*/
  • จิตราภรณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-31
  • จำนวนเรื่อง : 250
  • จำนวนผู้ชม : 1603024
  • จำนวนผู้โหวต : 366
  • ส่ง msg :
  • โหวต 366 คน
นกเขาเถื่อน

ฅีตาญชลี

View All
<< มีนาคม 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการให้งบประมาณสนับสนุนการจัดซื้อหนังสือพิมพ์ วารสาร และหนังสือทั่วไปให้มากพอสำหรับการให้บริการในห้องสมุดประชาชน
น้อยที่สุด/เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
1 คน
น้อย/มีเรื่องอื่นที่มีความสำคัญมากกว่านี้
0 คน
ปานกลาง/ผู้รับบริการควรซื้ออ่านเอง
0 คน
มาก/ที่ให้อยู่ก็เพียงพอแล้ว
3 คน
มากที่สุด/การส่งเสริมการอ่านควรกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ
15 คน

  โหวต 19 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม 2555
Posted by จิตราภรณ์ , ผู้อ่าน : 9829 , 16:55:43 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ประยูร , ซำมะแจะ และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

               ช่วงเวลาปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาฉันได้รับเกียรติอันกระอักกระอ่วนใจ ในการเป็นวิทยากร ผู้จัดอบรมเรื่องการใช้เวปไซต์สำหรับงานห้องสมุด ซึ่งเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป  ซึ่งผู้บริหารได้ส่งฉันไปเป็นทัพหน้าแล้วกลับมาเป็นแม่ไก่ กุ๊ก กุ๊ก ให้กลับมาอบรมให้กับน้อง ๆ บรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนอำเภอ  ไว้ใช้สำหรับประชาสัมพันธ์ตัวเอง และนำเสนอข้อมูลสำหรับค้นคว้า ให้ความรู้กับผู้ใช้บริการในโลกออนไลน์ได้ 

          ฉันไม่บอกใครเรื่องการเขียนบล็อกในโอเค เพราะไม่ทราบว่าใครจะคิดอย่างไร เป็นอันว่า การเขียนบล็อกที่นี่ ทำให้ฉันไม่ต้องสติแตกในวันที่ต้องไปอบรมการใช้งานเว็ปไซต์สำหรับเชื่อมโยงเครือข่าย แถมยังเอาหลักการเขียนบล็อกที่ได้รับความรู้จากที่นี่ ไปโม้ต่อให้น้อง ๆ ฟังอีกเป็นพะเรอ

          ฉันเป็นคนไม่ทันเทคโนโลยีสุด ๆ ก็ว่าได้ แต่การเขียนบล็อกในโอเค ที่มีพี่ น้อง มาช่วยกันบอกเทคนิควิธีการต่าง ๆ มากมาย เช่นการลงรูป การลงเพลง ทำให้ฉันค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์ทีละน้อย และมากพอที่จะบอกต่อกับน้อง ๆ ได้ เพราะวิธีการจัดการบล็อก หรือเวปไซต์ของที่ทำงานไม่ต่างจากที่โอเคมากนัก ออกจะยุ่งยากกว่าด้วยซ้ำ ฉันให้กำลังใจกับน้อง ๆ ว่า มันเป็นงานง่าย ๆ ขนาดพี่แก่ปูนนี้ยังทำได้ น้อง ๆ ต้องทำได้แน่นอน

          กลับไปได้หนึ่งอาทิตย์ ฉันเข้าไปดูงานของน้อง ๆ แจ่มค่ะ น้อง ๆ ปรับเปลี่ยนหน้าตาของบล็อกอำเภอตัวเองซะพริ้งจนฉันจำไม่ได้ ยกเว้นบล็อกของฉันเองที่ยังคงมีหน้าตาแบบบ้าน ๆ เดิม ๆ ที่กรมจัดมาให้เพราะ "เปลี่ยนไม่เป็น"....ฮา

          ฉันก็เลยเอาความแน่นวิชาการเข้าขย่มน้อง ๆ ด้วยเรื่องของกวีเอกแห่งล้านนา ท่านพญาพรหม แต่นึกไปนึกมา เราเอามาลงที่โอเคด้วยด้วยดีกว่า  เพื่อน ๆ จะได้อ่านด้วย ว้าววววยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว โดยฉันเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ตามถนัดของตัวเอง แต่ยังคงเนื้อหาเดิม ๆ ของท่านผู้ประพันธ์ทั้งหลายไว้อย่างครบครัน........แถ่น  แทน   แถ้นนนนนน......ขอเชิญท่านผู้มีเกียรติรับชมได้ ณ บัดนี้ค่ะ ....อิ    อิ    รู้สึกอาย ๆ แต่ก็ยินดีนำเสนอค่ะ

ชีวประวัติพระยาพรหมโวหาร

พระยาพรหม หรือ พญาพรหมโวหาร ท่านมีเชื้อสายทางตระกูล "เจ้าเจ็ดตน" ซึ่งเป็นลูกหลานของหนานทิพย์ช้างวีรบุรุษแห่งเขลางค์นคร บิดาของพญาพรหมชื่อ แสนเมืองมา เป็นผู้รักษากุญแจคลังหลวงของเจ้าลำปางหลวง มารดาชื่อจั๋นเป็ง  เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕  ปีจอ จัตวาศก (จ.ศ.) ๑๑๖๔ ท่านมีอายุอ่อนกว่าสุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ ๖ ปี เกิดที่ข้างวัดสิงห์ชัย ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีน้องชายคนหนึ่งชื่อว่าบุญยงหรือพญาบุญยง   (รับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากองทหารอาทมาทหรือนายทหารหน้าของพ่อเจ้าตนหลวงวรญาณรังสี แห่งนครลำปาง) ส่วนตัวท่านมีชื่อเดิมว่า พรหมินทร์ เมื่อโตขึ้นได้ ๘  ขวบบิดาของท่านได้นำตัวไปฝากเป็นเด็กวัดไว้กับท่านครูบาอุปนันต๊ะ เจ้าอาวาสวัดสิงห์ชัย จนมีอายุ  ๑๗  ปีจึงได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร อยู่ศึกษาที่วัดนี้จนมีอายุครบ ๒๒  ปีจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว  ท่านครูบาอุปนันต๊ะได้พิจารณาเห็นแววของพระภิกษุพรหมินทร์ว่าจะมีความก้าวหน้าทางการศึกษา จึงได้นำตัวท่านไปฝากให้เป็นลูกศิษย์ของท่านครูบาปินตา        เจ้าอาวาสวัดสุกเข้าหมิ้น ซึ่งอยู่ติดกับวัดเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นบริเวณโรงเรียนเมตตาศึกษา) พระภิกษุพรหมินทร์ได้ศึกษาบาลีมูลกัจจายน์และสัททาทั้งแปด กับท่านครูบาปินตา เรียนอยู่ประมาณ ๒ - ปีจึงได้กราบลาท่านครูบาปินตากลับลำปางอยู่จำพรรษาที่วัดเดิม

ตุ๊เจ้าพรหมินทร์เป็นผู้มีปฏิภาณโวหาร สนใจในการแต่งคร่าว เป็นนักเทศน์มหาชาติกัณฑ์ มัทรีที่ลือชื่อของเมืองลำปางในเวลานั้น เป็นที่นิยมชมชอบของศรัทธาญาติโยมเป็นอันมาก พอมีอายุได้ ๒๕ - ๒๖  ปี ก็เกิดเบื่อผ้าเหลืองอยากลาสิกขาบท แต่ก่อนเมื่อจะลาท่านก็ถูกอาจารย์และศรัทธาญาติโยมอ้อนวอนให้ท่านอยู่เป็นพระต่อไป ท่านจึงได้แต่งคร่าว "ใคร่สิกข์" ขึ้นเป็นเรื่องแรก บรรยายถึงความคับแค้นแน่นใจไม่อาจอยู่ในสมณเพศต่อไปได้ ใครๆ ได้อ่านต่างก็เห็นใจและยินยอมให้ท่านสึกออกมาเป็นหนาน (ทิด)  หลังจากสึกออกมาแล้ว ท่านได้ไปทำงานเกี่ยวกับการเขียน -  แต่งหนังสือ อยู่ที่คุ้มเจ้าหลวงลำปางอยู่กับพญาโลมวิสัยอยู่ระยะหนึ่ง

อุปนิสัยส่วนตัวของพญาพรหมนั้นว่ากันว่าเหมือนๆ กับกวีแก้วศรีปราชญ์ หรือกวีเอกสุนทรภู่ อย่างพี่น้องกันเลยทีเดียว คือมีนิสัยโอหัง ปากไวใจกล้า ชอบทำให้คนเสียหน้าต่อธารกำนัลโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเจ้าชู้  และมีนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน พญาพรหมเก่งกาจสามารถ ถึงขนาดรับจ้างเขียนคร่าวใจ๊ คือจดหมายรักให้แก่หนุ่ม - สาวผู้ปรารถนาจะสื่อสัมพันธ์กัน แต่เรื่องที่ทำให้พญาพรหมเดือดร้อนก็คือการไปหักหน้า หรือกระทำการเหมือนไม่ให้เกียรติ เจ้านายผู้มีอำนาจในสมัยนั้น เล่าว่าครั้งหนึ่ง พญาโลมวิสัยได้แต่งค่าว "หงษ์หิน" ขึ้นมา ก่อนจะนำขึ้นถวายแด่เจ้าหลวงวรญาณรังสี เจ้าเมืองลำปาง ก็ได้ขอให้พญาพรหมช่วยขัดเกลาสำนวนให้

พญาพรหมก็รับปากท่านพอผ่านๆ ไป เหมือนไม่มีอะไรบกพร่อง แต่ครั้นเข้าสู่ที่ประชุมต่อหน้าพระพักตร์เจ้าหลวงลำปาง พญาพรหมก็ใช้ความเป็นดวีผู้มีฝีมือของตนเอง เข้าแก้ไขค่าว "หงส์หิน" ของพญาโลมวิสัยผู้เป็นนายให้เสียหน้า ต่อหน้าพระพักตร์เจ้าหลวงวรญาณรังสี และเจ้านายผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ละม้ายคล้ายคลึงกับประวัติของสุนทรภู่ที่ฉีกพระพักตร์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ต่อพระพักตร์สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ นั่นเอง การกระทำของพญาพรหมครั้งนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ให้โทษมหันต์แก่ตนเอง แต่ก็ได้ทำให้เกิดการผูกใจเจ็บ และสร้างศัตรูขึ้นมาโดยไม่จำเป็น

พญาพรหมได้รับเลื่อนตำแหน่ง ให้ขึ้นเป็นอาลักษณ์ประจำคุ้มหลวงแทนพญาโลมวิสัย ซึ่งได้รับเลื่อนให้ขึ้นเป็นที่ปรึกษาในเวลาเดียวกัน   เจ้าหลวงวรญาณรังสีได้จัดแจงให้พญาพรหมแต่งงานอยู่กินกับเจ้าหญิงสุนา  หน้าที่การงานของพญาพรหมก็ก้าวหน้าโดยลำดับ และล้ำหน้าเสียจนกระทั่งว่าสาส์นต่าง ๆ ที่ออกจากคุ้มเจ้าหลวงลำปางส่งไปถึงหัวเมืองเหนือในเวลานั้น พญาพรหมได้แต่งเป็นคร่าวหรือบทกลอนทั้งสิ้น ซึ่งคิดว่าคงจะได้สร้างสีสันให้แก่แผ่นดินลานนาในเวลานั้นเป็นอย่างยิ่งทีเดียว สิ่งหนึ่งที่จะต้องติดตามมาก็คือการวิพากษ์วิจารณ์ ในราชสำนักหรือคุ้มของเจ้าเมืองต่างๆ ในเวลานั้น  อันเป็นผลให้ชื่อเสียงของพญาพรหมขจรกระจายไป ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้พญาพรหมได้กลายเป็นกวีเอกแห่งลานนาไทยไปในที่สุด

นอกจากความสามารถทางด้านกวีแล้ว พญาพรหมยังมีความรู้ในศาสตร์อื่นๆ อีกเช่น ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และคชศาสตร์ ซึ่งในด้านคชศาสตร์นี้เอง ท่านพญาหรหมโวหารได้แต่งค่าวแสดงคุณลักษณะต่างๆ ของช้าง ได้แก่ ค่าวพรรณนางาช้าง ค่าวช้างหลับหรือคำกล่อมขวัญช้าง ค่าวช้างขึด

ค่าวช้างขึดมีที่มาจากเมื่อครั้งที่มีคนช้างมากราบทูลเจ้าวรญาณรังสี ว่ามีช้างงามต้องลักษณะตัวหนึ่งที่เมืองแพร่  โดยเจ้าของจะขายเพียง ๒,๐๐๐ ท็อก (เงินล้านนาสมัยก่อน) เมื่อเจ้าหลวงลำปางใช้ให้พญาพรหมไปซื้อช้างมงคลที่เมืองแพร่  พญาพรหมพร้อมกับลูกน้องสองคน ชื่อว่า นายเปี้ย และนายผัด จึงได้เดินทางไปเมืองแพร่เพื่อหาซื้อช้างตามรับสั่ง แต่ไปเจอบ่อนขิ่น (บ่อนการพนัน) ที่บ้านป่าแมด ทั้ง สุรา นารี และการพนันทำให้ท่านถลำตัว ในที่สุดเงิน  ที่จะนำไปซื้อช้างก็หมดลง เมื่อไม่ทราบว่าจะหาเงินที่ไหนซื้อช้างกลับไปถวายท่านเจ้าหลวง พญาพรหมจึงคิดแต่งคร่าวเรื่อง "จ๊างขึด"  คือเรื่องช้างอัปมงคล  ส่งไปกราบเรียนให้ท่านเจ้าหลวงทราบ มีใจความว่า  "ไปพบช้างขึด มีลักษณะเป็นอัปมงคล ไม่อาจซื้อมาถวายได้ เมื่อไปหาอีกก็เจอแบบเดียวกันอีก หาไปหามาเงินที่จะซื้อช้างก็พลอยหมด" พญาพรหมจึงกลับเมืองลำปางไม่ได้เลยในระยะนั้น คร่าวจ๊างขึดนั้นมีตัวอย่างดังนี้

ในจ๊างใจ๊ ได้ให้ไปจริ๋ง                       เนื้อตั๋วคิง โบราณจ๊างบ้าน

นัยต๋าขาว สามหาวขี้หย้าน                         กลั๋วไฟฟืนตื่นล้อ

ระนาดป้าดป๋น ถอยหนต๊นจ๊อ                   กลั๋วสว่าห้อปานเด็ง

หมอควาญผ่อเลี้ยง บ่เป๋นแหนเก๋ง           หางมันเอง บังซอนหย่อนป้าน

ต๋ามต๋ำฮา ว่าจ๊างขี้หย้าน                              หมอควาญต้านจุ๊มื้อ

เงี้ยวเมืองนาย มาขอไถ่ซื้อ                         ข้าบาทหื้อปั๋นไป

บ่หันแต่ทรัพย์ บาทเบี้ยเงินใส                  ม่อนกึ๊ดเล็งไป ตางไกล๋เป่งกว้าง

เพราะเป๋นขอบขันธ์ เสมาป้องข้าง           หื้อหอมยืนนานยิ่งกู๊

เจ้านายก่หัน ไพร่ไตยก็ฮู้                            บ่ใจ้เผือกแก้วใดเลย

ทำให้พ่อเจ้าวรญาณรังสีกริ้ว และทรงประกาศิตว่า "หากไอ้พรหมมาละกอน (ลำปาง) วันใด หัวปุดวันนั้น" ด้วยเหตุนี้เองพญาพรหมโวหารจึงต้องอยู่เมืองแพร่ต่อไป

เมื่ออาศัยอยู่ในเมืองเมืองแพร่ พญาพรหมได้เข้าไปอาสาเป็นนายอาลักษณ์ของเจ้าหลวงพิมพิสารหรือเจ้าหลวงขาเค เจ้าเมืองแพร่ และได้รับตำแหน่งกวีคุ้มหลวง อันเจ้าหลวงเมืองแพร่องค์นี้ ว่ากันว่าทรงมีนิสัยเจ้าชู้จัด ไม่ว่าลูกใครเมียใครหากทรงประสงค์ต้องพระทัยแล้วก็เป็นต้องได้ และการที่คนเจ้าชู้มาอยู่ใกล้กับคนเจ้าชู้เหมือน ๆ กัน มักจะเกิดเรื่องขัดเคืองใจกันขึ้นมาได้  ดังนั้นเวลาต่อมาพญาพรหมก็มีเรื่องกินใจกับเจ้าหลวงพิมพิสารขึ้น

ซึ่งเรื่องเกิดจาก ระหว่างที่พญาพรหมอยู่ที่เมืองแพร่ ท่านรู้จักกับนางจมหรือสีชม(บัวจมก็ว่า) อีกทั้งยังมักจะแวะเวียนไปเที่ยวที่เรือนของสนมเจ้าหลวงเมืองแพร่ชื่อหม่อมจันทร์อยู่เป็นประจำ เพราะรู้จักมักคุ้นกันแต่เมื่ออยู่เมืองเชียงใหม่  ในเวลานั้นที่เมืองแพร่มีช้างงายาวอยู่ตัวหนึ่ง เจ้าราชวงสาได้จัดให้มีการประกวด "ค่าวฮ่ำจ๊างงายาว" ขึ้น  มีนักเลงค่าวส่งค่าวเข้าประกวดหลายคน ผลปรากฏว่าค่าวของพญาพรหมได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้ชื่อเสียงของท่านยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น

เมื่อเจ้าหลวงเมืองแพร่ทรงทราบว่า พญาพรหม เป็นชู้อยู่กับนางจันทร์พระสนมเอก ก็พิโรธ รับสั่งให้จับพญาพรหมเข้าคุก   กำหนดจะให้ประหารชีวิตในวันเสาร์  เดือน   แรม    ค่ำ  แต่เจ้าราชวงสาทูลขอระงับไว้  ขอให้ประหารหลังจากวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว   เพราะต้องการให้พญาพรหมแต่งพรปีใหม่ให้

ส่วนพญาบุญยงน้องชายของพญาพรหม  ได้ทราบข่าวว่าพี่ชายต้องโทษประหารอยู่ที่เมืองแพร่ จึงได้รีบรุดเดินทางมาเมืองแพร่ นำคาถาสะเดาะโซ่ตรวนมาให้  เมื่อได้คาถาแล้วพญาพรหม ก็สะเดาะโซ่ตรวนแล้วเขียนคำจ่มติดฝาคุกไว้  คำจ่มนี้เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งของพญาพรหม ท้ายที่สุดของคำจ่มท่านลงด้วยโคลงว่า

             อกปุ๊ทโธธัมโม           พรหมมอยดำพ่อฮ้าง

หลัวะโซ่เจื้อกจ๊าง             ก๋องไว้ตี้นอนห่าง

เมื่อสะเดาะโซ่ตรวนได้แล้ว (แต่จริงๆ แล้ว ท่านว่าพญาพรหมได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าราชวงศา ซึ่งเป็นเจ้าหอหน้าหรือวังหน้าเมืองแพร่ในเวลานั้นให้หนีออกจากคุกและบอกให้หนีหายไปเลย)  ท่านจึงได้รีบพาสีจมหนีจากเมืองแพร่ไปอยู่เมืองลับแลง (อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์) อยู่ที่บ้านสันคอกควาย ความตั้งใจของท่านก็คงคิดว่าจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น แต่มีครั้งหนึ่งท่านได้ไปทวงหนี้ที่บ้านท่าเสาทิ้งให้สีจมอยู่เฝ้าบ้าน  คล้อยหลังท่านออกบ้านไป ก็มีคนมารับเอาสีจมกลับไปเมืองแพร่ พอพญาพรหมกลับมาไม่พบนางสีจม ก็เกิดความโศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก จึงได้แต่งคร่าวใจ๊คือ "ค่าวฮ่ำนางจม"  ซึ่งเป็นค่าวสี่บท (แยกแสดงในเนื้อหาของภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดลำปาง ในหัวข้อ "ค่าวฮ่ำนางจม" )จดหมายรักฉบับนี้ ฝากส่งไปถึงนางสีจมที่เมืองแพร่ให้ได้รับทราบความในใจอันปวดร้าวเพราะถูกทอดทิ้งของท่าน

กล่าวถึงประวัติของพญาพรหมที่เป็นเรื่องเล่าขานต่อ ๆ กันมา มีเกร็ดเกี่ยวกับชีวิตของพญาพรหมค่อนข้างมาก เพราะพูดอะไรก็เป็นที่สนใจของผู้คน เช่น เมื่อตอนเดินทางจากเมืองลำปางไปหาซื้อช้างที่เมืองแพร่นั้น พญาพรหมพร้อมกับลูกน้องเดินผ่านสวนแตงแห่งหนึ่ง ท่ามกลางแดดร้อนระอุเมื่อแรกนั้น พญาพรหมใช้ให้เด็กที่มาด้วยเข้าไปขอกับเจ้าของสวนก่อน โดยสอนบทกลอนให้ไปว่า

              อกปุ๊ทโธ แต๋งโมแม่ป้า           หยังเป๋นก้าเครือหน่วยนัก

              เป๋นเครือหวันกั๋น หวันจิ๊นจ้องจั๊ก          หน่วยเนิ้งก้านถมดิน                 

              ปอปั๋นข้าไท้ซากก๋าเหลือกิ๋น                   ซักหน่วยบนดินหล่อนเลาะเบาะขวั้น

 แต่ว่าถูกเจ้าของสวนแตงโมปฏิเสธเป็นบทกลอนย้อนกลับเข้าให้ว่า

         หน่วยมันแต๊บ่นัก ต๋าหลานหันไกล๋                 มันมีก้าใบ ก้าจี๋ก้าจ้อน

ปรากฏว่าเด็กของพญาพรหมจนปัญญาจะต่อกลอน จึงย้อนกลับมาหาพญาพรหมอีก คราวนี้พญาพรหมจำต้องออกหน้าเข้าไปขอเอง ท่านได้ทักทายเจ้าของสวนโดยกล่าวเป็นค่าวว่า

     บะแต๋งซากนก ซากหนูกิ๋นเหลือ                      บะน้ำปล๋ายเครือ บ่เหลือกาป้า

คุณป้าเจ้าของสวน ก็ตอบเป็นสำนวนกลอนเช่นกันว่า

                     บะแต๋งอยู่ต่ำ บะเต้าอยู่สูง                  บ่สมกวรลุง จักกิ๋นของข้า

พญาพรหมเห็นป้าเจ้าของสวนเล่นบทเล่นกลอนด้วย นึกกระหยิ่มในใจว่าคนนี้คงไม่รู้จักว่าพญาพรหมเป็นใคร จึงได้บังอาจเล่นคารมอมสำนวนเช่นนี้ พญาพรหมจึงถือโอกาสนั้นตื๊อเพิ่มเข้าไปว่า

                ต๊ะเติ๋งเหยิง ตึงเปิงใจ๋ข้า                                     ใคร่กิ๋นบะนอยบะน้ำ

เพียงแค่นี้เจ้าของสวนก็ใจอ่อน ยินยอมให้พญาพรหมได้เลือกแตงไปกินตามสบาย โดยตอบกลับไปเป็นค่าวว่า

                         เอ้ากิ๋นลุงกิ๋น ไปกลั๋วเสี้ยงซ้ำ                             ของม่อนข้าถมไป

พญาพรหมจึงหันหน้าไปหาบ่าวไพร่ กวักมือเรียกให้เข้าไปในสวนด้วยสำนวนค่าวเป็นการปิดท้ายว่า

                    เอ้า..มาเต๊อะน้อง เลือกกิ๋นต๋ามใจ๋                     เปิ้นหื้อบ่ดาย เอานักบ่ได้

การกระทำเช่นนี้ เป็นไปดังคำกลอนของสุนทรภู่ใน เพลงยาวถวายโอวาท  ที่ว่า "ปรารถนาสารพัดในปฐพี  เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง"  การกล่าวว่า "เปิ้นหื้อกิ๋นบ่ดาย เอานักบ่ได้" ของพญาพรหมนี้ พ้องกับคติล้านนาอย่างหนึ่งที่ว่า "ขอจะไปเอานัก  ลักจะไปเอาเอาน้อย"  เพราะโอกาสในการลักนั้น ยากนักจะมีครั้งที่สอง ส่วนการขอนั้น ต้องขอเอาทีละนิดหน่อย ถึงขอบ่อยๆ เจ้าของก็คงไม่ตัดเยื่อใย

เมื่อเจ้าชีวิตอ้าวหรือพระเจ้าเชียงใหม่กาวิโลรสสุริยวงศ์ ซึ่งทรงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพญาพรหมถึงแก่พิราลัยลง พระเจ้าเชียงใหม่องค์ต่อมาคือพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ได้สืบราชสมบัติ  ได้ทรงเมตตาให้ไปรับพญาพรหมมาจากเมืองแพร่ โปรดให้อยู่ในตำแหน่งอาลักษณ์เป็นกวีแก้วประจำราชสำนักเชียงใหม่ และให้แต่งงานกับเจ้าหญิงบัวจันทร์ ณ เชียงใหม่ เวลานั้นพญาพรหมคงมีอายุมากขึ้นแล้ว จึงได้เลิกละอบายมุขเพื่อขออยู่เป็นสุขในบั้นปลายชีวิต แต่ก็ยังมีคนรู้ดีไปแอบสืบทราบมาว่า ผู้หญิงที่เคยเป็นเมียของพญาพรหมตั้งแต่ต้นจนจบนั้นมีจำนวนมากถึง ๔๒ คนทีเดียว

การใช้ชีวิตในเมืองเชียงใหม่นั้น คราวหนึ่ง บัวจันทร์และวันดี สองสาวใช้ของเจ้าแม่ทิพไกรสรถูกกริ้ว โดนไล่ออกจากวัง ชวนกันไปนั่งกอดเข่าปรึกษากันอยู่ที่สี่แยก เผอิญพญาพรหมเดินผ่านมาพบเข้า เมื่อเข้าใจเรื่องราวแล้ว ด้วยความอยากช่วยเหลือให้ทั้งสองได้กลับไปทำงานเช่นเดิม พญาพรหมจึงแต่งหนังสือขอโทษเป็นสำนวนค่าวให้สองสาวใช้นำไปถวายเจ้าแม่ทิพเกสร ดังนี้

หนังสือสำหรับบัวจันทร์

 จั๋นทร์กลีบหอม เมืองขอมใต้หล้า                     แต่ก่อนออนมาก้านัก

มีผู้นับถือ ตือดีแต๊ตั๊ก                                                           ยามก่อนกี้เป๋นยา

บัดเดียวเดี๋ยวนี้ กล๋ายเป๋นจั๋นทร์ผา                                    บ่มีรากา เข้ายาบ่ได้

บ่เหมือนแก่นจั๋นทร์ อันมาจากใต้                                    ไผบ่ตือดีอวดยก

กล๋ายเป๋นหมากจัน ซากฮุ้งคาวนก                                    บ่เหมือนก่อนกี้คราวเดิม

หนังสือสำหรับวันดี 

วันดีก่อนนั้น เป๋นดีงูเหลิม                                 ดีกระทิงเดิม ฝูงหมอใคร่ได้

เข้ายาฝีขาง ยาเจ็บยาไหม้                                                   ยาบะเฮง (มะเร็ง) ไฟโป่งซ้ำ

บัดนี้กล๋ายเป๋น ดีควายฮ่าซ้ำ                                               บ่เหมือนก่อนอั้นดีงู

วันดีเดี๋ยวนี้ กล๋ายเป๋นดีหมู                                                 ไผบ่มุตู เอ็นดูต๋าหน้า

ปรากฏว่าเจ้าแม่ทิพย์ไกรสรได้อ่านก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เรียกให้สาวใช้ทั้งสองกลับเข้าไปอาศัยอยู่ในวังทำหน้าที่ได้ตามเดิม นับเป็นหนังสือสมัครงานดังแห่งยุคนั้นเลยทีเดียว

พญาพรหมมีบุตรสาวกับเจ้าบัวจันทร์ด้วยคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า อินทร์ตุ้ม ชื่อเล่นชื่อขี้หมู และมีหลานสืบสกุลชื่อว่า เจริญ อยู่บ้านฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

พญาพรหมมีอายุยืนยาวมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีผู้นำความขึ้นบังคมทูลสมเด็จพระปิยมหาราชว่า พญาพรหมผู้นี้มีปฏิภาณไหวพริบเชิงกวีเก่งกาจยิ่งนัก เทียบได้กับศรีปราชญ์และสุนทรภู่เลยทีเดียว จึงทรงปรารถนาจะทอดพระเนตร มีรับสั่งให้นำตัวพญาพรหมลงไปเฝ้าที่กรุงเทพมหานคร แต่ท่านว่าพญาพรหมมีวาสนาน้อย ยังไม่ทันถึงกำหนดจะเดินทางก็มีอันต้องเจ็บป่วยทุพพลภาพ  หูตาฝ้าฟางใช้การไม่ได้ ก่อนที่พระบรมราชโองการจะขึ้นมาถึงเมืองเชียงใหม่

พญาพรหมโวหารหรือป้อหนานพรหมินทร์  ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ในวันเสาร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนเมษายน ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ขณะมีอายุได้ ๗๙ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ (บางแห่งว่า พ.ศ.๒๔๒๖) ข้างวัดเชตุพน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอันจบบทบาทกวีสามแผ่นดิน คือเมืองลำปาง เมืองแพร่ และเมืองเชียงใหม่ ไว้แต่เพียงเท่านี้ ทิ้งสมบัติคือค่าวอันเป็นอมตะไว้ให้ลูกหลานชาวลานนาได้ศึกษาร่ำเรียนมาทุกยุคสมัย สมกับคำกล่าวที่ว่าท่านเป็นกวีเอกแห่งล้านนาไทยอย่างแท้จริง และในบรรดาผลงานการประพันธ์ทั้งหมดนั้น "ค่าวสี่บท" ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอกแห่งค่าวของท่าน และเป็นสุดยอดวรรณกรรมค่าวเมืองเหนือด้วย

ค่าวใจ๊หรือจดหมายรักฉบับนี้ พระยาพรหมโวหารได้แต่งแบ่งออกเป็น ๔  ภาค หรือสี่วรรคใหญ่ๆ จึงได้ชื่อว่า "ค่าวสี่บท" (ค่าวฮ่ำนางจมก็ว่า) แรกเดิมทีนั้นท่านได้เขียนส่งให้นางสีจมเพียงฉบับเดียว แต่นางสีจมอ่านหนังสือไม่เป็น จึงวานคนอ่านเป็นช่วยอ่านให้ คนอ่านอ่านไปก็ชอบใจในความสนุกสนานของอรรถรสและสำนวนโวหารที่ท่านแต่งจึงขอคัดลอกไว้ ครั้นคนอื่นๆ ทราบจึงขอคัดลอกไว้อ่านสืบๆ ต่อกันไปอีก  นานเข้าก็เลยกลายเป็นหลายเล่มต่างสำนวนโวหารกัน แต่เรื่องราวโดยส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนกัน

รวบรวม/เรียบเรียงจาก

ค่าวสี่บท. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.lannapoem.com/wb/index.php?topic=58.0 

                   ๒๙ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕.

ค่าวสี่บท. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.alittlebuddha.com/html/Lannathai/

             Lannathai01.html ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕.

ภาพประกอบ

ภาพที่ ๑ จาก  www.teeneelanna.com/moojoomhao/home/space.php?id=1&do=

                            album&picid=14048&goto=down

ภาพที่ ๒ และ ๓  จาก : http://goddevilltoptenper.blogspot.com/

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ประยูร วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/StayFoolish

ขอบคุณครับ
ใช้เวลาอ่านนานหน่อย
ได้ความรู้เพิ่มอีกมากครับ
โหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 17.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

อ่อ... คนสมัยโน้น ตั้งชื่อเล่นลูกซะ ..... ขี้หมู .....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

คุณชบาตานี

ค่ะ....เลยยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยค่ะ


คุณอุ๋ม
ขอบคุณค่ะ.....เที่ยวสนุกสนานเชียวนะคะ
ทำเอาเพื่อน ๆ อยากตามไปชิมด้วยซะแล้ววววค่ะ

คุณฟ้าน่านเจ้า

เจ็บหูฮื้อไปหาหมอ
ถ้าคันหู.....ลอ........
ไปหาน้องจ๊ะ.....ไจ้ก่อเจ้า



ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ฟ้าน่าน วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NamnanFanan

สวัสดีเจ้า
บ่ตอนบ่งาย
กิ๋นข้าวเต้าขวาย
มาอ่านกำอู้
อ่านไปอ่านมา
เป้นดีเจ็บหู
ไปหาหมอดู
เปิ้นว่า เอ็นหูอักเสบ
ม่วนแต้ๆครับ โหวตไปเลยสามโหวต

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 07.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

อรุณสวัสดิ์ค่ะ อ่านถึงบรรทัดสุดท้ายต้องพยักหน้าหงึกหงักว่าแน่นไปด้วยวิชาการจริงๆค่ะ โหวตให้ความแน่นของประโยชน์ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ชบาตานี วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 06.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ขอบคุณที่นึกถึงเพื่อนๆชาวโอเค อุตส่าห์นำมาแบ่งปัน
ขอบคุณมากมายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 17.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

คุณลูกเสือฯ
ขอบพระคุณค่ะ

พักนี้แก้ไขงานยากค่ะภาพวิ่งไปวิ่งมา
ทราบว่าทางบล็อคกำลังแก้ไขอยู่
ค่อยใช้ค่อยแก้เอาค่ะ
แอบบ่นว่างานนี้แก้มาห้ารอบเลยนะคะ....เอิ้ก....จาเป็นลม




ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ชัดเจนครับ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน