• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1182536
  • จำนวนผู้โหวต : 631
  • ส่ง msg :
  • โหวต 631 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2556
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 12517 , 07:29:09 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน

เซียวเหอ...นักปกครองหนึ่งในสามวีรบุรุษต้นราชวงศ์ฮั่น

หลังจากถ่ายทอดเกร็ดประวัติของจางเหลียงและหานซิ่นแล้ว คนสุดท้ายอดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ เขาเป็นหนึ่งในสามวีรบุรุษผู้ร่วมกับหลิวปังมาตั้งแต่ต้นช่วยกันถากถาง กรุยทางก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นจนสำเร็จ และเป็นผู้วางรากฐานในการปกครองให้กับราชวงศ์ฮั่นจนมีอายุยืนยาวหลายร้อยๆปี

 

เซียวเหอเป็นคนเจียงซู แขวนเฟิงเซี่ยน (丰县) เริ่มต้นเป็นพนักงานฝ่ายปกครองในเขตฉินเพ่ยเซี่ยน(秦沛县) ปลายราชวงศ์ฉินอยู่กับหลิวปังก่อการจราจล หลังจากยึดครองเมืองเสียนหยาง(咸阳)ได้แล้วได้รับการแต่งตั้งเป็นสมุหนายกของรัฐฮั่น มีหน้าที่ออกกฎหมาย จัดทำหนังสือแผนที่ เก็บรายละเอียดสภาพภูมิประเทศเขาสูง ผาชัน แม่น้ำลำคลอง จัดทำสำมะโนครัวเขตต่างๆ สำหรับการกำหนดรูปแบบนโยบายการเมืองในอนาคตและมีบทบาทสำคัญในการที่จะเอาชนะในสงครามฉูฮั่น ในระหว่างสงครามฉู่ฮั่นเขาอาศัยอยู่ในกวนจง(关中) ใช้กวนจงเป็นที่ชุมนุมพลและกองสนับสนุนอยู่ด้านหลัง ขนส่งกองทหาร สัมภาระและเสบียงอาหารอย่างต่อเนื่องไปยังกำลังรบที่อยู่แนวหน้า หลังจากหลิวปังมีชัยชนะต่อเซี่ยงยวี่ ประกาศสถาปนาราชวงศ์ฮั่นปกครองประเทศ เขากลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เซียวเหอหยิบเอากฎหมายราชวงศ์ฉินหกฉบับมาใช้ ปรับเปลี่ยนและกำหนดระบบกฎหมายใหม่ เรียกว่า กฎหมายมาตราเก้าบท (จิ่วจางลวี่, 九章律) แนวคิดของกฎหมายเก้าบทนี้ คือ ประกาศใช้แต่ไม่บังคับใช้ ผู้คนชื่นชมเหมือนกฎหมายสมัยจักรพรรดิเหลือง ในปีที่ 11 แห่งราชวงศ์ฮั่น(196 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ช่วยฮั่นเกาจู่หลิวปังกำจัดหานซิ่น จิ่วเจียงหวางอิงปู้และหวางอื่นๆที่คิดก่อการกบฎ เมื่อฮั่นเกาจู่สวรรคต เขาเปลี่ยนตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ (ฮวางตี้,皇帝) อยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาได้สองปี (193 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ก็สิ้นชีวิต ชื่อสุดท้ายในมรณกรรมว่า “เหวินจงโฮว” (文终侯)

จากผู้คุมโทษที่เพ่ยเซี่ยนออกติดตามหลิวปัง

เซียวเหอเกิดในยุคของโจวหน่านหวาง(周赧王)ปีที่ 58 (257 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เสียชีวิตในปีที่สองของยุคฮั่นฮุยตี้(193 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เดือนกรกฎาคม เกิดที่เพ่ยจวิ้นเฟิงอี่(沛郡丰邑)เมืองจงหยาง(中阳, ปัจจุบันคือเมืองเฟิงเซี่ยน丰县มณฑลเจียงซู) ดำรงตำแหน่งสมุหนายกของราชวงศ์ฮั่น รัฐบุรุษของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก มีชื่อสุดท้ายเมื่อมรณกรรมว่า “เหวินจงโฮว (文终侯)เป็นหนึ่งในสามวีรบุรุษต้นราชวงศ์ฮั่น ช่วยเหลือฮั่นเกาจู่หลิวปังสถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันตก บันทึกประวัติศาสตร์ของซือหม่าเชียนเซียวเซียงกั๊วสื่อเจีย”(萧相国世家)อธิบายว่า “สมุหนายกเซียวมีภูมิลำเนาอยู่ที่เพ่ยจวิ้นเฟิงอี่(沛郡丰邑) เป็นคนไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ทำงานรับใช้อย่างมีวินัย ในตำแหน่งสมุหนายกภายใต้ร่มเงาของฮั่นเกาจู่ ทำงานเป็นร้อยร้อยเรื่องเพื่อค้ำบัลลังค์ฮั่นเกาจู่” เป็นรัฐบุรุษของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และหนึ่งในสามวีรบุรุษต้นราชวงศ์ฮั่น ในวัยเยาว์เขาอาศัยอยู่ที่เพ่ยเซี่ยน(ปัจจุบันคือเมืองเพ่ยเซี่ยน มณฑลเจียงซู)เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง (กงเฉา功曹) คือตำแหน่งพนักงานปกครองเขตซึ่งเป็นยศตำแหน่งในสมัยนั้น เขาเป็นคนขยันหมั่นศึกษาตำหรับตำราอยู่เสมอ มีความคิดที่มีอุดมการณ์ ชอบศึกษากฎหมายเก่าๆในอดีต เขาเป็นคนที่ขยันและมัธยัสถ์ ไม่ฟุ่มเฟือยและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ปัจจุบันกำแพงคูเมืองทิศตะวันออกของเมืองเพ่ยเซี่ยน และพิพิธภัณฑ์ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกของเมืองเพ่ยเซี่ยนมีลายมือของเซียวเหอจารึกว่า “สมุหนายกเซียวมัธยัสถ์อย่างหนัก เพื่อบ้านที่อยู่ด่านตะวันออก ทางเหนือของเมืองในจงหยางที่ห่างไกล” (เซี่ยวเซี๋ยงกั๊วเจ่ยเจี่ยนจือฉง ฉีหยิ๋นเฉิงตงเหมิงเป่ยเฉิงจงหยางหลี่พี่ตี้,萧相国节俭至重,其营城东门北城中阳里僻地)

จากพงศาวดาร “เจียงหนานถงจือ”( 江南通志) “เซียวเหออาศัยอยู่ที่ประตูด่านด้านตะวันออกทางเหนือของเมืองเฟิงเซี่ยน(丰县)ชนบทที่ห่างไกล” หมายความว่า เซียวเหอปลูกบ้านอยู่ในเขตเฟิงเซี่ยนชนบทที่ห่างไกลมาก “ประวัติศาสตร์บันทึกว่า” เซียวเหอไม่ต้องการให้บ้านเขาอยู่ในอันตราย มีคำกล่าว “โฮ้วสื่อเซียน สืออู๋เจี่ยน”( 后世贤,师吾俭)หมายความว่า เซียวเหอสร้างบ้านโดยไม่มีกำแพงรั้ว เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาความมัธยัสถ์ของเขา เขาเป็นคนง่ายๆ มีความรู้ดีมาก และชอบคบหาสมาคมกับเพื่อนฝูง นอกจากนี้ชอบอยู่เป็นเพื่อนร่วมดื่มสุรากับหลิวปัง คนขายเนื้อฟ่านไขว้(樊哙)ผู้คุมเรือนจำเฉาชาน(曹参) คนขับรถม้าเซี่ยโฮวอิน(夏侯婴) ยังมีนักเป่าแตรโจวป๋อ(周勃 พ่อของโจวย่าฝู周亚夫) เพราะว่าพวกเขามีอายุไล่เลี่ยกัน นิสัยคล้ายๆกัน ไม่นานทั้งหมดกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมีความเห็นสอดคล้องกัน โดยเฉพาะกับหลิวปัง เซียวเหอรู้สึกดีเป็นพิเศษ เขามองหน่วยก้านของหลิวปังมีความสง่างาม มีลักษณะพิเศษ การสนทนามีลักษณะแตกต่างจากคนอื่นๆ เป็นผู้มีบารมีสูง ดังนั้นเขาจึงยกย่องหลิวปังเป็นพิเศษ และใช้อำนาจของเขาในทางลับเพื่อช่วยเหลือหลิวปังอยู่เป็นเนืองๆ เดือนกรกฎาคม ปีแรกแห่งกษัตริย์องค์ที่สองแห่งราชวงศ์ฉิน(209 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เฉินเซี่ยง(陈胜)และอู๋กว่าง(吴广)ลุกขึ้นก่อกบฎที่ต้าเจ๋อซียง(大泽乡)เพื่อล้มราชวงศ์ฉิน รวบรวมและสนับสนุนคนกล้าทั้งหลายลุกขึ้นสู้ บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายไปทั่ว ในตอนนั้นเซียวเหอยังคงอยู่ที่เพ่ยเซี่ยนทำหน้าที่ผู้คุมโทษ เขากับเฉาชาน ฟ่านไขว้ เซี่ยโฮวอิน โจวป๋อ และคนอื่นๆมักจะสุมหัวประชุมปรึกษากัน มองดูและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหลบซ่อนตัวอยู่ในใจกลางภูเขาหม่างต้านซัน(芒砀山)แอบติดต่อกับหลิวปังเป็นพิเศษ

 

ก่อการจลาจลและลุกขึ้นสู้

ในขณะที่เฉินเซี่ยงและอู๋กว่างก่อกบฎซึ่งมีผลกระทบไปทั่ว บรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในที่ต่างๆต่างรู้สึกได้ว่าราชวงศ์ฉินคงมีอายุสืบไปไม่นาน ดังนั้นจึงลุกขึ้นต่อต้านคนของรัฐบาลราชวงศ์ฉิน เข้าร่วมกับฝ่ายกบฎเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง เซียวเหอทำงานที่เพ่ยเซี่ยนซึ่งอยู่ใกล้เมืองฉีโจว(蕲州) เจ้าเมืองเพ่ยเซี่ยนมองเห็นแผ่นดินลุกเป็นไฟทุกหย่อมหญ้า กลัวว่าหัวตัวเองจะหลุดจากบ่า ดังนั้นจึงเรียกหาเซียวเหอ เฉาชาน และคนอื่นๆ เพื่อคิดการลับก่อการใหญ่ เซียวเหอเสนอความเห็นว่า “ท่านเป็นเจ้าพนักงานของราชวงศ์ฉิน ชาวเพ่ยเซี่ยนยากที่จะฟังท่าน เพื่อก่อการใหญ่ จำเป็นต้องหลบออกไปจากบ้านเกิด แล้วเมื่อเป็นใหญ่ค่อยหวลกลับมา ถ้าต้องกลับมา เพ่ยเซี่ยนเองสามารถเป็นกำแพงป้องกันได้เทียบอย่างภูเขาไท่ซัน(泰山)เลย” เจ้าเมืองรับฟัง รู้สึกมีเหตุผล เซียวเหอจึงแนะนำหลิวปังให้แก่เขา และให้เจ้าเมืองให้อภัยความผิดของหลิวปังแต่หนหลัง

ตอนแรกเจ้าเมืองรู้สึกละอายใจแต่หลังจากคิดทบทวน บ้านเมืองช่วงนี้วุ่นวายไปทั่ว ถึงแม้หลิวปังมีความผิดในข้อหาทำร้ายร่างกาย ตราบใดที่เขาเต็มใจจะช่วยเหลืออย่างจริงจัง เขาก็เป็นผู้ที่เหมาะสม ดังนั้นผู้เจ้าเมืองจึงให้พา ลวี่สวี่(吕须)น้องสาวภรรยาของหลิวปังและฟ่านไขว้ออกไปตามหาหลิวปังที่ภูเขาหม่างต้านซันมาร่วมกันก่อการ หลิวปังตอบตกลงอย่างง่ายดาย รีบกลับมายังเพ่ยเซี่ยนทันที ไม่คาดคิดเมื่อเจ้าเมืองเห็นว่าหลิวปังมีกำลังและพรรคพวกเป็นจำนวนมาก กังวลใจว่าจะควบคุมพวกเขาเหล่านี้ไม่อยู่ จึงกลับคำปฎิเสธให้หลิวปังเข้าเมือง และจับเซียวเหอและพรรคพวกไว้นำไปขังไว้ยังเรือนจำภายใน หลิวปังนำคนมาถึงกำแพงเมือง เห็นประตูเมืองปิดสนิท รู้ในทันใดว่าเหตุการณ์ในเมืองมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงสั่งให้สมุนล้อมเมืองไว้ เตรียมตัวเข้าโจมตี ในตอนนั้นเซียวเหอและเฉาชานแอบลอบหลบหนีไปพบหลิวปังที่นอกเมือง หลิวปังดีใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสามสุมหัวปรึกษากัน หลิวปังเขียนจดหมายลงบนผ้าไหมถึงประชาชนในเมืองเพ่ยเซี่ยนแล้วใช้ธนูยิงเข้าไปในเมือง ในจดหมายดังกล่าวมีใจความว่า “ประชาชนทนรับความเจ็บปวดจากการปกครองของราชวงศ์ฉินมาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้พี่น้องทั้งหลายอยู่ในเมืองเพื่อจะปกป้องเจ้าเมืองเพ่ยเซี่ยนฉะนั้นหรือ ตอนนี้เจ้าชายเมืองต่างๆต่างลุกขึ้นก่อการ อีกไม่นานจะยกทัพมาตีเมืองเพ่ยเซี่ยนแตก ถ้าพวกท่านชาวเพ่ยเซี่ยนลุกฮือขึ้นกำจัดผู้ปกครองเมืองเสีย ก็เป็นการช่วยเหลือเจ้าชายเหล่านั้น เราก็จะสามารถรักษาบ้านเมืองของพวกเราได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายจะถูกฆ่าตายอย่างไร้ค่า” ชาวเมืองเพ่ยเซี่ยนได้อ่านจดหมายของหลิวปัง ชุมนุมร่วมกันภายในเมืองลุกฮือกันขึ้นไล่ฆ่าผู้ปกครองเมือง แล้วเปิดประตูเมืองต้อนรับหลิวปัง

ร่วมกันใช้แผนยกหลิวปังเป็นผู้นำ

หลังจากยึดเมืองได้แล้วได้เชิญผู้อาวุโสในเมืองมาร่วมกันปรึกษาหารือ ที่ประชุมทั้งหมดต่างเลือกให้หลิวปังเป็นเจ้าเมืองคนต่อไปอย่างเอกฉันท์ ทำการต่อต้านราชวงศ์ฉิน หลิวปังกล่าวต่อที่ประชุมว่า “ วันนี้แผ่นดินแบ่งแยกกันวุ่นวาย เจ้าครองเมืองต่างๆลุกฮือตั้งตนเป็นใหญ่ ชาวเมืองเพ่ยเซี่ยนได้เลือกบุคคลที่สามารถให้ความหวังกับพวกท่านขึ้นมาเป็นผู้นำ ข้าเป็นคนที่ไม่ใช่รักตัวเอง จริงๆแล้วยังขาดทั้งคุณธรรมและความสามารถ เคยทำความผิดเล็กๆน้อยๆมาแล้ว ถ้าความผิดเหล่านี้พ่อแม่พี่น้องยังไม่ให้อภัย ถึงข้าตายร้อยครั้งก็ถือว่ายังไม่ได้ชดเชย หรือไม่อย่างนั้นโปรดรีบเลือกเจ้าเมืองใหม่ที่มีความสามารถมากกว่าข้าเพื่อมารับมือเหตุการณ์ในตอนนี้” ผู้คนเห็นหลิวปังพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตนต่างรู้สึกชื่นชมเป็นอันมาก ทุกคนเสนอให้หลิวปังเป็นเจ้าเมืองเพ่ยเซี่ยน หลิวปังปฎิเสธที่จะรับตำแหน่งถึงสามครั้ง เซียวเหอก็พยายามกล่อมหลิวปังแต่ไม่สำเร็จ ทุกคนต่างหมดหวัง จึงเลือกบุคคลที่มีเกียรติและชื่อเสียงในเมืองเก้าคน รวมทั้งหลิวปังเป็นสิบคน แล้วนำคนทั้งสิบคนมาเขียนชื่อลงในกระดาษ ประกาศต่อหน้าฟ้าดินทำการเสี่ยงทายหยิบเอาว่าใครจะได้เป็นเจ้าเมืองเพ่ยเซี่ยน และถ้าหยิบได้บุคคลนั้นต้องห้ามปฎิเสธไม่รับตำแหน่ง เซียวเหอมองดู เห็นด้วยกับวิธีการ พูดกับทุกคนอย่างเคร่งเครียดว่า “วิธีการของพวกท่านแบบนี้ดีแล้ว ให้ฟ้าเป็นผู้กำหนดความยุติธรรมในที่สุด วิธีการแบบนี้จำเป็นต้องทำซะแล้ว” ทุกคนได้ยินต่างเห็นด้วยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เซียวกงเฉา(萧功曹,เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเซียว)รับใช้เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเมืองนี้มานานหลายปี ทำงานเป็นที่น่าพอใจ เรื่องนี้พวกเราคิดว่าควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเซียวเหอจัดการ” หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เซียวเหอจึงหันมาพูดกับทุกคนว่า “หลิวปังเคารพในความเชื่อถือของชาวบ้านที่สุด การจับสลากในครั้งนี้ ข้าคิดว่าเชิญเขามาเป็นผู้จับ เพื่อเป็นพยานที่หนักแน่น” ทุกคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน หลิวปังยินดีในการตอบรับขึ้นไปหยิบจับสลากชื่อ ทุกคนต่างจับจ้องมองกัน ปรากฎว่าชื่อในสลากเป็นชื่อของหลิวปังเอง เขาหันไปมองเซียวเหอ และคิดจะปฎิเสธรับตำแหน่ง เซียวเหอเห็นเช่นนี้รีบเดินออกมายืนด้านหน้า หยิบสลากที่เหลือทั้งหมดใส่ในปากเคี้ยวกิน หลังจากนั้นประกาศก้องว่า “ฟ้าดินประกาศิตแล้ว ยังมีอะไรจะพูดอีก” ชาวเมืองทุกคนได้ยิน ต่างตะโกนต้อนรับอย่างกึกก้อง หลิวปังไม่มีทางเลือกจึงสาบานยอมรับโดยดุษฎี ดังนั้นชาวเมืองจึงจัดพิธีเฉลิมฉลองเจ้าเมืองใหม่ในศาลากลางของเมือง ให้คำมั่นสาบานก่อการจราจลตามแคว้นฉู่ซึ่งประกาศก่อนหน้านี้ แต่งตั้งหลิวปังเป็น “เพ่ยกง” (沛公) ต่อมาหลิวปังจึงค่อยมารู้ว่าสลากทั้งสิบใบที่เซียวเหอเขียนชื่อมีแต่ชื่อเขาคนเดียวทั้งนั้น สำนึกรู้ว่าเซียวเหอต้องการให้เขาเป็นเจ้าเมืองคนเดียวเท่านั้น ในใจของเขาจึงขอบคุณเซียวเหอเป็นที่สุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเซียวเหอติดตามหลิวปังไปทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นศึกเหนือหรือปราบเสือทางใต้ปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างน่าสรรเสริญ

 

วางแผนแบบสุขุมและรัดกุม เก็บเป็นความลับ

เดือนกันยายน ปีที่สองของรัชกาลที่สองแห่งราชวงศ์ฉิน (208 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หลานชายของเซี่ยงเหลียง(项梁)ฆ่าหยินทง(殷通)ผู้ปกครองเขตฮุ่ยจีจิ่นโส่ว(会稽郡守)ลุกฮือก่อการจราจล ไม่นานจากนั้นเขาได้รวบรวมทัพม้าได้ถึงสองแสนคน ปราบดาหลานชายคนที่สิบสองของกษัตริย์อายุ 13 ปีขึ้นเป็นฉู่หวาง พร้อมให้กองทัพหลิวปังไปตั้งมั่นอยู่ที่เซวเฉิง(薛城) แม่ทัพนายกองตกลงร่วมกัน ให้เซี่ยงยวี่ยกทัพขึ้นเหนือช่วยแคว้นจ้าว แก้ไขสถานการณ์ของเขตจวี้ลู่ (巨鹿)ที่ถูกล้อม ยกทัพจากเหนือสู่ตะวันตกเพื่อโจมตีรัฐฉิน หลิวปังยกทัพทางใต้มุ่งตะวันตกเข้าสู่กวนจง(关中)ออกทำศึก ทั้งสองเส้นทางทั้งทัพบกและทัพม้าเพื่อเอาชนะทัพฉิน ใครสามารถเอาชนะทัพฉินที่เสียนหยาง(咸阳)ได้ก่อน คนนั้นจะได้เป็น “กวนจงหวาง”(关中王,กษัตริย์แห่งกวนจง)

หลิวปังนำทัพของเขามุ่งหน้าไปอย่างอาจหาญเป็นไปตามแผนการของจางเหลียง หลีกเหลี่ยงการปะทะกับทัพฉินที่เข้มแข็งและทำลายทัพฉินที่อ่อนแอ ปราบปรามฉินและปลอบโยนประชาชน ตลอดทางเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายจนยกมาถึงกวนจง เซียวเหอตนเองทำหน้าที่เฉิงตู(丞督,ผู้ว่าการ) รักษาเขตแดนและกำกับการขนส่งบำรุงกำลังให้แก่กองทัพ เดือนตุลาคม 206ปีก่อนคริสต์ศักราช หลิวปังยกทัพใหญ่ของตนเข้าประชิดประตูเมืองเสียนหยาง ฉินหวางจื่ออิง (秦王子婴)วางแผนฆ่าจอมเจ้าเล่ห์จ้าวเกา(赵高)นำตราพระราชลัญจรมาถวายและยอมแพ้แก่หลิวปัง ดังนั้นหลิวปังจึงยกทัพใหญ่เข้าสู่เมืองเสียนหยาง แม่ทัพนายกองและทหารทั้งหลายเพลินดูพระราชวังของราชวงศ์ฉินซึ่งสูงสง่างามโอ่อ่าตระการตา ถนนหนทางในเมืองเต็มไปด้วยความคึกคัก ทันใดนั้นทุกคนต่างลืมตัวต่างแย่งชิงกันปล้นทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่เพ่ยกงหลิวปังยังห้ามใจตนเองมิได้ ในขณะที่บ้านเมืองเกิดสูญญากาศ รีบขับม้าเข้าไปในพระราชวังฉินเพื่อชมดูโดยรอบ เขาพบเห็นพระราชวังที่งามตระการตา ตกแต่งด้วยเครื่องประดับประดาที่ปราณีตบรรจง กองไปด้วยเงินทองและไข่มุก รูปปั้นหมาล่าเนื้อและม้าศึก ของเล่นแปลกๆใหม่ๆ และมีกลุ่มของสาวงามพราวตาที่ไม่กล้ามองเพราะกลัวจะหลงใหล กลัวว่าอารมณ์ของตนจะถูกปลุกขึ้นมา แม้กระทั่งกิเลศตัณหาที่คิดจะครอบครองพระราชวังที่ร่ำรวยมั่นคั่งโอ่อ่าจะพาให้หักใจไม่ได้ที่จะจากไป หลิวปังบังคับตนเองไม่ได้เดินเข้าไปโอบกอดสาวงามและพาไปเข้าไปในห้องที่ประทับบรรทมของจักรพรรดิฉินหูไห้(胡亥,จักรพรรดิองค์ที่สองของราชวงศ์ฉินสืบบังลังค์ต่อจากจิ๋นซีหวางตี้) ล้มตัวลงนอนบนเตียงมังกรหยอกล้อกับสาวงามอย่างอ่อนโยน ทันใดนั้นแม่ทัพฟ่านไขว้เดินเข้ามาในห้องและตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “เพ่ยกงคิดจะครองแผ่นดินหรือคิดจะเป็นมหาเศรษฐี สมบัติล้ำค่ามหาศาลเหล่านี้ จริงแล้ว คือ ความหายนะของราชวงศ์ฉิน ท่านไม่ควรหมกหมุ่นอยู่กับมัน” ในเวลาเดียวกันจางเหลียงและคนอื่นๆเข้ามาต่างก็เสนอข้อดีข้อเสียให้หลิวปังรับฟัง หลิวปังฟังแล้วเข้าใจในทันใดสั่งให้ทหารเฝ้าและป้องกันพระราชวังรวมทั้งทรัพย์สินสมบัติทั้งหมด จากนั้นออกคำสั่งให้ทหารทั้งหมดถอยกลับไปตั้งมั่นที่ป้าซ่าง(灞上) แต่เซียวเหอหลังจากเข้าเมืองเสียนหยาง หนึ่งไม่ได้มีความปรารถนาในทรัพย์สินเงินทอง สองไม่ได้มีหลงใหลในสาวงาม แต่เร่งด่วนรีบไปพระบรมมหาราชวังและที่ทำการสมุหนายก(丞相,เฉิงเซี่ยง) ทั้งยังสั่งให้ทหารไปล้อมที่ทำการสมุหนายกไม่ให้ใครเข้านอกออกในเป็นอันขาด แล้วสั่งให้คนในบังคับและชาวบ้านราชวงศ์ฉินมาลงทะเบียนให้หมด เก็บแผนที่ภูมิประเทศของเมือง จัดเก็บกฎหมาย จดหมายเหตุและหนังสือแผนที่ทั้งหมดทั่วประเทศจัดการตรวจสอบโดยละเอียดเล่มต่อเล่ม หน้าต่อหน้า จัดสรรแบ่งปันเป็นหมวดหมู่ บันทึกและลงทะเบียนทั้งหมด รวบรวมเอกสารทั้งหมดจัดเก็บรักษา แล้วรอวันหลังค่อยตรวจสอบเนื้อหาโดยละเอียดเป็นพิเศษ เนื่องจากตามระบอบการปกครองของราชวงศ์ฉิน สมุหนายกทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านซ้ายของจักรพรรดิ จัดการปัญหาราชการใหญ่ๆของประเทศ ผู้ตรวจการแผ่นดิน(御史大夫,ยวี่สือต้าฝู)ดูแลกิจการภายนอกทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบแว่นแคว้นและมณฑลต่างๆ กิจการภายในเป็นหน้าที่ของขุนนางและเสนาบดี(公卿,กงชิง)จัดการราชการราชวงศ์ฉิน นอกจากกิจการและอำนาจทางการทหาร สมุหนายกและผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่เป็นผู้ผูกขาดดูแลกิจการต่างๆภายในแผ่นดินโดยรวมทั้งหมด เซียวเหอทำงานรับราชการมาเป็นเวลาหลายๆปี แน่นอนย่อมเข้าใจในระบอบและการจัดการปกครองนี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ทหารทั้งหมดทุกคนต่างชื่นชมยกย่องเขาเป็นอย่างยิ่ง หลิวปังพูดอย่างละอายใจว่า “เซียวเหอเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษจริงๆ ไม่เสียแรงเลยที่ข้ามอบหมายงานนี้ให้เขาทำ” เซียวเหอ รวบรวมจัดเก็บกฎหมายราชวงศ์ฉิน จดหมายเหตุและหนังสือแผนที่ต่างๆเพื่อเป็นรากฐานและยุทธศาสตร์ให้แก่หลิวปังในการครองแผ่นดิน จำนวนของประชาชนผู้มาลงทะเบียนบ้าน สถานการณ์ที่เข้มแข็ง การจัดเก็บภาษีอากรต่างๆเหล่านี้เป็นการกำหนดรูปแบบนโยบายและระบบกฎหมายอย่างถูกต้องบนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือ ในอนาคตการรวบรวมเป็นปึกแผ่นและการสถาปนาระบอบปกครองราชวงศ์ฮั่นตะวันตกสิ่งเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งอำนาจอย่างเดียวไม่สามารถออกแบบได้ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า เซียวเหอ เป็นคนที่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรและมองการณ์ไกล

หลังจากหลิวปังทราบข่าวว่าหานซิ่นเสียชีวิตแล้วเข้าไปขอบคุณเซียวเหอในฐานะสมุหนายก(相国,เซียงกั๊ว) สั่งจับกุมครัวเรือนห้าพันครอบครัว และสั่งทหารห้าร้อยคนให้อารักขาเซียวเหอ ฮั่นหวางหลิวปังสุขใจกระซิบที่ข้างหูของเซียวเหอ จ้าวผิง(召平)ซึ่งยืนอยู่ใกล้ถอยห่างออกไปด้วยเพราะความกลัว กล่าวกับสมุหนายกเซียวเหอว่า “ตั้งแต่เรื่องร้ายนี้เกิดขึ้น ตัวข้าฮั่นหวางอยู่นอกเมืองทำศึก ตอนนี้พวกหวยอิงโฮว(淮阴侯,หานซิ่น)ซึ่งสมรู้ร่วมคิดกันพึ่งจะถูกปราบปรามหมด เจ้าคิดว่าทหารห้าร้อยนายที่ข้าให้มาอารักขาเจ้าจะอยู่ข้างกายเจ้าหรือ ข้าไม่คิดอย่างนั้น ข้าแนะนำเจ้าให้ปฎิเสธอย่ารับดินแดนของหานซิ่นรวมทั้งทรัพย์สินสมบัติทั้งหมดของหานซิ่นและพวก ให้เป็นสมบัติของกองทัพฮั่น” เซียวเหอเชื่อฟังแต่จ้าวผิงตัดพ้อน้อยใจ หลิวปังยิ้มอย่างมีความสุข

ฤดูใบไม้ร่วงปีที่ 12 ในสมัยฮั่นเกาจู่ ฉิงปู้(黥布)ก่อการจราจล หลิวปังส่งคนมาถามการตัดสินใจของเซียวเหอบ่อยๆว่าจะเข้าข้างฝ่ายไหน เซียวเหอแสดงออกว่าต้องการจะคงสถานการณ์นี้ไว้เพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวม มีคนมาชักชวนเซียวเหอว่า “ข้าเห็นว่าจะมีการฆ่าล้างตระกูลเซียวในไม่ช้านี้ ท่านในฐานะสมุหนายกจะเป็นคนแรก ท่านหรือจะสามารถไปทานอำนาจของเขาได้ ตอนที่ท่านอยู่กวนจงมีชื่อเสียงไปทั่ว ประชาชนต่างแซ่ซ้องเพราะคุณงามความดีของท่าน ต้องการที่จะพึ่งพาท่าน ท่านทำไมไม่คิดตั้งตนปกครองแผ่นดินเพื่อประชาชนคนของท่าน กลับทำลายชื่อเสียงของท่าน โดยการสมคบทุจริตคอรัปชั่น เช่นนี้ฮั่นหวางจะไว้ใจละ” เซียวเหอฟังคำตัดพ้อ แต่ในตอนนั้นประชาชนฉางอัน(长安)พร้อมใจกันยกที่ดินทั้งหมดให้แก่เซียวเหอ เซียวเหอทำมากกว่านั้นอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปทำนาทำสวนทำไร่ในเขตพื้นที่อุทยานหลวงซึ่งเป็นที่ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์เพื่อขยายพื้นที่การเกษตรให้แก่ประชาชน หลิวปังโกรธจัดออกคำสั่ง “ให้จับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตที่สั่งให้ประชาชนรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานหลวงให้หมด” ดังนั้นจึงมีการจับกุมเซียวเหอ

ขณะนั้นหวางซิ่นเว่ยสื่อ(王姓尉侍)นั่งอยู่ใกล้หลิวปัง ถามหลิวปังว่า “สมุหนายกเซียวเหอแท้จริงแล้วทำอะไรผิดหรือจึงต้องถูกจับกุม” หลิวปังตอบว่า “ข้าได้ยินว่าสมัยหลี่สือ(李斯)เป็นสมุหนายกราชวงศ์ฉิน การดีๆทำเพื่อถวายองค์จักรพรรดิ การไม่ดีก็จะปรักปรำตนเองว่าทำผิด ตอนนี้สมุหนายกเซียวเหอรับสินบาทยอมให้ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปในเขตอุทยานหลวงจงใจที่จะเอาใจประชาชน ดังนั้นข้าจึงต้องการจับมันมาลงโทษ” หวางซิ่นเว่ยสื่อ กล่าวตอบ “ท่านสมุหนายกท่านรับเงินจริงๆหรือ และในขณะที่ท่านเดินทางออกนอกเมืองเพื่อไปปราบเฉินซี(陈豨) และฉิงปู้(黥布) ท่านสมุหนายกอยู่ที่เมืองฉางอัน ถ้าเขาต้องการก่อการปฎิวัติจริงๆแล้วเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขา แต่ท่านสมุหนายกไม่ได้ทำการใดเลย ท่านสมุหนายกไม่คิดหรือว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่ดีที่สุดของการก่อกบฎปฎิวัติ แต่ตอนนี้มาคิดรับเงินสินบนนี่เป็นช่วงเวลาที่ดีของการคอรัปชั่นหรือ และราชวงศ์ฉินล่มสลายในที่สุดเนื่องจากการคอรัปชั่น ท่านสามารถเอากรณีหลี่สื่อเป็นแบบอย่างหรือ ข้าหวังว่าฝ่าบาทไม่ควรจะสงสัยในตัวของท่านสมุหนายก คิดว่าเขาเป็นคนผิวเผินที่คิดอะไรไม่เป็น” หลังจากนั้นเซียวเหอได้เข้าไปคุกเข่าขอโทษแก่หลิวปัง หลิวปังกล่าวว่า “ไม่ต้องมีพิธีรีตองถึงขนาดนี้ ข้าไม่ใช่เจ๋ย(桀, ชื่อเรียกกษัตริย์องค์สุดท้ายราชวงศ์เซี่ย夏朝) หรือ โจว(纣,กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ่าง商代)ซึ่งเป็นทรราชย์เอาแต่ใจตัวเอง สมุหนายกเซียวเหอเพื่อการร้องขอของประชาราชไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ควรจะให้ประชาราชได้รับรู้ความผิดของข้า”

 

สายตาแหลมคม รู้ซึ้งความสามารถของหานซิ่น

หลังจากหลิวปังเข้ายึดเมืองเสียนหยางได้ก่อน ไม่นานเซี่ยงยวี่ค่อยยกทัพผ่านด่านมาถึง และในเดือนสองปีเดียวกันเซี่ยงยวี่ตั้งตนเองขึ้นเป็นซีฉู่ป้าหวาง(西楚霸王)ครอบครองดินแดนทางตะวันออกของเซี่ยงเหลียง 9 เขต สถาปนาเมืองเผิงเฉิง(彭城,ปัจจุบันคือเมืองสวี่โจว徐州มณฑลเจียงซู)เป็นเมืองหลวง และตามข้อตกลงเดิมที่ทำกันไว้ แต่งตั้งหลิวปังเป็นฮั่นหวาง เนื่องจากฐานอำนาจอยู่ในเขตแดนห่างไกลที่ปา(巴)และสู(蜀)จึงสถาปนาหนานเจิ้ง(南郑)เป็นเมืองหลวง เพื่อจะป้องกันไม่ให้หลิวปังยกทัพสู่ตะวันออก เซี่ยงยวี่แบ่งดินแดนกวนจงออกเป็น 3 แคว้น แต่ละแคว้นยกให้แม่ทัพทั้งสามแห่งราชวงศ์ฉิน คือ ยงหวางจางหาน(雍王章邯) ตี๋หวางต่งอี้(翟王董翳) ซายหวางซือหม่าซิน(塞王司马欣) หลิวปังมองเห็นจิตใจที่มุ่งร้ายของเซี่ยงยวี่ มีความโกรธเป็นอย่างยิ่ง มีใจอยากทำสงครามรบเป็นรบตายกับเซี่ยงยวี่ แต่เนื่องจากกำลังทัพยังอ่อนแอ ยากที่จะเอาชนะเซี่ยงยวี่ได้ จึงยอมรับความเห็นของเซียวเหอ จางเหลียงและคนอื่นๆ ใช้ความอดกลั้น พักทัพและเสริมความเข้มแข่งให้แก่กองทัพ สะสมผู้กล้า เพื่อรอเวลาวัดรอยเท้ากับเซี่ยงยวี่

เดือนเมษายนต่างฝ่ายต่างกลับไปสู่ดินแดนของตน หลิวปังทำตามแผนยุทธศาสตร์ของจางเหลียงพักรบและเสริมกำลังทัพ ถอนทหารกลับ ยกทัพอย่างเร่งด่วนกลับไปที่ปาสู(巴蜀) ตลอดทางมีทหารจากหวางคนก่อนหวางจวินจง(王军中)เข้ามาสมัครเป็นพวกของหลิวปังเป็นจำนวนมาก หานซิ่นในตอนนี้ก็หนีจากค่ายทหารฉู่เข้ามาสวามิภักดิ์กับหลิวปัง หานซิ่นแต่ก่อนเป็นคนของเซี่ยงยวี่ เขาเป็นคนกล้าหาญและสุขุมรอบคอบ คือ นักยุทธ์การทหารที่ไม่มีใครเปรียบได้ในโลก ครั้งแรกหลิวปังให้หานซิ่นเป็นเจ้าพนักงานเล็กๆดูแลและจัดการเรื่องเสบียงอาหารและสัมภาระ หานซิ่นรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สบโอกาสโดยบังเอิญเซียวเหอพบและรู้จักหานซิ่น ในห้วงเวลาแห่งการติดต่อพบปะสมุหนายกเซียวเหอค้นพบว่าหานซิ่นเป็นคนกล้าหาญและมีความรู้ เป็นผู้มีความสามารถซึ่งนานๆจะหาพบสักคน ดังนั้นจึงพยายามแนะนำหานซิ่นแก่หลิวปังอยู่บ่อยๆ แต่หลิวปังไม่ได้สนใจและใส่ใจ แม้จะส่งสายตาถามเป็นเวลานานกว่าสองเดือน

ทหารฮั่นไม่ต้องการพักทัพอยู่ในปาสูเป็นเวลานาน ทุกคนต่างคิดถึงบ้านเกิด นับวันทหารที่คิดถึงบ้านเกิดนับวันยิ่งเพิ่มขึ้น วันหนึ่งหานซิ่นเห็นว่าตนมาอยู่ในค่ายทหารฮั่นเป้นเวลานานไม่มีใครคิดใช้สอย เกิดอารมณ์โกรธจึงหนีออกจากค่ายฮั่น เซียวเหอมาทราบภายหลัง วางมือจากภาระกิจเร่งด่วนทั้งหมดในทันที รีบจับม้าไล่ตามหาหานซิ่น ทั้งยังไม่มีเวลาไปร่ำลารายงานให้หลิวปังทราบก่อน หลิวปังและทหารทั้งหมดประหลาดใจและเกิดการกังวลภายในกองทัพ ทั้งยังมีนายทหารบางนายรายงานว่า “สมุหนายกเซียวเหอหนีไปแล้ว” หลิวปังได้ยินรายงานตกใจหน้าถอดสี พูดออกมาว่า “ฉิบหายละ ข้ากำลังจะปรึกษาการใหญ่เรื่องการทหารกับมัน ทำไมมันหนีไป” จากนั้นส่งคนออกตามหาเซียวเหอ สองวันก็แล้วก็ยังไม่พบเงาของเซียวเหอ หลิวปังกระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติดที่ จริงแล้วเซียวเหอไปตามหานซิ่นด้วยความยากลำบาก ตลอดทางถามหาหานซิ่นตลอดทางไล่ตามหาจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินก็ยังตามตัวไม่เจอ จึงคิดลงจากหลังม้าพักผ่อนฃั่วขณะ ทันใดนั้นเห็นคนขับม้าเลียบริมแม่น้ำห่างไกลออกไป เซียวเหอสดชื่นขึ้นทันใดขึ้นมาควบไปด้วยความเร็วและตะโกนว่า “ท่านหานซิ่น ท่านหานซิ่น” เขากระตุกม้าของเขาไปยังริมแม่น้ำลงจากหลังม้าพักหอบหายใจ กล่าวด้วยอารมณ์พุ่งพล่าน “ท่านแม่ทัพหานซิ่น เป็นโชคดีที่พวกเราได้มาพบกันอีกเพื่อจะคบหาเป็นเพื่อนฝูงกันต่อไป ทำไมท่านไม่พูดสักคำก่อนที่จะลาจากมา” หานซิ่นไม่ยอมพูดอะไร เซียวเหอจึงพูดจาชักชวนอีกหลายๆครั้งเพื่อชักชวนให้หานซิ่นกลับไปกับตน ในเวลานั้นเถิงกงเซี่ยโฮวอิน(滕公夏侯婴)ก็ขับม้ามาถึง ทั้งสองพยายามชักชวนให้หานซิ่นกลับไปกับพวกตนแต่ไม่เป็นผล ทั้งสองจึงพูดว่า “ถ้าท่านไม่ฟังคำชักชวนของพวกเราทั้งสอง อย่างนั้นพวกเราทั้งสามหนีไปด้วยกัน ดีไหมท่าน” หานซิ่นจึงยอมกลับไปกับเซียวเหอและเซี่ยโฮวอิน ในวันที่สามทั้งสามก็เดินทางกลับมาถึงหนานเจิ้ง

เซียวเหอกลับไปเข้าเฝ้าหลิวปัง หลิวปังเห็นเซียวเหอทั้งโกรธทั้งประหลาดใจ กล่าวว่า “เจ้าหนีไปไหนมา” เซียวเหอตอบว่า “ข้าไม่ได้หนี ข้าไปตามหาคนที่หนีไป” หลิวปังถามต่อ “ใครที่เจ้าไปตามหา” เซียวเหอ ตอบ “หานซิ่นหลิวปังได้ฟังแล้ว กล่าวอย่างไม่เห็นด้วยว่า “แม่ทัพนายกองหนีไปเป็นสิบๆคนข้าไม่เคยได้ยินว่าเจ้าคิดจะไปตามกลับ ทำไมต้องไปตามหาไอ้หานซิ่น อย่างนี้จริงๆแล้วเจ้าหลอกข้านี่หว่า” เซียวเหอ กล่าว “แม่ทัพนายกองพวกนั้นหาที่ไหนก็หาได้ แต่หานซิ่นเป็นแม่ทัพที่มีความสามารถพิเศษไม่มีใครเทียบในปัจจุบันนี้ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ถ้าหนีไปแล้วจะหาใครมาแทนเขาได้ละ ถ้าท่านต้องการเป็นเพียงฮั่นจงหวางเท่านั้น ท่านไม่จำเป็นต้องมีหานซิ่นหรอกแต่ถ้าท่านต้องการจะครอบครองแผ่นดินทั้งหมด ท่านจำเป็นจะต้องมีหานซิ่นเคียงข้าง ท่านถึงที่สุดแล้วท่านตัดสินใจอย่างไร” หลิวปัง กล่าว “ แน่นอนข้าต้องการออกไปตีแผ่นดินภายนอก ไฉนข้าจะมาอุดอู้อยู่ ณ.ที่นี่ละ” เซียวเหอ กล่าว “ถ้าท่านตัดสินใจยกทัพออกจากฮั่นจง(汉中) ท่านต้องใช้งานหานซิ่น เขาจึงจะอยู่กับพวกเรา ถ้าท่านไม่ใฃ้งานเขา เขาในที่สุดจะผละจากพวกเราไป” หลิวปังใจร้อนกล่าวว่า “อย่างนั้น ตามความเห็นของท่านสมุหนายก แต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพ เจ้าว่าไง” เซียวเหอ ตอบว่า “ถ้าให้เขาเป็นแม่ทัพ เขาคงจะจากไป” หลิวปังจึงกล่าวว่า “งั้นแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลทหารทั้งหมดละ” เซียวเหอ ตอบรับ “ดีแล้ว ดีแล้ว” หลิวปังจึงสั่งให้เซียวเหอไปตามตัวหานซิ่นเข้ามาเพื่อแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ทันที เซียวเหอ พูดแบบตรงไปตรงมาว่า “ท่านเป็นคนที่อวดดีและไม่ใส่ใจกับมารยาทและพิธีรีตอง การแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เป็นเรื่องเด็กเล่นกันสนุกๆให้เขาเป็นอะไรก็เป็น ถ้าท่านต้องการแต่งตั้งหานซิ่นให้เป็นแม่ทัพใหญ่ ท่านต้องออกคำสั่งประกาศให้คนจัดทำแท่นบูชาปะรำพิธีเพื่อแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่ เลือกวันที่ฤกษ์ยามงามดี ท่านต้องชำระร่างกายให้บริสุทธิ์และห่มเครื่องแต่งกายใหม่ ถือศีลอด จากนั้นทำพิธีเฉลิมฉลองบูชาฟ้าดินให้ยิ่งใหญ่ประกาศแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่ให้ถูกต้อง เช่นนี้แล้ว จึงจะสามารถทำให้ทหารทั้งหมดยอมรับฟังคำสั่งของแม่ทัพใหญ่เฉกเช่นเดียวกับการรับฟังคำสั่งจากท่านฮั่นหวาง เช่นเดียวกัน” หลิวปัง กล่าวว่า “เอาละ ข้าฟังเจ้าทั้งหมดละ เจ้ารีบออกไปจัดเตรียมการให้เรียบร้อย” นี่คือที่มาของสำนวน “เซียวเหอเยว่เซี่ยจุยหานซิ่น” (萧何月下追韩信)จากตำนานเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีน ไม่กี่วันต่อมา เซียวเหอสั่งให้คนจัดตั้งแท่นบูชาปะรำพิธี ฮั่นหวางหลิวปังเลือกวันมงคลเดินนำขุนนางแม่ทัพข้าราชบริพารทั้งหลายสู่หน้าแท่นพิธี เดินขึ้นไปยังแท่นพิธี บนแท่นพิธีเต็มไปด้วยธงชัยประดับประดาเต็มแท่น โบกสะบัดตามสายลม ล้อมรอบไปด้วยเสาปักด้วยคมหอกทั้งสี่ทิศตั้งตระหง่านมั่นคง แสงสีแดงของพระอาทิตย์สาดส่องมายังแท่นซึ่งเป็นธงชัยแห่งชัยชนะและความเข้มแข็ง สมุหนายกเซียวเหออัญเชิญพระราชลัญจรทองรูปขวานโบราณถวายต่อฮั่นหวางหลิวปัง ใต้แท่นพิธีวางแถวด้วยแม่ทัพนายกองใส่เสื้อเกราะทอง ทั้งหมดปรารถนามานานแล้วที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ไม่ทราบว่าพระราชลัญจรทองแทนพระองค์จะตกเป็นของแม่ทัพคนไหน เพียงมองเห็นเซียวเหอทำการแทนฮั่นหวางประกาศด้วยเสียงอังดังว่า “เชิญท่านแม่ทัพทั้งหมดทำความเคารพต่อแท่นพิธี” จากนั้นมีชายคนหนึ่งเดินก้าวออกมา เดินขึ้นไปบนแท่นพิธีอย่างสงบ ทุกคนต่างมองเป็นตาเดียวกัน ที่แท้คือ หานซิ่น ทันใดนั้นเกิดเสียงพรึมพรำฮือฮาเกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องประหลาดใจกันทั้งหมด นายทหารตำแหน่งเล็กๆคนหนึ่งที่ไม่มีชื่อเสียงอันใดในกองทัพ วันนี้กลับกลายได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ จะไม่ให้ทุกคนในพิธีซุบซิบนินทากันได้อย่างไร ทุกคนมองไปที่ฮั่นหวางหลิวปัง และสมุหนายกเซียวเหอซึ่งเป็นคนที่น่าเชื่อถือและน่าเคารพ รู้สึกสับสนและงุนงง จากนั้นเป็นต้นมาหานซิ่นก็ไม่ทำให้หลิวปังผิดหวัง ไม่ทำให้เซียวเหอผิดหวังในความตั้งใจดีของเซียวเหอ ในสงครามระหว่างรัฐฉู่และรัฐฮั่น หานซิ่นนำทัพข้ามเฉินฉาง(陈仓) ทำสงครามที่เสียนหยาง ทำลายรัฐจ้าว ตีได้รัฐเยี้ยนและยึดครองรัฐฉี ทำสงครามชนะไปตลอดทาง ที่กายเซี่ย(垓下)ใช้ยุทธการซุ่มโจมตีสิบทิศทำความวินาศให้แก่กองทัพเซี่ยงยวี่จนล่มสลาย เพื่อให้หลิวปังยึดครองประเทศ เห็นได้ชัดว่า ในสงครามฉู่ฮั่น ความสามารถของกองทัพของหานซิ่นมีบทบาทในการแสดงและใช้สอยอย่างเต็มที่ และในที่สุดช่วยให้ฮั่นหวางหลิวปังได้ครอบครองแผ่นดิน สามารถพูดได้ในระดับหนึ่งว่า ด้วยความฉลาดของเซียวเหอที่สายตาคมในการมองคน เสนอแนะข้อแนะนำที่ดีไม่สามารถไม่ให้เครดิตได้

 

ตั้งมั่นในกวนจง ประกันการสนับสนุนให้แก่กองทัพ

เดือนสิงหาคม ปีที่หนึ่งแห่งราชวงศ์ฮั่น(206ปีก่อนคริสต์ศักราช)หลิวปังยกทัพอย่างเงียบๆออกจากหนานเจิ้งพร้อมกับจางเหลียงและหานซิ่นเพื่อเปิดยุทธการ “หมิงซิวจ้านเต้า อ้านตู้เฉินฉาง”( 明修栈道,暗渡陈仓,ยุทธการออกจากที่ซ่อนเข้ายึดแผ่นดินอื่น หมายถึง ยุทธการซ่อนความตั้งใจจริง เบี่ยงเบนความสนใจเพื่อหลอกลวงข้าศึก แล้วเข้าจู่โจม) ขับทัพมุ่งสู่ตะวันออก คงไว้แต่เพียงเซียวเหอรับผิดชอบจัดเก็บภาษีและสะสมเสบียงอาหารที่ปาสู และขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพ ทหารฮั่นเมื่อออกจากสู ต่างคิดถึงบ้านเกิด เมื่อหวลกลับทางตะวันออกต่างคนหัวใจแหลกสลาย กลับสู่ตะวันออกอีกครั้งทุกคนดูเสมือนเสือร้ายที่ลงจากเขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิมกล้าหาญพร้อมที่จะทำสงคราม มุ่งตรงไปฆ่ายงหวางจางหาน(雍王章邯)และทำลายทัพม้าของเขาจนพ่ายแพ้หนีตายกันแตกกระเจิง

กองทัพฮั่นทำสงครามไปตลอดทางที่ยกทัพไป ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ยึดครองแคว้นทั้งสามของฉินในกวนจงได้ หลิวปังออกคำสั่งให้เซียวเหอมาปักหลักดูแลที่กวนจง ปลอบขวัญประชาชน ในเวลาเดียวกันรับผิดชอบการรับเพิ่มเสริมกำลังพลและเสบียงอาหารยุทโธปกรณ์ทั้งเรื่องการเงินและการขนส่งสนับสนุนให้แก่กองทัพที่ออกไปทำสงคราม เสริมกำลังพลที่แข็งแกร่งและแข็งแรงเพื่อจะมุ่งหน้าทำศึกที่เผิงเฉิง

หลังจากผ่านสงครามมาหลายหน กวนจงมีหลักฐานยืนยันถึงความทุกข์โศรกของประชาชนที่ผ่านเวลาในช่วงนั้น บ้านเรือนพินาศชำรุดทรุดโทรม เมืองหลวงรัฐฉินเสียนหยางถูกเซี่ยงยวี่เผาทั้งเมืองไฟลุกไหม้เป็นเวลานานกว่าสามเดือนจึงค่อยสงบกลายเป็นเถ้าถ่าน หลังจากเซียวเหอย้ายมาอยู่กวนจงเขาเริ่มด้วยการปลอบขวัญประชาชน เรียกคืนการผลิตอาหารและสินค้า ใช้กำลังทั้งหมดเพื่อกู้คืนสภาพที่แตกสลายทั้งหมดของเมืองกวนจง เขาในด้านหนึ่งริเริ่มสร้างกฎระเบียบว่าด้วยการปกครองขึ้นมาใช้ใหม่ อีกด้านหนึ่งผ่อนผันกฎระเบียบบางอย่างให้กับประชาชนเพื่อครองใจประชาชน เขาไม่ได้เพียงแต่เป็นผู้ประกาศและบังคับใช้กฎหมายใหม่ แต่เขาสร้างระบอบการปกครองและระบบกลไกในการปกครองของราชวงศ์ฮั่น สร้างและแบ่งเขตปกครอง เป็น แคว้น เมือง เป็นต้น นอกจากนั้นยังเปิดพื้นที่ในเขตอุทยานหลวงของราชวงศ์ฉิน ให้ชาวบ้านเข้าไปทำประโยชน์ใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร นำที่ดินมาจัดสรรให้กับประชาชนตามตำแหน่งและฐานะ ยกเว้นการจัดเก็บภาษีอากร เป็นต้น เขายังกำหนดให้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เป็นผู้มีคุณธรรม  สามารถทำสิ่งดีๆให้กับสังคม ประกาศแต่งตั้งพวกเขาเป็น “ซานเหลา”(三老,ผู้ใหญ่บ้าน) หมู่บ้านละหนึ่งคน จากนั้นให้ซานเหลาของหมู่บ้านเลือกตัวแทนขึ้นมาหนึ่งคนเป็น “เซี่ยนซานเหลา” (县三老,นายอำเภอ) เป็นผู้ช่วยเหลือ “เซี่ยนหลิ่ง”(县令,เจ้าเมือง)เพื่อดูแลให้ความรู้กับประชาชน ในเวลาเดียวกันจัดสำรองบริการทหารกองเกิน รวมทั้งในสิ้นปีของแต่ละปีจัดส่งเหล้าและเนื้อให้แก่ประชาชน เช่นนี้ การจัดการอันชาญฉลาดของเซียวเหอ การกำกับดูแลที่ดี มีพระราชบัญญัติบังคับใช้เกี่ยวกับการพาณิชย์ การผลิตผลิตผลทางเกษตรที่รวดเร็ว การฟื้นตัวจึงกลับมาอย่างรวดเร็ว สร้างความมั่นคงให้กับแนวหลัง เพิ่มความมั่นใจให้กับความต้องการของแนวหน้า

ปีที่สองแห่งราชวงศ์ฮั่น ในขณะที่หลิวปังทำสงครามทางทิศตะวันออกกับเซี่ยงยวี่ รุกหน้าไปเรื่อยๆเนื่องจากข้าศึกอ่อนแอ เข้าล้อมเซี่ยงยวี่อย่างแน่นหนาที่เผิงเฉิง กองทัพฮั่นเข้ายึดเผิงเฉิงได้แล้ว ตาพร่าตามัวกับชัยชนะที่ได้รับ สะเพร่าไม่ระมัดระวัง และชะล่าใจ ไม่ช้าเซี่ยงยวี่จัดทัพทหารที่เก่งที่สุด 30,000 นายยกทัพกลับมาตี ทัพหลิวปังถูกล้อมอยู่ในเขตหลิงปี้(灵壁) เมืองเผิงเฉิง ต้องขอบคุณกลยุทธ “จินฉ่านทัวเข๋อ” (金蝉脱壳,จักจั่นลอกคราบ)ของเฉินผิง(陈平)จึงสามารถนำทหารแสนคนที่พ่ายสงครามกลับสู่เมืองเสียนหยางโดยปลอดภัย ในห้วงเวลานั้นคนหนุ่มๆเกือบทั้งหมดได้ออกจากเมืองไปรบแล้ว เซียวเหอพร้อมทั้งคนมีอายุรวมทั้งเด็กที่อายุยังไม่ครบวัยต่างช่วยกันขึ้นไปปกป้องกำแพงเมืองเสียนหยาง หานซิ่นก็ยกทัพเข้าร่วมกับทัพหลิวปัง หลิวปังจึงรีบรวบรวมทหารยกทัพกลับเมืองเสียนหยาง ขณะที่เซี่ยงยวี่ยกทัพใหญ่ไปล้อมเมืองเสียนหยางปักหลักตั้งทัพที่เฉิงเกา(成皋) ในเวลานั้นเซียวเหอยังพำนักอยู่ที่กวนจงรับผิดชอบเรื่องการส่งคนเสริมกำลังทัพ ส่งเสบียงอาหารให้แก่กองทัพฮั่น รับใช้ฮั่นหวาง ออกข้อกำหนดและกฎหมาย  สถาปนากฎมณเฑียรบาล ทำหนังสือและจดหมายเหตุรายวันเสนอให้หลิวปังพิจารณา หลิวปังเห็นด้วยทั้งหมดอยู่เสมอ อนุญาติให้นำไปดำเนินการและใช้ แม้แต่เวลานำเสนอหนังสือให้พิจารณาไม่ทันเซียวเหอก็จะดำเนินการไปตามภาวะสถานการณ์ในขณะนั้นก่อนหลังจากหลิวปังกลับมาค่อยเข้าไปรายงาน หลายๆครั้งที่หลิวปังออกทำสงคราม ยกทัพไปตามที่ต่างๆ ถ้าเซียวเหอมีใจสองดวงเขาสามารถตายแทนหลิวปังได้ เซียวเหอประจำอยู่ที่กวนจงตลอดคอยจัดส่งกำลังสับเปลี่ยนให้แก่กองทัพ เสริมความเข้มแข็งให้แก่กองทัพฮั่น ดังนั้นกองทัพหลิวปังจึงมีความสดอยู่เสมอ หลายๆครั้งที่แก้ไขสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดี 203ปีก่อนคริสต์ศักราชเซี่ยงยวี่ซึ่งทำสงครามตรากตรำมาตลอดปี ทหารและกองทัพประสบชตากรรมขาดเสบียงอาหาร ทัพของหลิวปังก็เช่นกัน แต่เนื่องจากเซียวเหอประจำอยู่ที่กวนจง จัดสรรส่งเสบียงอาหารและกำลังพลอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสและสถานการณ์ที่ดีในการได้รับชัยชนะ ภายหลังทัพหลิวปังมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดสามารถบีบทัพเซี่ยงยวี่ไปปราชัยที่กายเซี่ย และเซี่ยงยวี่เชือดคอตายที่อู๋เจียง(乌江)

งานแรกของการสถาปนาประเทศ ประกาศแต่งตั้งสามวีรบุรุษ

หลังจากกำจัดเซี่ยงยวี่และยึดครองแคว้นฉู่โดยสงบ เจ้าเมืองต่างๆต่างยกให้หลิวปังขึ้นเป็นใหญ่ ยกเขาขึ้นเป็นจักรพรรดิ(皇帝,หวางตี้) เดือนกุมภาพันธ์ 202 ปีก่อนคริสต์ศักราชปีที่สามแห่งราชวงศ์ฮั่น เจ้าเมืองต่างๆและไท่เว่ยฉางอันโฮวหลูหว่าน(太尉长安侯卢绾)รวมกัน300กว่าคนเข้าร่วมพิธีสถาปนาหลิวปังขึ้นเป็นจักรพรรดิ หลังจากหลิวปังเถลิงขึ้นเป็นจักรพรรดิ ที่พระราชวังทิศใต้ของเมืองลั่วหยางจัดให้มีงานเลี้ยงแก่เหล่าอำมาตย์เสนาบดี  ในระหว่างงานเลี้ยงต่างยกจอกเหล้าเฉลิมฉลองกันอย่างเมามาย หลิวปังสุขใจเป็นที่สุด กล่าวว่า “พวกท่านต้องบอกความจริง ทำไมข้าถึงได้ปกครองแผ่นดิน เซี่ยงยวี่ทำไมไม่ได้ปกครองแผ่นดิน” เสนาบดีทั้งหลายต่างมีความเห็นที่แตกต่างกัน หลิวปังกล่าวหลังจากนั้นว่า “พวกเจ้าเห็นแต่กระพี้แต่ไม่เห็นแก่น ในการวางกลยุทธ์และแผนต่างๆเพื่อเอาชนะและแพ้พ่ายข้าไม่อาจเทียบจางเหลียง ปกครองประชาราษฎร์ ดูแลประชาชน จัดการกำลังพล ส่งเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ข้าไม่อาจเทียบเซียวเหอ บัญชาทหารเป็นล้าน รบชนะสงคราม โจมตีข้าศึก ข้าไม่อาจเทียบหานซิ่น ทั้งสามคนเป็นวีรบุรุษในหมู่พวกเรา เขาทั้งสามช่วยข้าทำการใหญ่ ข้าจึงได้ครองแผ่นดิน เซี่ยงยวี่มีแต่เพียงฟ่านเจิน(范增)ทั้งไม่ใช้เขาทำงานให้มากๆหน่อย จึงต้องมาพ่ายแพ้ใต้เงื้อมือของกองทัพฮั่นของข้า” ไม่ยากที่จะเห็นได้ว่า หลิวปังยอมรับจางเหลียง เซียวเหอ และหานซิ่น เป็นสามวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่และดีที่สุดของเขา ทั้งสามคนคนจีนรู้จักในนาม “ฮั่นฉู๋ซานเจ๋ย”( 汉初三杰,สามวีรบุรุษต้นราชวงศ์ฮั่น) ต่อมาหลิวปังได้ตบรางวัลให้แก่เขาทั้งสามเป็นอย่างงาม ตั้งเซียวเหอเป็นรองอันดับหนึ่ง แต่งตั้งเป็นจ่วนโฮว(酂侯) มอบศักดินาให้มากสุด แต่งตั้งข้าราชบริพารตำแหน่งต่างๆเสร็จสิ้นตามความดีความชอบของแต่ละคน เสนาบดีกราบทูล “ผิงหยางโฮวเฉาชาน(平阳侯曹参)ติดตามฝ่าบาททำศึกเหนือใต้มากกว่าเจ็ดสิบศึก ยึดเมืองและดินแดนต่างๆได้เป็นจำนวนมาก มีความดีความชอบเป็นอันมาก เขาควรมีความดีความชอบเป็นอันดับหนึ่ง” หลิวปังจริงแล้วบีบข้าราชบริพารให้ยอมรับการตัดสินใจของเขามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยแต่งตั้งให้แก่เซียวเหอ ครั้งนี้ข้าราชบริพารทั้งหลายจึงไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็น แต่ในใจทุกคนต่างรู้กันดีและเชื่อว่าเซียวเหอควรจะครองอันดับที่หนึ่ง ตอนนี้กวนเน่ยโฮวเอ๋อร์จวิน(关内侯鄂君)กราบทูล  “ในระหว่างสงครามฉู่ฮั่น มีหลายครั้งที่ฝ่าบาทรบพ่ายแพ้แก่ข้าศึก ต้องถอยร่นตลอด ตอนนั้นทั้งหมดต้องพึ่งเซียวเหอจากกวนจงที่ส่งกำลังทหารมาเสริม บางครั้งไม่ใช่เพราะเป็นคำสั่งของฝ่าบาท เซียวเหอก็ส่งกำลังเสริมมาให้แต่ละครั้งเป็นหมื่นๆนาย เพื่อเสริมกำลังทัพของฝ่าบาทตามที่ฝ่าบาทต้องการ ไม่ใช่เฉพาะเสริมกำลังทหาร รวมทั้งเสบียงอาหารทั้งหมดซึ่งต้องพึ่งเซียวเหอรวบรวมจากกวนจงเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนไม่ขาด ทั้งหมดนี้คือ การทำการเพื่อก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นปกครองแผ่นดินทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ทำไมถึงยกเอาคนอย่างเฉาชานและคนอื่นๆซึ่งใช้เป็นทหารในห้วงเวลาหนึ่งอยู่ในอันดับต้นๆของผู้สืบทอดอำนาจตลอดไป ในความเห็นของข้าพเจ้า เซียวเหอควรจะอยู่ในอันดับหนึ่ง เฉาชานควรจะอยู่ในอันดับสอง” ระหว่างที่เอ๋อร์จวินรายงาน ในใจจริงของหลิวปังแล้วต้องการที่จะผลักดันเต็มที่ให้เซียวเหออยู่ในอันดับหนึ่งรองจากเขา อนุญาติให้เซียวเหอพกกระบี่เข้ามาในราชวัง และแต่งตั้งพี่น้องร่วมสาบานและคนสนิทของเซียวเหอรวม10คน ประทานคนให้สองหมื่นครอบครัว เช่นนี้เซียวเหอจึงเป็นสมุหนายกคนแรกของราชวงศ์ฮั่น มีนามว่า “คายกั๊วตี้อี้โฮว”(开国第一侯) ศักดินาสองหมื่นครอบครัว

 

ปรัชญาการปกครองของหลิวปัง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

หลังจากแต่งตั้งข้าราชบริพารตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว ปัญหาการเลือกเมืองหลวงเป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบทำ โดยตกลงใจเลือกลั่วหยาง()เป็นเมืองหลวง หลังจากนั้นสู้จูโหลวจิ้ง(戍卒娄敬)พบปะซึ่งหน้ากับหลิวปังแนะนำว่า ให้เปลี่ยนเป็นทำเลที่ได้เปรียบในกวนจงเมื่อเกิดภัยมา ตั้งเสียนหยาง(咸阳,ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองฉางอัน长安หรือซีอาน มณฑลส่านซี)เป็นเมืองหลวง หลิวปังไปขอความเห็นจากจางเหลียงแล้วแต่งตั้งเสียนหยางเป็นเมืองหลวง พร้อมกับแต่งตั้งสู้จูโหลวจิ้งเป็นเฟิ่งชุนจวิน(奉春君) ให้ใช้แซ่หลิว

ดังนั้นหลิวปังจึงพำนักอยู่ชั่วคราวที่ลี่หยาง(栎阳) สั่งให้สมุหนายกเซียวเหอสร้างและบูรณะเสียนหยางให้เสร็จโดยเร็ว 199 ปีก่อนคริสต์ศักราชพระราชวังสร้างเสร็จสมบูรณ์ เซียวเหอจึงเรียนเชิญจักรพรรดิหลิวปังให้มาเยี่ยมชม ดังนั้นหลิวปังจึงเสด็จจากลี่หยางมาเสียนหยาง เซียวเหอออกไปต้อนรับนำชมพระมหาราชวัง พระราชวังที่ใหญ่ที่สุดมีชื่อว่า “เวยยางกง”(未央宫) มีพื้นที่ประมาณยี่สิบถึงสามสิบหลี่ (里, 1 หลี่ = 12 กิโลเมตร) ด้านทิศตะวันออกและตะวันตกติดตั้งประตูที่สูงสง่าโอ่อ่ากว้างขวาง ขนาดของพระราชวัง เป็นโถงโอ่อ่าเปิดโล่งสูงสู่เบื้องบน ตกแต่งด้วยสิ่งประดับที่ล้ำค่าและงดงามกว่าที่เคยมีมา รอบนอกมีคลังสรรพาวุธ โรงเก็บรถม้า พระราชวังและวิหารคดอื่นๆ หอตรวจสภาพอากาศ หลิวปังหลังจากเดินเยี่ยมชมพระราชวังทั้งหมดที่เต็มไปด้วยความหรูหราโอ่อ่างดงามแล้ว ตำหนิเซียวเหอว่า “ข้าลุกขึ้นเป็นใหญ่เพื่อจะช่วยเหลือประชาชน ตอนนี้แผ่นดินตกเป็นของข้า ประชาชนยังยากจนข้นแคลน และในวังยังขาดแคลนทรัพย์สินท้องพระคลัง ทำไมถึงสร้างพระราชวังหรูหราฟุ่มเฟือยแบบนี้” เซียวเหอเมื่อถูกหลิวปังตำหนิ ค่อยๆพูดอธิบายไปว่า “เนื่องจากตอนนี้แผ่นดินพึ่งสงบ เป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้คนเหล่านี้และวัสดุต่างๆมาก่อสร้างพระราชวังเหล่านี้ นอกจากนี้พระราชวังเหล่านี้ยังทำให้ฝ่าบาทรู้สึกว่าเสมือนได้อยู่บ้านเกิดเมื่อท่านเสด็จประพาสไปไหน ความงดงามและหรูหราของพระมหาราชวังแสดงถึงพระเกียรติของพระองค์และราชวงศ์ฮั่น ต่อไปภายภาคหน้าคนรุ่นหลังจะสามารถนำมาสร้างใหม่ได้” หลิวปังได้ยินเซียวเหอตอบกลับอย่างน่าฟังเช่นนั้นหันกลับไปโกรธผู้ร่วมขบวนแล้วว่า “ที่ข้าพูดไปแล้วจริงๆไม่อาจตำหนิท่าน” เซียวเหอได้ยินหลิวปังกล่าวแล้วก็ใจชื้นขึ้นมา กล่าวว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ให้อภัยแก่ข้าพเจ้า ข้าจะจดจำไปจนวันตาย ถ้าข้าน้อยทำผิดประการใด ฝ่าบาทโปรดได้ทรงสั่งสอน” ฮั่นตี้หลิวปังยิ้มและกล่าว “เจ้าทำการใดตามความคิดเห็นของเจ้า ข้าจำได้ในห้วงเวลาที่เราทำศึก ข้อกฎหมายอยู่ในมือของข้าราชการชั่ว จริงๆแล้วต้องนำมาปฎิบัติ แต่เจ้าเป็นเพียงคนเดียวที่นำมาปฎิบัติทุกสิ่งจนบ้านเมืองอยู่ในกฎเกณฑ์และมีการจัดการที่ดี ปัจจุบันการจัดการไม่ยุ่งยากและสะดวกขึ้นมากแล้ว” เซียวเหอยิ้มอมปากและกล่าว “ข้าน้อยไม่ใช่ผู้จัดการเองทั้งหมด ข้าน้อยรับราชการมาตลอดชีวิต เป็นเพราะหนังสือและจดหมายเหตุในราชวงศ์ก่อนๆคือสมบัติอันล้ำค่านำมาเทียบและอ้างอิงปฎิบัติใช้ในปัจจุบันนี้ นี่เป็นเพราะฝ่าบาทเป็นผู้ชี้แนะ ฝ่าบาทเป็นผู้ฉลาดเกินใคร ทุกสิ่งที่ฝ่าบาทสนพระทัย ข้าน้อยจะไม่สามารถทำได้เลยถ้าฝ่าบาทไม่ไว้พระทัย” ฮั่นหวางหลิวปังได้ยินเป็นปลื้ม ชี้มือไปยังรอบๆพระราชวังเวยยางกงกล่าวกับเซียวเหอ “บริเวณนี้สามารถสร้างเป็นกำแพงป้องกัน ตั้งเป็นกำแพงเมืองหลวง และเรียกว่า ฉางอัน ดีกว่า” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองเสียนหยางถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองฉางอัน เมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่นตะวันตกซึ่งมีอายุเวลานานกว่า 200 ปี เซียวเหอกลายเป็นคนแรกของเมืองที่ออกแบบและวางผังของเมือง

 

สำเร็จก็เซียวเหอ ล้มเหลวก็เซียวเหอ

ตอนที่หานซิ่นอยู่ในวัยหนุ่มเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของเซี่ยงเหลียง ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป หลังจากย้ายมาขึ้นกับเซี่ยงยวี่ เป็นเพียงแค่ทหารถือง้าว(ทหารป้องกันแนว) เขาเสนอตัวและขอร้องเซี่ยงยวี่ให้ใช้งานที่มีความรับผิดชอบมากกว่านี้หลายต่อหลายครั้ง แต่เซี่ยงยวี่เมินหน้าไม่ใส่ใจและนำพา เมื่อหลิวปังยกทัพมาถึงสู หานซิ่นจึงหนีฉู่มาคารวะฮั่น แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักอยู่ดี ยังเป็นทหารรับใช้น้อยๆธรรมดา แต่เป็นเพราะความผิดอาญาทหารมีโทษถึงประหารชีวิต ลงดาบประหารผู้หนีทัพอย่างบ้าเลือด ควบคุมโดยเถิงกงเซี่ยโฮวอิน พบหานซิ่นในลานประหารจึงแนะนำให้แก่ผู้บังคับบัญชาเบื้องบน คือ เซียวเหอ เซียวเหอค้นพบหานซิ่นเป็นผู้มีความสามารถอย่างมหัศจรรย์ แต่ยังไม่ได้มอบหมายเขาทำภาระกิจใดๆ เมื่อทัพฮั่นยกมาถึงหนานเจิ้ง หานซิ่นคิดว่าชีวิตตนเองไม่มีความหวังจึงหนีตามทหารคนอื่นไป เซียวเหอไม่ทราบรายงานมาก่อน เมื่อทราบเรื่องรีบติดตามหาตัวหานซิ่นทันที มีคนไปรายงานกับหลิวปังว่า สมุหนายกเซียวเหอหนีไปแล้ว หลิวปังตกใจ สองวันต่อมาเซียวเหอกลับมา หลิวปังทั้งโกรธทั้งดีใจพูดออกไปด้วยเสียงอังเคืองว่า “เจ้าทำไมต้องหนี” เซียวเหอตอบว่า “ข้าไม่กล้าหนี แต่ข้าไปตามคนกลับมา” หลิวปังพอรู้ว่าเซียวเหอไปตามตัวหานซิ่นกลับมา ถามว่า “แม่ทัพนายกองหนีทัพไปเป็นสิบๆคนเจ้าไม่ตาม แต่กลับไปตามหาหานซิ่น เจ้าจะมาหลอกข้าหรือ” เซียวเหอกล่าวว่า “แม่ทัพนายกองทั่วไปหาที่ไหนก็หาได้ แต่สำหรับหานซิ่น นักรบยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเปรียบ ถ้าท่านต้องการเป็นแค่ฮั่นจงหวางท่านไม่จำเป็นต้องใช้เขา แต่ถ้าท่านต้องการครองแผ่นดินนอกจากหานซิ่นแล้วไม่มีใครแล้วที่จะสามารถเทียบเท่าเขาทำการใหญ่ให้ท่านสำเร็จ” เซียวเหอ แนะนำหลิวปังให้หาวันฤกษ์งามยามดี สร้างแท่นปะรำพิธี แต่งตั้งหานซิ่นเป็นแม่ทัพใหญ่ ไม่ทันข้ามคืนหานซิ่นจากชายที่ไม่มีใครรู้จักกลายเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งทัพฮั่น ปกครองสามเหล่าทัพ นี่คือความดีความชอบของเซียวเหอ

จากนั้นหานซิ่นเคลื่อนทัพออกทำศึก สู้เพื่อยึดครองแผ่นดินจีน ตีได้แผ่นดินครึ่งหนึ่งของประเทศเพื่อหลิวปังฮั่นหวาง เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นหวางแล้วถูกคนอื่นใส่ร้ายว่าเป็นกบฎ หลิวปังลดอำนาจทางทหารของเขา ปีที่สิบแห่งราชวงศ์ฮั่นหลิวปังปราบเฉินซี(陈豨)ซึ่งก่อกบฎ หานซิ่นปฎิเสธไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการ แต่ในทางลับแอบใช้คนติดต่อกับเฉินซี จึงถูกกักกันตัว ตอนนั้นลวี๋โฮ้ว(吕后,มเหสีของหลิวปัง)ซึ่งประทับในเมืองหลวงอยากพบหานซิ่น แต่กลัวว่าหานซิ่นจะยกทัพมาก่อการกบฎ จึงปรึกษาหารือวางแผนกับเซียวเหอชิงลงมือก่อนที่หานซิ่นจะลงมือ ในที่สุดเซียวเหอตัดสินใจลงมือก่อนหลังจากปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว เขาส่งคนไปส่งข่าวให้หานซิ่นว่าเฉินซีถูกจับได้และโดนตัดหัวเรียบร้อยแล้ว เสนาบดีและข้าราชบริพารทุกคนต้องไปเข้าเฝ้าในวังเพื่อรายงานตัว เซียวเหอหลอกหานซิ่นว่า “ท่านควรแกล้งทำเป็นป่วย ทำเป็นเข้าเฝ้าได้อย่างยากลำบาก เพื่อจะได้ไม่เป็นที่สงสัย” หานซิ่นผู้น่าสงสารซึ่งผ่านโลกมามากวันนี้กลับกลายเป็นคนโง่ เข้าไปเข้าเฝ้าในพระราชวัง ถูกนักดาบที่ลวี่โฮ้วเตรียมการไว้รุมฆ่าจนเสียชีวิต ศีรษะถูกแขวนไว้ที่หอระฆังของปราสาทฉางเล่อกง(长乐宫) ร่างกายถูกสับไม่มีชิ้นดีกองกับพื้น นี่เป็นความดีความชอบอันที่สองของเซียวเหอ เขาถอนใจกล่าวว่า “ข้าเสียใจที่ไม่ได้ดำเนินการตามแผนของไขว้ทง(蒯通) กลับถูกหลอกใช้โดยหญิงสาวคนหนึ่ง นี่ไม่ใช่เพราะฟ้าลิขิตหรอกหรือ” รวมทั้งการฆ่าสามชั่วโคตรของครอบครัวหานซิ่น นี่คือความล้มเหลวของเซียวเหอ

เดือนกุมภาพันธ์ 202 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อหลิวปังขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแล้ว เพื่อจะรวบรวมอาณาจักรราชวงศ์ฮั่นตะวันตกให้เป็นปึกแผ่น เริ่มต้นกำจัดหวางคนอื่นๆที่เขาคิดว่าเป็นศัตรูของเขาหรือคอยขัดขวางเขา เขามองเห็นหานซิ่นเป็นภัยคุกคามกับเขามากที่สุดและเป็นที่ยอมรับมากที่สุด รวมทั้งยังมีอำนาจทางทหารอยู่ในมือ เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของเขาที่ต้องกำจัด อันที่จริงแล้วตั้งแต่หลิวปังแต่งตั้งหานซิ่นเป็นแม่ทัพใหญ่ หลิวปังไม่เคยไว้ใจหานซิ่นทั้งยังอิจฉาอีกต่างหาก เขาใช้ความฉลาดในด้านหนึ่งใช้หานซิ่นเข้าตีเมืองและยึดครองแผ่นดินเพื่อยุทธศาสตร์การทหารในการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ในอีกด้านหนึ่งกับศัตรูที่แข็งแกร่งดังเช่นเซี่ยงยวี่ หลังจากปราบปรามได้เด็ดขาด เขาเริ่มต้นค่อยๆลดบทบาทและความสำคัญของหานซิ่นลงไปเรื่อยๆ ในระหว่างสงครามฉู่ฮั่น ขณะที่หานซิ่นอยู่ในแนวเหนือปราบแคว้นเว่ยยึดแคว้นจ้าว ตีแคว้นเยี้ยน ครอบครองแคว้นฉี แม่ทัพหานซิ่นได้รับการแต่งตั้งเป็นฉีหวาง ครั้งทัพฮั่นล้อมทัพฉู่ที่กายเซี่ย ในที่สุดทำลายและปราบเซี่ยงยวี่สำเร็จ หลิวปังรีบแต่งตั้งหานซิ่นเป็นฉู่หวางทันที เพื่อให้ไปอยู่ห่างไกลจากแคว้นฉีที่หานซิ่นเคยปกครองและมีอิทธิพลอยู่ จากนั้นใช้โอกาสเสด็จประพาสทะเลสาปหยินเมิ่งเจ๋อ(云梦泽)วางแผนจับตัวหานซิ่น รวมทั้งฆ่าทหารที่ถูกใส่ความนำตัวหานซิ่นเข้าเมืองหลวงและถูกกักกันบริเวณ ในเวลาเดียวกันสั่งลดอำนาจบังคับบัญชาทางทหารของหานซิ่นลง ในที่สุดลดตำแหน่งของหานซิ่นเป็นหวยอินโฮว (淮阴侯) 197ปีก่อนคริสต์ศักราช หยางเซี่ยโฮวเฉินซี(阳夏侯陈稀)ลุกขึ้นก่อกบฎ แต่งตั้งตนเองเป็นหวาง(กษัตริย์) หลิวปังนำทัพใหญ่ยกไปปราบ ในเวลานั้นหานซิ่นรายงานว่าตนเองป่วยไม่อาจร่วมทัพไปด้วย ใครจะไปรู้คนของหานซิ่นทำเรื่องรายงานหลิวปังว่า เฉินซีก่อกบฎนั้นเป็นความคิดของหานซิ่น หานซิ่นและเฉินซีมีข้อตกลงกันทางลับ ร่วมกันต่อสู้ทั้งด้านนอกและภายใน มีหานซิ่นทำการศึกใน ตระเตรียมแผนการภายในหนึ่งคืน ปลอมพระบรมราชโองการปล่อยตัวนักโทษและทาสที่ถูกกุมขังทั้งหมดในเมืองหลวง สังหารลวี่โฮ้วและหวางไท่จื่อหลิวอิ๋ง(皇太子刘盈,มกุฎราชกุมารหลิวอิ๋ง) จากนั้นจึงยึดครองแผ่นดิน ลวี๋โฮ้วได้ฟังเรื่องใหญ่เช่นนี้ รีบเรียกสมุหนายกเซียวเหอมาหารือทางลับเพื่อหารือมาตรการรับมือ ทั้งสองตกลงแผนการกันโดยให้เซียวเหอเป็นผู้ลงมือ

เซียวเหอกลับไปที่บ้านในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกแตกต่างมากมาย ตามแผนคือส่งคนที่ไว้ใจแต่งกายในชุดทหารศึกลอบมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือแล้วค่อยย้อนกลับมา เสมือนกลับมาจากทำศึกเพื่อจะมาส่งข่าวว่า ฮั่นหวางให้ส่งคนมาบอกข่าวแก่หานซิ่นว่า เฉินซีและกองทัพถูกทำลายแล้ว จักรพรรดิได้รับชัยชนะกำลังเดินทางกลับ ข้าราชบริพารทั้งหมดได้ทราบข่าวชัยชนะแล้วต่างมุ่งหน้าไปพระราชวังเพื่อเข้าเฝ้าและถวายความยินดี จึงมีแต่หานซิ่นซึ่งป่วยยังไม่เข้าเฝ้า วันที่สองเซียวเหอส่งคนไปเชิญหานซิ่นมาพบที่ที่ว่าการสมุหนายก ใครจะไปรู้หานซิ่นบอกว่าตนเองกำลังป่วย กล่าวขอบคุณไม่สามารถไปตามคำเชิญได้ ดังนั้นเซียวเหอ จึงไปยังบ้านหานซิ่นด้วยตัวเอง เพื่อไปเยี่ยมอาการป่วย ตรงเข้าไปในห้องชั้นในเพื่อหาหานซิ่น หานซิ่นเห็นเซียวเหอเข้ามาเยี่ยม ไม่สามารถปฎิเสธอะไรได้ จึงแสดงความยินดีที่ได้พบ เซียวเหอกล่าวว่า “ข้ากับท่านเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมานานแล้ว โปรดไปร่วมงานสังสรรกับข้า ข้ามีเรื่องจะหารือกับท่าน” หานซิ่นจึงถามว่ามีเรื่องอะไรหรือ เซียวเหอ กล่าวว่า “เมื่อไม่กี่วันมานี้ฮั่นหวางตี้ส่งข่าวมาจากแคว้นจ้าว กล่าวว่าทัพใหญ่ได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบ เฉินซีตอนนี้หนีไปซงหนู(匈奴)แล้ว ท่านบอกว่าท่านป่วยไม่อาจร่วมทัพไปด้วย ตอนนี้กลายเป็นเรื่องทำให้คนอื่นๆสงสัย ตอนนี้หวางตี้มีชัยชนะแล้ว ทุกๆคนต่างไปพระราชวังเพื่อถวายความยินดี ถ้าท่านไม่ไปข้ากลัวว่าจะไม่ค่อยดีกับท่าน” เซียวเหอพูดอย่างมีเหตุผล หานซิ่นจึงจัดแจงเดินทาง นอกจากนี้เซียวเหอยังเคยเป็นผู้รับประกันในตัวหานซิ่น เชื่อใจอย่างมุ่งมั่นในตัวหานซิ่น ดังนั้นหานซิ่นจึงตามเซียวเหอเข้าไปในพระราชวังฉางเล่อกงเพื่อแสดงความยินดีต่อลวี่โฮ้ว โดยไม่รู้ว่ารอบๆพระราชวังได้ซ่อนนักดาบไว้หมดแล้ว ลวี่โฮ้วเห็นหน้าหานซิ่นสั่งให้นักดาบจับตัวหานซิ่นนอนหมอบราบกับพื้น หานซิ่นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเรียกเซียวเหอว่า “สมุหนายกเซียวโปรดรีบมาช่วยข้า” หารู้ไม่ว่าเซียวเหอเพิกเฉยไม่ยอมช่วย ถึงแม้ว่าจะตะโกนดังสักเท่าไหร่ ลวี่โฮ้วขึ้นนั่งบนแท่นของพระราชวังฉางเล่อกง กล่าวโทษหานซิ่นสมรู้ร่วมคิดในทางลับกับเฉินซีก่อการกบฎ หวังจะฆ่าเธอ มกุฎราชกุมารและคนอื่นๆ เธอไม่ยอมให้หานซิ่นกล่าวแก้โทษใดๆ ให้นักดาบลากตัวหานซิ่นไปที่ห้องโถงด้านข้างหอระฆังในพระราชวังแล้วฆ่าเขาตาย หลังจากนั้นลวี่โฮ้วยังสั่งให้จับตัวพ่อแม่ ภรรยาและบุตรของหานซิ่นมาประหารสามชั่วโคตร

เซียวเหอช่วยลวี่โฮ้วฆ่าหานซิ่นสอดคล้องกับนโยบายของฮั่นเกาจู่หลิวปังคือ “การสร้างรากฐานที่มั่นคง” (固根基,กู้เกินจี) เป็นการถอนแผลร้ายที่อยู่ในใจของหลิวปัง หลิวปังตอบแทนบุญคุณให้เซียวเหออย่างงดงาม เพิ่มคนในบังคับให้เซียวเหออีกห้าพันครอบครัว นี่กลายเป็นสำนวนที่คนรุ่นหลังชอบยกมาพูดเปรียบเทียบ “เฉินเย่เซียวเหอ ป้ายเย่เซียวเหอ” (成也萧何,败也萧何,สำเร็จก็เซียวเหอ ล้มเหลวก็เซียวเหอ)

 

เจียมตนเก็บเนื้อเก็บตัว ถือโอกาสลาพักราชการ เพื่อหลีกเลี่ยงความระแวง

เซียวเหอหลังจากวางแผนฆ่าหานซิ่นแล้ว หลิวปังยิ่งเพิ่มความเชื่อใจในตัวเขา จัดแจงส่งทหาร 500 คนไปเป็นทหารอารักขาสมุหนายก ยังได้รับพระราชทานทรัพย์สินมากมายและเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ข้าราชบริพารทุกคนต่างมาร่วมแสดงความยินดี ร่วมเฉลิมฉลองณ.ทำเนียบสมุหนายก เซียวเหอในตอนนั้นมีความสุขเป็นอันมาก วันหนึ่งเซียวเหออยู่ณ.ที่ทำเนียบสมุหนายกยกเหล้าขึ้นมาฉลอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข ทันใดนั้นมีชายคนหนึ่งชื่อว่า จ้าวผิง (召平)ซึ่งเป็นแขกแต่งเสื้อผ้าและรองเท้าสีขาวยืนอยู่ในลักษณะแสดงความเสียใจ เซียวเหอเห็นแล้วโกรธถามไปดังๆว่า “ท่านเมาแล้วหรือ”

ชายที่มีชื่อว่า จ้าวผิง ที่แท้ก็คือ ตงหลิงโฮว(东陵侯)แห่งราชวงศ์ฉิน หลังจากราชวงศ์ฉินล่มสลายกลับไปยังบ้านเก่าทำเกษตรปลูกแตงโม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ช่วงนั้นมีชื่อว่าตงหลิงกวา(东陵瓜) เซียวเหอเมื่อออกจากด่าน ได้ยินชื่อเสียง จึงรับมาช่วยงาน มอบหมายให้ทำงานประจำวัน รวมทั้งเรียกเขามาช่วยวางแผน โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน วันนี้เขาเห็นซียวเหอไม่เข้าใจในความหมายของเขาที่สื่อออกไป จึงพูดว่า “ท่านไม่ควรเปรมปรีดิ์เกินไป และตอนนี้ยังไม่ใช่จุดจบของปัญหาในอนาตค” เซียวเหอไม่เข้าใจ จึงถามไป “ข้าได้รับแต่งตั้งเป็นเฉิงเซี่ยง(丞相,สมุหนายก) ดูแลคนเป็นจำนวนมาก และข้าก็เป็นคนที่รอบคอบ ไม่กล้าเป็นคนที่มั่นใจเกินไป ท่านกล่าวมามีความหมายอะไร” จ้าวผิงกล่าวว่า “นายท่านสู้รบปรบศึกเหนือใต้ผ่านสงครามมามาก แต่ในการรักษาความสงบภายในไม่เหมือนการทำสงคราม แต่เพื่อปกป้องราชบังลังค์ ข้าบอกความนัยแก่นายท่าน กลัวว่านายท่านไม่สงสัยหรือ นายท่านไม่เห็นหวยอินโฮวหานซิ่นโดนโค่นยังไงหรือ” เซียวเหอได้ยินเห็นทางสว่างทันใด ทันใดนั้นรู้สึกเย็นหวาบจับขั้วหัวใจ เช้าวันต่อมาเซียวเหอรีบเข้าไปที่ท้องพระโรงว่าการ ขอลาออกจากราชการ รวมทั้งรวบรวมเงินทองทรัพย์สินจำนวนมากคืนให้แก่ท้องพระคลัง อพยพออกนอกอาณาเขต ฮั่นจูหลิวปังมีความสุขล้นพ้น ตบรางวัลตามไปให้  

หลิวปังตอนที่ยกทัพไปทำศึก เขาจะอยู่ในแนวหน้า ทุกครั้งที่เซียวเหอนำกำลังมาเสริมและส่งเสบียงอาหารที่แนวหน้า หลิวปังถามทุกครั้งว่า “สมุหนายกเซียวท่านอยู่ฉางอันทำอะไร” ผู้ส่งข่าวจะตอบว่า เซียวเหอ รักประชาชนเยี่ยงลูกหลาน นอกจากการดูแลเรื่องส่งกำลังบำรุงแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้วเขาจะปลอบขวัญประชาชน และให้ความเมตตาต่อชาวบ้าน หลิวปังรับฟังแล้วไม่ยอมพูดจาอะไร คนส่งข่าวกลับมารายงานเซียวเหอ เซียวเหอก็ไม่เข้าใจความหมายของฮั่นหวางตี้เช่นกัน วันหนึ่งเขามีโอกาสได้ถามแขกที่มาเยือน แขกคนหนึ่งตอบว่า “ท่านไม่นานอาจจะถูกตัดหัวละเซียวเหอตกใจ ถามกลับทันใดว่าทำไม แขกผู้นั้นตอบว่า “ท่านขึ้นไปอยู่บนตำแหน่งสูงสุดแล้ว ยังมีตำแหน่งอะไรที่จะสามารถแต่งตั้งให้ท่านอีกไหม นอกจากนี้เมื่อท่านออกจากด่านกวนจงท่านได้รับความรักจากประชาชนเป็นจำนวนมาก นับถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลานานกว่าสิบปีแล้ว ประชาชนจะสนับสนุนท่าน ท่านก็ยังคงคิดทำอะไรเพื่อประชาชนของท่านอีกมากมาย เพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชน ดังนั้นตอนนี้ฝ่าบาททุกๆครั้งจึงถามถึงความเป็นอยู่ของชีวิตของท่านเพราะกลัวว่าท่านและประชาชนที่กวนจงของท่านจะก่อการในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ท่านลองคิดดู เพียงแค่ท่านเรียกประชาชนของท่านสามารถปิดล้อมเมืองได้ทั้งหมด สามารถทำให้ฝ่าบาทไม่สามารถทำสงครามได้ สามารถทำให้ฝ่าบาทไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ตอนนี้ท่านทำไมไม่หาที่อยู่ใหม่ในชนบทที่มีทำเลมั่นคง ยอมให้ประชาชนด่าท่านสักพัก เกลียดท่าน สร้างชื่อเสียงในเรื่องไม่ดีขึ้น ทำให้ฝ่าบาทเห็นว่าท่านไม่ได้ใจประชาชน เช่นนี้ท่านจึงจะวางใจได้” เซียวเหอถอนหายใจ กล่าวว่า “ข้าจะไปแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนได้อย่างไร ให้ข้ากินสินบาทคาดสินบน” แขกคนนั้นตอบ “ท่านอันที่จริงเข้าใจคนอื่นๆมากกมาย แต่กับตัวเองแล้วกลับโง่งมงาย”

 

โปรดประทานอนุญาติให้ลาออก

เซียวเหอแก่ลงอายุได้ 60 ปีแล้ว เข้าพบหลิวปังเพื่อขออนุญาติลาออกจากราชการอย่างเคารพนอบน้อมอย่างสุดซึ้งและระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าร่างกายที่ตรากตรำทำงานมานานทำให้แขนขาชาลงเดินไปตามทางแสนจะลำบากแม้แต่จะเดินด้วยเท้าเปล่า ร่างกายก็สกปรก แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่ที่จะกลับไปอาบน้ำ ณ.ที่ว่าการก่อนเข้าเฝ้าหวางตี้ จึงเข้าเฝ้าในลักษณะเช่นนี้ หลิวปังเห็นเซียวเหออยู่ในท่าทางตะขิดตะขวงใจ รู้สึกผิดอยู่ในใจเล็กน้อย จึงกล่าวเอาใจเซียวเหอว่า “ท่านสมุหนายกไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองใดๆ เดิมทีเป็นท่านที่คอยดูแลเรื่องร้องเรียนของประชาชนไม่ใช่เป็นข้า และข้าก็ไม่ใช่กษัตริย์เช่นเซี่ยเจ๋ย(夏桀,กษัตริย์ราชวงศ์เซี่ย 1818-1766 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หรือ ซางโจว(商纣,กษัตริย์ราชวงศ์ซาง 1075-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งไม่ฟังเหตุผลของผู้ใด ทั้งท่านก็เป็นสมุหนายกที่ดีและซื่อสัตย์ ข้าจึงไว้ใจท่านให้ดำรงตำแหน่งสมุหนายก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรับทราบถึงความสามารถและความดีของท่านกับความผิดพลาดของตัวข้า” คำพูดของหลิวปังแม้ดูเหมือนจริงใจ แต่กับเซียวเหอซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์ ในที่สุดยังคงยินยอมเชื่อฟัง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเซียวเหอซาบซึ้งในน้ำใจและเคารพนับถือหลิวปังเพิ่มมากขึ้น หลิวปังก็ปฎิบัติตัวแก่เซียวเหอดีเป็นพิเศษเกือบทุกวัน แต่เซียวเหอตั้งแต่นั้นเรื่องกิจการการเมืองตัวเองได้แต่เพียงสามารถปิดปากเงียบ 

ปกครองโดยไม่ทำอะไรผิดธรรมชาติ ต่างทำตามกฎเกณฑ์ที่เซียวเหอบัญญัติไว้

วันที่ 25 เมษายน ปีที่สิบสองแห่งราชวงศ์ฮั่น(195 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ฮั่นเกาจู่หลิวปังเสด็จสวรรคตที่พระราชวังฉางเล่อกง มีพระชนม์มายุ 62 ชันษา ในปีเดียวกัน มกุฎราชกุมารหลิวอิ๋ง(刘盈)ขึ้นครองราชย์ สถาปนาตนเองเป็นฮุ้ยตี้(惠帝) เซียวเหอได้รับแต่งตั้งยังคงเป็นสมุหนายก แต่ในครั้งนี้เขามีอำนาจมากขึ้น ในห้วงเวลานี้ เซียวเหอบัญญัติ “เยวฝ่าซานจาง” (约法三章,กฎหมายตราสามดวง)เป็นรากฐานปกครองประเทศ อ้างอิงจากกฎหมายราชวงศ์ฉิน ยกเลิกเนื้อหาหนึ่งซึ่งไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของสังคมในยุคนั้น กำหนดกฎหมายแม่บทเก้าแม่บท นี่คือการเริ่มต้นของราชวงศ์ฮั่นในการออกกฎหมาย เซียวเหอเป็นผู้บัญญัติกฎหมายเก้าบทของราชวงศ์ฮั่น ยกเลิกกฎหมายราชวงศ์ฉินที่เป็นภาระและรุนแรง ทำกฎหมายใหม่ให้ง่ายและเข้าใจง่าย 193 ปีก่อนคริสต์ศักราช สมุหนายกเซียวเหอมีอายุมากขึ้น เนื่องจากทำงานตรากตรำรับใช้ราชวงศ์ฮั่นอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ในที่สุดล้มป่วยลงลุกไม่ขึ้น มีอาการป่วยอย่างสาหัส ฮั่นฮุ้ยตี้ (汉惠帝)รุกเสด็จมาเยี่ยม และถือโอกาสถามว่า “ท่านสมุหนายกถ้าท่านจำเป็นต้องจากไป ผู้ใดสามารถมาแทนที่ท่านได้” จากนั้นฮั่นฮุ้ยตี้จึงถามต่อ “เฉาชาน(曹参)เหมาะสมไหม” เซียวเหอได้ยิน ต่อสู้กับการเจ็บป่วย ก้มตัวลงเคารพฮั่นฮุ้ยตี้ กล่าวว่า “ฝ่าบาทสามารถแต่งตั้งเฉาชานเป็นสมุหนายกแทนข้า ถึงแม้ข้าน้อยจะตายไปแล้ว ข้าน้อยก็ไม่เสียใจ” ตำแหน่งสุดท้ายของเซียวเหอ คือ เหวินจงโฮว(文终侯) ภรรยาเขาก๋านสื่อ(甘氏) ได้รับแต่งตั้งเป็นอี่ผินฝูเหริน(一品夫人)ภายหลังมีตำแหน่งเป็นจ่วนโฮว(酂侯) มีลูกชายสามคน ลูกชายคนโตชื่อเซียวลวี่(萧禄) ลูกชายคนรองชื่อเซียวถง(萧同) ลูกชายคนสุดท้องชื่อ เซียวเหยียน(萧延)

หลังจากเซียวเหอตายแล้ว เฉาชานขึ้นดำรงตำแหน่งสมุหนายก ข้าราชการทุกคนต่างทำหน้าที่และปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เซียวเหอบัญญัติไว้เหมือนเคยที่ปฎิบัติมา นำความสงบสู่ประชาชน ทุกๆคนต่างมีความสุข ทุกสิ่งดำเนินไปตามนี้ มีข้าราชบริพารบางส่วนซึ่งอยู่ต่อหน้าฮั่นฮุ้ยตี้เล่นพรรคเล่นพวกอ้างโน่นอ้างนี่ชอบทำงานผลัดวันประกันพรุ่ง ฮั่นฮุ้ยตี้ก็สงสัยในความจงรักภักดีและความสามารถของข้าราชบริพารเหล่านั้น จึงเรียกเฉาชานมาถามความเห็น เฉาชานจึงถามฮั่นฮุ้ยตี้ว่า “ฝ่าบาทคิดว่าฝ่าบาทจะเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ เทียบเท่าจักรพรรดิองค์ก่อนหรือไม่” ฮั่นฮุ้ยตี้เขินและตอบกลับเฉาชานว่า “ข้าพึ่งขึ้นครองราชย์เพียงหนึ่งปี ยังไม่มีประสบการณ์ ข้าจะไปเปรียบกับจักรพรรดิองค์ก่อนได้อย่างไร” เฉาชานยังถามต่อ “ข้าราชบริพารของฝ่าบาทสามารถเทียบกับท่านสมุหนายกเซียวเหอได้ไหม” ฮั่นฮุ้ยตี้ตอบว่า “ข้าดูเหมือนว่าไม่สามารถนำมาเปรียบได้” เฉาชาน จึงกล่าว “ฝ่าบาทตรัสออกมาตรงๆหมายความว่า “จักรพรรดิองค์ก่อนซึ่งมาจากชนบทอันต่ำต้อย เอาชนะศึกเหนือใต้ จนได้ครองแผ่นดิน ถ้าไม่ได้เกิดจากภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่และความเข้มแข็งอันเกรียงไกร จะมาไกลขนาดนี้ได้อย่างไร สมุหนายกเซียวเหอคิดค้นและออกกฎหมาย ทั้งกฎหมายแม่บทและกฎหมายย่อย นำมาใช้ได้เป็นเวลานาน ประชาชนทุกคนต่างสรรเสริญ ตอนนี้ฝ่าบาทจะใช้ข้าราชบริพารเช่นท่านสมุหนายก เพียงแต่ให้พวกเขาเคารพความยุติธรรมและปฎิบัติตามกฎหมาย ทำตามกฎหมายเดิมที่บัญญัติไว้ ก็จะประสบความสำเร็จตามมรรคผล ผู้คนก็จะสรรเสริญ แต่ถ้าฝ่าบาทคิดว่าจะล้มเลิกกฎเกณฑ์และระบบเก่าๆ จะทำให้ระบบต่างๆวุ่นวายสับสน ข้าน้อยกลัวว่าวันนี้พวกเราคงไม่มีความสงบสุข ประชาชนก็จะรับไม่ได้” ฮั่นฮุ้ยตี้รับฟังเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง นี่คือที่มาของสำนวนในสมัยโบราณ “เซียวกุยเฉาสุย” (萧规曹随,เฉาชานบริหารประเทศทำตามกฎเกณฑ์ที่เซียวเหอบัญญัติไว้) ดังนั้นในสามปีแรกที่เฉาชานขึ้นดำรงตำแหน่งสมุหนายก เขาสนับสนุนกฎเกณฑ์แห่งความสงบอย่างแข่งขันโดยไม่ไปเปลี่ยนแปลงตามที่เซียวเหอเป็นผู้บัญญัติกฎหมายต่างๆไว้เป็นอย่างดีเพื่อบริหารและปกครองประเทศ ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกซึ่งการเมืองมีเสถียรภาพและมั่นคง เศรษฐกิจมีการพัฒนา มาตรฐานการเป็นอยู่ของประชาชนมีการยกระดับอย่างต่อเนื่อง

แล้วเรื่องราวของเซียวเหอก็จบเพียงเท่านี้ เป็นการจบประวัติของสามวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตก บันทึกในประวัติศาสตร์จีนเล่าขานกันมาจวบปัจจุบัน.



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
ณัฐรดา วันที่ : 28/05/2013 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
ค่อยๆอ่าน เพื่อเป็นความรู้สำหรับตน ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
chailasalle วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

(0)
เล่าปัง โชคดี ที่ได้มันสมองดีดี ..
ความคิดเห็นที่ 8
BlueHill วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 14.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
กุนซือในสมัยโบราณนับว่ามีความสำคัญกับใครก็ตามที่คิดจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินจริงๆ
หนังสมัยใหม่ืนอกจากมีฉากชิงแผ่นดินกันแล้วยังเพิ่มฉากประชันความคิดของกุนซือเข้่าไปด้วย สนุกจริงๆครับ
ความคิดเห็นที่ 7
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 12.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daniel

(0)
เซียวเหอเป็นหนึ่งในกุนซือไม่กี่คนในประวัติศาสตร์จีนที่มีโอกาสตายดี และลูกหลานก็ยังอยู่รอดได้ ซึ่งก็ต้งออาศัยกุศดลบายหลายอย่าง รวมทั้งโชคด้วยครับ
หลิวปังก็ไม่ต่างจากผู้ยิ่งใหญ่รายอื่น ๆ ครับที่พอเป็นใหญ่แล้วก็เหี้ยมโหด จนคนรอบข้างต้องคิดการกบฎเป็นประจำ รัชกาลของพระองค์ก็นับไ้ดว่านองเลือดไม่น้อย
ขอเปรียบเทียบครับกับอดีตฮ่องเต้ผู้สร้างชาติฮั่นอีกครั้งจากการปลดปล่อยจากการกดขี่ของชาวมองโกล คือ จูหยวนจางผู้สามารถสถาปนาราชวงศ์ของชาวฮั่นได้อีกครั้ง คือ ราชวงศ์หมิงง แล้วพอท่านเป็นใหญ่แล้ว ก็กลายเป็นคนเหี้ยมโหด ทำลายล้างคนรอบข้างได้อย่างเลือดเย็นจนนักเขียนสามก๊กฉบับนิยาย หลอก้วนจงนำบุคลิกนี้ไปใส่ไว้ในตัวของโจโฉ ตัวละครเอกตัวร้ายที่เขาจงใจสร้างขึ้นมา แล้วคนทั่วโลกก็ติดกับภาพด้านร้ายนี้มาโดยตลอดครับ
ความคิดเห็นที่ 6
cozy วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
กะลังค่อยๆอ่านครับ แต่โหวตล่้วงหน้าให้เลย .........
ความคิดเห็นที่ 5
hayyana วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 09.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

(0)
เดี๋ยวต้องหาเวลามาอ่านหน่อย
แต่หานซิ่นยังอ่านไม่จบเลย 5555
จริงๆยุคที่ปรัชญาการปกครองเฟีัยวที่สุดของจีนน่าจะเป็นช่วงฮั่นเหวิน ฮั่นจิ่ง
ที่น่าจะต้องกล่าวถึงที่สุดคือปรัชญาการปกครองแบบอู๋เหว่ย 無為
คือการปกครองแบบเหนือเจตนา ปราศจากอัตตา และไม่คลั่งอุดมการณ์
เพราะอุดมการ์นี่ล่ะมักจะทำให้้เกิดอคติ
เป็นปรัชญาการปกครองที่มาจากปรัชญาลัทธิต้าว
ซึ่งเหมือนปรัชญาพุทธเลยคือทำให้ "พอดี " สายกลาง
หาดูจักรพรรดิ์ฮั่นดังกล่าวแล้วท่านปฏิบัติตนเหมือนในหลวงเลย
บ้านเมืองสงบร่มเย็น
ความคิดเห็นที่ 4
Jui วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
เกร็ดประวัติศาสตร์เรื่องต่อไป น่าจะเป็นเว่ยจิ้ง
อัครเสนาบดีของถังไท่จงหลี่ซื่อหมิ่น ครับ
รอสักสองสามอาทิตย์
ความคิดเห็นที่ 3
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 08.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

(0)
สงสัยต้องไปย้อนอ่านตั้งแต่หานซิ่น
ชอบอ่านประวัติศาสตร์ แต่ต้องมีเวลาเคี้ยวเอื้องข้อมูลด้วย
ความคิดเห็นที่ 2
feng_shui วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 07.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

(0)
ความคิดเห็นที่ 1
Jui วันที่ : 27/05/2013 เวลา : 07.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
ช่วงนี้พยายามแปลนำเรื่องผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตของประเทศจีนมานำเสนอกันในภาษาจีนกลางแทนที่จะแปลเป็นภาษาแต้จิ๋วในสมัยก่อน
เพื่อให้คนไทยคุ้นเคยภาษาจีนกลาง
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน