• jintavaree
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jintavaree@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-22
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 51877
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
jintavaree
การบริหารจัดการท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/jintavaree
วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน 2550
Posted by jintavaree , ผู้อ่าน : 3129 , 10:00:21 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 
           หมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ อัตลักษณ์ที่สะท้อนมายาคติ
                 ว่าด้วยเรื่อง ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา

                
 ภาค 1. แนวคิดหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ เสมือนภาพลักษณ์ที่สะท้อนการจัดการที่ ล้มเหลวในอดีตที่ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
 
 มาตราที่ 46 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้กล่าวไว้ว่า  “บุคคลที่รวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปและวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และการมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”  ในเนื้อหาได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงการยอมรับและเคารพสิทธิของชุมชมในอันที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร รวมถึงการฟื้นฟูทรัพยากร วัฒนธรรมประเพณี และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

 นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวคัดค้านของพี่น้องชาวบ้านและองค์กรพันธมิตรในภาคอีสานประมาณปี 2518- 2536 ต่อการเข้ามาดำเนินการของโครงการหมู่บ้านป่าไม้            (ปี พ.ศ.2518–2534) และ กรณีโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรม หรือที่เรารู้จักในนามของ คจก. (ปีพ.ศ.2534 –2535 ) จนนำไปสู่การยกเลิกโครงการฯ ดังกล่าว ตามมติคณะรัฐมนตรี4 พฤษภาคม 2536 ไปนั้น ซึ่งที่ผ่านมานั้นรัฐได้มีความพยายามในการกำหนดมาตรการแก้ไขเองมาโดยตลอด ทั้งการวางกรอบนโยบาย แผนงานระดับพื้นที่ รวมถึงการแก้ไขเฉพาะหน้าในรายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญในการดำเนินการของรัฐ พบว่าการแก้ไขและจัดการต่างๆนั้นประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังสร้างความขัดแย้งเรื้อรังมาจนกระทั่งปัจจุบัน ทั้งนี้สามารถชี้วัดได้จากปรากฏการณ์ชุมนุมเรียกร้องของชาวบ้านเพื่อคัดค้านโครงการฯเหล่านี้ของประชาชน
 10 ปี ให้หลัง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กระทรวงใหม่ภายใต้เจตนารมย์ในการปฎิรูปโครงสร้างระบบราชการ) ได้กระทำการปลุกผี คจก.เดิมและโครงการหมู่บ้านป่าไม้ ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง ภายใต้ภาพลักษณ์เสมือนใหม่ กับแนวคิดโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่    โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ได้แสดงจุดเน้นวัตถุประสงค์หลักเพื่อที่จะหยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่าและฟื้นฟูสภาพป่าไม้รวมทั้งให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันดูแลเฝ้าระวังรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน จนนำไปสู่ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมี  มติคณะรัฐมนตรี 27 กรฎาคม 2547 และมติคณะรัฐมนตรี 10 สิงหาคม 2547 รองรับ ตามลำดับ
“หมู่บ้านป่าไม้เดิม ทำในเขตป่าสงวน นอกเขตพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ทำทั่วประเทศ เขตชายฝั่งและอื่นๆ และหมู่บ้านป่าไม้เดิม ต้องการให้ผู้ที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่าอยู่เป็นหลักแหล่ง มีการอพยพออกจากเขตอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำ โดยรวมชาวบ้านไปอยู่นอกเขตป่า ชายป่า และที่รัฐจัดสรรให้ และสนับสนุนให้ทั้งสาธารณูปโภค อุปโภค รัฐจ้างราษฎรปลูกป่า ปลูกต้นไม้ ซึ่งสมัยนั้นคิดได้แบบนั้น  แต่ปัจจุบัน ได้ยึดแนวพระราชดำรัส เป็นคัมภีร์ในการดำเนินงาน  อะไรที่แตกต่าง มาพูดมาคุยกัน ชาวบ้านอยู่ด้วยความร่าเริงใจ อะไรเป็นที่ขัดใจ ชาวบ้านคงไม่ร่าเริงใจ และที่สำคัญอยู่บนความมีเหตุมีผล โดยไม่ใช่อยู่ที่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ต้องเกรงการถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ ทุกคนมีส่วนร่วม และตกลงกันอย่างไรว่าไปตามนั้น หากกฏไม่ชัดแก้ไขไปตามนั้น หมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ชาวบ้านมีส่วน มีสิทธิมากขึ้น ชาวบ้านดำเนินการเองได้ ในกรณีหากทำไม่ได้ รัฐสามารถสนับสนุนได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซึ่งไปด้วยกันไม่ได้   “คุณไพรัช  บุญน้อม  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้กล่าวกับชาวบ้านเครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่ปิง ในเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ฯและการจัดการป่าชุมชน วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ณ ศาลาประชาคม  อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
 คงต้องยอมรับกันจริงๆว่า กรอบแนวคิดดังกล่าวข้างต้น และตามเอกสาร คู่มือโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ฯ (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กุมภาพันธ์ 2548)     นั้นเป็นสิ่งที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกรอบคิดหลักดังกล่าว ได้พยายามที่จะเปิดแนวทาง กระบวนทัศน์ นวัตกรรมใหม่ๆที่จะเป็นทางเลือกในการจัดการความขัดแย้งได้อีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกรอบคิดหลักการ คนอยู่กับป่าได้ ขั้นตอนการปฏิบัติการ  การบริหารจัดการพื้นที่ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม และการใช้รูปแบบประชาคม รวมถึงการมีอาสาสมัครทรัพยากรฯประจำหมู่บ้าน(ทสม.) และเปิดโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน “ กรอบแนวคิดหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ คือ คนอยู่ร่วมกับป่า ไม่เบียดเบียนกัน ทำอย่างไรถึงจะมีการพัฒนาคน พัฒนาชุมชนให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลย์และยั่งยืน” คุณเฉลียว   แก่นจันทร์   หน่วยจัดการต้นน้ำห้วยแก้ว ได้พยายามอธิบายตอกย้ำแนวคิดดังกล่าวอีกครั้ง
แต่เมื่อได้ลงมือและวิเคราะห์จากเอกสารคู่มือโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ฯซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักในการนำไปใช้จัดการกับชุมชนในโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ตามเอกสารช่วงกลางๆ ในบทที่ 4 ที่ว่าด้วย ขั้นตอนการดำเนินงาน และบทที่ 5 การบริหารจัดการโครงการแบบมีส่วนร่วม กลับพบว่า สิ่งที่น่าจะเป็นทิศทางในการจัดการ การแก้ไขปัญหา ที่ก่อรูปความขัดแย้งและปรากฏมายาวนาน ตามที่ทางฝ่ายรัฐหลายฝ่ายได้กล่าวอ้างมานั้น ไม่ได้เป็นจริงดังที่กล่าว  แต่กลับเป็นปัญหาอุปสรรค เพิ่มความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับกลไกการแก้ไขปัญหาของรัฐ ซึ่งมีประเด็นและแง่มุมหลายประการด้วยกัน  คือ
 ประการที่ 1. เกณฑ์ กระบวนการ การคัดสรรชุมชน หรือหมู่บ้านเป้าหมาย หมู่บ้านในพื้นที่เป้าหมายโครงการป่าไม้แผนใหม่นี้ได้ถูก จำแนกออกมาเป็น3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1. หมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดกับเขตป่าและอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายได้แบ่งออกเป็นอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า 2,348 หมู่บ้าน 63 จังหวัด
กลุ่มที่2. หมู่บ้านที่มีพื้นที่อยู่ติดเขตป่าและอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.  2484 และป่าตามมติ คณะรัฐมนตรี 7,600 หมู่บ้าน 67 จังหวัด
กลุ่มที่3. หมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดเขตป่าและอยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี 918 หมู่บ้าน 23 จังหวัด
จากประเด็นข้างต้นจะเห็นว่าประมาณ  10,866  หมู่บ้าน  จาก  70  จังหวัด ที่ตกเป็นชุมชนเป้าหมายรองรับโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ดังกล่าวฯ โดยทางรัฐบาลได้กำหนดงบประมาณในการดำเนินการในช่วงปี 2548 - 2551 ทั้งสิ้น 1,510.12 ล้านบาท มีคำถามว่า กระบวนการในการคัดเลือกชุมชนต่างๆเหล่านี้ ชุมชนได้รับรู้ข้อมูลเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมหรือปฎิเสธได้หรือไม่  หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพียงแค่เสนอหรือยัดเยียด ชื่อหมู่บ้านต่างๆเข้าไป เพื่อให้มีหมู่บ้านในพื้นที่ป่าที่ตนเองรับผิดชอบทำงานให้ได้มาซึ่งงบประมาณในแต่ละปี แค่นั้นหรือ ?
 
 ประการที่ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ต่อกระบวนการพิสูจน์สิทธิอยู่ก่อน-อยู่หลังการประกาศเขตป่า นั้นคือ มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 ถือได้ว่าเป็นเฟืองหลักหรือกุญแจที่สำคัญของการนำไปใช้ตามโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ และกลายเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในการจัดการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการทำงาน ซึ่งมีประเด็นที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น อย่างน้อย 4 – 5 ประเด็นด้วยกัน คือ
 ประเด็นที่ 1.   มติ คณะรัฐมนตรี 30   มิถุนายน  2541  เกิดจากแนวคิดที่มองว่าประชาชนคือตัวการทำลายป่าและเป็นอุปสรรคของการดูแลป่า ทั้งๆที่สาเหตุของการทำลายป่านั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากประชาชนเท่านั้น แต่มีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้เรามองข้ามไป เช่น การส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ทั้งป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม และส่งออกภายนอกประเทศ หรือแม้กระทั่งโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น  การสร้างเขื่อน  การสัมปทานป่า  เป็นต้น ที่สำคัญกลไกของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการป่าไม้ไม่ว่าจะเป็น     พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484  พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ  2504  ฯลฯ ที่ผ่านมานั้นเป็นการผูกขาดอำนาจของหน่วยงานบางหน่วยงานเท่านั้น  และมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อการอนุรักษ์แต่ก็ไม่สามารถรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้
 ประเด็นที่ 2. รัฐเองไม่พยายามยอมรับว่าการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ที่ผ่านมานั้นได้ประกาศทับที่ดินทำกินของชุมชน และมองว่าชุมชนเป็นผู้บุกรุกเขตป่าอนุรักษ์มาโดยตลอด  ชุมชนท้องถิ่นตกเป็นผู้ต้องหาทางสังคม   ไม่มีสิทธิที่จะเข้าถึงฐานทรัพยากรฯหรือบอกกับหน่วยงานภาครัฐหรือสังคมว่า ผืนป่า ที่ดินทำกินของชุมชนท้องถิ่นนี้  เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมที่สืบทอดมานาน แม้ว่า จะมีการเรียกร้องสิทธิครั้งแล้วครั้งเล่า   แต่รัฐเองก็ไม่มีสำนึกที่จะยอมรับสิ่งที่เหตุเป็นผลต่างๆ  กลับยืนอยู่บนความจริงของแต่ละชุดความคิด  จากประเด็นนี้เองภายใต้มติ คณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541  หากตรวจสอบว่าราษฎรอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า แต่ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ ล่อแหลม ราษฎรก็ยังคงต้องถูกจำกัดการพัฒนาให้พัฒนาได้เฉพาะ ความต้องการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งไม่รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อชุมชนด้านอื่นที่จำเป็นเช่น ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน เป็นต้น จึงเท่ากับว่าเป็นการกดดัน  บีบบังคับให้ชาวบ้านต้องเคลื่อนย้ายอพยพออกจากพื้นที่อย่างสมยอมเชิงบังคับ  และที่น่าจับตาในประเด็นนี้คือการนิยามเพื่อกำหนด พื้นที่ล่อแหลม เพื่อกันคนออกจากป่า โดยยังเป็นการให้อำนาจกับกรมป่าไม้เป็นผู้กำหนดโดยขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนที่จะเข้ามาร่วมกันตัดสินใจ ซึ่งเป็นการดำเนินการบนพื้นฐานความคิดที่ไม่ยอมรับสิทธิและละเมิดสิทธิของผู้มาอยู่ก่อน
 
 ประการที่  3.   กระบวนการในการพิสูจน์สิทธินั้น มติ คณะรัฐมนตรี 30  มิถุนายน  2541 ได้กำหนดในการใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์สิทธิ์การทำกินของชาวบ้านได้ แม้ว่าทางราชการจะกล่าวอ้างว่า ภาพถ่ายทางอากาศ หรือภาพถ่ายทางดาวเทียมเป็นเครื่องมือมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วไป  แต่ในหลักวิชาการของการใช้เครื่องมือชนิดนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดทางเทคนิคในการตีความและแปลความหมายของสัญลักษณ์หรือสีต่างๆที่ปรากฏในภาพถ่าย อีกทั้งจำเป็นต้องทำ GROUP CHECK เพื่อตรวจสอบความแม่นยำในการตีความ และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญสูงในการตีความ
ประการสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ ลักษณะการใช้ที่ดินของชาวบ้านโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือนั้นมีความซับซ้อนภายใต้เงื่อนไขของสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นเขตป่าบนพื้นที่สูง เช่น ระบบป่าเมี่ยง ซึ่งเป็นระบบเกษตรที่ต้นเมี่ยงจะต้องอาศัยไม้ใหญ่ในการป้องกันแสงแดดและเป็นอาหารหล่อเลี้ยงลำต้นของเมี่ยง  ซึ่งถ้าหากใช้ภาพถ่ายทางอากาศมาตรวจสอบแล้ว ในภาพถ่ายก็จะแสดงสัญลักษณ์พื้นที่ป่าเมี่ยงเป็นพื้นที่ป่าทั้งหมด
 “ ประเด็น คือ พื้นที่หมู่บ้านและสวนเมี่ยงตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเชียงดาว แล้วตามมติ คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ได้กำหนดให้บริเวณหมู่บ้าน เป็นเขตป่าต้นน้ำโซน A โดยมีอาชีพทำเมี่ยง คำถาม คือ หากเป็นหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ที่ดินทำกินของชาวบ้าน ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่พิสูจน์ว่าเป็นที่ดั้งเดิม จึงมีคำถามว่าแล้วจะทำอย่างไร  หรือการใช้ประโยชน์จากป่า  เนื้อไม้ เพื่อนำมาสร้างบ้าน ไม้ฟืน  หากเป็นหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ จะใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ หรือจะให้ชาวบ้านปลูกเอง  และการนำมาใช้กำหนดความลาดชันของที่ดินทำกินของชาวบ้าน  หากลาดชันเกิน  30 องศา จะเป็นอย่างไร เนื่องจากบ้านป่าเมี่ยงนั้น ตั้งอยู่บริเวณที่ลาดชันแทบจะไม่มีที่ราบให้เห็นเลย   หมู่บ้านที่มีการจัดการป่าชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง  มีการต่อสู้ ดูแลรักษาอย่างดี  จะทำอย่างไร ชาวบ้านจะไม่เข้าร่วมหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ได้หรือไม่  หากไม่ทำ จะทำเป็นป่าชุมชนอย่างเดิมได้ไหม”   พ่อหลวงอินทร  ใจระวัง  ผู้ใหญ่บ้านบ้านปางมะโอ หมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเมี่ยง  และตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้น 1A  ได้พยายามสะท้อนความคิดเห็นต่อกรณีข้อจำกัดของกระบวนการพิสูจน์สิทธิ โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ และรวมไปถึงระบบไร่หมุนเวียน ไร่เหล่า ซึ่งมีการทำในลักษณะของการหมุนเวียนเป็นลักษณะแปลง เช่น มี 5 แปลง เมื่อทำแปลงที่ 1 แล้ว ทิ้งไว้ เมื่อครบ 5 แปลงแล้ว จึงกลับมาทำที่เดิม  ซึ่งหากว่า  รัฐใช้ภาพถ่ายทางอากาศในขณะที่ชาวบ้านกำลังหมุนเวียนไปยังพื้นที่แปลงอื่นๆแล้ว แปลงที่ทิ้งไว้ เพื่อที่จะกลับมาทำที่เดิมนั้นก็จะเกิดปัญหาในการตรวจสอบ
ดังนั้นกระบวนการในการพิสูจน์สิทธิควรให้ความหลากหลายในมิติหรือแง่มุมต่างๆประกอบกันและเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมต่อชาวบ้านมากกว่าการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาชี้ขาดตัดสินโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน
 
 ประการที่  4.  มติคณะรัฐมนตรี 30  มิถุนายน  2541  ได้ขัดขวางกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างราชการกับชาวบ้านในพื้นที่  ที่ผ่านมานั้นทางสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือได้รวมตัวกันในการเรียกร้องเพื่อให้เกิดกลไกในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในภาคเหนือไม่ว่าจะเป็นปัญหาป่าไม้ ที่ดิน หนี้สิน ราคาพืชผล ชนเผ่า โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาป่าไม้-ที่ดินในเขตป่า จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรี  9 เมษายน 2545  กำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างราชการกับชาวบ้านในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน  เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน ซึ่งกำหนดไว้  3 ระดับ คือ 1) คณะทำงานระดับอำเภอมีนายอำเภอเป็นประธาน  2)  คณะอนุกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  และ3)  คณะกรรมการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ระดับภาค มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน ในขณะที่มติ คณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 กำหนดให้เฉพาะกรมป่าไม้เท่านั้นในการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และประการสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ แนวทางเดิมของมติ คณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 ให้อำนาจกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบดำเนินการ แต่ภายหลังนั้นได้มีการปฎิรูประบบราชการใหม่  ทำให้ส่วนต่างๆในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ถูกปฎิรูปไปด้วย  และมีการจัดตั้งกระทรวงใหม่คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย  ได้แก่  อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าและป่าอนุรักษ์ตามมติ คณะรัฐมนตรีเข้าไปอยู่ในกลไกความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืช  และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  กรมป่าไม้เองรับผิดชอบเฉพาะ ป่าสงวนแห่งชาติ  และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาของมติ คณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 เลย ทำให้เกิดความสับสนว่าแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามมติ  ครม. 30  มิถุนายน  2541  ดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาป่าไม้และที่ดินในเขตป่าทั้งระบบในปัจจุบันได้หรือไม่ ?
 “หากตรวจสอบพบว่าพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน ในเขตพื้นที่ป่ากันชนบริเวณแนวเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย (อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า) หรือป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี(พื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม และพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1และ 2) ซึ่ง เป็นพื้นที่คุกคามต่อระบบนิเวศน์ หรือมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงภัยดินถล่ม เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการให้ข้อมูลและความรู้แก่ราษฎร เพื่อทำประชาคมของหมู่บ้านในการพิจารณาในการเคลื่อนย้ายมารวมกลุ่มหมู่บ้าน หรืออพยพสู่พื้นที่รองรับที่รัฐจัดให้ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของราษฏร ”   (เอกสารคู่มือโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ กระทรวง กุมภาพันธ์ 2548              ข้อ 2.2 แนวทางปฏิบัติ การตรวจพิสูจน์การครอบครอง)
อีกประการหนึ่ง  กระบวนการรับรองสิทธิอยู่อาศัยและทำกิน กล่าวไว้ว่า  การรับรองสิทธิอยู่อาศัย และที่ดินทำกิน มีหลักการ และแนวปฏิบัติ คือ  จะไม่นำพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฏหมายและป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีไปดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยเด็ดขาด  การรับรองสิทธิอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆนั้น  ถ้าชุมชนพิสูจน์ได้ว่า ได้ปฏิบัติตามที่รัฐกำหนดหลักเกณฑ์ความสำเร็จของการมีส่วนร่วม ภายใต้โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ รัฐจะดำเนินการรับรองสิทธิอยู่อาศัยและทำกินในรูปแบบ “แปลงรวม” โดยคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นคณะผู้ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา 16 , 16 ทวิ , 16 ตรี และเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการ ส่วนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี ได้แก่ พื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ให้ประมวลเรื่องการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา ส่วนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฏหมาย ( พื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ต้องเพิกถอนพื้นที่ตั้งหมู่บ้าน ที่ทำกิน และพื้นที่ป่าไม้หมู่บ้านออกจากเขตอนุรักษ์ตามกฏหมายก่อน ตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้ แล้วจึงจะขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ต่อไป
 จะเห็นได้ว่า จากหลายๆประเด็นที่หยิบยกมานั้นไม่ว่าจะเป็น แนวคิด การแลกเปลี่ยน หรือ  ข้อมูลเอกสารคู่มือหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่หลายๆข้อ ต่างมีเหตุผลชัดเจนว่าสิ่งที่ได้พยายามวิเคราะห์เชื่อมโยงให้เห็นนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นความพยายามของรัฐอีกเช่นเคยที่จะกีดกัน ควบคุมการเข้าถึงฐานทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน การใช้ประโยชน์จากป่า ดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ของชุมชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยการผลิต การดำรงชีพหลักของคนในชุมชนและรวมถึงการริดรอนสิทธิและเสรีภาพที่ชุมชนต้องได้รับการปฎิบัติ ส่งเสริมจากรัฐ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ถึงแม้ว่าการอพยพคนออกจากป่านั้นจะไม่สามารถทำได้ในทันที แต่ก็ไม่ได้มีนัยยะว่าจะไม่เกิดขึ้นเลยจากโครงการหมู่บ้านแผนใหม่ นั้นหมายความว่า เนื้อหา เจตนารมย์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ในมาตราที่46 ตามที่กล่าวอ้างมาแล้ว การแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อรัฐสภาที่เน้นหลักการมีส่วนร่วม ธรรมาภิบาล หรือแม้แต่วาทะคำพูดจากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ชี้แจงให้ชาวบ้าน หรือ สังคมฟังนั้น แทบจะไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการในการแก้ไขปัญหาได้เลย ซึ่งกรณีบ้านห้วยปลาหลด     จ.ตาก คงจะเป็นการสะท้อนถึงความล้มเหลวของโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ได้เป็นอย่างดี

  ภาค 2)  400 กิโลเมตร การเดินทางของความล่มเหลวของโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่บ้านห้วยปลาหลด จ.ตาก ถึงบ้านขุนห้วยไส้ อ.เชียงดาว   จ.เชียงใหม่         ทางออกข้อเสนอของชุมชนที่รัฐควรจะต้องยอมรับ

 บ้านห้วยป่าหลด หมู่ที่8  ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าลาหู่(มูเซอ) ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ห่างจากตัวจังหวัดตาก           ไ ปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 สายตาก-แม่สอด ประมาณ 35 กิโลเมตร จนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 28 เลี้ยวขวาไปตามถนนลูกรังเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร 
 หมู่บ้านห้วยปลาหลด เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวน 354 คน 122 หลังคาเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและค้าขายสินค้าการเกษตรที่ปลูกขึ้นเองโดยมี
ตลาดขายสินค้าที่สำคัญคือตลาดดอยมูเซอ ตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน
“ เป็นกรอบที่ดีมาก แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านยังไม่เข้าใจคำว่า หมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ คืออะไร เมื่อวานอบรมโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ทั้งจังหวัดรวมกว่า  40 หมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ที่อบรมไม่ได้เล่าถึงความเป็นมาว่า โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่นั้นมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างไร และมีการตั้งคำถามกับคณะกรรมการมาก แต่คำตอบ คือ ไม่รู้  แต่ก้าวแรกที่เดินออกจากหมู่บ้านไปอบรมแล้ว จะได้อะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง แต่เมื่อไปแล้ว ไม่รู้  เมื่อชาวบ้านถามขึ้นมาแล้ว จะตอบได้หรือไม่  เจ้าหน้าที่ในพื้นที่บอกให้ชาวบ้านเอากล้าไม้ไปปลูกในพื้นที่ทำไร่เลื่อนลอย สมมติว่ามีอยู่  10 ไร่ ให้ปลูกทีละ 2 ไร่ พวกเราชาวเขาบางครั้ง 10 ไร่ เป็น  10 แปลง (ระบบหมุนเวียน) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ชาวบ้านไม่เข้าใจ ปีนี้รับกล้าไม้จากเจ้าหน้าที่ไปปลูก และชาวบ้านบอกว่า จะปลูกข้าวบริเวณนี้ได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ได้  แล้วชาวบ้านจะทำกินที่ไหน  รัฐก็ตอบว่า  ผลผลิตที่ปลูกไปขาย ขายที่ไหนก็ไม่รู้ ซึ่งขณะนี้ พื้นที่ยังไม่ชัดเจน และคิดว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่อยากจะคืนโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ให้กับรัฐด้วยซ้ำไป   ความคิดเห็น น่าจะให้รัฐไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านก่อนว่า  หากเป็นหน่วยจัดการต้นน้ำ ต้องไปคุยก่อนว่า  จะส่งเข้าไปในโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ จะดีหรือไม่ ควรจะทำประชาคมและให้ชาวบ้านได้รับทราบก่อน “     คุณจักรพงษ์  มงคลคีรี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยปลาหลด   จ.ตาก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้นำชาวบ้านจากชุมชนต่างๆที่ไปร่วมแลกเปลี่ยนถึงผลกระทบจากโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ในช่วงที่ผ่านมานั้นทางเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปจัดเวทีประชาคมในหมู่บ้านแล้วให้ชาวบ้านลงชื่อเข้าร่วมการประชุมและยกมือ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ตามมาคือข้อสรุปว่าชาวบ้านได้ยินดีที่จะยกพื้นที่ทำกินของชาวบ้านเพื่อทำการฟื้นฟูสภาพป่าและภาครัฐเองได้ใช้ มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 มาใช้ในการจัดการที่ดินทำกิน จนทำให้พื้นที่ทำกินของชาวบ้านห้วยปลาหลดจาก 4,000 ไร่ เหลือเพียงแค่ 244 ไร่ ซึ่งที่เหลือนั้นได้ถูกนำไปเป็นพื้นที่ปลูกป่าฟื้นฟูสภาพป่า โดยทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าไปรางวัดและปักหมุดแสดงข้อความ มติครม. 30 มิ.ย 41  ไว้ประจำในแต่ละแปลงที่เป็นพื้นทำกินของชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านไม่ได้รู้เรื่องเลย

ชาวบ้านจากบ้านขุนห้วยไส้ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านห้วยปลาหลด และที่สำคัญคือ บ้านขุนห้วยไส้ เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นหมู่บ้านนำร่องในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเชียงดาว ซึ่งทางอุทยานฯ ได้มอบหมายความรับผิดชอบในการจัดทำโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ให้กับหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจะค่าน เนื่องจากว่าเป็นพื้นที่เป้าหมายทำงานของหน่วยจัดการต้นน้ำ อยู่แล้ว  สิ่งที่บ้านขุนห้วยไส้ได้ถูกกระทำนั้นไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ที่บ้านห้วยปลาหลดคือชาวบ้านเองแทบไม่มีโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการตัดสินของชุมชน เสมือนว่ารัฐเองไม่เคยทบทวนความผิดพลาด ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากบ้านห้วยปลาหลด เลย
บ้านขุนห้วยไส้ หมู่ที่7 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชนเผ่าลาหู่(มูเซอ)ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ต่ำกว่า70 ปีมาแล้ว โดยถือได้ว่าเป็นหมู่บ้านที่มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมายาวนานและต่อเนือง โดยเฉพาะการนำเอาวัฒนธรรม องค์ความรู้ของ ชนเผ่าลาหู่ (มูเซอ) มาประยุกต์ใชัในการจัดการทรัพยากรอย่างสอดคล้องและกลมกลืน    มอเลเว  เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่นำมาใช้ในการจัดการป่าชุมชนซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเลี้ยงผีเจ้าป่า เจ้าเขา ของคนพื้นเมืองในภาคเหนือ และในขณะเดียวกันชาวบ้านเองก็มีการจัดการทรัพยากรในรูปแบบของป่าชุมชนโดยได้แบ่งประเภทป่าออกเป็นหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเขตป่าต้นน้ำ ( อิ๊ กะ หล่อ อุ๊  )  ป่าใช้สอย ป่าประเพณี พิธีกรรมหรือป่าช้า( ซอ ตู่ กือ ) และป่าที่ฟื้นฟูด้วยองค์ความรู้ของชุมชน จ่าที จะคา และ แสใหม่ พันธ์แสนกอ ชาวบ้านขุนห้วยไส้    ได้อธิบายถึงความรู้ของชุมชนในการจัดการทรัพยากร รวมถึงระบบการจัดการพื้นที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งทำกินในพื้นที่เดิม มีกฏระเบียบของชุมชนในการป้องกันการบุกรุกป่า                 มีคณะกรรมการป่าชุมชน รวมถึงมีกิจกรรมในการจัดการป่าอย่างต่อเนือง
สิ่งที่น่าขบคิดคือ เหตุใดกระบวนการที่ชาวบ้านได้จัดการและนำเสนออยู่นั้น โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ถึงไม่พยายามที่จะมาเรียนรู้ หรือเข้ามาต่อยอดหนุนเสริมกระบวนการในการจัดการทรัพยากรของชุมชนในมิติต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้        ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการเข้ามาหนุนเสริมพัฒนาศักยภาพชุมชนรวมไปถึงกิจกรรมต่างๆที่ชุมชนทำมาก่อนแล้ว แต่รัฐเองกลับใช้สิ่งที่เป็น รูปแบบวิธีคิดเก่าๆ หรือ วิธีคิดแบบแยกส่วน  มาใช้กำหนดชะตากรรมของชุมชน
 เมือกลับมาพิจารณาถึงมิติความสัมพันธ์ของโครงสร้างเชิงอำนาจที่รัฐกระทำกับชุมชนที่ผ่านมานั้นซึ่งได้ปรากฏให้เห็นในหมู่บ้านขุนห้วยไส้ กลับพบว่ามีเงือนไขซับซ้อนหลายประการที่ชุมชนเองมิอาจที่จะแข็งข้อหรือขัดขืนต่อโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ได้มากนัก แต่ที่สังเกตเห็นในระยะเวลาที่ผ่านมา หลังจากที่ชาวบ้านได้ผ่านกระบวนการทางความคิดไม่ว่าจะเป็นการออกไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายนอก หรือแม้แต่ต้นทุนเดิมที่ชาวบ้านได้รวมตัวในกันจัดการทรัพยากรมานั้น
ชาวบ้านเองเริ่มจะมีการปรับตัวและสร้างเงือนไขในการต่อรองกับเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจะค่าน ที่ยึดโยงความสัมพันธ์แบบเดิมมาก่อน (ข้อมูลจากเวทีสร้างความเข้าใจโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ บ้านขุนห้วยไส้ วันที่ 20 สิงหาคม 2548 )  ซึ่งชาวบ้านบ้านขุนห้วยไส้ ได้มีข้อเสนอ 3 ประการ ต่อโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ดังนี้
 ประการที่ 1. ชุมชนไม่ยอมรับและไปฎิเสธในการใช้ มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 มาเป็นเครืองมือในการพิสูจน์สิทธิที่ดินทำกินของชุมชนเนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการดังที่กล่าวมาเบื้องต้น ซึ่งชุมชนเห็นว่ามติคณะรัฐมนตรี 9  เมษายน 2545 ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนในเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า
 ประการที่ 2. ชุมชนยืนยันที่จะมีการจัดการป่าชุมชนตามแบบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามที่ตนเองจัดการมา และไม่เปลี่ยนคำว่า ป่าชุมชน ไปใช้คำว่า ป่าไม้หมู่บ้าน
และ ประการสุดท้าย เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ยึดเอาที่ดินทำกินเดิมของชาวบ้านมาทำการปลูกป่า แต่ควรส่งเสริมระบบการเกษตรแบบพอเพียง
แน่นอนว่า กระบวนการต่อรองของชุมชนที่เกิดขึ้นในขณะนั้นอาจจะไม่ครอบคลุมหรือมองภาพทั้งหมดไม่ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งที่ชาวบ้านได้สะท้อนในการนำเสนอหรือต่อรองนั้นถือว่าเป็นความพยายามที่จะแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชุมชนต่อแนวทางที่จะเลือกมีปฏิสัมพันธ์กับโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ในแง่มุมที่ชุมชนสามารถรับได้ ภายใต้เงือนไขซับซ้อนหลายประการ แต่นั้นก็ไม่ได้มีความหมายว่าหน่วยงานภาครัฐที่จัดการดูแลอยู่จะเห็นชอบหรือยอมรับข้อเสนอดังกล่าวนี้ แต่ข้อเสนอของชุมชนต่างๆเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นว่ากระบวนการแอบแผงหรือมั่วนิ่มที่ผ่านมาของรัฐ ไม่สามารถที่จะหลอกล่อชาวบ้านให้เห็นคล้อยตามได้ทั้งหมด หากแต่จะมีคำถามที่ติดตามมาอย่างมากมายไม่ว่าจากสังคม องค์กรชาวบ้าน หรือชุมชนหมู่บ้านเป้าหมายที่ตกอยู่ในสถานะที่เป็นเหยื่อของโครงการฯ
 
 สุดท้ายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเองคงจะต้องแสดงความจริงใจและยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นไปตามเนื้อหา ตัวอักษร ตามเอกสารดังกล่าว กระบวนการทำงาน รวมถึงกรณีข้อผิดพลาดต่างๆ จากบ้านห้วยปลาหลด จ.ตาก หรือแม้แต่บ้านขุนห้วยไส้ จ.เชียงใหม่  ทั้งที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น หรือ ยอมรับสภาพในการทำตามคำสั่งของผู้บริหารที่สนองตอบต่อแนวทางนโยบายของรัฐ  นั้นเป็นความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจริง ถ้ายังคงใช้วิธีคิดในการแก้ไขปัญหาแบบล้าหลังดั้งเดิมอยู่ โดยที่ไม่มองถึงว่าชุมชนได้มีการจัดการทรัพยากรโดยองค์ความรู้ที่มีความหลากหลายในแต่ละกลุ่มชาติพันธ์ ท้ายที่สุดเพียงแค่รัฐจะเปิดใจยอมรับและทบทวนข้อผิดพลาดดังกล่าวที่เกิดขึ้น แล้วกำหนดกระบวนทัศน์ในการแก้ไขปัญหาใหม่ร่วมกับองค์กรชาวบ้าน องค์กรภาคีส่วนต่างๆ อย่างมีส่วนร่วมแท้จริง มายาคติต่อชุมชนที่เป็นภาพลบซึ่งฝังอยู่ในวิธีคิด   คงจะเลือนลางจางหายไปบ้างไม่มากก็น้อย
                                                






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
จันทร์วารี วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waranin
คือ..จันทร์วารี  : สวัสดี.. ม่านหมอกและหยาดน้ำค้าง/กลุ่มเขียนข้าว

อ่านคอมเม้นที่ 1 ก็ยาวมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จันทร์วารี วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waranin
คือ..จันทร์วารี  : สวัสดี.. ม่านหมอกและหยาดน้ำค้าง/กลุ่มเขียนข้าว

ยาวมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550

เรื่องที่ 27 แนวทางการพัฒนาชุมชนสิ่งแวดล้อมและควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติรายงานแนวทางการพัฒนาชุมชนสิ่งแวดล้อมและควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง ภายหลังสิ้นสุดแผนแม่บท เพื่อการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อมและควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2545-2549) ดังนี้
แนวทางการดำเนินงาน ภายหลังสิ้นสุดแผนแม่บท เพื่อการพัฒนาชุมชนสิ่งแวดล้อม และควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2545-2549) ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีดังนี้
การดำเนินงานในช่วงแผนแม่บทฯ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2545-2549)
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการภายใต้งบประมาณปกติของกรม ดำเนินการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ
1. โครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์
ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เห็นชอบหลักการมาตรการและแนวทางแก้ไข ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้และให้ดำเนินการต่อไปได้ตามมติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดยให้กรมป่าไม้ (ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รับมาดำเนินการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์) ดำเนินการตามแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ระดับพื้นที่ ผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2541-2548 ดังนี้ ผู้ถือครองที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 126,197 ราย เนื้อที่ 1,741,550 ไร่ ตรวจพิสูจน์สิทธิ์แล้ว 61,249 ราย อยู่อาศัย/ทำกิน ก่อนประกาศเขตป่าไม้ 9,687 ราย อยู่อาศัย/ทำกิน ภายหลังประกาศเขตป่าไม้ 51,562 ราย สำหรับปี 2549 ได้ดำเนินการจัดการชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์ 19,988 ราย
2.โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ตามแนวพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เป็นโครงการดำเนินการใน ปี 2547 ซึ่งนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการให้ชาวบ้านร่วมกันเป็นหมู่บ้านป่าไม้(แผนใหม่) และแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานแนวทางป่ารักษ์น้ำ และบ้านเล็กในป่าใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าตามมติคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2547 และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ซึ่งเริ่มดำเนินการในการบูรณาการงบประมาณของหน่วย ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินการในปีงบประมาณ 2548 ในหมู่บ้านในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 100 หมู่บ้าน (จาก 2,348 หมู่บ้าน)
การดำเนินงาน
1. การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่และชุมชน
2. การเตรียมพื้นที่โดยการสำรวจรังวัด และจัดทำขอบเขตที่ตั้งชุมชน เพื่อจัดผังหมู่บ้านทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ป่าหมู่บ้าน
3. การบริหารจัดการ
- โดยใช้เวทีประชาคม ในการจัดการตั้งองค์กร บริหารจัดการป่าไม้
- ใช้กลไกกองทุนหมู่บ้าน ในการพัฒนาอาชีพ และสร้างเครือข่าย
- บริหารจัดการพื้นที่อยู่อาศัย ทำกิน และป่าไม้
4. การสนับสนุน
- กระบวนการเรียนรู้
- สร้างจิตสำนึกให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของทรัพยากร
- สนับสนุน แผนงาน/โครงการของรัฐ โดยชุมชนดำเนินการเอง
5. ประเมินผล และนำผลการประเมินมาพัฒนาปรับปรุง
โครงการได้เจียดจ่ายงบประมาณดำเนินการในปี 2548 สำหรับปี 2549 ไม่ได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ
3.โครงการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (สสอ.) เป็นโครงการที่สนองแนวพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่อง “คนอยู่กับป่า” โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและยึดหลักธรรมาภิบาล และเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์และลดปัญหาความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ดิน น้ำ และป่าไม้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการ
1) เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
2) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยชุมชนมีส่วนร่วม และ
3) เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นโครงการที่ใช้เงินอุดหนุนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติหมู่บ้านละ 50,000 บาท ในการสนับสนุนโครงการขององค์กรชุมชนดำเนินการเองในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
เริ่มโครงการในปี พ.ศ. 2549 จำนวน 600 หมู่บ้าน โดยสนับสนุน
1.หมู่บ้านเป้าหมายของหน่วยจัดการต้นน้ำ และหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ จำนวน 411 หมู่บ้าน
2.หมู่บ้านภายใต้โครงการหมู่บ้านพิทักษ์ป่ารักษาสิ่งแวดล้อม จำนวน 89 หมู่บ้าน
3.หมู่บ้านตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เรื่อง ประกาศโครงการ หมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ตามแนวพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2548 จำนวน 100 หมู่บ้าน
โครงการทั้ง 3 ดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ครอบคลุมยุทธศาสตร์การพัฒนาและจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินบนพื้นที่สูงร่วมกันพัฒนาและการลดความรุนแรงของปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ธรรม ชาติและการขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และชุมชนที่สูงและพื้นที่ราบได้ระดับหนึ่ง
การดำเนินงานหลังสิ้นสุดแผนแม่บทฯ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2545-2549)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดยุทธศาสตร์กระทรวง การสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของภาคี
ในปี 2550 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดทำคำของบประมาณของโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะต้องดำเนินการโครงการทั้งสองให้เกิดความต่อเนื่อง สำหรับในการพัฒนาต้องยึดหลัก “คนอยู่กับป่า” เพื่อเกื้อกูลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนบนพื้นที่สูงเข้าสู่ระบบปกติซึ่งเป็นภารกิจและหน้าที่ปกติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินการตามแผนแม่บทฯ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2545-2549)
1. การสกัดกั้นการอพยพจากนอกประเทศ
2. การวางแผนครอบครัวของบุคคลบนพื้นที่สูง
3. การจัดสรรงบประมาณในช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น
น้ำท่วม ภัยแล้ง และไข้หวัดนก ทำให้โครงการที่ดำเนินการอยู่ได้รับผลกระทบ
4. การปรับโครงสร้าง กระทรวง ทบวง กรม
แนวทางการดำเนินงาน ภายหลังสิ้นสุดแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อม และควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2545-2549) ของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีดังนี้
ตามแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อม และการควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง ระยะที่ 3 (พ.ศ.2545-2549) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา และจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินบนพื้นที่สูง โดยมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้
1. การจัดการพื้นที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยบนพื้นที่สูง
1.1 เร่งรัดดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ในหมู่บ้านที่จัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และกลุ่มบ้านที่มีคุณสมบัติที่จะดำเนินการแยกเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยให้มีการกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนป้องกันและปราบปรามการบุกรุกขยายพื้นที่อย่างเด็ดขาดสำหรับกลุ่มบ้านบนพื้นที่สูงที่ไม่อนุญาตให้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านได้นั้น ให้กำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้ 3 แนวทางคือ การย้ายออกจากพื้นที่ การรวมกลุ่มใหม่ และการให้อยู่ชั่วคราว
1.2 หมู่บ้านชุมชนบนพื้นที่สูงที่ได้รับการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้มุ่งเน้นการประสานและส่งเสริมการสร้างเครือข่ายองค์กรประชาชน ในการอนุรักษ์จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง โดยใช้แนวทางการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า เพื่อลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรบนพื้นที่สูง
2. การพัฒนา
2.1 หมู่บ้านที่จัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และกลุ่มบ้านชุมชนบนพื้นที่สูงที่มี คุณสมบัติครบถ้วนในการแยกเพื่อจัดตั้งเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้อง ตามกฎหมายให้ดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการนำภูมิปัญญาพื้นบ้าน ของประชาชนบนพื้นที่สูงเป็น แนวทางในการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของชุมชนเพื่อนำเข้าสู่การพัฒนาตามระบบปกติ สำหรับกลุ่มบ้านที่ไม่มีศักยภาพในการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านตามกฎหมาย ให้จัดการบริการทางสังคมขั้นพื้นฐาน โดยให้การศึกษา สาธารณสุข และพัฒนาอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม เพื่อให้ประชากรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพและสามารถพึ่งตนเองได้ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ประชากรบนพื้นที่สูงเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อไม่ก่อให้เกิดการสร้างถิ่นฐานถาวรในพื้นที่
2.2 ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมและประกอบอาชีพนอกภาคการเกษตร แก่ประชาชนบนพื้นที่สูง ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดโอกาสและจูงใจให้ไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอาชีพอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
สรุปผลการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดิน ภายใต้แผนแม่บทฯ ที่ผ่านมา ในด้านการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ สามารถดำเนินการครอบคลุมในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก ลำปาง พะเยา พิษณุโลก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี และจังหวัดเลย ซึ่งมีพื้นที่ที่ได้ดำเนินการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมเนื้อที่ 52,894 ไร่
การดำเนินงานภายหลังสิ้นสุดแผนแม่บทฯ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2545-2549)
กรมพัฒนาที่ดินซึ่งมีภารกิจหลักในการดำเนินการเรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้เตรียมจัดทำแผนงานพร้อมกรอบงบประมาณ เพื่อการดำเนินงานจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำบริเวณพื้นที่ทำกินของชุมชนบนพื้นที่สูง ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการชะล้างพังทลายของดิน พร้อมกับการสนับสนุนการปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้นและการให้ความรู้ การสาธิต แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง ในการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่
โดยพิจารณาดำเนินงานภายใน 20 จังหวัดเป้าหมายตามแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 1 เป็นอันดับแรก และกำหนดขอบเขตของพื้นที่เตรียมการในลักษณะลุ่มน้ำย่อย ซึ่งครอบคลุมที่ดินทำกินของแต่ละกลุ่มหมู่บ้านเป้าหมาย ทั้งนี้กลุ่มหมู่บ้านเป้าหมายพิจารณาตามโครงการดังนี้
1.โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ตามแนวพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ
2.โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดน ตามแนวพระราชทานของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว
3.โครงการร่วมมือไทย-พม่า เพื่อพัฒนาหมู่บ้านชายแดน (กองทัพภาคที่ 3)
4.โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน
5.พื้นที่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน พ.ศ. 2550-254 ตามยุทธศาสตร์ การพัฒนาศักยภาพ คน ชุมชน และพื้นที่ชายแดนฯ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]