• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1182619
  • จำนวนผู้โหวต : 631
  • ส่ง msg :
  • โหวต 631 คน
<< มกราคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 22 มกราคม 2556
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 26488 , 09:24:11 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน

จางเหลียง...หนึ่งในสิบยอดกุนซือตลอดกาลของจีน

ใครที่สนใจในประวัติศาสตร์จีนคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก จางเหลียง ที่ปรึกษาของหลิวปังในการต่อกรกับเซี่ยงหยี่แห่งแคว้นฉู่ซึ่งมีนามขจรว่า “ซีฉู่ป่าหวาง”จนมีชัยชนะเด็ดขาดและสถาปนาราชวงศ์ฮั่นแห่งประเทศจีนขึ้นหลังจากราชวงศ์ฉินล้มสลาย

 

จางเหลียงมีชีวิตอยู่ในยุคก่อนคริสต์ศักราช 250-186 ปี ชาวฮั่น บ้านเกิดอยู่ที่เมืองป๋อโจว (亳州) มณฑลเหอหนาน หรือที่ตำนานบอกกล่าวว่าคือเมืองเป่าเฟิง (宝丰) เป็นผู้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ทางทหารที่โดดเด่นในตอนท้ายของราชวงศ์ฉิน และต้นราชวงศ์ฮั่นของจักรพรรดิหลิวปัง หนึ่งในรัฐบุรุษที่ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ขนามนามว่า “สามวีระบุรุษต้นราชวงศ์ฮั่น” (汉初三杰,ฮั่นจู่ซานเจ๋ย) ดังมี จางเหลียง (张良) หานซิ่น (韩信) และ เซียวเหอ   (萧何) ช่วยให้หลิวปังขึ้นครองบังลังค์สถาปนาและปกครองราชวงศ์ฮั่น หลังจากทำงานใหญ่สำเร็จแล้วอำลาหลิวปังไปแสวงหาความวิเวกเพื่อไม่ต้องการพบชะตากรรมดังเช่นหานซิ่น จางเหลียงตายเขาใช้ชื่อในมรณกรรมว่า เหวินเฉิงโฮ้ว (文成侯, หรือเรียกอีกชื่อว่า เหวินเฉิง文成) หลังจากนั้นชาวจีนนับถือเขาเสมือนเจ้า และบันทึกประวัติชีวิตของเขาในหนังสือชื่อว่า “หลิวโฮวจือเจีย” (留侯世家)

จางเหลียงเกิดในมณฑลเหอหนาน ซึ่งเรียกว่า ฉินม้อ (秦末)ในราชวงศ์ฉิน ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีของ หวางสือเซียน (黄石先) ซึ่งสืบเชื้อสายเป็นรุ่นที่ห้าของชาวฮั่น เข้าร่วมในการลอบสังหารจักรพรรดิฉินสื่อหวาง (ฉินซีฮ่องเต้) แต่ไม่สำเร็จจึงหนีไปเซี่ยผี (下邳) จางเหลียงเป็นคนที่มีความรู้ในศิลปการทำสงคราม แท็คติกและไหวพริบดีมาก ปลายราชวงศ์ฉินเกิดกบฎชาวนาจึงเข้าร่วมกับหลิวปังในฐานะกุนซือที่ปรึกษาคนสำคัญ

สงครามระหว่างฮั่นและฉู่ซึ่งขับเคี่ยวกันเป็นเวลานานกว่า 6 ปี ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ เผิงเยว๋ (彭越) และ หานซิ่น  (韩信) หานซิ่นซึ่งเก่งและถนัดในการรบได้รับแต่งตั้งเป็นฉีหวาง (齐王)ซึ่งเป็นตำแหน่งเจ้าครองเมือง เผิงเยว่ได้เป็นว่าที่เจ้าครองเมืองดูแลเรื่องยุทธศาสตร์การรบ ทั้งสองสนับสนุนจางเหลียงในการไล่ล่าเซี่ยงหยี่ (项羽) ทำลายกองทัพแคว้นฉู่ เพื่อช่วยให้หลิวปังทำการใหญ่สำเร็จสถาปนาตัวเองขึ้นครองบังลังค์กษัตริย์ มีประโยคที่เป็นอมตะซึ่งหลิวปังกล่าวว่า “หยิ่นโช่วเซ่อหยีเว่ยจ้านจือจง เฉซ่างเชียนหลี่จือจ้าน” (运筹策于帷帐之中,决胜千里之外) หมายความว่า การกำหนดกลยุทธในการลำเลียงกองพลที่ดีเป็นม่านตาข่าย ถึงแม้การศึกจะไกลถึงหมื่นไมล์ก็สามารถชนะได้ ซึ่งประโยคนี้เป็นความคิดของจางเหลียงในการวางกลยุทธทางทหารและต่อมามีการใช้กลยุทธนี้ไปทั่วโลก

 

ช่วงที่จางเหลียงหลบภัยอยู่ที่เซี่ยผี

ในช่วงที่จางเหลียงหลบหนีการไล่ล่าของทหารฉินไปหลบอยู่ที่เซี่ยผี วันหนึ่งเขาได้พบผู้เฒ่าซึ่งสวมใส่ผ้าฝ้ายบนสะพานแห่งหนึ่ง ผู้เฒ่าแกล้งถอดรองเท้าฝ้ายบนสะพานและบอกให้เขาเก็บมาให้ จางเหลียงเก็บรองเท้าขึ้นมาแม้จะไม่พอใจ ผู้เฒ่าเขย่งเท้าและสั่งให้จางเหลียงสวมรองเท้าให้ ครั้งแรกจางเหลียงอยากเข้าไปทำร้ายผู้เฒ่าแต่เนื่องจากจางเหลียงชีวิตเคยผ่านความยากลำบากมาหลายครั้ง เขาข่มใจตนเองและคุกเข่าสวมใส่รองเท้าให้ท่านผู้เฒ่าอย่างทะนุทนอม ผู้เฒ่าไม่ขอบคุณแถมยังเดินยิ้มจากไป จางเหลียงคุกเข่ามองดูผู้เฒ่าเป็นเวลานาน จากนั้นผู้เฒ่ากล่าวกับจางเหลียง ว่า “อีกห้าวันจากนี้ให้มารอผู้เฒ่าในตอนเช้า ณ.ที่เชิงสะพาน” จางเหลียงไม่เข้าใจความหมาย แต่เขารับปากกับผู้เฒ่า

ห้าวันต่อมาหลังเช้าไก่ขันจางเหลียงรีบไปที่สะพานแต่แปลกใจที่ผู้เฒ่ามายืนคอยอยู่ที่เชิงสะพานล่วงหน้าแล้ว ท่านผู้เฒ่าโกรธและตำหนิจางเหลียงว่า “นัดกับผู้เฒ่าแล้ว ทำไมผิดนัดมาสาย” แล้วให้จางเหลียงกลับไปให้มาใหม่ในเช้าอีกห้าวันข้างหน้า

เช้าของห้าวันถัดมาเขามาคอยท่านผู้เฒ่าแต่ก็พบว่าท่านผู้เฒ่ามายืนคอยอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็ไล่เขากลับไปให้มาอีกในเช้าของห้าวันต่อไป ครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่สามจางเหลียงไปนั่งรอท่านผู้เฒ่าตั้งแต่เที่ยงคืนของเช้าวันที่ห้า จิตใจที่มุ่งมั่น จริงจังและอดทนของจางเหลียงทำความประทับใจให้ผู้เฒ่า ผู้เฒ่าจึงให้หนังสือแก่จางเหลียงเล่มหนึ่งและกล่าวว่า “อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเจ้าจะเป็นผู้ครองนครได้ 10 ปีหลังจากนี้แผ่นดินจะวุ่นวาย เจ้าสามารถใช้หนังสือเล่มนี้ทะนุบำรุงรักษาและทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ อีก 13 ปีเราค่อยมาเจอกันอีกครั้ง” จากนั้นท่านผู้เฒ่าก็เดินหายไป ท่านผู้เฒ่าในตำนานลึกลับนี้สันนิษฐานว่า คือ เกาสือหวางสือกง (高士黄石公) หรือ “ผู้เฒ่าแห่งการทำลาย

รุ่งอรุณเช้าวันนั้นจางเหลียงเพ่งพินิจหนังสือเล่มด้วยความประหลาดใจ หนังสือนี้ว่าด้วยศิลปในการทำสงคราม (ไท่กงปิงฟ่า, 太公兵法) มีชื่อว่า สู้ซู (素书) ตั้งแต่นั้นมาไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืนจางเหลียงมุ่งมั่นอยู่กับการเรียนรู้และฝึกฝนในหนังสือศิลปแห่งสงครามเล่มนี้ ศึกษาเหตุการณ์และประวัติศาสตร์ในอดีต ในที่สุดเรียนลึกลงไปถึงกลยุทธในการทำสงคราม รอบรู้การวางแผนและฝึกหัดทหารในการทำสงคราม จนกลายเป็นกุนซือนักคิด

เดือนกรกฎาคม ก่อนคริสต์ศักราช 209 สมัยราชวงศ์ฉิน เฉินเซิน  (陈胜) กับ อู๋กว่าง (吴广) ที่หมู่บ้านต้าเจ๋อ(大泽) ร่วมกันจับอาวุธสู้เพื่อต่อต้านราชวงศ์ฉิน หลังจากนั้นแผ่นดินฉินก็ลุกเป็นไฟมีผู้ต่อต้านไปทั่ว จางเหลียงรวบรวมสมัครพรรคพวกมากกว่า 100 คนเพื่อทำการต่อต้านราชวงศ์ฉินเช่นกัน หลังจากสู้รบเพียงลำพัง หลิวปังได้ยกพลมาที่เซี่ยผีเพื่อพบจางเหลียงผนึกกำลังกันพัฒนากองทัพ เมื่อพบกันทั้งสองเข้ากันได้ดี จางเหลียงได้อธิบายถึงศิลปในการทำสงครามในหนังสือสู้ซูให้แก่หลิวปังฟังอยู่หลายๆครั้ง หลิวปังเข้าใจและนำกลยุทธของจางเหลียงไปประยุกต์ใช้อยู่บ่อยๆ ดังนั้นจางเหลียงจึงเปลี่ยนใจที่จะนำเสนอมุมมองและแนวความคิดให้หลิวปังตัดสินใจติดตามไปกับหลิวปังในฐานะกุนซือที่ปรึกษาทางกลยุทธทางทหาร จากนั้นจางเหลียงด้วยความไว้ใจและความเคารพจากหลิวปังทำให้เขามีโอกาสได้แสดงความสามารถและความฉลาดอย่างเต็มที่ให้ปรากฎในประวัติศาสตร์

ช่วงต้นในระหว่างที่อยู่เซี่ยผีจางเหลียงคบหาสมาคมเป็นเพื่อนร่วมสาบานกับเซี่ยงเหลียง (项梁) พวกเขาสั่งคนออกตามหาหานหวางเฉิง (韩王成) ในนาม “หานหวางจางเหลียงทำงานให้หานหวางในฐานะที่ปรึกษา(ตำแหน่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรี) การฟื้นฟูแคว้นหานของจางเหลียงบรรลุวัตถุประสงค์ ความฝันที่จะฟื้นฟูบ้านเกิดเมืองนอนกลายเป็นความจริง จางเหลียงทุ่มสติปัญญาทั้งหมดทำงานให้กลับหานหวางเฉิงและสร้างกองทัพหานขึ้นมาใหม่ (แคว้นหานเป็นแคว้นหนึ่งร่วมอยู่ในยุค the Warrior States ของจีน) ตั้งทัพอยุ่ในเขตใกล้เมืองอิงฉวน (颍川) และรวบรวมเมืองใหม่ๆได้หลายๆเมือง แต่บางครั้งก็โดนตีโต้กลับโดยกองทัพฉิน ไม่สามารถจะก่อการใหญ่ได้

 

จางเหลียงเป็นกุนซือพาหลิวปังเข้ายึดเซียนหยาง

ในสิ้นปีของปีนั้นฉู่ห่วยหวาง (楚怀王) ออกคำสั่งให้หลิวปัง และเซี่ยงหยี่แบ่งทัพกันไปปราบปรามกองทัพฉิน และให้สัญญาว่า ทั้งสองทัพใครเข้ายึดเมืองเซียนหยาง (咸阳) ก่อน คนนั้นจะได้เป้นกษัตริย์

หลิวปังเดินทางยกทัพผ่านอิงฉวน(颍川) หนานหยาง (南阳) ตั้งใจจะยกทัพจากอู่กวาน (武关) เข้าสู่กวนจง (关中,แผ่นดินศูนย์กลางของประเทศ) ในปีที่สามของรัชกาลที่สองของราชวงศ์ฉิน ( 207 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) หลิวปังนำทัพเข้ายึดอิงฉวน หานหวางและจางเหลียงได้พบปะกับหลิวปังขอให้หานหวางอยู่รักษาเมืองหยางจ้าย (阳翟,เมืองหลวงของแคว้นหาน ปัจจุบันคือเมืองยวี่โจว禹州ในมณฑลเหอหนาน) แล้วให้จางเหลียงนำทัพลงใต้ ในเดือนเก้ากองทัพยกมาถึงหนานยาง (ปัจจุบันคือเมืองหนานยางในมณฑลเหอหนาน) ทหารฉินที่ป้องกันหนานหยางต่อสู้อย่างแข็งขันแล้วหลบหนีไปยังหว่านเฉิง(宛城,ปัจจุบันขึ้นกับเมืองหนานหยาง) หลิวปังจึงสั่งให้เผาเมืองหนานหยางและหลีกเลี่ยงที่จะเข้าตีเมืองหว่านเฉิงเดินทัพผ่านไปทางทิศตะวันตก

จางเหลียงคิดว่าไม่ถูกต้องจึงบอกหลิวปังว่า ในเมื่อหลิวปังเร่งยกทัพเพื่อจะรีบไปให้ถึงด่านกวนจง แต่เส้นทางนี้เต็มไปด้วยกองทัพฉินเป็นอันตรายต่อกองทัพเราอย่างยิ่ง ทัพฉินอาจจะตีตลบหลังได้ จึงเสนอหลิวปังให้ตีเอาเมืองหว่านเฉิงให้ได้เพื่อความปลอดภัยของกองทัพ หลิวปังรับข้อเสนอของจางเหลียงทันทีรีบเปลี่ยนธงกองทัพยกไปในคืนนั้น รุ่งเช้าจึงเข้าล้อมเมืองหว่านเฉิงอย่างแน่นหนา หลิวปังทำตามคำแนะนำของเฉินฮุย (陈恢) ใช้จิตวิทยาการรบในการรักษาเขตเมืองหนานยางไม่เอาผิดต่อเจ้าครองเมืองหว่านเฉิงหลี่หมิน (吏民) เมืองหว่านเฉิงจึงยอมแพ้แก่ทัพหลิวปัง โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ กองทัพหลิวปังจึงไม่ต้องกลัวการรบตลบหลังจากทัพฉิน ภัยคุกคามจากเขตหนานหยางลดลงไป และมีทหารแปรพักตร์มากมายมาเข้าร่วมกับกองทัพของเขา ทำให้กองทัพเขามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ภายหลังกองทัพของหลิวปังเดินทางมาถึงเย๋ากวาน(峣关,ปัจจุบันคือเมื่องซ่างโจว商州ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมณฑลส่านซี) เย๋ากวานคือป้อมปราการเก่าของหนานหยางและด่านกวนจงที่ใช้ติดต่อคมนาคมกัน ง่ายต่อการป้องกันศัตรู เป็นทางเข้าไปสู่เมืองเซียนหยางเมืองหลวงของรัฐฉิน และเป็นป้อมปราการสุดท้ายก่อนถึงเมืองเซียนหยาง รัฐฉินจึงส่งทหารมาคุ้มกันอย่างแน่นหนา หลิวปังเร่งรีบที่จะเข้าตีป้อมค่ายนี้นำทหารสองหมื่นคนออกไปทำการรบ แต่จางเหลียงทักทานบอกว่าทหารฉินในป้อมค่ายตั้งกำลังอย่างแข็งแกร่งยากที่จะตีได้ หลิวปังกลัวว่ากองทัพใหญ่ของเซี่ยงหยี่จะสามารถเข้าด่านกวนจงได้ ร้อนใจถามความเห็นจากจางเหลียง จางเหลียงใช้ปัญญาเสนอแผนการให้หลิวปัง จางเหลียงกล่าวว่า ผู้พิทักษ์ป้อมที่เข้มแข็งที่สุดเป็นลูกคนขายเนื้อซึ่งเป็นคนละโมบลองเอาเงินไปมอบให้เป็นของขวัญอาจจะซื้อใจผู้พิทักษ์คนนี้ได้ เขาบอกให้หลิวปังส่งทหารห้าหมื่นคนล่วงหน้าไปวางกำลังออบโล้มอยู่บนเขาโจวซันชักธงรบหลอกข้าศึก จากนั้นให้ส่ง หลี่สื่อฉี (郦食其)นำทรัพย์สมบัติไปเสนอต่อผู้พิทักษ์ป้อมรัฐฉินมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้ หลิวปังรีบดำเนินการทันที ผู้พิทักษ์ด่านเย๋ากวานยอมรับและเปิดประตูด่านให้ทั้งยังยินยอมรวมทัพกับหลิวปังมุ่งสู่เซียนหยาง หลิวปังดีใจเป็นที่สุดแต่จางเหลียงยังไม่ไว้ใจ เขาวิเคราะห์ว่า นี่เป็นความยินยอมเพียงแต่ผู้พิทักษ์ป้อมเย๋ากวานแต่ทหารในบังคับอาจจะไม่เชื่อฟัง ถ้าทหารพวกนี้ไม่เชื่อฟังผลที่ตามมาอาจร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง สู้ทำลายกองทัพฉินให้อ่อนแอลงจะดีกว่า ดังนั้นหลิวปังจึงนำทัพออกโจมตีกองทัพฉินอย่างฉับพลันตีกองทัพฉินพ่ายหนีไปยังหลานเถียน (蓝田,ปัจจุบันคือเมืองหลานเถียนทิศตะวันตกของมณฑลส่านซี) หลิวปังเมื่อชนะนำทัพออกไล่กองทัพเย๋ากว่านของฉินอ้อมเขากุ้ยซัน (蒉山) เข้าทำลายทัพฉินที่หลานเถียน แล้วนำทัพมุ่งสู่ตะวันตก

ในเวลาเดียวกันจักรพรรดิฉินถูกสังหารโดยจ้าวเกา (赵高) โอรสของจักรพรรดิฉินพึ่งมีอายุ 46 วันเห็นข้าศึกมาล้อมถึงกำแพงเมือง รัฐฉินสิ้นหวังที่จะกู้สถานการณ์จึงจัดการพิธีศพจักรพรรดิ และปิดผลึกพระราชลัญจรของจักรพรรดิส่งมอบให้แก่หลิวปัง

หลิวปังตั้งแต่ทำตามคำสั่งของฉู่ห่วยหวางยกทัพมุ่งสู่ตะวันตกเข้าสู่กวนจง บังคับให้ทารกโอรสจักรพรรดิฉินยอมแพ้เป็นเวลานานถึงหนึ่งปี เป็นเพราะหลิวปังทำตามกลยุทธที่จางเหลียงวางไว้เพื่อให้ความมั่นใจว่าการดำเนินการทางการทหารจะราบรื่น เพื่อเอาชนะเวลาล่วงหน้าเข้ายึดเซียนหยางก่อนเซียงหยี่ก้าวหนึ่ง

กองทัพหลิวปังยาตราเข้าเมืองเซียนหยางพบเห็นพระราชวังอันหรูหรา สาวงามและสมบัติพัสถานต่างๆทำให้ทุกคนลุ่มหลงตนเอง มึนงงและเพลิดเพลินภายในเมืองเซียนหยาง แม้แต่หลิวปังเองยังควบคุมตัวเองไม่อยู่ เพลิดเพลินกับสมบัติท้องพระคลังที่รัฐฉินทิ้งไว้ให้ สนุกสนานกับความร่ำรวยของตน แม้แต่นายพลฟ่านไขว้ (樊哙) ซึ่งร่วมรบเสี่ยงตายกับหลิวปังเหน็บแนมหลิวปังว่า หลิวปังรวยแล้ว แต่หลิวปังไม่ใส่ใจ บางส่วนของผู้นำกองทัพร่วมรบกับหลิวปังเป็นกังวลในเรื่องนี้ ในห้วงเวลาวิกฤตนี้จางเหลียงวิเคราะห์สถานการณ์ให้หลิวปังฟังว่า “จักรพรรดิฉินทำเรื่องผิดพลาดไว้มาก ดังนั้นหลิวปังจึงมีโอกาสโค่นเขาลงจากบังลังค์และยึดเมืองเซียนหยางได้ ตอนนี้เราสามารถปราบต้นเหตุแห่งหายนะแล้ว หลิวปังควรทำตัวสมถะ อย่าละโมบ ตอนนี้กองทัพยกเข้ายึดแผ่นดินฉินแล้วยังลุ่มหลงมกหมุ่นในความสุข สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ผู้กระทำความชั่ว” แม้คำพูดประโยคนี้จะเป็นยาดีต้องขมเป็นยารักษาโรคที่ดี เป็นคำพูดที่จริงใจที่ระคายหูแต่ก็มีคนที่เต็มใจที่จะฟังโดยเฉพาะฟ่านไขว้

คำพูดที่อ่อนนอกแต่แข็งในของจางเหลียงโดยเฉพาะกล่าวถึงความล่มสลายของรัฐฉินและความสำเร็จของหลิวปังในปัจจุบัน โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า “ผู้ลุ่มหลงมกหมุ่นในความสุข คือ ผู้กระทำความชั่ว” กระแทกใจหลิวปังจนเกือบเมา หลิวปังยอมรับอย่างเต็มใจต่อกฎหมายที่จางเหลียงร่างไว้ ออกคำสั่งพิทักษ์พระราชวังและสมบัติท้องพระคลังของราชวงศ์ฉิน ห้องเก็บพระคลังสมบัติตลอดจนทรัพย์สมบัติต่างๆไม่ให้มีการปล้นแย่งชิงกัน ออกกฎลงโทษทหารที่ทำการฝ่าฝืน ในขณะที่รอทัพของเซี่ยงหยี่ที่กำลังยกทัพเดินทางมา หลิวปังสั่งดำเนินการตามที่จางเหลียงแนะนำออกกฎหมายสามบทลงโทษคดีฆ่ากัน คดีทำร้ายซึ่งกันและกันและคดีลักขโมย ออกประกาศไปทั่วสี่มุมเมืองยกเลิกกฎหมายราชวงศ์ฉินและบังคับใช้กฎหมายผู้ปกครองในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังส่งคนของตนร่วมลาดตระเวณทั่วเมืองพร้อมกับเจ้าหน้าที่รัฐฉิน ผลลัพธ์ คือ หลิวปังสามารถเอาชนะใจราษฎรฉิน นำอาหารออกแจกจ่ายราษฎร หลิวปังมองทะลุให้ทหารไปเป่าประกาศแก่ราษฎรทั่วไปว่า “อาหารมีเพียงพอต่อการแจกจ่ายและบริโภคและไม่จำเป็นต้องหาซื้อหรือจัดหา” ราษฎรฉินได้ยินมีความยินดียอมรับให้ทัพของหลิวปังปกครองเมือง

 

เหตุการณ์งานเลี้ยง ณ. ที่หงเหมิน

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 206 ก่อนคริสต์ศักราชกองทัพของเซี่ยงหยี่ยกมาถึงด่านหานกู่กวน (函谷关,ปัจจุบันคือเมืองหลิงเป่า灵宝ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเหอหนาน) หลิวปัง ออกคำสั่งปิดประตูเมืองเพื่อห้ามทัพฉู่เข้ามาในตัวเมือง เซี่ยงหยี่ทราบข่าวหลิวปังเข้ายึดเมืองเซียนหยางได้แล้วมีความโกรธเป็นอย่างยิ่งจับเอาลูกน้องหลิวปังเฉาอู่ฉาง (曹无伤) มาซักถามว่า หลิวปังอยากเป็นกษัตริย์ใช่ไหม เซี่ยงหยี่สั่งให้ลูกน้องรวมพลกองทัพครั้งใหญ่ เดือนตุลาคมปีเดียวกันเซี่ยงหยี่ยกทัพออกจากด่านหานกู่กวนเข้าไปตั้งมั่นที่ตำบลซินเฟิง (新丰) หงเหมิน (鸿门,ปัจจุบันคือหลิงเจี่ยน临涧ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลส่านซี)เพื่อจะทำศึกประหัตประหารกับหลิวปังให้ตายไป

ยังดีที่จางเหลียงและเซี่ยงป๋อ (项伯) ซึ่งสักดิ์เป็นลุงของเซี่ยงหยี่เป็นเพื่อนเก่ากัน ในช่วงที่กองทัพของเซี่ยงหยี่ตัดสินใจที่จะเข้าตีทัพหลิวปัง เซี่ยงป๋อตัดสินใจขี่ม้ามากองทัพหลิวปังบอกข่าวร้ายแก่จางเหลียงและบอกให้จางเหลียงรีบหนีไป จางเหลียงกล่าวว่า “ฮั่นหวาง (หลิวปัง)คือเจ้าชีวิตของข้า ตอนนี้ศัตรูปิดทางล้อมไว้หมด ตอนนี้ชิวิตฮั่นหวางอยู่ในอันตราย ถ้าข้าพเจ้าหนีไปจะเป็นคนมีคุณธรรมได้อย่างไร ถ้าจะไปจำเป็นต้องไปบอกลาหลิวปังก่อน ดังนั้นจางเหลียงจึงไปที่ค่ายของหลิวปังเล่าเรื่องราวรายละเอียดต่างๆที่ทราบจากเซี่ยงป๋อให้หลิวปังฟังทั้งหมด หลิวปังฟังแล้วตกใจถามจางเหลียงควรจะทำยังไงดี จางเหลียงไม่ตอบคำถามกลับถามกลับหลิวปังว่า “ท่านคิดว่ากองทัพของเราจะต่อต้านกองทัพฉู่ของเซี่ยงหยี่ได้ไหม” หลิวปังตอบแบบอาลัยตายอยากว่า “แน่นอนไม่มีทาง แต่เราได้ก้าวล่วงมาถึงเพียงนี้แล้ว เราจะทำอย่างไร” จางเหลียงจึงคิดหาวิธีไม่ให้กองทัพของเซี่ยงหยี่โจมตีกองทัพของหลิวปัง ในการบรรลุเป้าหมายครั้งนี้เซี่ยงป๋อจะเป็นตัวแปรสำคัญ พิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนั้นจางเหลียงออกความคิดง่ายๆให้หลิวปังไปบอกแก่เซี่ยงป๋อว่า หลิวปังไม่มีวันทรยศต่อเซี่ยงหวาง (เซี่ยงหยี่) หลิวปังถามว่า เซี่ยงป๋อกับจางเหลียงใครแก่กว่ากัน จางเหลียงตอบว่า เซี่ยงป๋อแก่กว่าตนไม่กี่ปี หลิวปังกล่าวแก่จางเหลียงให้ไปเชิญเซี่ยงป๋อเข้ามาและตนจะปฎิบัติกับเซี่ยงป๋อเหมือนพี่น้อง จางเหลียงจึงไปเชิญเซี่ยงป๋อเข้ามาพบหลิวปัง  หลิวปังรินเหล้าคารวะเซี่ยงป๋อสามจอก จากนั้นก็นั่งดื่มเหล้ากันหลังจากเมาได้ที่ หลิวปังแกล้งกล่าวว่า “เมื่อทัพข้าผ่านด่านเข้ามาพยายามที่จะทำร้ายผู้คนให้น้อยที่สุดทุกๆอย่างมีรายงานหมด สมบัติของราชวงศ์ฉินก็เก็บรักษาอย่างดีเพื่อรอเวลาส่งมอบให้เซี่ยงหวาง ด่านหานกู่กวนข้าพเจ้าจัดส่งทหารไปเฝ้ารักษาเพื่อป้องกันศัตรูจากที่อื่นบุกรุกเข้ามาและป้องกันเหตุสุดวิสัยหรืออันตรายที่มองไม่เห็น ข้าพเจ้าเฝ้ารอคอยการมาถึงของเซี่ยงหวางทั้งวันและคืน ดังนี้ข้าพเจ้าจะทรยศต่อเซี่ยงหวางหรือ เรียนท่านช่วยนำคำพูดของข้าพเจ้ารายงานต่อเซี่ยงหวาง ข้าพเจ้าไม่กล้าที่จะทรยศต่อเซี่ยงหวางผู้ยิ่งใหญ่” เมื่อพูดจบ เซี่ยงป๋อเชื่อว่าเป็นความจริงบอกกับหลิวปังว่า วันพรุ่งนี้ให้หลิวปังเตรียมการแต่เช้าเพื่อมากล่าวขอโทษแก่เซี่ยงหยี่ จากนั้นเซี่ยงป๋อกลับไปที่หงเหมินเข้ารายงานและถ่ายทอดคำพูดของหลิวปังแก่เซี่ยงหยี่อย่างละเอียด เหตุการณ์ตึงเครียดจึงผ่อนคลายลง

การเดินทางไปหงเหมินเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หลิวปังรู้อยู่แก่ใจการเดินทางครั้งนี้คือการเดินทางนำตัวเองไปเข้าปากเสือและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่สามารถไม่ไปเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จางเหลียงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเฉียบคมแบบรู้เขารู้เรา วิเคราะห์เซี่ยงหยี่อย่างลึกซึ้งให้หลิวปังฟังตัดสินใจเดินทางเข้าปากเสือ คิดแบบรอบคอบและยืดหยุ่นเพื่อปกป้องความปลอดภัยให้หลิวปัง

วันรุ่งขึ้นหลิวปัง จางเหลียง ฟ่านไขว้ และทหารอีกร้อยกว่าคนขับม้ามุ่งสู่ค่ายของทัพฉู่ หลิวปังปะหน้าเซี่ยงหยี่รีบกล่าวทักทายว่า “คำนับท่านจอมทัพ ท่านจอมทัพโจมตีฉินที่เหอเป่ย ส่วนข้าน้อยสู้ศึกฉินที่เหอหนาน ข้าน้อยโชคดีที่สามารถผ่านด่านเอาชนะฉินได้ก่อน จึงมีวาสนาได้พบปะกับท่านจอมทัพ ครั้งนี้มีคนใส่ร้ายข้าน้อยเพื่อให้เราทั้งสองเป็นศัตรูกัน” เซี่ยงหยี่เห็นหลิวปังนำทหารมาเพียงร้อยคนเพื่อร่วมงานเลี้ยง แล้วยังแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่คิดหนีไปไหน จึงโพล่งออกไปว่า “เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเฉาอู่ซาง (曹无伤) รายงานให้ข้ารู้ บอกว่าตอนเจ้าอยู่ที่ด่านกวนจงคิดอยากเป็นกษัตริย์จริงหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นข้าจะเป็นกษัตริย์แทน” หลิวปังพยายามที่แสดงออกเพื่อเอาชนะใจของเซี่ยงหยี่ เซี่ยงหยี่รู้จักหลิวปังเป็นครั้งแรกและรู้จักเขาเพียงคร่าวๆ นำหลิวปังเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงโดยมีความรู้สึกที่ไม่เป็นมิตรและไม่ไว้วางใจ

เซี่ยงหยี่กักตัวหลิวปังไว้เป็นเพื่อนดื่มกับตน ระหว่างการต้อนรับกุนซือของเซี่ยงหยี่ นามว่า ฟ่านเจิน (范增) คอยแนะนำและกำกับเซี่ยงหยี่ ให้เซี่ยงหยี่ทวงพระราชลัญจรของราชวงศ์ฉินและแนะนำให้เซี่ยงหยี่ตัดสินใจฆ่าหลิวปัง เซี่ยงหยี่ลังเลใจที่จะลงมือ ฟ่านเจินจึงเรียกเซี่ยงจวง (项庄) ออกมารำดาบเพื่อให้งานเลี้ยงมีความสนุกสนานและรอโอกาสฆ่าหลิวปัง เซี่ยงป๋อเห็นท่าไม่ได้กาลจึงออกมารำดาบร่วมกับเซี่ยงจวงเอาตัวเองบังหลิวปัง จางเหลียงเห็นสถานการณ์เลวร้ายจึงออกไปตามฟ่านไขว้มาช่วยป้องกันหลิวปัง ฟ่านไขว้ไม่พูดอะไรหยิบดาบถือโล่ห์เข้าไปในงานเลี้ยงเดินตรงไปคุ้มกันหลิวปัง ตาทั้งสองจ้องไปที่เซี่ยงหยี่ ผมเฝ้าลุกชูชันอย่างกล้าหาญ เซี่ยงหยี่ ตกใจถามไปว่า “มันผู้นั้นคือใคร” จางเหลียงตอบกลับไปว่า “คือ องครักษ์พิทักษ์หลิวปัง ชื่อว่า ฟ่านไขว้เซี่ยงหยี่ กล่าวว่า “สมเป็นลูกผู้ชายนำเหล้าให้เขาหนึ่งจอก” ผู้ติดตามทั้งหมดยืนขึ้นพร้อมถือเหล้าคนละจอกใหญ่ ฟ่านไขว้ยืนขึ้นและเชิญทุกคนดื่ม ครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นพูดตรงสู่เซี่ยงหยี่ว่า “ความตายไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จอกเหล้าเท่านั้นที่รักษาเหล้าได้” แล้วตะโกนสรรเสริญพรรณาการสร้างผลงานของหลิวปังรวมทั้งความซื่อสัตย์เพื่อไม่ให้เซี่ยงหยี่แคลงใจ เซี่ยงหยี่ถูกตีด้วยความจริงจึงเงียบ เพียงแค่สั่งให้ฟ่านไขว้นั่งลง ฟ่านไขว้จึงเดินไปนั่งลงใกล้ๆจางเหลียง หลิวปังเห็นสถานการณ์ดีขึ้นจึงออกอุบายไปเข้าห้องน้ำกับฟ่านไขว้ และให้จางเหลียงตามหลังออกมา ทั้งสามคนถกเถียงและวางแผนกันโดยให้ฟ่านไขว้คุ้มกันหลิวปังกลับไปยังค่ายและให้จางเหลียงอยู่ต่อแก้สถานการณ์

หลิวปังขึ้นรถม้าหนีไปโดยมีฟ่านไขว้และนายทหารอีกสี่คนคอยคุ้มกันออกเดินทางอย่างเงียบๆทางเขาจิ้นหลิงซัน (经骊山) ผ่านจื่อหยาง (芷阳) กลับไปยังค่ายของตนปล่อยให้จางเหลียงอยู่ในถ้ำเสือจัดการกับเซี่ยงหยี่ หลังจากคำนวณเวลาแล้วว่าหลิวปังได้กลับถึงค่ายตนแล้ว จางเหลียงจึงเข้าไปรายงานต่องานเลี้ยงว่า หลิวปังดื่มเหล้าไม่เก่ง แต่ไม่อาจปฎิเสธการดื่มจึงเมาและขอลากลับไปก่อน ดังนั้นจางเหลียงจึงขอมอบหยกขาวหนึ่งคู่แก่เซี่ยงหวาง และหยกอีกคู่มอบให้แก่ฟ่านเจิน เซี่ยงหยี่รับมอบหยกขาวอย่างไม่พอใจเพราะแผนที่คิดไว้ผิดพลาด ฟ่านเจินโมโหมากขว้างหยกลงกับพื้นแตกละเอียด กล่าวด้วยความโกรธว่า “โอ้..ไอ้หลานชาย (竖子 สู้จื่อ,เป็นคำเรียกเซี่ยงหยี่ที่ฟ่านเจินแสดงความไม่พอใจที่มาช่วยเหลือ)เจ้าไม่คู่ควรต่อการร่วมมือกันเลย คู่ต่อกรของเจ้าที่ฟ้าส่งมาก็ คือ หลิวปัง พวกเราทั้งหมดจะต้องนับมันเป็นศัตรู”

จางเหลียงใช้ภูมิปัญญาและความกล้าหาญในการต่อสู้ระหว่างความเป็นและความตายครั้งนี้ในการช่วยหลิวปังให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกา และยังสร้างความขัดแย้งภายในให้แก่กองทัพฉู่ของเซี่ยงหยี่ แต่หลิวปังต้องยกเมืองเซียนหยางให้แก่เซี่ยงหยี่

 

การขับเคี่ยวระหว่างหลิวปังและเซี่ยงหยี่

ราชวงศ์ฮั่นปี 206 ก่อนคริสต์ศักราช เดือนมกราคม เซี่ยงหยี่ข่มขู่ฉู่ห่วยหวางสถาปนาตัวองขึ้นเป็นซีฉู่ป้าหวาง (西楚霸王,ฌ้อป้าอ๋อง) ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่เพิ๋งเฉิง (彭城, ปัจจุบันคือเมืองสวี่โจว徐州ในมณฑลเจียงซู) บริหารราชการโดยถงเสียเหลียง (统辖梁)และ ฉูจิวจวิน (楚九郡) จัดสรรกำลังพลแบ่งดินแดนออกเป็น 18 แห่งให้หวางแต่ละคนครอบครองดูแล ผลักดันฉู่ห่วยหวาง (楚怀王) ผู้ซึ่งออกคำสั่งว่า “ผู้ใดสามารถเข้ากวนจงและยึดได้สำเร็จผู้นั้นได้เป็นกษัตริย์”เป็นฝ่ายตรงข้าม ผลักดันหลิวปังไปตั้งมั่นในถิ่นทุรกันดารห่างไกล ตั้งตัวเป็นฮั่นหวาง เซี่ยงหยี่แบ่งพื้นที่กวนจงออกเป็น 3 ส่วน แบ่งให้ฉินซึ่งหมดอำนาจส่วนหนึ่ง และทางเหนือยกให้หลิวปัง หลิวปังแค้นใจมากและต้องการยกทัพโจมตีเซี่ยงหยี่ แต่หลังจากปรึกษากับเซียวเหอ และจางเหลียงแล้วตัดสินใจที่จะอดทนเพื่อทำการใหญ่ในภายหน้า

เมื่อชตากำหนดจางเหลียงตัดสินใจอำลาหลิวปังเพื่อกลับไปทำงานให้แก่หานหวางเฉิงเจ้านายเก่า หลิวปังมอบทอง 100 เหรียญและหยกสองกล่องเป็นการขอบคุณจางเหลียง จางเหลียงนำสมบัติทั้งหมดไปมอบให้เซี่ยงป๋อเพื่อขอร้องให้ทัพหลิวปังเดินทางไปดินแดนฮั่นอย่างปลอดภัย เซี่ยงป๋อผู้ไม่มีหลักการจึงเข้าไปพูดโน้มน้าวเซี่ยงหยี่ ด้วยวิธีนี้ทัพของหลิวปังจึงรอดพ้นจากการทำลาย

หลิวปังหลบไปสร้างเมืองอยู่ที่หนานเจิ้น (南郑,ปัจจุบัน คือเขตหนานเจิ้งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลส่านซี) ครอบครองพื้นที่เทือกเขาฉิ๋นหลิง (秦岭)จนถึงหนานปา (南巴) แบ่งเขตปกครองเป็น 3 ส่วน

เดือนกรกฎาคมปีเดียวกันจางเหลียงส่งหลิวปังไปที่เป่าจง (褒中,ปัจจุบัน คือ เป่าเฉิง褒城) ทำเลที่นั่นเป็นภูเขาล้อมรอบด้วยหน้าผาเป็นทางเดินลาดชันต้องเดินด้วยเท้าอย่างเดียวไม่มีทางอื่น จางเหลียงมาสังเกตการเดินทัพของหลิวปัง เสนอให้เผาทำลายหนทางเข้าสู่ที่ตั้งให้หมดเพื่อเป็นการแสดงให้เซี่ยงหยี่เห็นว่าไม่สนใจแผ่นดินทางทิศตะวันออกแล้วและไม่ให้เซี่ยงหยี่สงสัยและยังเป็นการป้องกันการโจมตีอย่างดี ทำเช่นนี้เพื่อเป็นการพักทัพสะสมกำลังเพื่อรอโอกาสทำการใหญ่ต่อไปในภาคหน้า หลิวปังทำตามคำแนะนำของจางเหลียง ด้วยสมองเดียวของจางเหลียงนี้เป็นเครื่องรับประกันว่า การรวบรวมกำลังพลครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาและพิชิตแผ่นดินตะวันออกได้ในอนาคต หลิวปังหลังจากเป็นฮั่นหวางทำตัวเป็นผู้อภิบาลที่ดีและมีความตั้งใจอย่างเหลือเฟือในการทำการในอนาคต เดือนสิงหาคมปีเดียวกันหลิวปังได้หานซิ่นมาเป็นขุนพลใหญ่ป้องกันการโจมตีของหวางจางหาน (王章邯) ที่จะบุกเข้ามาทางเส้นทางเก่าอ้านตู้เฉินชาง (暗渡陈仓,ปัจจุบัน คือ เขตเป่าจี宝鸡 ในมณฑลส่านซี) เอาชนะทัพของหยงหวางจางหาง (雍王章邯)อย่างคาดไม่ถึง ชนะศึกซ่ายหวางซิอม่าชิน (塞王司马欣)และตีหวางต่งอิ้ (翟王董翳) คืบคลานเข้ามายึดดินแดนซานฉิน(三秦)ดินแดนสำคัญของกวนจง หลิวปังเข้ายึดดินแดนซานฉินในกวนจงเพิ่มขึ้นเรื่อยจนสามารถขึ้นมาด่อกรกับเซี่ยงหยี่ จางเหลียงร่วมมือกับหานซิ่นเอาชนะสงครามสร้างเหตุการณ์บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จีนที่น่ายกย่องอย่างมากมาย

เซี่ยงหยี่ทราบข่าวหลิวปังหวลกลับเข้ามายึดซานฉินโกรธเป็นอย่างยิ่งสั่งจัดทัพออกไปโจมตี จางเหลียงคาดการไว้แต่แรกจึงส่งหนังสือถึงเซี่ยงหยี่ ฮั่นหวางนามนี้ยังอยู่ เข้าสู่กวนจง ถ้ากลัวตายคงไม่กล้ามุ่งสู่ตะวันออก” ในขณะเดียวกันจางเหลียงส่งฉีหวาง(หานซิ่น)ไปบอกข่าวแก่เซี่ยงหยี่ว่า “ทัพฉีรวมเป็นพันธมิตรกับทัพจ้าวเพื่อทำลายทัพฉู่ ศัตรูของภัยพิบัติในปัจจุบันนี้อย่างไม่มีทางเลือก” ความมุ่งมั่นของทัพฉู่ให้ความใส่ใจในดินแดนทิศตะวันออก เซี่ยงหยี่พิจารณาแล้วไม่ใส่ใจในดินแดนทิศตะวันตก การมุ่งทางเหนือตีทัพฉีในดินแดนนี้ไม่คุ้มค่า จดหมายของจางเหลียงช่วยเพิ่มไฟแห่งสงครามทำให้เซี่ยงหยี่มุ่งสนใจแต่ด้านทิศตะวันออก ทำให้การระวังในกวนจงลดลงเพียงพอต่อหลิวปังที่จะเอาชนะเวลาเพื่อเสริมสร้างกองกำลังให้เข้มแข็ง

ในไม่นานเซี่ยงหยี่สังหารหานหวางเฉิงซึ่งเป็นนายเก่าของจางเหลียงที่เพิ๋งเฉิง ฤดูหนาวปีเดียวกันจางเหลียงหลบหนีทัพฉู่จากเพิ๋งเฉิงไปอาศัยอยู่กับฝ่ายหลิวปังอีกครั้ง เป็นเสมียนติดตามหลิวปังอยู่กับหลิวปังทั้งวันทั้งคืนในที่สุดเป็นที่ปรึกษาวางแผน หมิงหลี่จิ (李贽曾) แห่งราชวงศ์หมิงให้ความเห็นว่า “การลงมือของเซี่ยงหยี่ทำให้ที่ปรึกษาชั้นดีหนีจากฉู่ไปอยู่ฮั่น การที่เซี่ยงหยี่ฆ่าหานหวางเฉิงช่วยให้หลิวปังก่อการใหญ่สำเร็จ

ฤดูใบไม้ผลิราชวงศ์ฮั่น ปี 205 ก่อนคริสต์ศักราชหลิวปังได้รับกำลังพลจากหวางทั้งห้า มี ฉางซันหวางจางเอ่อ (常山王张耳) เหอหนานหวางเฉิ่นหยาง (河南王申阳) หานหวางฉ่าง (韩王昌) เว่ยหวางเป้า (魏王豹) และ หยินหวางอ๋าง (殷王卬) 5 ทัพ มีกำลังพล 560,000 คน เดือนเมษายนปีเดียวกันหลิวปังยกพลเข้าโจมตีทัพเซี่ยงหยี่อย่างหนักหน่วงทำลายเมืองเพิ๋งเฉิน

สำหรับเพิ๋งเฉินหลิวปังมีชัยชนะแบบง่ายดาย แต่การวางมาตรการทางการปกครองที่ไม่เหมาะสมและการควบคุมเรื่องเศรษฐกิจที่ไม่ดีซึ่งไม่สามารถชนะใจประชาชน ประกอบกับนิสัยเลวกำเริบเข้าบุกยึดทรัพย์สินสมบัติ ฉุดล่วงเกินสาวงาม ดื่มเหล้าทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดเป็นโอกาสให้เซี่ยงหยี่ยกทัพกลับไปเอาชนะ เซี่ยงหยี่ทราบข่าวเพิ๋งเฉินในฤดูใบไม้ร่วงจึงจัดทัพ 30,000 คนเดินทางไปทางลัดเพื่อช่วยเพิ๋งเฉิน ทัพหลิวปังซึ่งมีกำลังเป็นแสนมาจากร้อยพ่อพันแม่ซึ่งเป็นการยากที่จะบังคับบัญชาและประสานงานกันแม้แต่เตรียมความพร้อมในการรบ ดังนั้นจึงถูกทัพฉู่ทำลายพ่ายแพ้เกือบวินาศ เมื่อมาถึงจุดนี้หวางเจ้าครองเมืองส่วนใหญ่เมินหลิวปังกลับไปคบหาคารวะเซี่ยงหยี่ หลิวปังทิ้งบิดา ภรรยาและลูกๆของเขาเพียงพาจางเหลียงหลบหนีไปด้วยกันอย่างหวาดกลัว กองทัพฮั่นต้องพ่ายแพ้ถอยกลับไปอีกครั้ง สถานการณ์เปลียนแปลงเป็นตรงข้าม

หลิวปังคลานหนีตายไปเมืองหน้าทั้งตกใจ อับอายและสิ้นหวัง พูดออกมาอย่างหมดหวังว่า “ดินแดนกวนจงข้าไม่ต้องการแล้ว ใครมีความสามารถกำจัดฉู่ ข้าจะยกดินแดนให้ พวกเจ้าเห็นใครมีความสามารถบ้างไหม” ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้จางเหลียงใช้ความคิดอันหลักแหลมของเขาเสนอแก่หลิวปังให้ใช้ความขัดแย้งทางทหารเป็นกลยุทธในการพิชิตฉู่ เขากล่าวว่า “จิ่วเจียงหวางอิงปู้ (九江王英布) คือ นักรบจากแคว้นฉู่ แต่กับเซี่ยงหยี่ก็ยังมีระยะห่าง การศึกที่เพิ๋งเฉินเซี่ยงหยี่มาช่วยแต่หยุดทัพและเฝ้าคอย เซี่ยงหยี่ทำให้เขาแค้นใจ หลายครั้งแล้วที่ทั้งสองมีคดีต่อกัน เพิ๋งเฉินตอนที่เซี่ยงหยี่ปกครอง ไม่มีอะไรดี เขาไม่พอใจเซี่ยงหยี่ตั้งแต่ต้น แล้วยังมีเฉ่ยเถียนหรง (且田荣) ผู้เป็นปฎิปักษ์ต่อฉู่ได้ลอบติดต่อกับกบฎเมืองเพิ๋งเฉินเนื่องจากเซี่ยงหยี่ได้ทำร้ายเซียวกงจนขาหักซึ่งไม่เป็นผลดีเลย คนสองคนนี้ท่านสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ลูกน้องของฮั่นหวางมีแต่เพียงหานซิ่นเท่านั้นที่สามารถมอบหมายให้ทำการใหญ่ได้ควรมอบหมายให้เป็นผู้นำ ฮั่นหวางถ้าสามารถมอบหมายและใช้งานสามคนนี้ได้ เราสามารถกำจัดฉู่ได้” นี้เป็นประโยคที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์มีชื่อว่า เซี่ยอี่จือโหมว (下邑之谋)

หลิวปังได้ฟังได้คิดว่ามันเป็นเคล็ดลับของศิลปอ่อนสยบแข็ง ดังนั้นจึงส่งเสอเปี้ยนหมิง (舌辩名) ไปคารวะจิ่วเจียงหวางคอยยุแหย่จิ่วเจียงหวางอิงปู้ให้ผิดใจกับเซี่ยงหยี่ จากนั้นแต่งตั้งคนไปติดต่อกับกบฎที่เมืองเพิ๋งเฉิน ในเวลาเดียวกันแต่งตั้งหานซิ่นยกทัพไปทางเหนือตีแคว้นเหยี้ยน แคว้นจ้าวและสถานที่ต่างๆเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ทหารฮั่นและขยายดินแดน จากนั้นค่อยกลับมาตีฉู่

ภายใต้แผนการ เซี่ยอี่จือโหมว ถึงแม้จะไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม แต่ถือว่าเป็นแผนสำคัญของหลิวปังในการทำสงครามฉู่ฮั่น จริงแท้มันคือแผนของจางเหลียง เป็นแผนประสานกันทั้งภายในภายนอกรวบรวมพันธมิตรเข้าตีเซี่ยงหยี่ ในที่สุดเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การรบระหว่างฉู่และฮั่นจากยุทธศาสตร์การรับของหลิวปังกลายเป็นยุทธศาสตร์การรุก แผน เซี่ยอี่จือโหมว เป็นการพิสูจน์แล้วว่านี่คือการมองการณ์ไกลของจางเหลียง ในที่สุดกองทัพพันธมิตรฮั่นโอบล้อมทัพฉู่ตีเซี่ยงหยี่จนพ่ายแพ้ ส่วนใหญ่ใช้กำลังสามกองพลในการทำการ

ปีที่ 3 ราชวงศ์ฮั่น 204 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในฤดูหนาวกองทัพฉู่ล้อมกองทัพฮั่นที่อิ่งหยาง (荥阳) ทั้งสองทัพยืนทัพไม่ออกรบ ทัพฉู่ตัดทอนเสบียงอาหารและช่องทางสนับสนุนทางทหารของทัพฮั่น กองทัพฮั่นขาดเสบียงอาหารอย่างหนักอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ฮั่นหวางหลิวปังกระวนกระวายใจถามหาคำแนะนำที่ดีจากหลี่สือฉี (郦食其) หลี่สือฉีแนะนำว่า “อดีตกษัตริย์เซี่ยเจ๋ย (夏桀)จัดการกับกษัตริย์ฉีภายหลังเพราะประพฤติตนไม่เหมาะสม กษัตริย์อู๋แห่งโจวกำจัดกษัตริย์โจวแห่งชางเหตุผลเช่นเดียวกัน กลายเป็นเพลงร้องต่อกันมา กษัตริย์ฉินประพฤติตัวไม่มีคุณธรรมจากนั้นก็ถูกกำจัด ออกจากบ้านเกิดเพื่อแสวงหาแผ่นดินใหม่ เมื่อท่านรวบรวมประเทศสำเร็จหลังจากแบ่งแยกเป็นหกแคว้น หกแคว้นจะคารวะท่าน ประชาชนจะนับถือกษัตริย์ของเขา ไม่กล้าทวนกระแสความชอบธรรม ยอมรับราชินีของเขา และสิ่งที่กษัตริย์ของเขากระทำ เมื่อท่านมุ่งลงใต้จงให้อภัยประชาชนฉู่จะได้ดำเนินชีวิตต่อไป” ในความจริงนี่คือสำนวน “อิ่งเจิ้นจือเค่อ” (饮鸩止渴,ดื่มยาพิษเพื่อดับกระหาย)ในห้วงเวลานั้นหลิวปังมองไม่เห็นอันตรายของสำนวนนี้ หลิวปังปรบมือและสั่งให้คนสลักตราลัญจรของหกแคว้นขึ้นโดยเร็ว

ในเวลาสำคัญนี้จางเหลียงเข้าพบหลิวปัง ขณะนั้นหลิวปังนั่งทานข้าวไปด้วยและถามจางเหลียงไปด้วยถึงการดำเนินตาม อิ่งเจิ้นจือเค่อ จางเหลียงได้ฟังนั่งทางข้าวและถาม “ใครเป็นผู้เสนอแนวทางนี้ต่อท่าน” จางเหลียงส่ายหัวและกล่าว่า “การปฎิบัติเช่นนี้ การงานใหญ่ของท่านจะเสีย” หลิวปังตกใจถามว่า “ทำไม” จางเหลียงหยิบตะเกือบคู่หนึ่งวางบนโต๊ะกินข้าวเหมือนจะกั้นแบ่งเขต กล่าวว่า “ข้อแรกอดีตกษัตริย์เซี่ยเจ๋ย โจวอู๋หวาง (周武王) เมื่อก่อนสละราชบังลังค์แต่งตั้งตำแหน่งให้ลูกหลานทั้งหมดซึ่งการกระทำแบบนี้สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ถ้าจำเป็นสามารถลงโทษประหารแก่ลูกหลานหรือบุคคลที่แข็งข้อได้ แต่ตอนนี้ท่านสามารถควบคุมเซี่ยงหยี่ได้แล้ว ถ้าจำเป็นท่านจะประหารเขาไหม ข้อสอง อดีตกษัตริย์โจวอู๋หวางสวรรคตแล้วจัดวางตำแหน่งและช่องทางประตูเข้าออกหลุมฝังศพ ประกาศปล่อยนักโทษ มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นและจูงใจข้าราชบริพาร ในตอนนี้ฮั่นหวางจำเป็นต้องทำแบบนั้นไหม ข้อสาม เงินของอู๋หวางซึ่งนำมาซื้อเสบียงอาหารบรรเทาให้ราษฎรเป็นเงินของศัตรู ตอนนี้เงินของทัพฮั่นก็ไม่มีแล้วจะเอาอะไรมาซื้อเสบียงอาหารบรรเทาความหิวโหยให้แก่กองทัพ ข้อสี่ หลังจากอู๋หวางสวรรคต รถศึกเปลี่ยนเป็นรถโดยสาร อาวุธสงครามสับเปลี่ยนเท่าที่จำเป็น ตอนนี้ท่านติดภาระสงครามอย่างเร่งด่วนท่านจะทำอย่างไร ข้อห้า ในอดีตสามารถขี่ม้าไปเที่ยวอาบแดดที่หนานซัน (南山) วัวควายก็พักผ่อนใต้ต้นไม้เรียงรายเป็นเพราะว่าแผ่นดินมีความสงบร่มเย็น แต่ตอนนี้แผ่นดินลุกเป็นไฟการต่อสู้ไม่สิ้นสุด จะมัวมาทำไร่ไถนาได้อย่างไร ข้อหก ถ้าหากนำแผ่นดินมาแบ่งให้แก่ลูกหลานของเจ้าแคว้นต่างๆทั้งหกแคว้น แล้วทหารและประชาชนกลับไปแคว้นตนเอง ไม่มีใครมาเป็นพวกหลิวปังเพื่อต่อสู้ในสงครามหรอก ข้อเจ็ด กองทัพฉู่เข้มแข็ง กองทัพหกแคว้นอ่อนแอจำเป็นที่จะยอมจำนน แล้วทำไมพวกเขาต้องมายอมจำนนต่อท่านละ”

การวิเคราะห์ของจางเหลียงอย่างละเอียด ปราณีตและตีตรงเป้าหมาย เขาเห็นสถานการณ์ของอดีตและปัจจุบันแตกต่างกันไป การที่จะได้รับชัยชนะไม่สามารถลอกจากข้อสรุปของเหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดมาใช้ มันเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะจางเหลียงเข้าใจในระบบการแต่งตั้งตำแหน่งเป็นวิธีที่น่าสนใจในการสร้างบรรทัดฐานของแรงจูงใจ การให้รางวัลและตำแหน่งหน้าที่ในยามสงครามเพื่อให้ทหารปฎิบัติตามคำสั่งของฮั่นหวาง เป็นมาตรการสำคัญที่รักษาน้ำใจของทหารให้อยู่กับผู้นำ ถ้ากระทำด้วยวิธีอื่นจะสามารถรักษาน้ำใจทหารได้ไหม จางเหลียงวิเคราะห์โดยยกเหตุการณ์ในอดีต เปรียบเทียบกษัตริย์ในอดีตกับหลิวปัง อธิบายแผนการต่างๆให้หลิวปังเข้าใจอย่างชัดเจนรวมทั้งความคิดทางการเมืองในประวัติศาสตร์จีนในอดีตที่ดำรงอยู่และฉากสำคัญในอดีต ไม่น่าแปลกใจเลยว่า 1,700 ปีผ่านมา หลี่จื่อฉิน (李贽情) สมัยราชวงศ์หมิงอดใจตนเองไม่ได้ที่จะสรรเสริญจางเหลียงในการวิเคราะห์ครั้งนี้ เรียกว่า ไขว้หลุ้น (快论)

การวิเคราะห์อย่างละเอียดของจางเหลียงทำให้หลิวปังดวงตาเห็นธรรม มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หยุดกินข้าวทันทีและเรียกหลี่สือฉีมาด่า “หลี่สือฉี ไอ้นักวิชาการขงจื้อจอมปลอมเกือบทำข้าป่นปี้แล้ว” แล้วออกคำสั่งให้ทำลายตราลัญจรของหกแคว้นทิ้งโดยเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของกลยุทธที่สำคัญในการทำการใหญ่ ลดปัญหาและการต่อต้านจากพันธมิตรที่มีต่อราชวงศ์ฮั่น จางเหลียงถือว่าเป็นนักวางแผนยุทธศาสตร์ที่เข้าใจในรายละเอียดและเป็นนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์

ในขณะที่หลิวปังถูกเซี่ยงหยี่ล้อมอยู่ที่อิ๋นหยาง หานซิ่นกำลังเดินทัพไปทางทิศเหนืออย่างราบรื่นเข้าไปสู่ดินแดนของข้าศึก เขาเริ่มยึดแคว้นต่างๆเริ่มจากแคว้นเว่ย (魏) แคว้นไต้ (代) แคว้นจ้าว (赵) แคว้นเหยี้ยน (燕) แล้วเข้ายึดดินแดนของแคว้นฉี (齐) ประกาศตนเองขึ้นเป็นฉีหวาง ส่งคนรายงานต่อหลิวปังว่า “ชาวฉีเป็นพวกเปลี่ยนแปลงเจ้าเล่ห์ สถานการณ์ที่นี่ไม่ค่อยมั่นคง ทางทิศใต้ก็ติดกับรัฐฉู่ ถ้าไม่แต่งตั้งเจ้าครองนครก็ยากที่จะปกครองรัฐฉี ดังนั้นได้โปรดแต่งตั้งตัวข้าให้เป็น ฉีหวาง

หลิวปังได้รับรายงานโมโหโกรธาเป็นอย่างยิ่งจนหน้าแดง ตะโกนด่าว่า “ข้าถูกล้อมอยู่ที่นี่มานานแล้ว คิดว่ามันจะมาช่วยข้าออกไป ไม่คิดว่ามันอยากจะตั้งตัวเป็นหวาง” เวลานั้นเฉินผิงเจิ้น (陈平正) นั่งอยู่ข้างหลิวปัง เฉินผิงเจิ้นและจางเหลียงตระหนักชัดเจนว่า การสนับสนุนของหานซิ่นเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินผู้ชนะสงครามระหว่างฮั่นและฉู่ นอกจากนี้หานซิ่นอยู่ไกลถึงแคว้นฉีประกาศตนเองเป็นหวาง หลิวปังไม่มีอำนาจและความสามารถที่จะขัดขวาง ดังนั้นเฉินผิงเจิ้นจึงขยับเท้าเบาๆไปเตะเท้าหลิวปัง หลิวปังเข้าใจทันทีมีปฎิกิริยาตอบสนองทันควันเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกและตะโกนด่าใหม่ว่า “ผู้ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งตัวเองเป็นหวางตัวจริง แล้วทำไมจะป็นหวางตัวปลอมละ” หลิวปังนิสัยชอบด่าคน การด่าในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจ นอกจากนั้นยังเป็นปฎิกิริยาธรรมชาติของหลิวปัง เป็นการปกปิดความไม่พอใจและความบกพร่องของหลิวปัง

เดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกันหลิวปังส่งจางเหลียงในฐานะตัวแทนไปแต่งตั้งหานซิ่นเป็นฉีหวาง และออกคำสั่งให้โจมตีรัฐฉู่ หานซิ่นฉีหวางแต่งตั้งใหม่ในขณะที่หลิวปังประนีประนอมต่อเขาแบบชั่วคราวเพื่อความง่ายและสะดวกในการหลอกใช้หานซิ่นในการประสบความสำเร็จในความขัดแย้งของการแย่งชิงอำนาจภายในของประเทศจีน เอาชนะเป็นต่อในสงครามฮั่นฉู่ ในรัชกาลฮั่นตะวันออกโกวเย่เฉิง (苟悦曾) ได้ประเมินสถานการณ์อย่างเป็นธรรมเขากล่าว่า “ถ้าปราศจากเขา(อ้างถึงหานซิ่นไม่ใช่หลิวปัง)เข้ามาร่วม คงไม่มีผลประโยชน์ต่างๆและชัยชนะที่น่าสรรเสริญ”เป็นการระบุถึงหานซิ่นโดยตรงซึ่งเป็นตัวแปรที่เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามฮั่นและฉู่

ปีที่ 4 แห่งราชวงศ์ฮั่นเกาจู่ 203 ปีก่อนคริสต์ศํกราช กองทัพฉู่ตีวงโอบล้อมกองทัพฮั่น หานซิ่นนำทัพฉีเข้าตีทัพฉู่ เผิงเยว๋ (彭越)นำกำลังสมทบเข้าตีทัพฉู่เพื่อตัดทัพฉู่ออกจากกัน กองทัพฉู่อ่อนล้าเซี่ยงหยี่ดูเหมือนถูกตัดขาดอยู่ลำพัง เขารู้สึกสิ้นหวัง ในที่สุดเซี่ยงหยี่กลับไปนำพ่อแม่ เมียและลูกๆของหลิวปังที่จำขังไว้มาเป็นเครื่องต่อรอง ทั้งสองทัพตกลงกันได้ แบ่งอาณาเขตกันโดยทิศตะวันออกเป็นดินแดนของฉู่ และทิศตะวันตกเป็นดินแดนของทัพฮั่น ทำสัญญาถอนทัพกลับไปดั้งสงบอยู่ในดินแดนของแต่ละฝ่าย เซี่ยงหยี่กลับไปทางตะวันออกปักหลักอยู่ที่เพ๋งเฉิน หลิวปังนำทัพกลับสู่ตะวันตกปักหลักที่ฮั่นจง (汉中) ในห้วงเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจนี้จางเหลียงซึ่งเป็นนักกลยุทธทางการเมืองมองเห็นภาพรวมอย่างลึกซึ้ง มองเห็นเซี่ยงหยี่มีศัตรูทั้งเบื้องหน้าและด้านหลัง อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก จางเหลียงกับเฉินผิงจึงเข้าพบหลิวปัง “บัดนี้โลกได้แบ่งแผ่นดินเปลี่ยนจากสามเป็นสอง ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะทำลายทัพฉู่ พวกเราทั้งหมดควรจะลงมือโดยทันที ไม่งั้นถ้าปล่อยให้ทัพฉู่กลับไปสู่ทิศตะวันออกได้เหมือนปล่อยเสือร้ายเข้าป่า ในอนาคตจะเป็นอันตรายต่อพวกเราแน่นอน”

หลิวปังรีบดำเนินการทันทีตามคำแนะนำของจางเหลียงยกทัพใหญ่ออกไล่ติดตามทัพฉู่ของเซี่ยงหยี่ ทั้งออกคำสั่งให้หานซิ่นและเผิงเยว่ยกทัพเข้าล้อมทัพเซี่ยงหยี่ หลิวปังนำทัพใหญ่ไล่ล่าทัพฉู่ไปจนตรอกอยู่ที่กู้หลิง (固陵,ปัจจุบัน คือ เขตไท่คัง太康มณฑลเหอหนาน) แต่เนื่องจากฮึกเหิมเกินไปไม่รอทัพของหานซิ่นและเผิงเยว่ที่ตามมาสมทบ การทำการครั้งนี้จึงล้มเหลว หลิวปังแอบซ่อนตัวอยู่ในแนวป้องกันแถวกู้หลิงเป็นกังวลใจอย่างมากเอ่ยถามจางเหลียงซึ่งอยู่ข้างกายว่า “ทำไมพวกมันไม่ยกทัพมาให้ทันเวลา” จางเหลียงรุ้แต่แรกแล้วว่าในใจของหานซิ่นและเผิงเยว่คิดอะไร เมื่อหลิวปังถามมาจึงตอบไปว่า “กองทัพฉู่จะพินาศ แม้ว่าตอนนี้ท่านตั้งหานซิ่นและเผิงเยว่เป็นหวาง(เจ้าครองนคร) แต่ท่านยังไม่กำหนดเลยว่าทั้งสองจะครอบครองดินแดนใด ที่ทั้งสองไม่มาตามเวลาเป็นเพราะเหตุนี้ ถ้าท่านยังไม่ออกพระราชสาส์นแบ่งดินแดนให้กับขุนพลทั้งสอง ไม่แน่ว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปจะสำเร็จหรือล้มเหลวยากที่จะคาดการ” หลิวปังยอมลดทิฐิมานะรีบดำเนินการตามข้อเสนอของจางเหลียงอย่างเร่งด่วน กำหนดให้ดินแดนของเฉินไปยังทิศตะวันออกจดดินแดนเหยี๋ยนไห่ (沿海) แถบชายฝั่งทะเลตะวันออกยกให้แก่ฉีหวางหานซิ่น (齐王韩信) ยกดินแดนสุ่ยหยาง (睢阳) ไปทางทิศเหนือจดดินแดนกู่เฉิน (谷城) ให้แก่เหลียงหวางเผิงเยว่ (梁王彭越) สองเดือนถัดมา หานซิ่นและเผิงเยว่จึงนำทัพมาสมทบ

ทหารฮั่นและพันธมิตรทั้งหมดมารวมพลกันที่กายเซี่ย (垓下,ปัจจุบัน คือ เขตหลิงปี้灵壁县ริมฝั่งแม่น้ำถัวเหอ沱河ฝั่งทิศเหนือ) หานซิ่นเป็นทัพแรกที่เข้าบุกทัพเซี่ยงหยี่โดยใช้กลยุทธ “สือเหมี้ยนม๋ายฟู” (十面埋伏,ปิดฟ้าล้อมดาว) ล้อมทัพของเซี่ยงหยี่ไว้ที่กายเซี่ย จากนั้นใช้แผน “สื่อเหมี้ยนฉู่เกอ” (四面楚歌,บรรเลงเพลงพื้นบ้านฉู่ทั้งสี่ทิศ) เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของทหารฉู่ ในที่สุดสามารถพิชิตเซี่ยงหยี่และทำลายกองทัพฉู่ บังคับให้เซี่ยงหยี่เชือดคอตัวเองตายที่ริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อมาถึงจุดนี้สงครามระหว่างฉู่ฮั่นซึ่งทำการรบกันมาเป็นเวลานาน 4 ปีก็จบสิ้นลง เป็นชัยชนะที่สมบรณ์แบบของหลิวปังในท้ายสุด

 

ยุคหลิวปังขึ้นครองราชบังลังค์ สถาปนาราชวงศ์ฮั่น

เดือนกุมภาพันธ์ ปีที่ 5 แห่งราชวงศ์ฮั่น 202 ปีก่อนคริสต์ศักราช หลิวปังขึ้นครองราชบังลังค์สถาปนาราชวงศ์ฮั่น ทรงพระนามว่า “ฮั่นเกาจู่ฮ่องเต้” (汉高祖王帝,ฮั่นเกาจู่หวางตี้) เดือนพฤษภาคมปีเดียวกันฮั่นเกาจูฮ่องเต้จัดให้มีการเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ที่หนานกง (南宫) เมืองลั่วหยาง (洛阳) โดยมีการจัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ ในระหว่างงานเลี้ยง ในระหว่างงานเลี้ยงในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในครั้งนี้ต่างดื่มฉลองแสดงความยินดีซึ่งกันและกัน หลิวปังมีความยินดีอย่างยิ่งเมื่อสามารถกำจัดรัฐฉู่หายไปจากโลกนี้และฮั่นสามารถครอบครองประเทศได้ หลิวปังยกย่องสามบุคคลสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ คือ เซียวเหอ จางเหลียง และ หานซิ่น เขายกวลีขึ้นมาเพื่อยกย่องจางเหลียงว่า “นโยบายส่งกำลังบำรุงเป็นม่านต่าข่าย ชนะศึกในแดนไกลที่ห่างเป็นพันๆลี้ คำพูดนี้แย่กว่ากึ๋นซะอีก (กึ๋นของจางเหลียง)”

หลังการก่อตั้งประเทศสำเร็จ และมีการตั้งเมืองหลวงซึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการหลอมรวมของราชวงศ์ฮั่นเพื่อรวบรวมความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาประเทศ ครั้งแรกฮั่นเกาจูหลิวปังอยากตั้งลั่วหยางให้เป็นเมืองหลวงตลอดไปและคณะรัฐมนตรีก็เห็นด้วย วันหนึ่งฉีโหลวจิ้ง (齐娄敬) มาเยี่ยมคำนับหลิวปัง กล่าวว่าดินแดนกวนจงกว่าท่านจะได้มาแสนลำบาก เหตุฉะไหนไม่ตั้งกวนจงเป็นเมืองหลวง หลิวปังลังเลใจ ส่วนรัฐมนตรีที่สนับสนุนตั้งลั่วหยางเป็นเมืองหลวงประกาศว่า การตั้งลั่วหยางเป็นเมืองหลวงมีประโยชน์ คนเหล่านี้คือผู้ปกครองเก่าของหกแคว้น เพื่อนเก่าที่ต่อสู้มาด้วยกัน ผู้ที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ แนะนำว่า “เมืองหลวงลั่วหยางสามารถมีอายุยืนหลายร้อยปี ทิศตะวันออกจดแดนเฉินเกา (成皋) ทิศตะวันตกมี เหยาหานเฉินสื่อ (肴函渑池, หมายถึงภูเขาเหยาและหุบเขาหานกู่) ด้านหลังติดแม่น้ำฮวงเหอ(黄河,แม่น้ำเหลือง หรือ Yellow River) ด้านหน้ามีแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำหลิงอี (临伊) และแม่น้ำหลัว (雒) ชัยภูมิเหมาะสมง่ายต่อการป้องกัน จางเหลียงและโหลวจิ้ง (娄敬)ต่างก็มีความเห็นเดียวกันแต่แตกต่างไปจากการเลือกลั่วหยางเป็นเมืองหลวง

จางเหลียงกล่าวว่า “ลั่วหยางเป็นชัยภูมิที่สามารถเอาชนะได้ยาก ศูนย์กลางเมืองมีขนาดเล็ก แต่ในรัศมีห่างออกไป 100 ลี้ เป็นดินแดนกันดารแห้งแล้ง และศัตรูสามารถบุกเข้ามาได้ทั้งสี่ทิศ โดยเฉพาะภัยคุกคามจากรัฐอู่จื้อกั๊ว (武治国) ส่วนกวนจงด้านซ้ายติดกับเทือกเขาเหยาหาน (肴函เป็นเทือกเขาต่อเนื่องกันของภูเขาเหยาและภูเขาหานกู่函谷 ปัจจุบัน คือ เทือกเขาทงกวน 潼关ในมณฑลส่านซีต่อเนื่องไปถึงเขตซินอัน新安ในมณฑลเหอหนาน) ด้านขวามีภูเขาหล่งซู่ฉงซัน (陇蜀丛山) แผ่นดินทั่วไปอุดมสมบูรณ์ บวกกับทางทิศใต้แผ่นดินอุดมเหมาะแก่การเกษตร ทิศเหนือมีทุ่งหญ้าเหมาะแก่การเลี้ยงวัวเลี้ยงม้า ชัยภูมิเหมาะแก่การป้องกันภัยจากทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันตก ทางทิศตะวันออกเหมาะแก่การควบคุมและปกครองหวางต่างๆ ท่านจะมีเสถียรภาพ อีกทั้งแม่น้ำฮวงเหอท่านสามารถเปิดการคมนาคมทางน้ำเพื่อขนส่งอาหารและอุปทานต่างๆเข้าสู่เมืองหลวงตามต้องการ ถ้าหากเหตุการณ์มีการเปลี่ยนแปลงท่านสามารถขนส่งอาหารและปัจจัยไปทางทิศตะวันออกได้อย่างสะดวกพอเพียงแก่การส่งเสบียงอาหารให้แก่กองทัพ นี่คือการป้องกันเมืองหลวงที่ดี เหมือนฟ้าประทานมาให้ คำกล่าวของโหลวจิ้งเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง” การวิเคราะห์อย่างครอบคลุมของจางเหลียงรวมทั้งองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆสร้างความมั่นใจให้แก่หลิวปังในการเลือกเมืองหลวง ดังนั้นฮั่นเกาจู่หลิวปังจึงตัดสืนใจทันทีเลือกกวนจงเป็นเมืองหลวง

เดือนมกราคมปีที่ 6 แห่งราชวงศ์ฮั่นหลิวปังประกาศแต่งตั้งรัฐบุรุษที่มีความดีความชอบรวม20คนรวมทั้งจางเหลียง ส่วนที่เหลือที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งได้มีการโต้เถียงขัดแย้ง มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน

วันหนึ่งหลิวปังประทับอยู่ที่ราชวังหนานกง เมืองลั่วหยาง นั่งบังลังค์สังเกตเห็นข้าราชบริพารกลุ่มละสามคนบ้าง กลุ่มละห้าคนบ้างนั่งซุบซิบกัน จึงถามจางเหลียงไปว่าพวกเขากำลังพูดคุยกันเรื่องอะไร จางเหลียงจงใจกล่าวเตือนแทงใจดำว่า “พวกเขากำลังซุบซิบเพื่อก่อการกบฎ” หลิวปังตกใจถามกลับไปว่า “ราชวงศ์พึ่งเริ่มต้น ทำไมพวกเขาถึงคิดการกบฎ” จางเหลียงตอบว่า “ท่านมาจากสามัญชน ใช้พวกเขาที่มีความสามารถเหล่านี้ทำการจนท่านชนะสงครามรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ตอนนี้ท่านได้เป็นกษัตริย์ แต่พวกคนที่ได้ความดีความชอบคือพวกคนที่ท่านชอบ ส่วนพวกที่ถูกประหารทิ้งคือพวกที่ท่านเกลียดชัง ตอนนี้เฉาจ่งเจิ้น (朝中正) กำลังวางแผนก่อกบฎ ถ้าหากท่านต้องแบ่งดินแดนให้แก่ทั้งหมด แผ่นดินทั้งหมดก็ไม่พอแบ่ง คนพวกนี้กลัวว่าท่านจะไม่แบ่งดินแดนให้กับเขา และกลัวว่าท่านจะหาเรื่องเอาผิดพวกเขา ในที่สุดพวกเขากลัวถูกประหาร พวกเขาจึงสุมหัวกันเพื่อก่อการกบฎ” หลิวปังรีบถามว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำอย่างไรดี” จางเหลียงถามกลับว่า “ ท่านธรรมดาเกลียดเสนาบดีคนไหนมากที่สุด” หลิวปังตอบ “นั่นคือ หยงสือ (雍齿) ละ” จางเหลียงจึงกล่าวว่า “อย่างนั้นท่านต้องรีบแต่งตั้งหยงสือทันทีข้าราชบริพารคนอื่นเห็นหยงสือได้รับความดีความชอบ ทุกคนก็จะเบาใจ” ดังนั้นหลิวปังจึงแต่งตั้งหยงสือเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดงานเลี้ยงฉลองให้เป็นการรักษาเสถียรภาพของอำนาจให้มั่นคง ข้าราชบริพารทั้งหลายเห็นเช่นนั้นต่างสบายใจต่างคนต่างรำพันว่า “ขนาดคนอย่างหยงสือยังได้ความดีความชอบ เช่นนี้แล้วเราไม่จำเป็นต้องกังวลใจละ” การเคลื่อนไหวของจางเหลียงไม่เพียงแต่แก้ไขข้อบกพร่องของหลิวปังในการแต่งตั้งคนจากความชอบส่วนตัว เล่นพวกหรือรับสินบนจากหลังบ้าน แต่ยังเป็นงานง่ายที่ช่วยลดความขัดแย้งเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้น จางเหลียงซึ่งเป็นนักการเมืองที่เต็มไปด้วยกุศโลบายและเข้าถึงจิตใจประชาชนกลายเป็นตัวอย่างของนักการเมืองจีนรุ่นต่อไปในอนาคต

จางเหลียงมักอ้างตัวเองป่วยอยู่เสมอตั้งแต่ฮั่นเกาจู่หลิวปังย้ายไปอยู่กวนจงในช่วงต้นของราชวงศ์ฮั่น เขามักอ้างว่าตนเองป่วยและอาศัยอยู่ที่บ้านไม่ให้คนเข้าพบ หลังจากที่ราชบังลังค์ของหลิวปังมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ จางเหลียงค่อยๆถอยห่างออกมาจากหลิวปังจากที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์เป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์จนในทีสุดกลับสู่สามัญชน

แล้วในช่วงต้นของราชวงศ์ฮั่นหลิวปังได้ปราบปรามคนที่เขาคิดว่าเป็นศัตรูต่อเขาหรือตีห่างจากเขาอย่างโหดร้ายทารุณ จางเหลียงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนน้อยมาก ในการแย่งชิงอำนาจทั้งในที่ลับและที่แจ้งในราชวงศ์ฮั่นตะวันตก จางเหลียงยังฝากคำสอนไว้ว่า “เลือดย่อมสำคัญกว่าน้ำ” (疏不间亲 ซูปู้เจียนฉิง)

ปีที่ 10 แห่งราชวงศ์ฮั่น 197 ปีก่อนคริสต์ศักราช ราชวงศ์ฮั่นประสบกับวิกฤตการณ์ใหม่ หลิวปังได้เปลี่ยนองค์ชายที่จะขึ้นสืบราชบังลังค์ต่อจากเขา ในเวลานั้นหลิวปังรักและเอาใจมาดามฉี (戚夫人,ฉีฟู่เหริน) และรู้ว่าหลู่โฮ้ว (吕后,หลู่ฮวงโฮ้ว)มีใจไม่ซื่อตรงแอบมีใจให้กับหลิวเออหวาง (刘而王) จึงปลดองค์ชายเสี้ยวหุ่ย (太子孝惠ไท่จึเสี้ยวหุ่ย ลูกของหลู่ฮวงโฮ้ว) แล้วแต่งตั้งจ้าวหวางหรู่อี้ (赵王如意ลูกของมาดามฉี) เป็นมกุฎราชกุมารไว้สืบราชบังลังค์ต่อจากเขา คณะเสนาบดีทั้งหมดต่างไม่เห็นด้วยแต่ไม่มีใครเปลี่ยนใจหลิวปังได้ หลู่โฮ้วเห็นว่าองค์ชายเสี้ยวหุ่ยลูกของตนโดนปลดจึงหันหน้าไปปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากจางเหลียง จางเหลียงพิจารณาตำแหน่งของมกุฎราชกุมารเป็นตำแหน่งสำคัญไม่สมควรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ยกคำพูดของปราชญ์ซู่ซุนทง (叔孙通) มากล่าว “มกุฎราชกุมารคือรากฐานราชวงศ์ ถ้าตำแหน่งมกุฎราชกุมารสั่นคลอนราชวงศ์ก็บั่นทอน” รวมทั้งราชวงศ์ฮั่นพึ่งก่อตั้งใหม่ รากฐานการปกครองของราชวงศ์ฮั่นยังไม่เข้มแข็ง ระบบต่างๆก็ยังไม่มั่นคง ตอนนี้เพียงแต่รักษาสถานะเดิมเท่านั้น ปกครองโดยไม่ทำอะไรเลยเป็นการฝืนธรรมชาติ ไฉนทำให้บ้านเมืองสงบได้ ควรที่จะปกป้องให้บ้านเมืองให้มีเสถียรภาพ เมื่อจางเหลียงนำคำพูดเหล่านี้บอกกล่าวแก่หลู่โฮ้ว

หลู่โฮ้วเอาลิ้นเป็นประกันต่อองค์ชายเสี้ยวหุ่ยว่า “ซางซัน (商山)มีสี่ขาว ( หมายถึงคนแก่ที่มีผมขาว 4 คน คือ ตงหยวนกง 东园公 ลูหลี่เซียนเซิน 甪里先生 ฉีหลี่หลี 绮里季 และ เซี่ยหวงกง 夏黄公) ทั้งหมดมีอายุกว่า 80 ปี มีคุณธรรมสูง ไม่ปรากฎชื่อในราชวงศ์ฮั่น หลบตัวอยู่ในป่า หลิวปังเชิญมาก็ไม่รับ แต่นามยังขจรไกลว่า สี่ฤาษีเฒ่าบนยอดเขา” ปัญหานี้จากพระราชวังถ้าอยู่ในมือของสี่ผู้เฒ่า หลิวปังจะเอาคำถามเรื่องตำแหน่งมกุฎราชกุมารไปปรึกษา ผลลัพธ์ในความหมายของหลู่โฮ้วมอบให้แก่จางเหลียง ถ้าหลิวปังนำเรื่องนี้มาปรึกษาจางเหลียง ให้จางเหลียงอย่าเข้าเฝ้า วันนี้เรื่องของมกุฎราชกุมารกลายเป็นเรื่องที่ตามองไม่เห็นอย่างเต็มเปี่ยม เป็นเรื่องยาก ยังไม่มีวิธีแก้ไข เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะลงนามแต่งตั้ง ในที่สุดองค์ชายเสี้ยวหุยจะได้ครองบังลังค์สืบต่อจากหลิวปังตามเดิม จากนั้นหลู่โฮ้วทำความเคารพจางเหลียงและลาจากไป

บันทึกในประวัติศาสตร์ในจดหมายเหตุราชวงศ์ฮั่น การช่วยเหลือของเซียวเหอแก่จางเหลียงในการวางแผนยุทธศาสตร์ไม่มีการบันทึก แต่เซียวเหอก็มีบทบาทสำคัญทัดเทียมกับจางเหลียงในภายหลัง ในลำดับของการจัดวางอำนาจ ฮั่นเกาจูหลิวปังยกพลเรือนสามหมื่นครอบครัวของแคว้นฉีให้จางเหลียง จางเหลียงปฎิเสธที่จะรับอย่างสุภาพ แต่ขอให้หลิวปังยกดินแดนหลิวตี้ (留地 ปัจจุบันคือเขตเพ่ยเสี้ยน沛县ในมณฑลเจียงซู)ให้ หลิวปังตกลง เป็นถิ่นฐานที่จางเหลียงพำนักในบั้นปลาย จางเหลียงลาออกจากราชการโดยให้เหตุผลว่า “แผ่นดินหานหลังจากปราชัยบัดนี้เข้าสู่ภาวะปกติ แผ่นดินนี้มีประชากรหมื่นครอบครัว แต่งตั้งข้าพเจ้าดูแลแผ่นดินนี้เป็นที่พอใจของข้าพเจ้าแล้ว เมื่อเห็นการปกครองของราชวงศ์ฮั่นเป็นปึกแผ่นขึ้นเรื่อยๆ กิจการของประเทศมีคนวางแผนและดูแล มีการแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบการเมืองที่เข้มแข็งในอดีตของราชวงศ์ฉิน มีการแบ่งเขตปกครองดินแดนและแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่ง เป้าหมายที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันได้บรรลุแล้ว ข้าพเจ้าขอกลับไปเป็นสามัญชนคนธรรมดา”

จากการที่จางเหลียงพยายามทำให้ร่างกายอ่อนแอป่วยเป็นไข้ และการเห็นจุดจบของเผิงเยว่ และหานซิ่นที่ตายอย่างน่าอนาถใจ รวมทั้งฟ่านหลี (范蠡)กับ ซิ่งเย่ว (兴越)ซึ่งไม่ทราบว่าหลบหนีไปหรือโดนประหาร จางเหลียงเข้าใจลึกซึ้งในปรัชญาที่ว่า “แรคคูนตาย จับหมากิน นกหยุดบิน คันศรดี ศัตรูแพ้พ่าย กุนซือตาย” (狡兔死,走狗烹;飞鸟尽,良弓藏;敌国破,谋臣亡) ไม่สนใจในผลประโยชน์มหาศาล กลัวจะมีโชคชตาเช่นเดียวกับหานซิ่น จางเหลียงลาออกเงียบๆ ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง มุ่งมั่นศึกษาศาสนา เชื่อถือในปรัชญาของจักรพรรดิเหลืองและลัทธิเต๋า ทำสมาธิ ใช้ชีวิตเฉกเช่นนักบวช แต่เมื่อหลู่โฮ้วคิดถึงจางเหลียง แนะนำเขาไม่ให้คิดมาก จางเหลียงในที่สุดก็ไม่ฟังคำแนะนำของหลู่โฮ้ว ยังคงจากไปเพื่อเป็นสามัญชน

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า จางเหลียงตายหลังฮั่นเกาจู่หลิวปัง 2 ปี คือปีที่ 189 ก่อนคริสต์ศักราช ทั้งนี้ข้อมูลประวัติศาสตร์ยังคลุมเคลืออยู่

แล้วประวัติของจางเหลียงก็จบลงโดยสมบูรณ์ เชิญทุกท่านหาความรู้และเกร็ดประวัติให้สำราญใจ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9
ลุงต้าลี่ วันที่ : 23/01/2013 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

(0)
น่าสนใจมาก ต้องตามไปดูหนัง หรือซื้อแผ่นแล้วละครับ
ความคิดเห็นที่ 8
Ae^ วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

(0)
ยังไม่ได้ดูเลย
ความคิดเห็นที่ 7
BlueHill วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 16.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
ตอนดูในหนัง ฉากงานเลี้่ยงตื่นเต้นมากๆ
แต่มาอ่านบทแปลของคุณจุ่ยกลับตื่นเต้นยิ่งกว่า
มีความซับซ้่อนและลึกกว่าในหนังมากมาย

ขอบคุณมากๆครับ

เกาสือหวางสือกง หรือ “ผู้เฒ่าแห่งการทำลาย” เป็นตัวละครที่น่าสนใจมากๆ
ความคิดเห็นที่ 6
cozy วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 11.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
แปลได้ยอดมากครับพี่

จางเหลียงนี่ผมอ่านหนังสือไซฮั่น เขาก็ยกให้ว่ายอดเยี่ยมมากนะครับ ในช่วงไล่ๆกัน เว่ยเหลียว คนที่ช่วยจิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินก็เก่ง ยุคนั้นน่าสนุกมาก
ความคิดเห็นที่ 5
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 10.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daniel

(0)
ใช่ครับ ความสำเร็จของจอมคนในประวัติศาสตร์ ต้องมีทั้งแบ็ค คือ ครอบครัวที่ดี และต้องมีกุนซือที่เก่ง ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน
สิ่งที่ชัดเจนตลอดมา คือ บรรดากุนซือทั้งหลายก็คือร่างร้านที่ต้องรื้อทิ้งเพมื่อการก่อสร้างต่าง ๆ เสร็จสิ้นลงแล้ว การเอาตัวรอดของพวกกุนซือทั้งหลายในอดีต คือ บทเรียนที่ต้องศึกษานอกเหนือจากความสำเร็จของพวกเขาด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 4
Jui วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 09.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)

นี่เป็นโครงเรื่องในประวัติศาสตร์ที่ผู้กำกับหลายสำนักเอาไปตีความสร้างเป็นละครและภาพยนตร์ครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
อ่านประวัติ..สุดยอดครับ
หนังเรื่องนี้ เมืองไทย"แผ่น"ขายดีแน่ แต่ถ้าเข้าโรง..รับรอง เจ๊ง
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
อ่านประวัติ..สุดยอดครับ
หนังเรื่องนี้ เมืองไทย"แผ่น"ขายดีแน่ แต่ถ้าเข้าโรง..รับรอง เจ๊ง
ความคิดเห็นที่ 1
Jui วันที่ : 22/01/2013 เวลา : 09.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
เชิญอ่านตามสบายเลยครับ กว่าจะแปลเรื่องนี้เสร็จใช้เวลาถึงสองอาทิตย์
เลยไม่ได้นำเสนอ Entry เรื่องอื่นๆเลย

อาจจะมีแปลผิดพลาดบ้างแต่เรื่องนี้ในบางส่วน แต่เรื่องนี้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุราชวงศ์ฮั่น และบันทึกของสุมาเฉียน ครับ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน