• jintavaree
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jintavaree@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-22
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 51878
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
jintavaree
การบริหารจัดการท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/jintavaree
วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม 2551
Posted by jintavaree , ผู้อ่าน : 11506 , 22:23:25 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 แนวทางการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม

 

โอฬาร อ่องฬะ

คณะทำงานศึกษารูปแบบการกระจายอำนาจ

ในการบริหารจัดการท้องถิ่น อย่างมีส่วนร่วม

12 ตุลาคม 2551

 

“แนวทางในการกระจายอำนาจที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการท้องถิ่น ยังคงเป็นสิ่งที่น่าท้าทายต่อการสร้างรูปธรรมในการเรียนรู้และสถาปนากระบวนการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมได้อย่างมีพลัง การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นนั้นมิได้หมายถึงเพียงแค่การถ่ายโอนอำนาจ  การมอบหมายอำนาจ หน้าที่ หรือการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐส่วนกลางมาไว้ยังท้องถิ่น เท่านั้น แต่ทำอย่างไรที่จะให้องค์กรปกครองครองส่วนท้องถิ่นได้มีความเป็นอิสระในการบริหารท้องถิ่น และที่สำคัญกว่านั้นคือ การสร้างพื้นที่ให้ภาคประชาชน องค์กรชาวบ้าน ภาคส่วนต่างๆในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆเพื่อนำไปสู่ แนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นร่วมกัน อย่างมีพลัง”

 

                ในช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น พัฒนาการของการเปลี่ยนผ่านแนวทางในการกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางไปสู่ความเป็นอิสระในระดับท้องถิ่นของประเทศไทย นั้นได้เริ่มขยับตัวและพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆไปมากขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงจากประชาชนในระดับตำบล  การถ่ายโอนบทบาทหน้าที่จากรัฐส่วนกลางลงมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น การเพิ่มพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากกว่าเดิม กระบวนการในการออกข้อบัญญัติในระดับท้องถิ่น การวางแผนพัฒนาท้องถิ่นและการเข้าถึงงบประมาณขององค์กรปกครองสวนท้องถิ่นในการรองรับกิจกรรมขององค์กรชาวบ้าน แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เราก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าความพยายามที่จะรักษาอำนาจของระบบราชการ ก็ยังมีอยู่และได้แผ่ขยายตัวมาสู่โครงสร้างของระบบราชการส่วนท้องถิ่นมากขึ้นหรือที่เรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยท้องถิ่น (Local-Bureaucracy) โดยผ่านการสร้างกฎระเบียบระเบียบ ข้อบังคับ พระราชบัญญัติ กฎหมายท้องถิ่น ต่างๆขึ้นมาโดยใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย เพื่อกำกับ ควบคุม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการบริหารจัดการท้องถิ่น รวมถึงการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ถูกแทรกแซงจากนักการเมืองในระดับชาติ นักการเมืองในระดับท้องถิ่น นายทุน ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่

            แต่ปรากฏการณ์ในช่วงเวลาสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมานั้น แนวทางการผลักดันต่อสู้ ขับเคลื่อน ต่อการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นกลับไม่ได้หยุดนิ่งและยอมจำนนต่อข้อจำกัดต่างๆที่เกิดขึ้น มีจำนวนขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยเลยที่เดียว ที่ได้สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ภาคส่วนต่างๆในระดับท้องถิ่นเช่น การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชุมชน การวางแผนพัฒนาท้องถิ่น การกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นที่มีกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การต่อกรกับอำนาจรัฐในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ การต่อสู้กับกลุ่มนายทุน หรือแม้แต่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน แต่สิ่งที่น่าท้าทายต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้กลับเป็นเรื่องของการต่อสู้ในแง่มายาคติต่อสังคม ที่ยังคงมองว่าท้องถิ่น เป็นองค์กรที่หวังกอบโกย โกงกิน เป็นลูกน้องนักการเมือง นายทุน แน่นอนว่าเราคง ปฎิเสธไม่ได้ว่าในสังคมหรือในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นก็ยังคงมีอยู่จริง และมีอยู่มากกว่ารูปแบบการมีส่วนร่วมที่นำเสนอไป ด้วยซ้ำไป แต่ทำอย่างไรที่เราจะส่งเสริมการทำงานในแบบแรกให้มีพื้นที่การนำเสนอต่อสังคม การยกระดับเป็นหน่วยการเรียนรู้ เพื่อขยายฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายๆแห่งที่อยากจะทำแต่ไม่กล้าทำ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆที่อธิบายพัฒนาการการเติบโตของการกระจายอำนาจ กระบวนการและกลไกการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ให้ก่อรูปและขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีความหวังและมีพลัง

 

ทัศนะ มุมมองการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการท้องถิ่นในสถานการณ์ใหม่

 

ในทัศนะของผม ผมเชื่อว่าการกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นจะเป็นแนวทางในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่สามารถตอบสนองแก้ไขปัญหาของชุมชน ได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทางหนึ่ง ท้องถิ่นในที่นี้ ไม่ได้หมายความเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นลักษณะโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มต่างๆที่มีอยู่ในท้องถิ่น ทั้ง สมาชิก ... กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  ประชาคม และองค์กรชาวบ้าน จากกลุ่มต่างๆที่ทับซ้อนกันในท้องถิ่น  และประเด็นนี้เองจึงเป็นสิ่งที่น่าท้าทายต่อแนวทางการทำงานในระดับท้องถิ่นในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมทางตรงหรือแนวทางที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งอาจต้องใช่เวลาพอสมควรในการผลักดัน แต่ก็ต้องพยายามร่วมมือกันในหลายๆฝ่าย เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นรูปแบบในการกระจายอำนาจและเป็นหน่วยการปกครองที่มีพลัง มีงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ในแง่ของกฎหมาย รวมถึงการให้การบริการต่างๆแก่ชุมชนและที่สำคัญอยู่ใกล้ชิดกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน ซึ่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายๆแห่งด้วยกันได้พัฒนากลไกการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งจำนวนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังกล่าวอาจจะมีไม่มากนัก แต่นั้นก็ทำให้เห็นว่าพัฒนาการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เริ่มขยับตัวและพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมไปมากขึ้นกว่าเดิม

เมือเราย้อนมองกลับไปถึงพัฒนาการการเติบโตของการปกครองในส่วนท้องถิ่นเมือประมาณ ๑๔-๑๕ ปีผ่านมา ตั้งแต่สมัยเป็นสภาตำบล หรือสุขาภิบาล จนมาเป็นรูปแบบขององค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล โดยช่วงแรกสมาชิกสภามาจากเลือกตั้งและผู้บริหารมาจากตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  จนมาถึงในช่วงที่เรียกว่า  ”ห้ามสวมหมวกสองใบ” คือถ้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะลงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องลาออกก่อน แล้วหลังจากนั้นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งก็จะมาคัดเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นด้วยกันเพื่อไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารที่เรียกว่า ประธานกรรมการบริหารท้องถิ่น หลังจากนั้นเมือสี่ห้า ปีที่ผ่านมา (น่าจะปลายปี ๒๕๔๕) ก็จึงนำมาสู่รูปแบบการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นทางตรงหรือที่เรียกกันว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบล/ส่วนจังหวัด หรือนายกเทศมนตรี

 

 

 

แน่นอนครับว่าพัฒนาการในการกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นในช่วงที่ผ่านมาอาจจะประสบกับปัญหาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของระบบราชการส่วนภูมิภาค ที่สร้างกำแพง กรอบกฎหมายเพื่อให้การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจจากระบบราชการ มาให้ชาวบ้านในระดับท้องถิ่น ยากขึ้น หรือแม้แต่การผลิตซ้ำระบบอุปถัมภ์จากนักการเมืองระดับชาติที่มุ่งหวังกอบโกยทรัพยากรต่างๆในระดับท้องถิ่น จนนำไปสู่การสร้าวาทะกรรมต่างๆขึ้นในระดับท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อ.บ.ต. หมายถึง อมทุกบาท ทุกสตางค์ หรือ เอา บ๊ะ แต้ (ภาษาถิ่นภาคเหนือ หมายถึง เอาไม่จริง)

ผมมองว่าสถานการณ์แบบนี้ได้กระตุ้นให้เกิดกลุ่มตัวแสดงใหม่ๆในระดับท้องถิ่น(New player) ในการเข้าถึงพื้นที่การเมืองท้องถิ่นผ่าน สามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นกลไกภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในระดับท้องถิ่น ที่มุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นและการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยได้หันมาใช้พื้นที่การแก้ไขปัญหาและพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น กันมากขึ้น เพื่อใช้เงือนไขอำนาจของรัฐในระดับท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหา หรือแม้แต่การออกข้อบัญญัติในระดับท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร การวางแผนพัฒนาท้องถิ่นที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม  รวมถึงการพัฒนาศักยภาพขององค์กรชาวบ้านในประเด็นต่างๆตามบริบทของพื้นที่แต่ละพื้นที่

ในทางกลับกันนั้นเอง กลุ่มที่สองซึ่งเป็น กลุ่มนักการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างทรงพลัง มีทั้งอำนาจ  ทั้งเงินตรา  ได้พยายามที่จะเข้าแทรกแซงการเมืองในระดับท้องถิ่นมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการผลักดันผู้สมัครของกลุ่มตนเอง(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจในระดับพื้นที่ ผู้รับเหมา นักธุรกิจ พ่อค้า มาเฟียท้องถิ่น)ในการเข้าไปบริหารงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นในระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาล เป็นต้น

ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบแบบนี้มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การผูกขาดการเมืองทั้งระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความเบ็ดเสร็จทางอำนาจ ในทางการบริหารจัดการในท้องถิ่น และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐที่ลาออกหรือกลุ่มที่เกษียณอายุราชการ ที่สนใจการการเมือง การบริหารงาน ในระดับท้องถิ่น (ซึ่งในกลุ่มนี้มีทั้งแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม และแนวคิดก้าวหน้า ผสมผสานกันไป) ก็ได้พยายามที่จะเข้าถึงและช่วงชิงพื้นที่การเมืองท้องถิ่นมากขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

 

การให้ความร่วมมือหรือกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่น

            ประการแรก ผมมองว่าอาจต้องอธิบายถึงปรากฏการในมิติการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่น ว่าอยู่ในรูปแบบ ลักษณะอย่างไรด้วย แบบมีส่วนร่วมหรือแบบให้ความร่วมมือ แน่นอนครับถ้าอธิบายในแนวทางของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมที่ถูกกำหนดไว้คงจะเป็นกลไกของ       ”ประชาคม” ที่มีหลายระดับไม่ว่า กลไกประชาคมในระดับหมู่บ้าน กลไกประชาคมในระดับตำบลและระดับอำเภอ เนืองจากกลไกนี้เองได้กำหนดถึงบทบาท หน้าที่ในการจัดทำและเสนอแผนพัฒนาในระดับชุมชนรวมถึงในระดับองค์กรปกครองสวนท้องถิ่นด้วย แต่ที่ผ่านมากลไกเหล่านี้มิได้มีความคล่องตัว และขยับตัวไปในแนวทางการมีส่วนร่วม ซักเท่าไรนัก ในทางกลับกันนั้นเอง กลไกประชาคม กลับถูกทำให้มีเพียงแค่หน้าที่ในการรับรองแผนพัฒนาท้องถิ่น เป็นตราประทับความชอบธรรมของแผนกิจกรรมต่างๆ ไมว่าจะเป็นการเปิดซองประมูล การตรวจรับการจ้าง แต่ก็น่าสนใจนะครับ ถ้ากลไกภาคประชาชนจะเข้ามาใช้พื้นที่แบบนี้ในการผลักดันกลไกการมีส่วนร่วมที่มากไปกว่าแค่การรับรองแผนพัฒนา เช่น ใช้กลไกเวทีประชาคม ในการถกเถียง วิเคราะห์แนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือใช้กลไกประชาคมเป็นช่องทางในการผลักดันการแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยปกครองท้องถิ่น

            ประการที่สอง ผมมองว่ากระบวนการที่เราผลักดันมีลักษณะเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่น ที่มิใช่จำกัดอยู่แค่ขอบเขตของการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นเพียงแค่นั้น แต่หมายรวมถึงการเข้าร่วมในการกำหนด ติดตาม หนุนเสริมการทำงานในระดับท้องถิ่นร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ด้วย เช่นการสถาปนากลไกสภาประชาชน การเมืองภาคประชาชน ที่ทำหน้าที่หนุนเสริมการทำงานของท้องถิ่น การผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีความเป็นอิสระในการจัดการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของงบประมาณ การบริหารจัดการ การวางแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้มากขึ้นและให้หน่วยของอำเภอ และจังหวัดเปลี่ยนบทบาทจากการกำกับ ควบคุม สั่งการ มาเป็นการหนุนเสริมและให้การปรึกษา   

ประการสุดท้าย ระเบียบข้อบังคับ กฎหมายของท้องถิ่น มีข้อจำกัดมากในการให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ เช่น ชุมชนร่วมกันในการจัดการทรัพยากรในรูปแบบป่าชุมชน ภายใต้การผลักดันร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจต้องใช่ช่องทางของ พระราชบัญญัติเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ปี 2542 ประเด็นสำคัญในพระราชบัญญัตินี้อยู่ที่ว่า ชุมชนร่วมกับทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบังคับ กฎหมายในระดับท้องถิ่นได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ข้อบัญญัติท้องถิ่นจะต้องไม่ขัดกับกฎหมายที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น

เช่นชาวบ้านจะมีการจัดการป่าในรูปแบบป่าชุมชน ทั้งชุมชนและองค์การบริหารส่วนตำบลต่างเห็นชอบที่ให้มีการจัดการป่าชุมชน แต่ปรากฏว่าพื้นที่ป่าชุมชนได้ถูกกรมป่าไม้ต่อมาเป็นกรมอุทยานแห่งชาติและพันธ์พืชได้ประกาศพื้นที่ป่าในบริเวณนั้นเป็นป่าอนุรักษ์ ซึ่งมีกฎหมายที่ใช้อยู่แล้ว คำถามมีอยู่ว่า การออกข้อบัญญัติตำบลในการจัดการป่าชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขององค์การบริหารส่วนตำบลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และนี้เองเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นข้อจำกัด อุปสรรคทางกฎหมายท้องถิ่น ที่ทำให้การใช้สิทธิของชุมชนและการสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ค่อนข้างลำบาก

 

 

 

การผลักดันกระบวนการมีส่วนร่วมและการยกระดับแนวทางประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม     ในระดับท้องถิ่น      

 

        ผมมองว่ากระบวนการผลักดัน สามประการกว้างๆเพื่อที่จะยกระดับ ศักยภาพ องค์ความรู้ เพื่อที่จะนำไปสู่การ ปรับเปลี่ยนบทบาท ทัศนคติใหม่ๆ ในการบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ประการที่แรก การยกระดับศักยภาพองค์กรชาวบ้าน สถาปนากลไกการเมืองภาคประชาชนในระดับท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่ผลักดัน ติดตามตรวจสอบ หนุนเสริมการทำงานรวมกัน สร้างพื้นที่ในการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรวมถึงเข้าใจข้อจำกัดและผลักดันร่วมกัน อย่างจริงจัง เนื่องจากบทเรียนในหลายๆพื้นที่ ที่ได้ผลักดันผู้นำของตนเองเข้าไปสู่กลไกการเมืองท้องถิ่น ด้วยความคาดหวังและฝากความหวังในการแก้ไขปัญหาไว้ที่ผู้นำของตนเองว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ แต่จากบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางนโยบายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น ระบบอำนาจราชการส่วนภูมิภาคที่ทรงพลัง นักการเมืองระดับชาติ ต่างๆเหล่านี้ทำให้การเคลื่อนตัวทำได้ลำบาก ในขณะเดียวกันก็ถูกกดดันจากชุมชน องค์กรชาวบ้าน ในหลายๆพื้นที่ผู้นำที่เจอสถานการณ์แบบนี้ จึงเกิดความล้าถอย ท้อแท้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานติดตามร่วมกันอย่างใกล้ชิด ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกันนั้นเองกระบวนการการพัฒนาหลักสูตรในการยกระดับการทำงานของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ผ่านกิจกรมการอบรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็เป็นสิ่งที่น่าท้าทายและผลักดันเพื่อเชื่อมโยงกลไกการทำงานให้เข้ามาอยู่ใกล้กันมากเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในการทำงานระหว่างองค์กรชาวบ้านกับองค์กรปกครองท้องถิ่น

        ประการที่สอง การสร้างพื้นที่รูปธรรมการเรียนรู้ ภายใต้ทิศทางในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและถอดสรุปบทเรียน ประสบการณ์แกนนำ ผู้นำ ที่ได้เข้าสู่กลไกการเมืองในระดับท้องถิ่น เพื่อยกระดับเป็นหลักสูตรเพื่อใช้พัฒนาศักยภาพผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ต่อไปเพื่อให้เท่าทันและเตรียมความพร้อมในการทำงาน ซึ่งในประเด็นนี้อาจต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างกลไกการทำงานร่วมกันที่เรียกว่า พหุภาคีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยการประสานความร่วมมือในหลายภาคส่วนทั้งในระดับนโยบาย ระดับเครือข่ายรวมถึงระดับชุมชน/ท้องถิ่น เข้าด้วยกัน

      ประการสุดท้าย กระบวนการเข้าช่วงชิงพื้นที่การเมืองในระดับท้องถิ่น และนั้นเองคงต้องมองดูถึงกระบวนการก่อนการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างและผลักดันผู้นำ/ แกนนำ ที่มีความคิดก้าวหน้าขึ้นมาเพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางเมืองในระดับท้องถิ่นผ่านกลไกการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ว่าได้มีพลังแค่ไหนและได้หนุนเสริมกันมากน้อยอย่างไร ซึ่ง แน่นอนว่าการเลือกใช้พื้นที่เคลื่อนไหวแบบนี้ ในบางพื้นที่หรือบางตำบลมีอาจมีความขัดแย้งกับกลุ่มนักการเมืองแบบเก่า(Traditional Political Elite) ที่มีแนวทางในการสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเองสูง แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองในระดับท้องถิ่น และเมือมองย้อนมองในช่วงการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ที่มาจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบต่างๆ หรือมาจากกลุ่มคนที่มีความคิดก้าวหน้า ได้เข้าสู่พื้นที่การเมืองแบบนี้มากขึ้นและได้ผลักดัน สร้างกลไกการมีส่วนร่วมได้มากขึ้นในระดับท้องถิ่น 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 14/12/2008 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

สบายดี โอฬาร

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนกลางทุ่ง วันที่ : 13/10/2008 เวลา : 14.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/centralthaifarm

การกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ต้องไม่ทำให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือทางการเมือง สู่การผูกขาดทางการเมือง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]