*/
  • จิตราภรณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-31
  • จำนวนเรื่อง : 250
  • จำนวนผู้ชม : 1603024
  • จำนวนผู้โหวต : 366
  • ส่ง msg :
  • โหวต 366 คน
นกเขาเถื่อน

ฅีตาญชลี

View All
<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการให้งบประมาณสนับสนุนการจัดซื้อหนังสือพิมพ์ วารสาร และหนังสือทั่วไปให้มากพอสำหรับการให้บริการในห้องสมุดประชาชน
น้อยที่สุด/เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
1 คน
น้อย/มีเรื่องอื่นที่มีความสำคัญมากกว่านี้
0 คน
ปานกลาง/ผู้รับบริการควรซื้ออ่านเอง
0 คน
มาก/ที่ให้อยู่ก็เพียงพอแล้ว
3 คน
มากที่สุด/การส่งเสริมการอ่านควรกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ
15 คน

  โหวต 19 คน
วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม 2554
Posted by จิตราภรณ์ , ผู้อ่าน : 4010 , 10:47:43 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ลูกเสือหมายเลข9 , rosawan และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

"ถ้าไม่อ่านหนังสือ คนเราก็มีค่าไม่ต่างจากคนไม่รู้หนังสือ"

ประโยคนี้แทงใจฉันจึ๊กเลยล่ะค่ะ

ฉันไปอ่านเรื่อง"อยากทราบไหมครับว่า มหาเศรษฐีโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ วัน ๆ หนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ?? "

ที่บล็อค http://www.oknation.net/blog/surasakc/2011/10/12/entry-1 ของคุณสุรศักดิ์

แล้วคุณลูกเสือหมายเลข9

เขียนคอมเม้นท์ไว้......อืมมม

     เรา....หมายถึง หลาย ๆ คน หลาย ๆ หน่วยงาน อยากทำให้คนไทยรักการอ่าน ซึ่งแต่ละภาคส่วนต่างก็มีนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และตัวชี้วัด ที่วางเอาไว้ให้คนในหน่วยงานนั้น ๆ ปฏิบัติ อย่างสวยหรู งดงาม แต่......ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ "รักการอ่าน" เกิดขึ้นได้เลย ฉันไม่ทราบว่าคนอื่น ๆ จะคิดอย่างไร แต่สำหรับตัวเอง การที่จับงานด้านนี้มานานปี และการรักการอ่านของฉันเกิดจากครอบครัว ที่มีพ่อเป็นนักอ่านหนังสือทั่วไป และมีแม่เป็นนักอ่านนวนิยาย ซึ่งจะบอกรับเป็นสมาชิกวารสารต่าง ๆ ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก วารสารเล่มแรกที่ฉันเห็นและหยิบมาอ่านคือ "ทานตะวัน" ฮ่า ฮ่า ฉันรู้หลาย ๆ ท่านไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แล้วก็ตามด้วยต่วยตูน ของพ่อ โตมาอีกหน่อย ก็มีนิตยสารสกุลไทย ที่พอแม่วางปั๊บ ฉันก็หยิบปุ๊บมาอ่านต่อ พอทีน้ามาเที่ยวที่บ้านมีหนังสือบางกอกติดมาด้วย ตอนนั้นฉันเรียน ม.๔ น้ากลับไปไม่เอาบางกอกไปด้วย ฉันไปเปิดอ่านเข้าก็ไปติดเรื่อง "นาคี" ซึ่งเป็นเรื่องของงูที่มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์มากมาย ทำเอาฉันต้องเจียดเงินค่าขนมไปซื้อบางกอกทุกวันอังคารอ่านจนเรื่องจบ จึงตัดใจไม่ดูเรื่องอื่นอีก.....เมื่อถึงวันที่เลือกเรียนต่อ ฉันเลือกเรียนบรรณารักษศาสตร์ ซึ่งญาติผู้ใหญ่ตำหนิแม่ฉันใหญ่ว่าเลี้ยงลูกยังไง ปล่อยให้ไปเรียนบรรณารักษ์ ใครที่ไหนเขาเรียนกัน จบแล้วจะไปทำอะไร ตอนนี้.....ไม่ทราบว่าท่านลืมไปหรือยัง......แต่ฉันยังจำได้ ว่าแม่ตอบไปอย่างเคือง ๆ ว่า ช่างมันเถอะ.....ไม่มีอะไรทำก็หาเงินให้เปิดร้านขายหนังสือ เช่าหนังสือ ไปตามเรื่องตามราวก็แล้วกัน.....เสียงเหล่านั้นจึงเงียบลงได้......

     ฉันจับงานห้องสมุดมาตลอดหลังจากเรียนจบในเวลา ๘ ปี ไม่ผิดหรอกค่ะ ๘ ปีจริง ๆ ปีสุดท้ายพ่อบอก...."เรียนไม่จบ....ไม่ต้องแต่งงาน".....ฉันเลยฮึดเอาลมหายใจสุดท้าย .....แล้วก็ได้แต่งงานจนได้.....ฮ่า ฮ่า.....พ่อบอกว่ารู้งี้ขู่ตั้งแต่แรกก็ดี......ช่างมันเถอะค่ะ.....มาถึงวันนี้.....ฉันอยู่ได้ตามอัตภาพของตัวเอง.....ใช้จ่ายอย่างประหยัด หารายได้เสริมบ้างตามสมควร ตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯอย่างเคร่งครัด.....ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อยู่แบบพอเพียง มีภูมิคุ้มกัน......ไม่ใช่แค่ท่องจำ แต่ทำจริง ๆ ......

     จากการปฏิบัติงานที่ผ่านมาตั้งแต่เป็นลูกจ้างห้องสมุดที่นู่น ที่นี่ ที่นั่น จนถึงตอนนี้ ฉันว่าการส่งเสริมการอ่านเป็นงานที่ทำยากมาก.....กกกกกก......ก็คนไม่อ่าน....ทำอย่างไรจึงจะอ่านเล่าพี่น้องงงงงงงงง......ฉันคิดเอาเองว่า.....คนที่ควรเป็นผู้ส่งเสริมการอ่านอย่างได้ผลนั้น......ต้องเป็น "ครู" ค่ะ...."ครู" นี่ล่ะค่ะ จะเป็นผู้ปลุกผีเรื่องการอ่านขึ้นมาได้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วทุกอย่างต้องเริ่มที่ครอบครัว แต่จะมีซักกี่ครอบครัวเล่าคะ ที่จะเข้าใจว่า การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตอย่างไร เมื่อทุกเช้าค่ำเรายังคงต้องเสาะหาเพื่อปากท้องอย่างไม่ได้หยุด และจะมีกี่ครอบครัวที่จะเจียดเงินอันน้อยนิดไปซื้อหาหนังสือราคาแพงระยับมาให้ลูกอ่าน และการที่ฉันคิดว่าควรเป็นครู เพราะว่า "ครู" เป็นทุก ๆ อย่างสำหรับเด็ก แล้วเด็กเล็ก ๆ จะเชื่อครูอย่างมาก สำหรับเด็กปฐมวัยการได้นอนฟังนิทานก่อนหลับไหลในช่วงบ่าย ต้องเป็นช่วงเวลาการนอนที่มีคุณภาพแน่นอนค่ะ.....สำหรับครูที่ไม่ได้มีความรักการอ่าน ฉันเชื่อว่าเมื่อเป็นหน้าที่ มีกำหนดในมาตรฐานและตัวบ่งชี้ของการประเมินโรงเรียน ยังไงครูก็ต้องทำค่ะ เพราะกรรมการประเมินท่านจะซัก ซัก ซัก ทั้งครู และแอบซักนักเรียนด้วยว่า ครูได้ปฏิบัติตามเกณฑ์ในข้อใดบ้าง อย่างละเอียดประมาณได้ว่าซักจนขาวววววว.....เลยล่ะค่ะ กว่าที่ท่านจะให้โรงเรียนแต่ละโรงผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพไปได้  ฉันอยากให้ทุกรัฐบาล เจียดเงินงบประมาณมาให้โรงเรียนจัดซื้อสื่อ หนังสือ สำหรับจัดส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กปฐมวัย หรือเด็กก่อนวัยเรียนให้ครบทุกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือในป่าผาดอย ให้มีหนังสือสำหรับการอ่านอย่างเพียงพอ คงไม่ใช้เงินมากมายนักหรอกค่ะ เพราะสำหรับเด็ก หนังสือไม่ต้องมากแต่ขอให้มี เพราะครูเป็นคนอ่านให้ฟังอยู่แล้ว แต่ถ้ามากก็จะยิ่งดีใหญ่......การปลูกฝังการรักการอ่านให้กับเด็กเล็กจะได้ผลมากกว่าจะมาไล่จับตอนเด็กโต ห้องสมุดที่ฉันทำงานจะเน้นเรื่องหนังสือสำหรับเด็กมากเป็นพิเศษ เพราะหนังสือเดี๋ยวนี้ราคาแพงมากกกกกกกกกก การจัดหาหนังสือสำหรับเด็กเพื่อให้บริการจึงเป็นสัดส่วนของการจัดซื้อที่สูงพอสมควร เมื่อปลูกฝังการอ่านสำหรับเด็กปฐมวัยแล้ว ห้องสมุดควรเป็นแหล่งสนับสนุนการอ่านอย่างเต็มที่ รัฐควรจัดเงินสำหรับการจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุดให้มากกว่าปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาฉันเห็นรัฐบาลประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่ทุ่มงบประมาณในการจัดหาสื่อเข้าห้องสมุดเป็นเงินสูงที่สุดในชีวิตราชการของฉันเลยล่ะค่ะ ท่านให้มา 450,000 บาท(สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วนค่ะ) ทำเอายอดสมาชิกและผู้ใช้บริการพุ่งพรวดเลยนะคะ เพราะการทำตลาดของห้องสมุดส่วนใหญ่เป็นการโชว์สินค้า ช่วงไหนมีหนังสือใหม่ ๆ ออกวางบนชั้น ช่วงนั้นสมาชิกจะขยันมาเลือกหนังสือเพื่อยืมกลับไปอ่านอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเลยล่ะค่ะ สำหรับฉันแล้วไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าให้เก็บหนังสือในรูปแบบดิจิตอล หรือไฟล์ให้ดาวน์โหลด เพราะยังไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ไม่สามารถมาแทนที่หนังสือได้หรอกค่ะ แม้จะมีแทบเล็ด(แทปเลท)เข้ามาทำให้การใช้งานง่ายขึ้น แต่ทั้งหลายเหล่านี้นำติดตัวไปในทุก ๆ ที่โดยไม่ต้องกลัวยับย่น ชำรุด ได้เหมือนหนังสือหรอกค่ะ หนังสือยังคงมีเสน่ห์ในตัวเองอยู่นั่นเองนะคะ และสำหรับบรรณารักษ์ในฐานะผู้ส่งเสริมสนับสนุนการอ่าน การคัดเลือกหนังสือควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง บรรณารักษ์ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหนังสืออย่างต่อเนื่อง ซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อผู้ใช้บริการ จงมองข้ามผลประโยชน์ทั้งหลายให้ได้......เพราะในวันแรกที่ฉันทำงาน......ไปกราบพ่อ กับแม่ พ่ออวยพรให้ฉันว่า "จงเจริญวัฒนาในหน้าที่การงาน.......อย่าหัดโกงตั้งแต่ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย"......ฉันจึงยึดมั่นในคำของพ่อ.........อย่างเคร่งครัด......ซึ่งมันทำให้ฉันทำงานอย่างเป็นสุขมาตราบเท่าวันนี้.....

     และนอกเหนือจากครูแล้ว   ผู้มีความสำคัญอย่างมากในการสร้างความรักการอ่านคือ ครอบครัวค่ะการที่พ่อ แม่ หรือคนในครอบครัว อ่านหนังสือให้เด็กเห็นเป็นประจำ เด็กจะเกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากเลียนแบบ เช่นเด็กบางคนอ่านหนังสือไม่ออก แต่สามารถเล่าเรื่องราวได้ตลอดเล่ม จากการเลียนแบบการอ่านของผู้ใหญ่ และการใช้สมองจดจำของเด็ก ๆ  เด็กที่อ่านหนังสือจะมีจินตนาการเกิดขึ้นมากมายทุกวัน เพราะการอ่านทำให้เด็กได้คิดตาม นึก ฝัน ตามที่ผู้ใหญ่เล่า เด็กที่มีผู้ใหญ่ในครอบครัวแสดงความรักโดยการอ่าน หรือเล่านิทานให้ฟัง โดยมีการปลูกฝังค่านิยม จารีต หรือระเบียบวินัยต่าง ๆ ซึ่งจะสอดแทรกผ่านเนื้อหาของนิทาน เด็กจะมีความสุข และเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี......ที่สำคัญคือเด็กที่มีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง....เขาจะมีคลังคำศัพท์.....เป็นคำศัพท์ที่ไพเราะ....อ่อนหวาน....หลากหลายถ้อยคำ.....ดังนั้นการเลือกหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง....ควรเลือกหนังสือที่มีเนื้อหาชัดเจน นำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่ดีงาม สนุกสนาน ภาพประกอบสวยงาม ชัดเจน สะอากสะอ้าน สีสวยงาม ตัวหนังสือไม่เล็กเกินไป เส้นหนาเหมาะกับสายตาของเด็ก การนำเสนอเรื่อง ควรมีการเปิดเรื่อง เปิดประเด็นที่น่าติดตาม เพื่อคลี่คลายและแก้ไขปัญหา และมีบทสรุปที่ชัดเจนถึงความสำเร็จในการคลี่คลายแก้ไขปัญหา นิทานคำกลอนที่มีคำกลอนที่ไพเราะ งดงาม เพราะเด็กสามารถซึมซับถ้อยคำสำนวนที่งดงามเหล่านี้ ผ่านพ่อ แม่ ปู่ ย่า หรือ ตา ยาย ได้เป็นอย่างดี.......วิธีการง่าย ๆ นะคะ....

๑. อ่านทุกวันค่ะ ควรเป็นเวลาเดียวกัน เช่น ก่อนนอน หรืออ่านได้ทั้งวัน ตามเวลาที่ว่าง วันละ ๕ นาทีเป็นอย่างต่ำ

๒. อ่านด้วยเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นการกระตุ้นความสนใจ พร้อมชี้ชวนให้ดูภาพ

๓. เอาลูกเข้าตัก แล้วสื่อรักด้วยหนังสือ หันหลังพิงตัวเราค่ะ....มือหนึ่งเปิดหนังสือ....อีกมือหนึ่งสัมผัส โอบ กอดลูกไปด้วย

๔.อ่านแล้วให้เด็กเก็บไว้ที่เดิมทุกครั้ง เป็นการฝึกวินัยค่ะ

๕. ผู้ใหญ่ต้องใส่ใจและแสดงการตอบรับทุกครั้งที่เด็กแสดงความต้องการหนังสือ

.....(ย่อหน้านี้เพิ่มเติมข้อมูลขึ้นมาอีกนิดนึงนะคะได้ความคิดมาจากคอมเม้นท์ของ....คุณbon09....ว่าเราลืมพูดถึง พ่อ แม่ และครอบครัวไป....ขอบคุณค่ะ)

     ฮ่า ฮ่า คอมเม้นท์ของคุณลูกเสือหมายเลข9 ทำให้เลือดบรรณารักษ์ของฉันพุ่งกระฉูดมาจนถึงบรรทัดนี้เลยนะคะ......ฉันจะสู้ต่อไป......แม่บรรณารักษ์......จงทำหน้าที่ของเจ้าต่อไปจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่(อ้อ....ฉันจะบอกความลับให้คุณนะคะ.....ฉันตั้งใจว่าพอปลดเกษียณแล้ว ฉันจะไปช่วยห้องสมุดให้เลขหมู่หนังสือเพื่อน้อง ๆ หลาน ๆ จะได้ทำงานอื่น ๆ อย่างปลอดโปร่ง เป็นการเบาแรงเขาน่ะค่ะ)

     ขอบพระคุณ คุณลูกเสือหมายเลข9 ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า การอ่าน ยังมีความสำคัญต่อพวกเราทุกคน......ขอบคุณค่ะ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

ท่านลานเทวา

ค่ะ....ยิ่งอ่านยิ่งรู้....รู้ว่าใครบางคนนั้นไม่เข้าท่า.....ฮิ๊ววววว


ท่านพันธ์สังข์หยด

นวนิยายผี เนี่ย ยิ่งอ่านตอนกลางคืนก็ยิ่งสนุก
อ่านแล้วไม่อยากเดินไปไหน
ก็ผีโผล่ออกมาหลอก
พออ่านนิยายประโลมโลกก็เกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางเอกขึ้นมาเชียว
เตลิดเปิดเปิงจริง ๆ นะคะ


คุณภานุมาศ_ทักษณา

ดีนะคะที่ไม่มีของเล่นก็ยังมีหนังสือเป็นเพื่อน
ตอนหนูเด็ก ๆ ไม่ชอบเล่นกับพี่ น้อง
เพราะไม่ชอบให้ใครมาสั่งให้ทำโน่นทำนี่
พี่ก็จะสั่งให้เราทำตาม.....
น้องก็จะต้องให้เราเล่นอย่างที่เขาอยากจะเล่น
หนูเลยนั่งซุกอยู่ตามซอกตามหลืบ
อ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน
ปล่อยให้พี่กะน้องเล่นกันไปทะเลาะกันไป
กลายเป็นสนุกกับการอ่านมากกว่า
จนโตขึ้นก็ไปฝังตัวอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน
มหาวิทยาลัย.....แล้วก็ทำงานในห้องสมุด
ก็ไม่พ้นต้องรบรากับผู้ใช้บริการมากหน้าหลายตา
บางท่านแปลกอย่างนึกไม่ถึง
มีความสุขตามอัตภาพค่ะ


คุณrosawan

ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ
ขอบคุณที่โหวตทุกปุ่มเลยนะคะ
ชื่นใจค่ะ


คุณBlueHill

โชคดีจริง ๆ ค่ะ ที่การรักการอ่านได้ถ่ายทอดไปสู่ลูก ๆ ของเรา
ที่บ้านก็พยายามสร้างบรรยากาศแห่งการอ่านด้วยหนังสือหลายชนิดค่ะ
เริ่มที่หนังสือภาพ การ์ตูนขายหัวเราะ ตอนนี้เหลือแค่บอกรับรีดเดอร์ไดเจสชื่อเดียวค่ะ
เพราะอ่านได้ทั้งบ้านเลยค่ะ


คุณNN1234

เรื่องงบประมาณสำหรับบริหารจัดการห้องสมุด
เพิ่งมากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีนี่เองค่ะ
แต่ก่อนนั้นต้องรอให้ทำงานทุกอย่างเรียบร้อยจึงจะนำเงินที่เหลือมาจัดซื้อหนังสือ
เดี๋ยวนี้ดีขึ้นแล้วค่ะแต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี


คุณidin

ลำปางเย็นแล้วเจ้า
นอนบ่ต้องเปิดพัดลมแล้ว
เจ้า ๆ หมอกลง ต้องใส่เสื้อบาง ๆ คลุมก่อนออกบ้าน
อากาศดีขนาดเลยเจ้า

"อ้ายไปแอ่วผดเมืองเจียงฮายไปกิ๋นลาบควายตี้ขัวแม่กก"

อั้นก็....

จากเจียงฮาย ผดไปพะเยา ไปกิ๋นต๋ำเตา อี่ฮวกหมก
จากพะเยา ผดไปลำปาง ไปกิ๋นแก๋งนกยาง ใส่ผงก็ชูรส

ฮิ๊ว.....คนลำปางท่าจะมักผงชูรสขนาดเนาะ

ยินดีเจ้าตี้มาแอ่วมาไจ


ความคิดเห็นที่ 18 (0)
idin วันที่ : 26/10/2011 เวลา : 21.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phupha
นอนจะนาน  จะนานเพราะนอนยาว

สบายดีแม่นก่ครับ
ลำปางหนาวล่ะก้า
วันศุกร์จะปิ๊กเมืองน่านโพ้ดไปเจียงฮานไปกิ๋นลาบควายตี่หัวแม่กก

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
idin วันที่ : 15/10/2011 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phupha
นอนจะนาน  จะนานเพราะนอนยาว

นั่นสิครับต้องหัดตอนเด็กๆ
โตแล้วหัดยาก เพราะกิจกรรมมันหลากหลาย
ชนไก่ ดูมวย เชียร์บอล ลืมอ่านหนังสือไปเลย
วันก่อนได้ยินเสียงอ่านหนังสือธรรมของผู้หญิงคนหนึ่ง
มีเพลงบรรเลงคลอเบาๆประกอบการอ่าน ฟังแล้วเย็นใจดีแท้ ก็เลยมาลองหัดอ่านดู เปิดฟังฟังไม่ได้เสียงตัวเองยังกะเป็ดร้องตอนเบ่งไข่55555

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 13/10/2011 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ชอบที่เขียนมากครับ
ขยายความได้ชัดเจนมากครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
NN1234 วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 16.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอบคุณ คุณบรรณารักษ์ที่นับถือ

ผมกับ"ครูบรรณารักษ์"มักจะคุ้นหน้าผมเสมอๆ เพราะชื่อผมจะถูกเขียนลงในหนังสือมากที่สุดเกือบจะทุกแนวมาตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ ต้น

ผมคิดว่า ครูคนแรกคือพ่อแม่ ที่ควรจะสอนการอ่านด้วยตนเองก่อนจะ"ส่งออก"สู่โลกภายนอก
แต่ปัญหาคือ พ่อแม่(คนไทย)มักไม่ค่อยมีนิสัยรักการอ่าน และยังไม่ต้องถึงว่า การรู้จักเลือกหนังสืออ่านให้ลูกอีกต่างหาก

เรื่องห้องสมุด(หนังสือ)ก็ไม่ค่อยเป้นที่นิยมนัก โดบเฉพาะกับลักษณะของสื่อแบบเก่า(หนังสือ) งบประมาณจัดซื้อมีน้อย
นักเขียนที่จะเขียนเรื่องดีๆ ก็มีน้อย คนอ่านก็ยิ่งน้อยลงไปอีก ..จนอดเป็นห่วงสติปัญญาของคนไทยทั้งหมดไม่ได้
(เรื่องส่วนตัว คือ หอจดหมายเหตุแห่งชาติที่มีอยู่หลายๆ จังหวัดไม่ให้ยืมหนังสือ...????)

เรื่องราคาหนังสือ เราเพิ่งมีประเด็นพูดคุยกันที่บล็อกของผม และในเอนทรี่ก็เขียนถึงเอาไว้บ้าง(เรื่อง มหกรรมหนังสือฯ) จนเราได้ประเด็นแตกออกไปมากมายจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องงบการพิมพ์หนังสือ


ปล. บล็อกของผม(เรา)เขียนถึงเรื่องหนังสือ วรรณกรรม การสร้างสรรค์สังคมด้วยโลกแห่งการอ่านบ่อยๆ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
BlueHill วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

สมัยเด็กผมอ่านทุกอย่างตั้งแต่กระดาษนสพ.ห่อกล้วยแขกไปจนถึงหนังสือประวัติศาสตร์เ้ล่มโต ๆ

โชคดีมากที่นิสัยรักการอ่านหนังสืิอของผมส่งผ่าน DNA ไปถึงลูก ๆ ด้่วย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
rosawan วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 15.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.

ทำไงดีคะ มันแย่ตรงที่ทุกวันนี้ครูบางคนก็ไม่ใช่นักอ่าน
ยืนยันได้เพราะรู้จักครูสองคนใกล้ๆตัวนี่แหละค่ัะ ไม่อ่านหนังสือเลย

อยากบอกว่า-ทานตะวันน่ะทำไมจะไม่รู้จัก เมื่อก่อนข้างบ้านรับสตรีสาร เขาใจดีฉีกเซคชั่นของเด็กด้านในมาให้เราอ่านเป็นประจำ
เรื่องราวที่ติดใจในนั้นและจำได้ทุกวันนี้คือเรื่อง บ้านน้อยในโพรงไม้ ...เคยอ่านมั้ย หลานปิ่น-ปานกับคุณป้าใจร้าย(ดีนะคะที่คุณป้าที่บ้านใจดี)

จากประสบการณ์เห็นด้วยกับเม้นต์พี่ลูกเสือที่เป็นแรงบันดาลใจเอนทรี่นี้ของคุณจิตราภรณ์ค่ะ
และการรักการอ่านหนังสือนอกจากช่วยให้รอบรู้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถเพิ่มวุฒิภาวะทางความคิดให้คนเราได้ด้วย
ชอบเอนทรี่นี้ค่ะ
โหวตทั้งสามปุ่มเลย

ยินดีที่ได้รู้จักคุณบรรณารักษ์นะคะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 15.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

เห็นด้วยกับท่านบรรณารักษ์ครับ

แรงผลักดันให้ผมอ่านหนังสือเพราะเกิดมาเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้เล่นเหมือนเพื่อน ๆ

เมื่อเรียนหนังสือจนอ่านได้แตกฉาก ผมจึงเห็นหนังสือเป็นของเล่นอย่างหนึ่ง

ผมตะลุยเล่นของเล่นที่ผมไม่ต้องซื้อหาจากทุกหนแห่ง จากถุงที่พับจากหนังสือพิมพ์(เดี่ยวนี้ไม่มีแล้ว) กินขนมเสร็จ ก็จะแกะถุงให้แผ่ออกเพื่ออ่านข้อความในนั้น

ตอนเรียนมัธยม หากวันไหนมีตังค์กินข้าวก็จะรีบกิน เพื่อเข้าไปเล่นของเล่นในห้องสมุดของโรงเรียน

กลับถึงบ้านทำการบ้านเสร็จก้อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน เสียงอ่างทอง (ปัจจุบันคือ ไทยรัฐ) อ่านหมดทุกหน้า ทุกอย่าง

จากการอ่านแบบตะลุยดะ ทำให้ผมอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ แล้วในที่สุดก็ได้เป็นจริง ๆ

ไชโย ของเล่นสำหรับเด็กกำพร้าอย่างผม ทำให้ผมมีอาชีพตามที่ฝันได้

ฝากท่านบรรณารักษ์ นำไปเล่าให้เด็ก ๆ ฟังนะครับ ว่ามีของเล่นที่มีค่ามากมายในห้องสมุด

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 14.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ปัจจุบันนี้ผมยังวื้อบางกอกเก้บไว้หวังว่าจะได้มีเวลานั่งลงอ่าน กองเต้มกุฏิแล้วครับเพราะบอกรับทุกสัปดาห์ ตอนนี้เห้นเลยว่าเป้นภาระซื้อมาแล้วต้องมานั่งอ่าน แต่มันสนุกจริง ๆ นาหนังสือแนวนี้ปลอบประดลมใจยามยากได้ดีครับ
สมัยน้ำท่วมกรุงเทพคราวก่อนมีคนถามคุณเหม เวชกร ว่า หนังสืออะไรขายดีที่สุด คุณเหมบอกว่า หนังสือเรื่องผี ครับ นั่งบนหลังคาบ้านแล้วอ่านเรื่องผีเล่มละ ๕๐ สตังค์ ได้อรรถรส ฮา

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ลานเทวา วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 14.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้



ความคิดเห็นที่ 9 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

คุณTaTee

ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอมก็รื้อตู้ค่ะ
เอาหนังสือประดามีของพ่อแม่ออกมาอ่าน
ที่อ่านแล้วร้องแทบตายก็ต้องรู้ทส์เลยค่ะ
อ่านสี่แผ่นดิน.....พอแม่พลอยต้องจากแม่ก็ร้องไห้อีกเป็นวรรคเป็นเวร
ทำยังกะตัวเองเป็นแม่พลอยอย่างงั้นแหล่ะ
อ่านหมดตู้ก็เปิดเทอมพอดี
พอปิดใหม่ก็มารื้ออ่านใหม่....ไม่งั้นก็เล่นหม้อข้าวหม้อแกง
เล่นซ่อนหา เล่นทุกอย่างที่มีให้เล่น
ไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายอะไร
หนักเข้าไม่มีอะไรให้เล่นก็ไปเอาโคร์เชต์ของแม่มาเล่น
เลยถักเป็นเรื่องเป็นราวมาจนเดี๋ยวนี้

แต่พอมาถึงรุ่นลูก
ปิดเทอม.......เล่นคอมฯทั้งวัน
พอคอมฯเสีย......ก็บ่น....
....ลูกไม่ได้เล่นคอม.....เบื่อ เบื่อ
ลูกจะชักตายแล้ววววววว

ฮ่า ฮ่า......ชักเลยลูกชักเข้าไป


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

พี่หน่อผุดเจ้าขา

รีบมาเถอะเจ้าค่ะ
อาทิตย์นี้หนังสือที่ออกวางใหม่
เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
การเมืองการปกครองทั้งหลายค่ะ
ช้าหมด....ไม่ได้อ่านหนังสือใหม่นะคะ


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
TaTee วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poo

สมัยเด็กๆเวลาปิดเทอมก็นอนอ่านหนังสือเล่นเป็นเดือน มีความสุขมาก เริ่มจากอ่านพล นิกร กิมหงวนตั้งแต่ปิดเทอม ป.1 จะขึ้น ป.2

รู้สึกว่าเด็กสมัยนี้อ่านหนังสือกันน้อยลงมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมีสื่ออื่นๆมากมายให้เสพ ไม่รู้ว่าการอ่านหนังสือน้อยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไอคิวเด็กไทยต่ำลงกว่าเด็กชาติอื่นรึป่าว

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
หน่อผุด วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korpai
'ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า  กระดาษแผ่นเดียวไม่เป็นหนังสือ'

ตอนเป็นเด็ก แค่มีหนังสือเรียนครบก็บุญแล้ว หนังสือใหม่มั่ง รุ่นพี่พี่ส่งต่อมาให้มั่ง
พ่อแม่ไม่มีตังค์ซื้อหนังสือนอกเวลาให้ ใช้บริการห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดองค์การป่าไม้ ยืมนิยายมาอ่าน 555
มากเข้าก็เช่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นสำนักพิมพ์ยอดธิดา เช่าเล่มละบาทมาอ่านด้วย

สัญญาจะมาใช้บริการบรรณรักษ์คนเก่งให้มากขึ้น ก่อนบัตรสมาชิกจะหมดอายุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 13.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

แอบไปเที่ยวบ้าคุณ bene มาแล้วค่ะ
อยู่อิหร่าน......
หากมีโอกาสเล่าเรื่องห้องสมุดที่นั่นให้อ่านบ้างนะคะ


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 13.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

คุณbene....สวัสดีค่ะ

ดีใจจังค่ะ
ที่ได้ทำให้คุณหวนคิดถึงความสุขวัยเด็กได้
เพราะเมื่อเติบใหญ่ขึ้น
ความสุขของเรามักจะเป็นเรื่องยากและมากด้วยเงื่อนไขอยู่เสมอ
เรามักหลงลืมความสุขวัยเด็กที่ได้มาโดยง่าย

นิทานเรื่องนี้คงสอนให้รู้ว่า
"ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว" กระมังคะ

สำหรับเรื่องหนังสือนั้น
หากว่าที่ร้านค้าแพง
ลองสมัครเป็นสมาชิกห้องสมุดดูบ้างก็ได้นะคะ
เดี๋ยวนี้ห้องสมุดบ้านเรามีตัวเลือกมากขึ้นแล้วค่ะ
ห้องสมุดประชาชนจังหวัด ห้องสมุดประชาชนอำเภอ ของ กศน.
บางจังหวัดก็มีหอสมุดประชาชนของเทศบาล
บางจังหวัดเช่น จ. แพร่ มีห้องสมุดเด็กของ อบจ.
ติดแอร์อย่างดี
ที่พิษณุโลก อบจ. สร้างห้องสมุดใหม่ ติดแอร์ด้วย
ห้องสมุดประชาชนสังกัด กศน.
หากหาเงินติดแอร์ได้ก็ไม่มีปัญญาจ่ายค่าไฟฟ้า
(อันนี้เรื่องจริง)

ห้องสมุดเกิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาตนเองมากขึ้น
ข้อคือ เราบรรณารักษ์แก่ ๆ จะพยายามรักษาลูกค้าเก่าของเราเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ในขณะเดียวกัน
เราไม่ได้มองว่าห้องสมุดเปิดใหม่
เป็นศัตรูคอยไล่ล่า.....แต่ต้องมองว่าเป็นเครือข่าย
คอยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปตามไมตรีที่ได้เคยหยิบยื่นให้กันมาตลอดเวลาอันยาวนาน

การอ่าน......จงเจริญค่ะ


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
bene วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 12.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

หนังสือเล่มแรกในชีวิต (เรียนป.2 )
ที่เป็นของตัวเองจริงๆ (ไม่นับหนังสือเรียน)
คือนิทานอีสป
เล่มบางๆ(ไม่รู้ว่ากี่เล่มลืมแล้ว) พิมพ์สี่สี

พี่สาวบอกว่าได้จากการส่งผงซักฟอกที่สะสมไว้ไปแลก
เขาส่งไปให้ที่บ้าน ...พี่สาวเอามาอวด..เราชอบมาก..
และดีใจสุดๆที่ พี่บอกว่าให้เรา ...เราก็เอาไปอวดเพื่อนๆที่โรงเรียนต่อ

เรื่องหนึ่งที่จำได้ไม่ลืมคือ เรื่อง หนูกับกบ

เพราะภาพที่เขาวาดหนู กับห่อผ้า เดินทางจะข้ามแม่น้ำ
แล้วต้องวานกบช่วยพาข้าม เพราะว่ายน้ำไม่เป็น
แต่กบเจ้าเล่ห์ แสนกล บอกว่าจะพาข้ามให้ใช้เชือกมัดขากบ กับขาหนูไว้ พอไปถึงกลางน้ำ เจ้ากบจะแกล้งหนูจึงดำดิ่งไปในน้ำลากเจ้าหนูไปด้วย ..จนหนูจมน้ำตาย ก็ยังไม่วายสนุก ดำผุด ดำว่ายอยู่นั่นแล้ว...
และกรรมสนองกรรม ...เหยี่ยวบินมาเห็นหนูตายลองตามน้ำมา จึงโฉบหนูไปเพื่อเป็นอาหาร..ขากบที่ถูกผูกไว้กับขาหนู....ทำให้เหยี่ยวได้อาหารสองชิ้นในการโฉบครั้งเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..............



สมัยนั้นโรงเรียนยังไม่มีห้องสมุด มีเพียงมุมหนังสือเล็กๆ ในห้องพักครู ซึ่งเด็กๆก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปอ่านสักเท่าไหร่ เพราะมีครูหลายคนเดินไป เดินมา

และโชคดีที่พี่สาวอีกคนรับหนังสือขวัญเรือนประจำเลยได้อ่าน/ดู อะไรหลายๆอย่างมาเรื่อย จนติดหนังสือค่ะ
โดยเฉพาะ รสหวานๆ พวกนิยายประโลมโลก ทั้งหลาย
ชอบ...

ทั้งพ่อแม่/ญาติ/คนใกล้ตัว/และครู มีส่วนอย่างมากค่ะ
ในการปลูกฝังให้อ่านหนังสือ

และก็เห็นด้วยยิ่งที่บ้านเราหนังสือเด็ก โคตระแพง
ระหว่างซื้อข้าวให้ลูกๆกิน กับหนังสือให้ลูกอ่าน อย่างแรกคงเป็นสิ่งที่ต้องทำ อย่างหลังก็ตามมีตามเกิด

ที่อิหร่าน...หนังสือเด็ก รัฐเขายื่นมือมาช่วยนะคะ
ราคาถูกกว่าหนังสือทั่วๆไป ประมาณว่ารัฐช่วยจ่ายหนึ่งในสามของราคาหนังสือ

..นโยบายอย่างนี้ ทำไมเขาไม่ทำกัน สงสัยหักหัวคิวได้น้อย ไปมังเนอะ ไม่เหมือน แทบเล็ด (น้ำตาหัวอกคนจ่ายภาษี)

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

ค่ะ....คุณbon09

มีส่วนที่สุดเลยค่ะ
พ่อแม่สามารถสร้างบรยากาศการอ่านได้
โดยอ่านให้ลูกเห็น

ขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
bon09 วันที่ : 12/10/2011 เวลา : 11.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

นอกจากครูแล้วที่บ้าน( คุณพ่อคุณแม่)ก็สำคัญค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน