ตำแหน่งสมเด็จเจ้าฟ้าเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจบังคับบัญชา   สำหรับราชวงศ์ฝ่ายในทั้งปวง  ผู้ได้รับแต่งตั้ง    จะเป็นบุคคล ในพระราชวงศ์เท่านั้น

       เมื่อตั้งราชวงศ์ถัง ก็ใช้คำว่า ไทจงต่อท้ายแซ่ถังของตน ด้วยคำว่า ไทจง เป็นถังไทจง เพื่อให้เห็น ว่าทรงมีอำนาจในการปกครองชนชาติไทยในขณะนั้นทั้งหมดด้วย

  1. ตำแหน่งเจ้าไทย คือ ตำแหน่งมหาอุปราช เป็นหนึ่งที่มีอำนาจบังคับบัญชาสูงสุด  สำหรับราชวงศ์  ฝ่ายนอก      ทั้งปวง    และ  จะปกครองนครที่เป็นศูนย์กลาง  ของมณฑลนั้นๆ ผู้ได้รับการแต่งตั้งจะเป็น บุคคลในพระราชวงศ์  เท่านั้น
  2. ตำแหน่งตุงไทย  คือ ตำแหน่งราชปุโรหิต หรือ เสนาบดีมีอำนาจควบคุมข้าราชการและกองทัพ  ทั้งปวงในแผ่นดิน (คำว่า “ตุง” เป็นภาษาไทยลานนา แปลว่า ธง ขณะนี้ยังใช้กันอยู่ภาคเหนือของ ไทย  ซึ่งหากแปล  เป็นคำไทยปัจจุบัน     และแปลได้ความว่า ตำแหน่งธงไทย
  3. ตำแหน่ง ฟูไทย (คำว่า ฟู แปลว่า บูรณะหรือขยายตรงกับคำว่า เร่งรัดพัฒนาชนบท  ร.พ.ช.ในยุคปัจจุบัน)คือ ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล มีอำนาจควบคุมข้าราชการและกำลังรบในมณฑลที่ขึ้นอยู่กับนครใหญ่
  4. ตำแหน่งงิดไทย (งิด แปลว่า ปัญหา) คือ ผู้พิพากษามณฑลมีอำนาจหน้าที่ควบคุมพากษาและข้าราชการตุลาการในมณฑลทั้งปวง ทำหน้าที่แก้ปัญหาข้อพิพาทของประชาชน
  5. ตำแหน่งพวนไทย  คือ ผู้ว่าการคลังมณฑล มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแล ผลประโยชน์และรายได้ที่จะ  ส่งเข้าไปยังนครหลวง (ทำหน้าที่เก็บภาษี เหมือนกรมสรรพากรในปัจจุบัน)
  6. ตำแหน่งเตาไทย  คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแล ข้าราชการและผลประโยชน์ใน จังหวัดของตน
  7. ตำแหน่งโตไทย คือ ทูตการค้า ผู้ดูแลด้านการค้า มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลด้านการค้าทั้งในและ  นอกอาณาจักร (ตำแหน่งนี้ได้ปรากฏในพระไตรปิฎก )

ในรัชกาลของพระเจ้าทวนหยก (จีนเรียกว่า “จวนหยก” เป็นช่วงของการเริ่มสั่งสมกำลังกองทัพ จึงเริ่มมีการสร้างอาวุธที่มีคม 2 ด้าน ขึ้นเรียกว่า “ทวน” เป็นอาวุธประจำพระองค์ (ปรากฏตามหนังสือ The Genius of China) ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ให้ยึดถือกันตลอดมาในการที่ต้องมีคมสองด้าน อันเรียกว่า พระขรรค์ซึ่งหากใส่ด้ามให้ยาวก็จะเรียกว่า “ทวน” เช่น คำดั้งเดิม และยังคงใช้คำนี้เรียก อาวุธดังกล่าว กันมาตราบถึงกรุงรัตนโกสินทร์สมัยของพระเจ้าทวนหยกนี้คือยุคก่อนพุทธกาลถึง 1971 ปี

                ชนชาติทยฺศรีสุวรภูมิ ที่ขึ้นไปสร้างบ้านแปลงเมืองใน อุตรกุรุทวีป มีจำนวนเพิ่มขึ้น ตามกาลเวลาแยกกันตั้งบ้านเมืองนับได้เป็นร้อยๆ นคร มีชื่อต่างกันไปตามชื่อของนครที่ตั้งนั้นดัง เช่น ชาวลวไทยที่ใช้เครื่องประดับเป็นภู่ ก็ถูกเรียกว่า ชาวภูไทย จีนเรียกว่า ชาวภู่ (ภู่ แปลว่า ผู้มียศ) สมัยโบราณ ภู่จะห้อยเอวติดไปกับหยกซึ่งเป็นเครื่องประดับบอกยศชั้นต่างๆ ราชการจีนได้ใช้ตามในสมัยต่อมา จนถึงราชวงศ์เช็ง) 

                ในจารึกประวัติศาสตร์“จูซู” และ “ซั้งจู “ ฉบับโบราณของจีน ได้กล่าวถึงชาวภูไทยว่า      ชาวภู่ นี้เรียกว่า  ภู่ร้อยกลุ่ม เพราะอยู่เป็นกลุ่มนับร้อยๆ มีถิ่นฐานครองอยู่ที่เมืองเจียนหนิง (ในยูนาน)

               

                จากนั้นประวัติศาสตร์ก็ขาดตอนไปเพราะอยู่ในยุคสงครามเลียดก๊ก ตลอดสมัยราชวงศ์ซ้าง (ซาง)

ซึ่งสงครามระหว่างนครมีต่อเนื่องตลอดมาจากนั้นอีก 10 ชั่วอายุคน นับแต่สมัยเลียดก๊ก  สมัยชุนชิว ชาวทยฺยศรีสุวรภูมิตอนเหนือได้กระจายไปตั้งนครของตนทั่วแผ่นดินจีน(กลายเป็นชนผู้ไทย 100 กลุ่ม ตามที่จีนเรียก) แต่กลุ่มใหญ่สุดจากกว้างตุ้งและกวางสีสมัยราชวงศ์เจ้า(โจว) และสมัยต่อจากนั้นเจ้านายหนุ่มผู้มีตำแหน่งเป็นเจ้าไทย เชื้อสายราชวงศ์ซ้าง ซึ่งมี 12 คน พี่น้องท้องเดียวกัน (ข้อมูลนี้ยืนยันตรงกับรายงานการขุดค้นทางโบราณคดีของจีนใน พ.ศ.2519   ในเมืองโบราณของราชวงศ์เจ้าพบซากโบราณใต้ถุนสูงรวมเป็นกลุ่ม 12 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีร่องรอยศาลหรือ ตราประจำตระกูลและร่องรอยของสุสาน ขนาดใหญ่กว่าสุสานของจิ๋นซีอ๋อง ซึ่งได้พบมาแล้วก่อนหน้านี้)  โอรสทั้ง 12 คนพี่น้องได้ร่วมกันตั้ง อาณาจักรล้านช้างตามชื่อราชวงศ์ มีนครแถน (จีนเรียก เทียน)  เป็นศูนย์กลางซึ่งสุมาเอี๋ยนได้  กล่าวถึงลักษณะความเป็นของชนชาติไทยศรีสุวรภูมิในอาณาจักรล้านช้างตอนนี้ว่า

                คนเมือง (คำเรียก ชาวนครแถน จีนบางฉบับก็ว่า ไทยเมือง และใช้ต่อมาจนปัจจุบัน) ล้วนเจาะหูจนใบหูห้อยลง มาถึงไหล่เพื่อใส่เครื่องประดับ ส่วนเจ้านายห้อยลงมาถึงพ้นหัวไหล่ 1 นิ้ว ในกรณีนี้นักโบราณคดีสามารถที่จะพิจารณาได้จากประติมากรรมบ้านคูบัวและศิลปะสุวรรณภูมิ จะเห็นได้ว่าการเจาะหูเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะพระพุทธรูป จะเห็นได้ชัดและคงจะเป็นแนวทางในการตอบปัญหาเรื่องการแต่งกายของขอมในสภาพประติมากรรมหินทราย ตามปราสาทหินต่างๆ ได้ว่า ใครเป็นเจ้านายหรือใครเป็นบ่าว โดยดูจากใบหูเป็นหลัดก็ได้) พื้นดินอุดมสมบูรณ์มีการทำไร่ไถนา เลี้ยงตัวไหมตัวหม่อน (ตอนนั้นจีนยังทำผ้าไหมไม่เป็น) รู้จักย้อมผ้าทำลวดลายมีผ้าต่างๆ รวมทั้งผ้าเนื้อละเอียด ทั้งแพรด่วนมีต้นวูถง (ฝ้าย) ที่ในเมืองเราไม่มี (แสดงให้เห็นว่าจีนไม่รู้จักการทอผ้า) เขาใช้ปุ๋ยคอกของมัน ถักทอเป็นผ้ากว้าง 5 ฟุตขาวสะอาด ชายหญิงไว้ผมมวย นุ่งห่มผ้าฝ้าย “

                ทั้ง 12 กษัตริย์สายราชวงศ์ช้าง ตั้งนครแถนเป็นศูนย์กลางโดย ได้แบ่งอาณาจักรออกไปเป็น 12 แคว้นตามแบบแผน “คัมภีร์มหาจักรพรรดิราช” :ซึ่งใช้ในสมัยพระเจ้าช้างต้นราชวงศ์  มาใช้ปกครองอาณาจักรใหม่ซึ่งเรียกว่า “ อาณาจักรล้านช้าง” ที่เรารู้จักกันในนามของสิบสองเจ้าไทย  เจ้าไทย  เป็นตำแหน่ง ภายหลังเพี้ยนมาเป็นสิบสองจุไทยตำแหน่งเจ้าไทยผู้ครองแคว้นนั้นล้วนเป็นพระประยูรญาติกันทั้งสิ้น มีการฟื้นฟูพิธีมงคลและชัยชนะซึ่งใช้ในสมัยพระเจ้าอึ่งตี่ อันเป็นพรรพกษัตริย์โดยใช้กลองมโหระทึกเป็นเครื่องมือในการประกอบพิธี ซึ่งถ่ายทอดวัฒนธรรม  ไปยังนครต่าง   ดังนั้น กลองมโหระทึกจึงได้รับความนิยม และถูกใช้ร่วมกับพิธี มงคลด้านอื่นๆ ทางศาสนาด้วย  ทำให้มีการสั่งกลองมโหระทึกมาจากอาณาจักรศรีสุวรรณภูมิภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต  ด้านการปกครองเป็น 12 แคว้น 

                อาณาจักรแถบนั้น  สุมาเอี๋ยน ได้กล่าวไว้ว่า

                The king of Tien possessed a force of twenty of thirty thousand man , While to the northeast of him lived the Tribes of Lao-chin and Mino with where ruled by southwestern harba-rians , but most important in the ruler of Yeh-Lang , To the west of Yeh-Lang lives the chef of Mino if which the most important is Tien. North of Tien live Numerous other chiefs , the important being the ruled of Chiung-Tu. All the tribes ruled by these chiefs ware hair inthe mallet-shaped fashion , live in settlement .

                เดิมอาณาจักรไทแถน (Tai Tain) (ล้านช้าง) นี้มีชื่อว่า”ตุงลาน” แปลว่า “ลานธง” (เป็นสนามที่ใช้ในการซ้อมรบและสวนสนามของทหารทุกเหล่าทัพ ที่จะนำธงชัยเฉลิมพล ของแต่ละเหล่าทัพมาถวายความเคารพ ต่อมาจีนได้เปลี่ยนชื่อเป็น “จางโก๊ะ” แสดงให้เห็นว่าชนชาติไทยเป็นชาตินักรบ

                ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านช้าง หรือ อาณาจักรแถบนี้     อายู้   ได้มาเป็นพระราชบุตรเขยของเมืองชู โดยอภิเษกกับเจ้าหญิงยี่เจียว (ชื่อทางจีน)  ต่อมาเจ้าไทยดีได้ยึดครองเมืองชู  แคว้นตาลี  ชื่อว่าเจ้าไทยดี (จีนเรียกว่า เจ้าดีDuke De )ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่โดยตรงตั้งราชวงศ์ชู (คำว่า ชู แปลว่า ยกย่อง เป็นคำไทยโบราณซึ่งเป็นคำโดด ต่อมาใช้ประกอบคำอื่น เช่น เชิดชู  ชูขึ้น  แต่ทั้งหมดนี้จะมีความหมายว่า  การยกย่องสูงกว่าเดิมทั้งสิ้น) และเปลี่ยนชื่อแคว้นเป็นตาลีชู (จีน เรียก ตาลีฟู ) พระอรหันต์ ในสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้นำพุทธศาสนาเข้าสู่ชนชาติไทยในอาณาจักรล้านช้าง ราชบุตรของเจ้าไทยดีทั้ง 9 พระองค์ ได้ให้กำเนิดตระกูลและราชวงศ์ใหม่อันมีชื่อบันทึกในประวัติศาสตร์โลกดังนี้ คือ

                องค์ที่ 1   ครองเมืองชูฟูหล้า เป็นต้นตระกูลของชาวอยีขาวตะวันตกเฉียงใต้ ครอง 16 แคว้นใน

ยูนาน

                องค์ที่ 2   ครองเมืองชูเตียน เป็นต้นตระกูลชาวไท้ (ไทย) หรือ นาชิ (Nashi ) ในธิเบต

                องค์ที่ 3   ครองเมืองชูนา (ต่อมาขยายตัวเป็นแคว้นจ๊กก๊ก  ) เป็นต้นตระกูลชาวหาญ (จีนเรียกว่า ฮั่น)ที่บุกเข้าไปถึงเอเชียไมเนอร์และสายแห่งกษัตริย์เมืองชูนานี้ ก็คือ เล่าปัง หรือ หลิวปัง ผู้ตั้งราชวงศ์หาญ (ฮั่น) เป็นปฐมกษัตริย์นามว่า ฮั่นโกโจฮ่องเต้ ตามประวัติศาสตร์จีน

                องค์ที่ 4   ครองเมือง ชูชวน  เป็นต้นตระกูลชาวเมือง (มานเสือ) ฝ่ายตะวันออก คือ กุยจิว (ไกเจา)  กวางไส(กวางสี) กวางตุง

                องค์ที่ 5  ครองเมืองชูดก  มีบุตร 12 พระองค์ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ 7 องค์ เป็นปราญ์ช 5 คน เป็นต้นตระกูลเสือในยูนาน

                องค์ที่ 6  ครองเมืองชูโก  เป็นต้นตระกูลพนม ตั้งอาณาจักรฟูนัน หรือ พันพัน

                องค์ที่ 7 ครองเมืองชูดิน เป็นต้นตระกูลเวียดนาม (บรรพบุรุษเจ้าไทยขุนเจิน) ตังเกี๋ย (เกียวจี้)

                องค์ที่ 8 ครองเมืองชูสู่ เป็นต้นตระกูลอยีขาว ยูนานตอนใต้ติดกับลาว (เรียกว่า พวกไทยโท้)

                องค์ที่ 9 ครองเมืองชูส่ง ราชโอรสองค์นี้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าเทวกาล หรือ ขุนเมือง ( ขุนเมือง ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจตำนานล้านช้าง  นครแกน)

                เมื่อรวมกันทั้งหมด จึงมี 9 พระองค์ หรือ 9 ราชวงศ์ ในยุคนี้    จึงให้เงินตราสัญลักษณ์ 9 ราชวงศ์

ตามวัฒนธรรมของจีน  ได้มีการแบ่งสีสันตามวรรณะของคน  สีสันวรรณะของ  ฮ่องเต้ และพระราชวงศ์

เป็นสีเหลือง  เพราะว่า  ฮ่องเต้  พระองค์แรกของจีน คือ  พระเจ้าหวงตี้ (อึ้งตี่) หวง หรือ พระเจ้าเหา ตามศัพท์ภาษาจีน แปลว่าสีเหลือง พระเจ้า  หวงตี้ ทรงรวบรวมชนเผ่าเล็กใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินจีนมาตั้งประเทศที่ราบสูง หวงถู่ (อึ้งโท่ว) ซึ่งแปลว่า ดินเหลือง แผ่นดินเหลือง  นอกจากนี้คำว่า หวง ยังมีเสียงสำเนียงพ้องกับคำว่าหวาง  ในภาษาจีนกลาง คำว่าหวาง แปลว่า เจ้า หรือ กษัตริย์ เพราะฉะนั้น ประชาชนคนสามัญชนธรรมดาทั่วๆไป เมื่อจัดงานมงคล หรืองานอวมงคล ก็ตาม หรือแม้แต่การจัดสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ก็ไม่กล้าที่จะใช้สีเหลือง  อันเป็นสีที่แทนสัญลักษณ์สำหรับฮ่องเต้โดยเฉพาะ  สุสานปิรามิดของอียิปต์โบราณ  ใช้ปืนวางก่อเป็นชั้นๆ ตามรูปปิรามิด  ซึ่งแปลว่า เจดีย์ทอง สุสานของพระเจ้า ฉินซี่หวาง ก็ใช้ดินสีเหลืองนำมาทับถม เป็นดินสีทองเหมือนกัน    สุสาน ฉินหวางหลิน ถูกถมทับด้วยดินสีเหลือง ดั่งเช่น ภูเขา ดินที่ขนมาทับถมนั้น ก็คือดินที่ขุดขึ้นมาจากการสร้างท้องพระโรงของสุสานใต้ดิน  ตัวท้องพระโรงสุสานใต้ดินมีความกว้างจากทิศเหนือจรดทิศใต้ 460 เมตร มีความกว้างจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก 400 เมตร และมีความลึกระดับแตกต่างกันตั้งแต่ 100 เมตร ถึง 1,500 เมตร ผ่านระดับชั้นน้ำใต้ดินลงไปถึง 3 ชั้น จึงมีมูลดินจำนวนมหาศาลสำหรับทับถมบนตัวสุสาน  แต่ก็ยังมีกล่าวกันว่า  มูลดินเหล่านี้ยงได้ถูกขนมาเพิ่มเติมภายในระยะทาง 10 ลี้(5 กม)  ซึ่งสิ้นเปลืองหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของกรรมกรจำนวนมาก

                ชัยภูมิ ของเขา ลี่ซาน นี้ ตั้งเป็นทิวเขายาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก มีความสูงวัดจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ด้านทิศตะวันออกค่อนข้างสูง  ค่อยๆ ลาดลู่ต่ำ ไปทางทิศตะวันตก  คำว่า  หลี่  แปลว่า  อาชาสีหมอกเขียว  โครงร่างตัวภูเขา ลี่ซาน  มีลักษณะคล้าย ม้าตัวใหญ่ เดิมที ณ ชัยภูมิแห่งนี้ ในสมัยยุคของราชวงศ์ ซาง (เซียง) เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าชนชาติ ลี่หยง (หลีย้ง)ภูเขานี้จึงมีนามตามชื่อของชนเผ่า หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภูเขา ลี่ซาน

               ไทยกับคนไท

               

                จ้วง อาศัยอยู่ใน มณฑลกวางสีของจีน ไทยลื้อ  อาศัยอยู่ในสิบสองปันนา  มณฑลยูนาน ภาษาของชาวไท ในสิบสองปันนา คล้ายกับ ภาษาเหนือ ของไทยมาก  พูดกันรู้เรื่องโดยไม่ต้องใช้ล่ามแปล

                ภูไท  ไทดำ  ไทแดง  ไทขาว  อาศัยอยู่ในสิบสองจุไท  สยามหรือไทย เพิ่งเสียให้ฝรั่งเศส ในสมัย

รัชกาลที่ 5  แล้วฝรั่งเศส เอาไปให้ประเทศเวียดนามอีกที

                ไทใหญ่  ไทเขิน  อาศัยอยู่ใน รัฐฉาน ประเทศพม่า

                ไทลาว  อาศัยอยู่ ในประเทศลาว  ยกเว้น ลาวทางใต้ที่มี เชื้อสายเขมร ไทลาวยังแบ่ง เป็นลาวพุงดำ  ลาวพุงขาวลาวพวน  ฯลฯ 

                ลาวพุงขาว คือ ลาวในประเทศลาวในปัจจุบัน  ส่วนลาวพุงดำ คือ คนล้านนา นั่นเอง

                ไทยอาหม  อาศัยอยู่ ในรัฐอัสสิม  ประเทศอินเดีย

                ลาวเป็นคนไต ที่มาตั้งหลักแหล่ง ในทางตอนใต้สุด คือ อาณาจักรล้านช้าง กับอาณาจักร ล้านนา ต่างเป็นคนลาวทั้งคู่ ดังนั้น คนเหนือของเรา คือ คนลาวนั่นเอง ต่อมา ได้มี ไทลื้อ ไทใหญ่ ไทเงิน  อพยพมาสมทบด้วย

                ส่วนภาคอีสาน ของไทย   แต่เดิม  ครอบครองโดย อาณาจักรขอม ต่อมา อาณาจักรล้านช้าง รุ่งเรือง ขยายอาณาเขตมาครอบครอง  ดินแดนอีสานทั้งหมด  รวมถึงล้านนาด้วย ลาวฝั่งซ้าย แม่น้ำโขง ได้อพยพ ข้ามมาฝั่งขวามากขึ้นทั้งโดย สมัครใจ และหนีสงคราม รวมถึงถูกต้อนเข้ามาเป็นเชลยศึก จนคนลาว ในอีสานมีมากกว่าล้านคน ยกเว้น ทางอีสานตอนใต้ คือ โคราช  บุรีรัมย์ สุรินทร์  ศรีสระเกษ เป็นพวกเชื้อสายเขมร (เขมรสูง) 

                สรุปคือ ทั้งเหนือและอีสานมีเชื้อสายลาวทั้งคู่  สัญลักษณ์ ที่บ่งบอกว่า เป็นคนไทย หรือ ไต คือ นุ่งซิ่น กินข้าวเหนียว คนภาคกลาง และ ตะวันตกของไทย  มีเชื้อสาย มอญ ละว้า เขมร ที่เคยมีอำนาจ เหนือดินแดน แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อน  พวกนี้นุ่งโจงกระเบน  กินข้าวจ้าว ส่วนทางภาคใต้ของไทยมีเชื้อสายมาเลย์

                จะเห็นได้ว่า  ดินแดนไทย  ในปัจจุบันนี้ ต่างประกอบกัน ขึ้นมาจากหลายชนชาติเผ่าพันธุ์  แต่ในตำราเรียนไทยไม่ได้เขียนไว้  ซึ่งเป็นความพยายามกลืนชาติ ให้เป็นไทย ทั้งหมดดังเช่น  โครงกระดูก  ที่ถูกค้นพบที่บ้านเชียง  หรือ  ที่บ้านปราสาท  ไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าเป็นคนไทย เพราะมีแค่เพียงโครงกระดูกกับเครื่องมือ เครื่องใช้ เท่านั้น  ซึ่งอาจสรุปได้ว่า  แถบนี้ เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่มาก่อน  โดยพวกที่อาศัยอยู่ เป็นพวก ยุคหินเก่า  โดยมีบรรพบุรุษ  คือ  กลุ่มไท  หรือ  ไต นั่นเอง

 

 สรุป        ฮีนฮวนฮวงตี้  (พระเจ้าเหา)

               

                เป็นกษัตริย์ที่สำคัญในการรบ  (จีน เรียกว่า อึ้งตี้ฮ่องเต้) ปราบปรามพวกกบฏ เป็นนักประดิษฐ์เข็มทิศ  รถศึกสามารถแล่นถูกทิศทางทามกลามหมอกหนาทึบ คิดทำปฏิทินตำราระยิด ต่อข้างขึ้นข้างแรม จัดปีและนักษัตรเสียใหม่ทำมาตราทะนานตวงสิ่งของ ทำขลุ่ย ระฆัง เสื้อสีต่างๆ หกสี สีเหลืองเป็นที่หนึ่ง  สร้างวัง ทำเกวียน และให้ขุดหาแร่ต่างๆคิดยารักษาโรคติดต่อ ให้หมอมาร่ำเรียนทำเป็นตำราขึ้นจัดทำเขตแดน ชื่อบ้านและตำบล ทรงปลูกฝ้ายเลี้ยงไหมทอผ้ามเหสีของอึ้งตี่(พระเจ้าเหา) ก็มีชื่อเสียงในการผลิต ผ้าไหม การยุติธรรมทรงถือศีลกินเจ แล้วก็ขึ้นสวรรค์ไปกับมังกร

                เทพเจ้า อึ้งตี่ (พระเจ้าเหา)    มีตำนานกล่าวว่า  เทพเจ้า อึ่งตี่ แซ่กี (ซิ่นจี) พระฉายานาม ฮิงง้วง  พระองค์ทรงเป็นผู้นำของเหล่าชนเผ่าต่างๆ ตามบริเวณลุ่มแม่น้ำ อึ่งฮ้อ (แม่น้ำฮวงโห) พระองค์ท่านทรงมีพระชนม์ถึง100 ปี ทรงเสด็จสวรรคต ณ เก่งซัว (จิ่นซาน) ปัจจุบัน คือ เมือง อึ่งเล่งกุ่ย (หวงหลินเสี้ยน)  ในมณฑล เฮียบไซ (ซ่านซี)    และทรงทำสงครามกับชนเผ่าซีอิ๊ว (ซีโหย่ว)   ซิอิ๊ว ก็ได้นำกองทัพเป็นนายทัพพี่น้อง 81 นาย  พระเจ้าอึ่งตี่ (พระเจ้าเหา) ทรงใช้รถเป็นเข็มทิศนำทางรบชนะกองทัพของ ซีอิ๊ว

                ประวัติศาสตร์หลายพันปีที่ผ่านมาของจีน  มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก หวงตี้  , อึ้งตี้ หรือ

 พระเจ้าเหาที่ถูกขนานนามว่าเป็นบรรพบุรษแห่งประชาชาติจีน เช่นเดียวกัน กับอารยธรรมของชนชาติส่วนมากที่สุดในโลกที่มักเริ่มขึ้นจากเทพนิยายหรือคัมภีร์ประวัติศาสตร์ หวงตี้ (พระเจ้าเหา) ก็เป็นบุคคลในเทพนิยาย  สมัยดึกดำบรรพ์ของจีน  ในจิตสำนึกของชาวจีนทั่วไป ชาวจีนทุกคนต่างก็เป็นลูกหลานของ “ เหยียนตี้ กับ หวงตี้ ( พระเจ้าเหา)   แต่สำหรับ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ  หวงตี้ (พระเจ้าเหา)  นั้นปัจจุบัน ขาดหลักฐานที่ยืนยันได้ทางโบราณคดีวิทยาตามความคิดเห็นโดยทั่วไป   หวงตี้ (พระเจ้าเหา)เป็นหัวหน้าเผ่าชนในสังคมดึกดำบรรพ์ของจีน    ในสมัยเริ่มแรกนั้นต่างก็อาศัยอยู่ในมณฑลส่านซีทางภาคตะวันตกของจีนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเขตแม่น้ำเหลืองที่ถือกันว่าเป็นแม่น้ำต้นกำเนิดของประเทศจีนไหลผ่าน  ทั้งนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า  อารยธรรมแห่งโลกมักมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่บริเวณลุ่มแม่น้ำสายต่างๆ             

 ต่อมา เผ่าชนของ “หวงตี้”  (พระเจ้าเหา) รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  กลายเป็น  “ชนชาติหัว”  หวงตี้ (พระเจ้าเหา)   ได้กลายเป็นบรรพบุรุษของชนชาติฮั่น  และต่อมาก็ได้รับการยกย่องจากผู้คนทั้งหลายให้เป็นบรรพบุรุษผู้ให้กำเนิดประเทศจีนด้วย

                ด้วยเหตุนี้ผู้คนทั้งหลายจึงมักเรียกประชาชาติจีนว่าเป็น  “เหยียนหวงจื่อซุน” ซึ่งแปลว่า ลูกหลานของหวงตี้ (พระเจ้าเหา ของไทยเราด้วย) ซึ่งไทยเราก็มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำเหลืองหรือแม่น้ำฮวงโหและแยงซีเกียงต่อมาได้ถอยร้นอพยพลงมาทางใต้ของประเทศจีน

                                                                                บรรณานุกรม

 

จำนง  ทองประเสริฐ.  ก่อเกิดลัทธิประเพณีจีน.  กรุงเทพฯ : มปส, 2530.

________ .  ความสัมพันธ์ไทย – จีน.  กรุงเทพฯ : มปส, 2530.

________ .  “พระเจ้าเหา”.  700 ปีลายสือไทย.  นครปฐม  : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม วิทยาลัยนครปฐม, 2526.

ลิขิต  ฮุนตระกูล.  พงศาวดารจีน.  กรุงเทพฯ : มปส, 2506.

สมัคร  บุรวาส.  จีนโบราณ.  Edward H Sehafer, 1972.

________ .  วัฒนธรรมไต – จีน.  กรุงเทพฯ : มปส, 2519.

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
su วันที่ : 24/02/2013 เวลา : 18.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

สมัยเด็กๆ เคยได้ยินคำพูดว่า ตั้งแต่สมัยพระเจาเห่า ซึ่งหมายถึงนานมากแล้ว ไม่นึกว่าพระเจ้าเหาจะมีอยู่ในตำนาน.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 23/02/2013 เวลา : 22.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daniel

พึ่งรู้นะเนี่ยว่าพระเจ้าเหามีตัวตนอยู่จริง อย่างน้อยก็ในพงศาวดารครับ ว่าแต่ ใครที่อ้างพระเจ้าเหาเนี่ย ต้องถามว่าแล้วเกิดทันในช่วงนั้นหรือเปล่าครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน