• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1183064
  • จำนวนผู้โหวต : 631
  • ส่ง msg :
  • โหวต 631 คน
<< กรกฎาคม 2013 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม 2556
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 10267 , 14:50:37 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน

เว่ยเจิง...ยอดกุนซือผู้เป็นกระจกส่องเงาของถังไท่จง

เกร็ดประวัติศาสตร์อีกช่วงหนึ่งที่น่าสนใจของจีน คือ ในสมัยราชวงศ์ถังซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองและยิ่งใหญ่อีกยุคหนึ่งของจีน หลังจากถังเกาจู่สถาปนาราชวงศ์ถังโดยความช่วยเหลือของโอรสชายทั้งสาม ซึ่งตอนนั้นถังเกาจู่มีพระชนม์มายุมากแล้ว เกิดศึกชิงบรรลังค์กันขึ้น จนหลี่ซื่อหมิ่นโอรสคนกลางได้ขึ้นครองราชย์ กลายเป็นจักรพรรดิราชวงศ์ถังองค์ที่สองซึ่งนำความรุ่งเรืองมาสู่ประเทศจีนและราชวงศ์ถังอย่างมากมาย

การที่จะเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ย่อมต้องมีผู้ช่วยเหลือและที่ปรึกษาที่ดีคอยให้คำแนะนำ และที่ปรึกษาที่เก่งกาจเป็นคู่บุญของถังไท่จงหลี่ซื่อหมิ่นผู้คอยเป็นกระจกส่องเงาให้พระองค์นั้น เคยเป็นที่ปรึกษาของพี่ชายคนโตที่เคยวางแผนฆ่าหลี่ซื่อหมิ่นเสนอแก่พี่ชายของพระองค์มาก่อน และเมื่อมาเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ก็คอยวิพากษ์วิจารณ์พระองค์จนหลายครั้งที่ถังไท่จงรับไม่ได้จนอยากจะประหารชีวิต บุรุษผู้นี้มีนามว่า เว่ยเจิง

                          

เว่ยเจิง(魏徵) มีอายุอยู่ในช่วง คศ.580 ถึง วันที่ 11 กุมภาพันธ์ คศ.643 ชื่อเดิม คือ เว่ยเสวียเฉิง (魏玄成) เป็นชาวฮั่น เป็นชาวถังเมืองจวี้ลู่(巨鹿, ปัจจุบัน คือ เขตจวี้ลู่ เมืองสิงไท้邢台มณฑลเหอเป่ย หรืออีกนัยหนึ่งคือเมืองจิ่นโจว晋州หรือ เมืองกวนเถา馆陶มณฑลเหอเป่ย) รัฐบุรุษแห่งราชวงศ์ถัง เริ่มอาชีพเป็นเจี้ยนอี้ต้าฟู (谏议大夫,กุนซือที่ปรึกษา)  ก้าวหน้าเรื่อยๆในตำแหน่งที่ปรึกษา จนกระทั่งขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด คือ เจิ้งกั๊วกง (郑国公) ตำแหน่ง จ่ายเซี่ยง (宰相, ตำแหน่งมหาอำมาตย์ราชเลขาของราชวงศ์ถัง) หลังจากมรณภาพแต่งตั้งเป็น เหวินเจิน (文贞,เป็นชื่อตำแหน่งบรรดาศักดิ์ที่จักรพรรดิจีนแต่งตั้งให้กับผู้ทำความดีความชอบให้แผ่นดินเพื่อให้เป็นที่รู้จักของชาวจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิหานซิ่นหลังจากมรณภาพมีนามว่า หวยอินโฮว เซียวเหอหลังจากมรณภาพมีนามว่า เหวินจงโฮว)

เว่ยเจิง เป็นกุนซือที่ปรึกษาปากกล้าที่กล้าวิจารณ์ตรงไปตรงมาต่อหน้าจักรพรรดิถังไท่จง เป็นมหาอำมาตย์ที่กล้าตักเตือนจักรพรรดิที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เขียนหนังสือวิเคราะห์วิจารณ์แค้วนต่างๆ คือ  สุยซู(隋书) เหลียงซู(梁书) เฉินซู(陈书) ฉีซู(齐书) อย่างลึกซึ้ง และยังมีหนังสือวิเคราะห์และทฤษฎีอื่นๆอีก หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขา คือ “เจินกว่านเจิ้งเย้า”(贞观政要) หนึ่งในเรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นการตักเตือนทักทานต่อองค์จักรพรรดิ คือ “เจี้ยนไท่จงสือซือสู”(谏太宗十思疏,การว่ากล่าวตักเตือนถังไท่จงสิบเรื่อง) การวิพากษ์วิจารณ์ที่สำคัญของเว่ยเจิงสมัยราชวงศ์ถังถูกบันทึกและเก็บรวบรวมทั้งหมดโดยหวางฟางชิ่ง(王方庆) ชื่อว่า “เว่ยเจิ้งกงเจี้ยนลู่”(魏郑公谏录) และอู๋จิง (吴兢) เป็นหนังสือสองเล่มที่มีชื่อว่า “เจินกว่านเจิ้งเย้า”(贞观政要) เป็นหนึ่งในยี่สิบสี่รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศจีน

 

เว่ยเจิง

ก่อนหน้านี้สงครามวุ่นวายปลายสมัยราชวงศ์สุย ก่อให้เกิดการลุกฮือก่อกบฎของขุนศึกต่างๆทั่วแผ่นดิน หลังจากกวาดล้างมกุฎราชกุมารราชวงศ์ถัง หลี่เจี้ยนเฉิง(李建成) และคนของมกุฎราชกุมารเรียบร้อยแล้ว หลี่ซื่อหมิ่นขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังไท่จง จัดการแต่งตั้งเว่ยเจิงที่ปรึกษาของพี่ชายหลี่เจี้ยนเฉิงที่เคยเสนอแผนลอบฆ่าตนขึ้นเป็นที่ปรึกษาของตนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสพความสำเร็จอย่างมากในการบริหารแผ่นดินระบบการปกครองจากส่วนกลาง จัดการปกครองด้วยระบบเจินกวน (贞观) เป็นเวลานานกว่าสิบเจ็ดปีก่อนที่จะป่วยตายไปในหน้าที่ เว่ยเจิงเป็นคนที่มีบุคลิกตรงไปตรงมา มีความสามารถและความฉลาดเป็นเยี่ยม เป็นคนที่กล้าพูดกล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงๆแบบขวานผ่าซากจนเป็นที่รู้จักกัน ด้วยการดำรงตำแหน่งเป็นมหาอำมาตย์ราชเลขากุนซือคนสำคัญของถังไท่จง ซึ่งถูกถังไท่จงกระตุ้นให้ทำหน้าที่ต่างพระองค์ให้เป็นประโยชน์ในการปกครองประเทศอย่างคุ้มค่าอย่างข้าราชบริพารที่ดี (良臣,เหลียงเฉิน) ไม่ใช่เป็นเพียงแต่เป็นข้าราชบริพารที่คอยติดตามจักรพรรดิทำงานอย่างขยันขันแข่งเช่น ข้าราชบริพารที่ซื่อตรง (忠臣,จ้งเฉิน)

ทุกครั้งที่เว่ยจิงเสนอความเห็นคัดค้าน ถึงแม้ว่าจะทำให้ถังไท่จงโกรธจัดอยู่หลายครั้ง เว่ยเจิงก็ยังคงใจเย็นไม่มีอาการสะทกสะท้านใดๆ สร้างความประทับใจให้ถังไท่จงเป็นอันมาก เพื่อจะรักษาและรวบรวมกฎหมายและข้อบังคับต่างๆในระบอบศักดินาที่มีความสำคัญในสมัยราชวงศ์ถัง เขาได้เพิ่มกฎระเบียบสำคัญ 200 บทที่เสนอเป็นเฉินเจี้ยน (陈谏, ฎีกาทักท้วง) ตักเตือนถังไท่จงโดยทำหน้าที่เป็นกระจกส่องเงาของพระองค์ซึ่งร่ำลือเล่าขานกันในประวัติศาสตร์ ปกครองแบบธรรมภิบาล ให้คำปรึกษาที่ชาญฉลาด ใช้จิตวิญญาณแห่งความเงียบสงบนิ่งรับใช้จักรพรรดิ ใช้ “เหรินอี้” (仁义,ความเมตตาธรรมและความชอบธรรม) นำมาปฎิบัติปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การปกครองด้วยระบอบเจินกวน 13 ปี (คศ.639) เว่ยเจิงเสนอบทบัญญัติ “สือเจี้ยนปู้เค่อจ้งซู” (十渐不克终疏, สิบเรื่องที่ไม่ควรประพฤติซึ่งทำให้ประเทศอ่อนแอ) เนื่องจากเห็นว่า ถังไท่จง และขุนนางข้าราชบริพารเริ่มเกียจคร้าน หลุ่มหลงในสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยและการละเล่นต่างๆ ถังไท่จงเห็นด้วยและประกาศใช้บทบัญญัติสิบข้อเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองในช่วงเวลานั้น และมีอิทธิพลสำคัญในช่วงเวลานั้นตราบมาจนถึงยุคสมัยต่อมา

อุดมการณ์ความคิด

เว่ยเจิงเคยเป็นนักบวชลัทธิเต๋ามาก่อน ลัทธิเต่าจึงมีอิทธิพลและเป็นจุดยืนสำคัญของเขาในการบริหารและปกครองประเทศ เขามักจะเน้นย้ำให้ถังไท่จงปฎิบัติตามความคิดนี้ ประชาชนจะมีความสงบสุข ดังนั้นประเทศชาติจะมีความสงบมั่นคง ในข้อเสนอที่มีชื่อเสียงของเว่ยเจิง สือเจี้ยนปู้เค่อจ้ง” (十渐不克终疏) ยังคงเน้นว่า “ฝ่าบาทปกครองด้วยระบบเจินกวนตั้งแต่ครองราชย์ ทำการสิ่งใดโดยปราศจากความปรารถนา ใช้ความสงบสยบการเคลื่อนไหว ฝ่าบาทพัฒนามาไกลแล้ว ถ้าพิจารณาจากวันนี้ กระแสลมพัดอ่อนลง ถ้อยคำมีความหมายมากกว่าเทพเจ้า ทฤษฎีมีความหมายน้อยกว่าหลักการ ทำไมข้าน้อยพูดแบบนี้ ฮั่นเหวิน (汉文)  จินอู่ (晋武) ไม่ใช่นักปรัชญาจีน ฮั่นเหวินขับม้าไปไกลพันลี้ จินอู่รุกหน้าไปไกลกว่า วันนี้ถ้าขับม้าศึกไปไกลหมื่นลี้ บ้านเมืองยากที่จะต้องควบแผ่นดินนอกอาณาเขต แต่ถนนหนทางอัตคัต ยากที่เปิดความสว่างแด่อนารยชน นี่ในที่สุดสามารถค่อยๆเป็นค่อยๆไป” ถังไท่จงจึงพูดเสริมว่า “ข้าเกรงอยู่ทุกเมื่อทุกวัน นี่อาจเป็นทางเดียว...วันนี้บันทึกของเค่อชาง(克昌) โดยเฉพาะอาศัยอำนาจของราชวงศ์ชิง บ้านเมืองจึงสงบ ขึ้นอยู่กับการปกครองโดยไม่ปกครอง” อุดมการณ์การเมืองตามอย่างระบบศักดินาขงจื๊อสมัยดั้งเดิม เน้นเรื่อง “หมินเต๋อเสิ้นฝ่า” (明德慎罚,การลงโทษอย่างยุติธรรม) “เหวยสิงจือชวี่” (惟刑之恤,การลงโทษแบบมีเมตตาธรรม) นั่นเป็นพื้นฐานของข้าราชการปกครองประเทศต้องมี คือ คุณธรรม มารยาท ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ จักรพรรดิผู้เข้าใจปรัชญานี้ เพื่อที่จะเปลี่ยนนิสัยดั้งเดิมและประเพณีแต่ก่อน จะต้องไม่พึ่งพากับกฎหมายที่ลงโทษรุนแรงเข้มงวด แต่ต้องอยู่ด้วยเมตตาธรรมบนความชอบธรรม การบังคับด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียวเพื่อควบคุมประชาชนไม่มีทางเป็นไปได้ “เมตตาธรรมและความชอบธรรม ความมีเหตุผล นีคือบทสรุปทั้งหมดของเหตุผลของการลงโทษ

เว่ยเจิง เปรียบเทียบข้าราชการที่พิจารณาการลงโทษเสมือนคนขับรถม้าซึ่งต้องมีแส้ม้า เมื่อเวลาม้าเหนื่อยให้ใช้แส้ม้าหวดม้าอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าทุกๆคนปฎิบัติตัวด้วยความชอบธรรม บทลงโทษก็จะไม่มีประโยชน์ แต่กฎหมายและบทลงโทษทั้งหมดไม่ควรที่จะลดน้อยลง เว่ยเจิงเชื่อว่ากฎหมายเป็นหลักการสมดุลของประเทศ เป็นหลักการในห้วงเวลา จะต้องนำไปปฎิบัติแบบเข้มงวดกวดขัน การปฎิบัติให้ถูกต้องหรือผิดขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฎหมาย “ต้องตระหนักถึงความยุติธรรม ทุกคนยึดถือ เป็นกฎหมายเดียวกัน” ในขณะเดียวกันจะต้องปฎิบัติโดยไม่มีอคติเรื่องชอบหรือเกลียด ลงโทษอย่างรุนแรงด้วยความยินดีหรือโกรธ ไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปและขบวนการพิจารณาทางกฎหมาย สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญสำหรับองค์จักรพรรดิและราชวงศ์ ดังนั้นในเวลาต่อมาเว่ยเจิงจะเป็นผู้นำเสมอในการปฎิบัติตามความต้องการของระบบกฎหมายสมัยถังไท่จงอย่างเป็นพิเศษพร้อมทั้งตรวจสอบข้าราชการระดับล่าง ในการพิจารณานักโทษ เขาเน้นว่า “อย่าทำอะไรผิดพลาดระคายเคืองถึงองค์จักรพรรดิ” ปฎิบัติงานไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่เสกสรรปั้นแต่ง ต้องป้องกันไม่ให้เอากฎหมายมาเล่นกลตบตา การเปิดเผยความจริงต้องมาจากการสอบสวนอย่างเข้มงวด จนสามารถนำมาฟ้องร้องทางกฎหมายได้ ฏีการวมทั้งคดีต่างๆที่ยากและมีปัญหาในศาลฎีกาของเว่ยเจิง ต่างก็นำเอาแนวความคิดนี้มาปฎิบัติ มองลงไปบนรากของปัญหา บังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม ตัดสินตามเหตุผลที่เปิดเผยออกมา เขาปฎิบัติจนทุกๆคนยกย่องเขาด้วยความจริงใจ ทั้งหมดนี้คล้ายคลึงมากกับแนวความคิดเต๋าของหวางเหล๋า (黄老, คนไทยรู้จักในนาม “เหล๋าจื๊อ” ศาสดาแห่งลัทธิเต๋า)

หนังสือและบทประพันธ์

เว่ยเจิงประพันธ์หนังสือ “สุยซู” (隋书, เรื่องราวราชวงศ์สุย) และหนังสือวิเคราะห์รัฐเหลียง (梁) รัฐเฉิน (陈) และรัฐฉี (齐) นอกจากนี้ยังมีหนังสือ “สึลี่จี้” (次礼记, หนังสือเกี่ยวกับพิธีกรรม) 20 เล่ม ร่วมกับ หยีสื่อหนาน (虞世南) และ ชวี่เลี่ยง (褚亮) และคนอื่นประพันธ์และบรรณาธิการหนังสือ “ฉวินซูจือเย้า” (群书治要, หนังสือที่ว่าด้วยการอภิบาลเป็นฎีกาที่ทักท้วงแก่ถังไท่จงมีขายรวมเล่มเป็นภาษาจีนอยู่ในปัจจุบัน) มีทั้งหมด 50 เล่ม

ความคิดเห็นและมุมมองทางการเมืองที่สำคัญของเว่ยเจิงในสมัยราชวงศ์ถังถูกรวบรวมอยู่ในหนังสือซึ่งรวบรวมโดยหวางฟางชิ่ง (王方庆) มีชื่อว่า “เว่ยเจิงกงเจี้ยนลู่” (魏郑公谏录) และ อู่จิง (吴兢) มีชื่อว่า “เจินกวนเจิ้นเย้า” (贞观政要, หนังสือมีแปลขายเป็นภาษาไทย) ทั้งสองเล่มนี้ว่าด้วยการเมืองระบบเจินกวน

 

คำแนะนำที่ตรงไปตรงมา

เว่ยเจิงหลังจากผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายและความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ด้วยประสบการณ์ที่มากมายของเขาทำให้เขาเข้าใจการเมืองประเทศของเขาเป็นอย่างดี เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในปัญหาของสังคม อีกทั้งเขายังเป็นคนซื่อสัตย์และเปิดเผยต่อคนทั่วไป เผชิญปัญหาโดยไม่ยอมแพ้ ทำงานขยันลงลึกและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในพระราชดำริของถังไท่จงต่อระบบปกครอง ถังไท่จงมักเรียกหาเว่ยเจิงเข้าไปสนทนาภายในห้องพระบรรทมบ่อยๆเกี่ยวกับ “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของราชวงศ์” เว่ยเจิงยังเป็นคนใกล้ชิดของถังไท่จง คิดการต่างๆที่เป็นประโยชน์ พูดจาเปิดเผยโผงผางตรงไปตรงมา เพื่อความสำเร็จและความล้มเหลวของราชสำนัก โดยมักจะทักท้วงองค์จักรพรรดิอยู่บ่อยๆ ถังไท่จงครั้งหนึ่งเคยยกย่องเว่ยเจิง ว่า “ฎีกาและคำทักท้วงของท่าน มีมากมายกว่าสองร้อยเรื่อง ถ้าไม่มีคำทักทานอย่างจริงใจจากท่านประเทศชาติจะเดินหน้าไปอย่างไร” ไม่นานแต่งตั้งเว่ยเจิงเป็น “ซ่างซูจั่วเฉิง” (尚书左丞, มหาอำมาตย์ฝ่ายซ้าย)  เจินกว่านปีที่สาม (คศ.629) ได้รับแต่งตั้งเป็นราชเลขาธิการตรวจสอบนโยบายแห่งชาติ ตำแหน่ง “เจิ้งกั๊วกง” (郑国公) เว่ยเจิง มีชื่อเสียงในเวลานั้นด้วยการเป็นคนให้คำปรึกษาเปิดเผยตรงไปตรงมา ในห้วงเวลานั้น ถือว่าเป็น  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่สมุหนายกที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น หวางกุย (王珪)กล่าวยกย่องชมเชยเขาว่า “ทุกๆคำปรึกษาและฎีกาออกมาจากใจ ทำการใดไม่ให้จักรพรรดิเสียพระพักตร์เมื่อเทียบกับเมธีจักรพรรดิเหยา (尧) และ เมธีจักรพรรดิซุ้น (舜) ในอดีต ตัวข้าไม่อาจเทียบกับเว่ยเจิง” ตามบันทึกสถิติการปกครองระบบเจินกวน เว่ยเจิงทำการต่างพระองค์ถังไท่จงตรวจสอบวิพากษ์นโยบายแห่งชาติถึง 50 ครั้ง ทำฎีกาเตือนความจำถังไท่จงถึง 11 ครั้ง ตลอดเวลารับราชการถวายพระอักษรและคำพูดทักท้วงตักเตือนองค์จักรพรรดิมากกว่าสิบล้านคำ จำนวนของคำพูด คำถวายด้วยความภักดี ทัศนคติในการนำเสนอ ไม่สามารถหาสมุหนายก มหาเสนาบดี หรืออำมาตย์คนไหนของจีนมาเปรียบเทียบได้  

เว่ยเจิงมีฎีกาตักเตือนองค์จักรพรรดิที่หลากหลาย ความผิดพลาดของปัจจัยหลักในการขับดันประเทศ คือ เขานำเสนอคำตักเตือนชี้ตรงไปยังเนื้อหาหลักภายใน ในการเยียวยาแผลเจ็บปวดหลังสงครามสมัยราชวงศ์สุยเขาทำฎีกาทักท้วงถังไท่จงให้ประชาชนได้พักฟื้นจากสงครามและสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศ ลดความฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลืองตั้งแต่สมัยจักรพรรดิสุยหยางตี้ (隋炀帝) ต่อต้านการสร้างปราสาทพระราชวังและการทำสงครามกับต่างประเทศ เพื่อความสงบมั่นคงของสังคม เว่ยเจิงเสนอถังไท่จงให้ยกเลิกกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงในสมัยราชวงศ์สุย เปลี่ยนไปใช้กฎหมายที่มีความยุติธรรมบทลงโทษอ่อนลง เพื่อความชัดเจนของการเมือง เว่ยเจิงทักท้วงถังไท่จงใช้คนต้องใช้ “ไฉสิงจวี้เจียน” (才行俱兼, ใช้คนที่มีความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์) กับข้าราชการทุจริตที่คอรัปชั่นหรือเบี่ยงเบนกฎหมายจะต้องลงโทษอย่างรุนแรง เรื่องการให้รางวัลหรือลงโทษแก่ข้าราชการ เขาแนะนำให้ถังไท่จงให้รางวัลหรือลงโทษต่อหน้าพระพักตร์ในท้องพระโรง เขาเสนอ “กุ้ยเจี่ยนฉิ้นซู” (贵贱亲疏, การพิจารณาโดยยุติธรรมโดยไม่คิดถึงความสัมพันธ์ใดๆหรือความสูงต่ำของยศศักดิ์) พิจารณาให้เท่าเทียมกัน ในรูปแบบอุดมการณ์ของจักรพรรดิเขาแนะนำถังไท่จงต้องรับฟังความเห็นของขุนนางข้าราชบริพารและให้เชื่อใน “เจียนทิงเจ๋อหมิง เพียนซิ่นเจ๋ออ้าน” (兼听则明 偏信则暗, หมายความว่า รับฟังความเห็นรอบด้านจะเข้าใจชัดเจน รับฟังความเห็นฝ่ายเดียวจะทำให้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และตัดสินใจผิดพลาด) เพื่อป้องกันไม่ให้ขุนนางหลอกลวงองค์จักรพรรดิ จะต้องให้รายงานหรือฎีกาจากขุนนางระดับล่างสามารถเข้าถึงสู่เบื้องบนจนถึงองค์จักรพรรดิ เว่ยเจิงทักทานถังไท่จงเรื่อง “หว่างสุยเว่ยเจ่ย” (亡隋为戒, การล่มสลายของราชวงศ์สุยคือคำเตือน) ยอมรับบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ต้องเตรียมพร้อมในช่วงเวลาแผ่นดินสงบสันติ ป้องกันการใช้จ่ายหรูหราฟุ่มเฟือยของราชสำนักซึ่งสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน กับปัญหากลียุคซึ่งพึ่งผ่านมาความอยู่รอดของประเทศเป็นปัญหาใหญ่ เว่ยเจิงเสนอความคิดเห็นทักท้วงหรือฎีกาต่างๆโดยยึดมั่นอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง ต่อสู้โต้เถียง วิจารณ์ความผิดพลาดของถังไท่จงอย่างชัดเจนและแหลมคม

เว่ยเจิงสนับสนุนการเสนอฎีกาด้วยภาษาที่เต็มไปด้วยถ้อยคำรุนแรงและเร่าร้อน เจินกวนปีที่แปด (คศ.634) ขุนนางผู้ช่วยเขตหวางผู่เต๋อ (皇甫德)มณฑลส่านซีทำฎีกาเสนอมีข้อความว่า “ซ่อมแซมพระราชวังที่ลั่วหยาง แรงงานเกณฑ์ต้องได้ค่าแรง ดังนั้นต้องขึ้นภาษี” ถังไท่จงเห็นแล้วโกรธมากจะลงโทษเขาเพราะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เว่ยเจิงรีบกราบทูลทักทาน นำเรื่องของฮั่นเหวินตี้ (汉文帝)ในอดีตยกเป็นตัวอย่าง กล่าวว่า “พระองค์ต้องข่มความขมขื่นสามครั้งและ ถอนหายใจสักห้าครั้ง” การถวายฎีกาตั้งแต่สมัยโบราณภาษาส่วนใหญ่เต็มไปด้วยข้อความรุนแรงเร่าร้อน ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่เป็นที่ใส่พระทัยของพระองค์ ภาษารุนแรงเหล่านั้นไม่ใช่หมายความว่าขุนนางไม่จงรักภักดี ถังไท่จงรับฟังแล้วสำนึกตัวกล่าวว่า “ท่านเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ถ้าท่านไม่ทูลทักทาน ใครละที่จะกล้าทูลทักทานข้า” เว่ยเจิงมักจะพูดจาทักท้วงตักเตือนถังไท่จงอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าพระพักตร์อยู่เสมอทั้งเวลาพระองค์ออกราชการ หรือประชุมเป็นการภายใน หรือพบปะกันเป็นส่วนตัว บางครั้งทำให้พระองค์หน้าแดงหูสั่นด้วยความอายหรือเสียหน้า มีครั้งหนึ่งที่ทักท้วงพระองค์ ถังไท่จงโกรธมากตรัสโดยไม่เอ่ยชื่อเว่ยเจิง ว่า “ข้าต้องประหารไอ้ลูกชาวนานี้ทิ้งให้ได้” หรือบางครั้งตรัสกับเว่ยเจิงว่า “ทุกๆครั้งที่เจ้าท้วงติงข้า มันเป็นเรื่องไม่ยากเลยที่ข้าจะเห็นทางออก” คำทักทานท้วงติงที่กล้าเสนอแก่ถังไท่จงอย่างตรงไปตรงมาของเว่ยเจิงมักจะเจาะลงไปยังใจกลางของเรื่องหรือปัญหา ถึงแม้ว่าบางครั้งถังไท่จงแทบจะทนไม่ได้ก็ตาม

นอกจากปัญหาหลักของการขับเคลื่อนประเทศ เว่ยเจิงยังวิจารณ์ถังไท่จงเกี่ยวกับความเห็นแตกต่างในเรื่องอื่นๆโดยนำเสนอการวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมาแบบสร้างสรรค์ เจินกวนปีที่หก (คศ.632) เดือนสิงหาคม องค์หญิงฉางเล่อกงจู่ (长乐公主) ทรงอภิเษกสมรส องค์หญิงทรงเป็นพระธิดาของถังไท่จงและพระมเหสีจ่างซุนหวางโฮ้ว (长孙皇后) ถังไท่จงประกาศพระราชกฤษฎีกาประทานสินสมรสให้มากกว่าองค์หญิงหย่งเจียจ่างกงจู่ (永嘉长公主) ซึ่งเป็นพระขนิษฐาของพระองค์ เว่ยเจิงทักท้วง เนื่องจากตำแหน่งจ่างกงจู่อยู่สูงกว่าตำแหน่งกงจู่ตามขนบธรรมเนียมประเพณี สินสมรสของกงจู่ไม่อาจมากกว่าของจ่างกงจู่ พระมเหสีจ่างซุนหวางโฮ้วทราบเรื่องราวภายหลัง ทรงชื่นชมเว่ยเจิงในการกล้าทักท้วงตรงๆ ตรัสต่อถังไท่จงด้วยความรู้สึกซาบซึ้งว่า “ข้าน้อยเคยได้ยินพระองค์กล่าวถึงเว่ยเจิงบ่อยๆ แต่ข้าน้อยไม่เคยรู้จัก ตอนนี้ข้าน้อยได้ยินคำทักทาน จริงแล้วสามารถใช้เป็นหลักยุติธรรมในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีและความรัก เขาช่างเป็นข้าราชบริพารคนสำคัญที่ซื่อตรงจริงๆ ฝ่าบาทประกาศงานอภิเษกสมรส เฉลิมฉลองพิธีอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยความรักที่มีต่อลูก ข้าน้อยมีคำพูดมากมายที่จะทูลถาม แต่ไม่กล้าเอ่ยถวายทำให้ฝ่าบาทเคืองพระทัย ตามที่เว่ยเจิงกราบทูลฝ่าบาท เรื่องสินสมรสและพิธีอภิเษกสมรส ตามโบราณที่หานเฟย (韩非) ลิขิตไว้ คือ “ซัวหนาน” (说难,ยากที่จะพูด) ทุกคนต่างรู้การกราบทูลทักท้วงฝ่าบาทเป็นเรื่องไม่ง่าย นับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง” จากนั้นถังไท่จงประทานผ้าไหมให้เว่ยเจิง 500 พับ การทักท้วงอย่างตรงๆแบบขวานผ่าซากของเว่ยเจิง พูดได้ว่าแม้แต่พระมเหสีจ่างซุนหวางโฮ้วยังไม่กล้าที่จะกราบทูล

แม้ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์อันแหลมคมของเว่ยเจิงเป็นการยากที่ถังไท่จงจะยอมรับได้ แต่พระองค์รู้ว่าเว่ยเจิงมีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติของพระองค์เป็นคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้มั่นคง กับการเสนอคำทักท้วงอย่างตรงไปตรงมาของเว่ยเจิง พระองค์ทรงกล่าวอย่างประทับใจว่า “คนทั่วไปมักกล่าวว่าเว่ยเจิงเป็นพวกนักต่อต้านพูดจาหยาบ แต่ข้ารู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์ และข้าชอบที่จะรับฟัง” แน่นอนการเมืองแบบศักดินาเสรีนิยมของถังไท่จงมาจากการที่เว่ยเจิงทูลเกล้าท้วงติงอยู่ซ้ำๆถึงสาเหตุสำคัญของปัญหา เว่ยเจิงทูลตอบกลับว่า “พระองค์ทรงทำตนให้เป็นตัวอย่างรับฟังคำกราบทูล ข้าน้อยจึงกล้ากราบทูลทักท้วงตักเตือน ถ้าพระองค์ไม่ยอมรับคำเตือนท้วงติงของข้าน้อย ข้าน้อยหรือจะกล้ากราบทูล” คำพูดนี้ไม่ใช่เป็นคำพูดถ่อมตน

เว่ยเจิงวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐการเมือง นำมาแก้ไขข้อผิดพลาดในระบบการเมืองเจินกว่านเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ถังไท่จงมีความรู้สึกว่าไม่สามารถขาดเว่ยเจิงได้แม้สักวันเดียว ถังไท่จงเปรียบเว่ยเจิงเหมือนสุดยอดช่างเจียระไน ซึ่งเจียระไนเพชรด้วยตนเอง ตั้งแต่เป็นเพชรในตรมขุดขึ้นมาจากเหมืองแร่ จากนั้นเจียระไนมันจนมีค่า เรียกว่า “เหลียงเย่ต้วนเอ๋อร์เหวยชี เปี้ยนเหวยเหรินซั่วเป่าเออร์” (良冶锻而为器 便为人所宝, จากการขัดเกลาและเจียระไนด้วนเครื่องมือที่ดี กลายเป็นสมบัติล้ำค่าของทุกคน) นักประวัติศาสตร์ยกย่องเว่ยเจิงอย่างมาก กล่าวว่า “ผมลองอ่าน “เว่ยกงจั้วสื่อ” (魏公故事) เจรจาถกเถียงกับจักรพรรดิเรื่องการเมือง ยกตัวอย่างอุปมาอุปมัย เป็นตัวอักษรนับได้เป็นล้านๆคำ ชี้ลงไปตรงความผิดพลาดขององค์จักรพรรดิ กล้าทักท้วงกล้าโต้แย้ง การกระทำเช่นนี้ไม่เคยมีอำมาตย์หรือเสนาบดีในยุคไหนทำมาก่อนเลย”

 

การฟื้นฟูประเทศ (偃革兴文,เหยี่ยนเก๋อซิงเหวิน)

เว่ยเจิงเป็นชาวบ้านผู้อพยพในสมัยปลายราชวงศ์สุย ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นถดถอย มีเรื่องเป็นพันๆเรื่องรอคอยการแก้ไขให้ถูกต้อง เขาจึงทำฎีกาถวายถังไท่จงในการฟื้นฟูประเทศ (偃革兴文,เหยี่ยนเก๋อซิงเหวิน) เพื่อดำเนินการปรับปรุงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและพลิกฟื้นสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งให้กับประเทศเขานำแนวความคิดการเมือง “ส่งผ่านการเปลี่ยนแปลง” (致化,จื้อฮว้า) มาปฎิบัติ หลังจากถังไท่จงขึ้นครองราชย์มักจะปรึกษากับอำมาตย์และเสนาบดีอยู่เสมอและเรียนรู้ความต้องการของประชาชน ถังไท่จงตระหนักว่าหลังจากผ่านกลียุค กลัวว่าจะไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้ เว่ยเจิงตระหนักดีกล่าวว่า “เป็นเวลานานแล้วที่ประชาชนต้องสูญเสีย การสูญเสียนั้นคือบทเรียน ในห้วงเวลาที่ประชาชนเศร้าโศรก ใช้ความเศร้าโศรกเป็นเครื่องมือ” เขายกตัวอย่างให้เห็น กล่าวว่า “เมื่อหิวเป็นเรื่องง่ายที่จะกิน เมื่อกระหายเป็นเรื่องง่ายที่จะดื่ม” (饥者易为食,渴者易为饮, จีเจ๋ออี่เหวยสือ เค่อเจ๋ออี่เหวยอิ่น) เขายังวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของเสนาบดีเฟิงเต๋ออี๋ (封德彝) ว่า “ประชาชนแก้ไขข้อผิดพลาด รัฐฉินสร้างกฎหมาย รัฐฮั่นพาลเพิ่มกฎและปกครองเข้มงวด เพื่อควบคุมทั้งหมด แต่ก็ทำไม่ได้” (人渐浇讹,故秦任法律、汉杂霸道,盖欲化而不能,เหรินเจี้ยนเจียวเอ๋อร์ กู่ฉินเหริ่นฟ่าลี่ ฮั่นจ๋าปาเต่า ก้ายอีฮวา ปู้เหนิง) รัฐซาง (商)ทำลายรัฐเซี่ย (夏) โจวอู่หวาง (周武王) ตีรัฐโจ้ว (纣) “จะสามารถทำให้บ้านเมืองสงบสุข แต่กลับกลายเป็นบ้านเมืองวุ่นวายเพราะความชั่วร้าย” เว่ยเจิงยังกล่าวต่อไปว่า “ถ้าประชาชนในสมัยโบราณมีความซื่อสัตย์ ค่อยๆแกัไขข้อผิดพลาด ดังนั้นในวันนี้เมื่อเราจากโลกไปแล้ว ประชาชนจะได้รับความสงบสุขไม่ใช่กฎหมายมาบังคับ” เว่ยเจิงยืนยันในการศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ในอดีตเพื่อนำมาปฎิบัติในทางบวก ถังไท่จงยอมรับในความคิดเห็นของ เว่ยเจิง สร้างนโยบายพื้นฐานเพื่อปกครองประเทศซึ่งมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งในระบบการปกครองเจินกวน

เว่ยเจิงยังเสนอนโยบายการบริหารที่มีเสถียรภาพ เขาคิดว่าถึงแม้ว่าในสมัยราชวงศ์สุยจะสะสมอาวุธไว้มาก กองทัพมีความเข้มแข็ง แต่เพราะ “ทำสงครามอย่างต่อเนื่อง เกณฑ์แรงงานคนไม่มีที่สิ้นสุด” ในที่สุดถึงแม้บ้านเมืองจะเข้มแข็งมั่งคั่งแต่ในที่สุดก็ล่มสลาย เหตุผลเพราะว่า “การอพยพ” ในระหว่างบ้านเมืองสับสนวุ่นวายประชาชนสิ้นหวัง ทุกคนหมดอาลัยตายอยาก เมื่อบ้านเมืองสงบสุข หมายความว่า “มีความสงบมีความปลอดภัย มีการอพยพวุ่นวาย ประชาชนทุกคนรับรู้ ไม่หลบซ่อนตัวและยากที่จะพบเห็น ยากที่จะตรวจสอบจำนวนประชากร”

แนวความคิดของเว่ยเจิงที่จะทำบ้านเมืองให้มีเสถียรภาพ ต้องสร้างสังคมที่มีสภาพแวดล้อมมั่นคงและปลอดภัย ประชาชนต้องมีเวลาฟื้นฟูทำมาหากิน และเสริมความแข็งแกร่ง เศรษฐกิจต้องมีการฟื้นตัวและพัฒนาต่อไป ดังนั้นหลายๆครั้งเว่ยเจิงได้ทูลตักเตือนไม่ให้ถังไท่จงก่อสงคราม สนับสนุนการลดแรงงานเกณฑ์และภาษีอากร กลายเป็นที่โปรดปรานของถังไท่จง  ปีแรกแห่งการปกครองโดยระบบเจินกวน แคว้นหลิ่งหนานจูโจว (岭南诸州) รายงานว่า เกาโจว (高州) ฉิวส้วย (酋帅) เฟิ้งอ้าง (冯盎) ก่อกบฎ ถังไท่จงเตรียมยกทัพไปเจียงหนาน ที่หลิงหนานมีทหารเป็นแสนรอทำสงคราม เว่ยเจิงกราบทูลท้วงติงทันที “ประเทศจีนเริ่มแรกไม่ได้สลับซับซ้อน การก่อการที่หลิงหนาน ทำเลเป็นภูเขาลึกเหมาะแก่การต่อต้าน การเดินทัพลำบาก ทำเลเต็มไปด้วยไข้มาลาเรีย ถ้าพระองค์ทำไม่สำเร็จ จะเสียใจที่ขับไล่ไม่ได้” เขาประเมินฝ่ายเฟิ้งอ้างในไม่กี่ปีนี้“ทหารไม่เคยออกทำสงคราม กองทัพไม่เฉียบคม ขาดการซ้อมรบชุมนุมพล” ให้พระองค์ส่งคนส่งข่าว “ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยกทัพไป ให้ที่นั่นตัดสินใจกันเอง” ถังไท่จงเห็นด้วยกับความเห็นของเว่ยเจิงไม่จัดทัพยกไป แคว้นหลิงหนานในที่สุดอยู่กันสงบร่มเย็นทุกฝ่าย ถังไท่จงตรัสอย่างมีความสุขว่า “แคว้นหลิ่งหนานจูโจวก่อกบฎและกลับกลาย ข้าต้องขอความเห็นทักท้วงจากเว่ยเจิงบ่อยๆซะแล้ว ถ้าข้าใช้เพียงแต่พระราชอำนาจความสงบสุขคงจะไม่กลับมา เมื่อคำนวณผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย สถานการณ์ที่เป็นศูนย์โดยไม่ต้องทำอะไร ไม่สร้างความเจ็บปวดให้ฝ่ายใด สามารถเอาชนะใจคนเป็นหมื่นเป็นแสน” จากนั้นพระราชทานผ้าไหมพับให้เว่ยเจิง 500 พับ

เพื่อจะปกป้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน เว่ยเจิงกราบทูลเพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านหยุดการคุกคามพระราชอาณาเขตของถังไท่จง เจินกวนปีที่สอง เกาชางหวางฉู้เหวินไท่ (高昌王麹文泰,กษัตริย์ประเทศเกาหลีโบราณ) ยกทัพมารบกวนชายแดน ประเทศต่างๆทางตะวันตกก็ยกทัพมารบกวนชายแดนเช่นกัน เว่ยเจิงให้ความเห็นว่า “ประเทศพึ่งก่อตั้ง สังคมยังไม่สลับซับซ้อน หากมีการเกณฑ์แรงงานเล็กน้อย ประเทศจะไม่สงบสุข ตอนนี้เหวินไท่ยกทัพมา ยึดครองโจวเซี่ยน (州县) แต่ทำเลนั้นใช้การอะไรไม่ได้ พระองค์จะไปใส่ใจอะไรกับคนดังกล่าว” ถังไท่จงรับฟังแล้ว ออกคำสั่งสั่งฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศทางตะวันตกทันที

เว่ยเจิงยังทูลตักเตือนให้ถังไท่จงยกเลิกภาระกิจหรือโครงการใหญ่ๆ เพื่อประหยัดงบประมาณของประเทศ เจินกวนปีที่หก พระองค์มีพระราชดำริจะสร้างพระราชวัง เหวินอู่ป่ายกวาน (文武百官) เพื่อใช้สถานที่ประกอบพิธีสำคัญบวงสรวงฟ้าดินและเทวดาเพื่อให้บ้านเมืองสงบศึก ตัดไม้ขนมาจากภูเขาไท่ซัน (泰山) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มีเพียงเว่ยเจิงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย เขาเชื่อว่าหลังจากการตักเตือนถังไท่จงจนพระองค์มีขันติธรรมสูงแล้ว ประเทศชาติและประชาชนมีความสงบสุข ชายแดนไม่มีประเทศไหนรุกล้ำ “หลังความวุ่นวายกลียุคในสมัยราชวงศ์สุย จำนวนประชากรยังไม่สำรวจ เสบียงอาหารยุ้งฉางก็ยังขาดแคลน ตอนนี้นำรถลากไปทิศตะวันออก ใช้ม้าเป็นพันๆตัว ผลาญงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ไม่ใช่ภาระกิจพึงกระทำเลย” ในขณะที่เว่ยเจิงทูลความเห็นทักท้วง ที่เฉี่ยอี่ (恰遇) มณฑลเหอหนาน และสู่โจว (数州) มณฑลเหอเป่ยเกิดน้ำท่วมใหญ่ ดังนั้นจึงยกเลิกโครงการขนไม้มาจากทิศตะวันออกนี้

เว่ยเจิงตระหนักว่า การตกแต่งพระราชวังขององค์จักรพรรดิไว้ทำพิธีบวงสรวงเป็นการฟุ่มเฟือยจะสร้างผลกระทบต่อความลำบากยากเข็ญของประชาชน ในขณะที่กราบทูลกับถังไท่จง เขาเน้นว่า “การล่มสลายของราชวงศ์สุยเป็นการเตือน” พูดถึง สุยหยางตี้ (隋炀帝) ว่า “ความปรารถนาที่มีไม่สิ้นสุด ความฟุ่มเฟือยหรูหรา ทุ่มเทสร้างพระราชวังขนานใหญ่ ไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ลงโทษอย่างเข้มงวดและรุนแรงทรมาน คนชั้นบนใช้ชีวิตอย่างดี คนชั้นล่างไม่มีอะไร ต่างกันราวกับฟ้ากับดิน บ้านเมืองจึงพินาศ เรื่องราวมีมากเกินกว่าที่จะบันทึกในจดหมายเหตุได้ พระองค์ก็ทรงเห็นเหตุการณ์นี้เป็นประจักษ์” เป้นการเตือนถังไท่จงให้ระมัดระวังตนเองอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดพลาดเหมือนเหตุการณ์ในอดีต  

ถังไท่จงมีพระบรมราชโองการให้เมืองอี้โจว (益州) และ เป่ยเหมิน (北门)ผลิตผ้าไหม และทำเหมืองเงินและเหมืองทอง เว่ยเจิง ทำฎีกาทักท้วงให้ยุติพระบรมราชโองการ เขาทูลว่า “ การผลิตเงินทองไข่มุกและเครื่องประดับเป็นอุปสรรคต่อการทำเกษตรกรรม สิ่งสวยงามเหล่านี้ทำลายแรงงานหญิง ถ้าผู้ชายไม่ไถหว่านบ้านเมืองก็หิวโหย ถ้าผู้หญิงไม่ถักทอบ้านเมืองจะเย็นยะเยือก คนโบราณกล่าวถึงการลงทุนเลี้ยงปลาในน้ำพุลึก หรือ การเผาทำลายทางสัญจร ไม่เป็นผลดีต่อพระองค์ ข้าน้อยไม่เห็นด้วยกับความคิดโง่ๆเช่นนี้”

ถังไท่จงครองราชย์มานานลืมถึงการเป็นอยู่ที่เรียบง่าย เจินกวนปีที่สิบเอ็ด (คศ.637) พระองค์ทรงย้ายไปประทับทางทิศตะวันออกของเมืองลั่วหยาง ณ.พระราชวังเสี่ยนเหรินกง (显仁宫) เนื่องจากพระราชวังโจวเสี้ยนกวาน (州县官) ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีไม่ดี ถูกประชาชนส่วนใหญ่ตำหนิประนาม เว่ยเจิงรู้ดีว่านี่เป็นสัญญาณอันตรายจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจึงรีบกราบทูลตักเตือนทันที “ราชวงศ์สุยไม่รับผิดชอบเรื่องปากท้องประชาชน ทั้งก่อสร้างพระราชวังมากมาย ดังนั้นจึงล่มสลาย วันนี้ฟ้ากำหนดโชคชตาพระองค์ ให้พระองค์รับรู้ความกลัวและระมัดระวัง ตระหนักถึงความเสียใจของการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ถ้าวันนี้พระองค์ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากยังไม่พอเพียง อาจไม่มีที่ให้ฝ่าบาทประทับ” จากนั้นเว่ยเจิงยังถวายฎีกาต่อ กล่าวว่า “ข้าน้อยกราบทูลทักทานในวันนี้ เพื่อนำราชวงศ์สุยมาเป็นเครื่องเตือน ความอยู่รอดของบ้านเมืองจำเป็นต้องกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ”

นโยบายการเมือง “การฟื้นฟูประเทศ” (偃革兴文,เหยี่ยนเก๋อซิงเหวิน) ของเว่ยเจิงนี้สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชน เพื่อรักษาแผลร้ายจากสงครามปลายราชวงศ์สุย ส่งเสริมการฟื้นฟูประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็ง สร้างประเทศให้มีชื่อเสียงขจรไกล ถังไท่จงมักพูดด้วยความอารมณ์กับมหาเสนาบดีจางอู่จี้ (孙无忌) ว่า “ตั้งแต่ข้าขึ้นครองราชบังลังค์ ไม่ค่อยได้ศึกษาตำรา เหมือนคำกล่าวที่ว่า “เหรินจู่ปี้สวี่เวยฉวนตู๋ยวิน ปู้เต๋อเหวยเหรินฉวนเซี่ย” (人主必须威权独运,不得委任群下, ผู้มีอำนาจจะต้องเป็นผู้เผด็จการทางความคิด สามารถบังคับให้ลูกน้องกระทำการตามคำสั่งได้) หรือ “เย้าปิงเจิ้นอู่ เว่ยเซ่อซิ่ออี่ หย่วนเหรินจือฝู” (耀兵振武,威慑四夷,远人自服, นำทัพเข้าปราบยึดครอง ปกป้องชายแดนทั้งสี่ทิศ ต่างชาติเข้ามาสวามิภักดิ์) มีเพียงแต่เว่ยเจิงที่ทักท้วงแสนอความเห็นว่า พระองค์ควรจะใช้นโยบาย “เหยี่ยนเก๋อซิงเหวิน ปู้เต๋อซื่อหุ้ย จงกั๊วจีอัน หย่วนเหรินจือฝู” (偃革兴文,布德施惠,中国既安,远人自服, ฟื้นฟูประเทศ รักษาชายแดนด้วยเหตุผล ประเทศชาติสงบร่มเย็นเป็นสุข ต่างชาติสวามิภักดิ์ด้วยความสมัครใจ) ข้ารับฟังความเห็นนี้ ประเทศมีความสงบ ราชวงศ์กับต่างประเทศสัมพันธ์ยืนนาน ทุกๆฝ่ายได้ประโยชน์ ต่างชาติทั้งเก้าจะมาสัมพันธไมตรี ทุกคนมองเห็นด้วยนโยบาย หนทางนี้ ทั้งหมดนี้เป็นด้วยความสามารถและฝีมือของเว่ยเจิง

 

รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน(兼听广纳, เจียนทิงกว่างล่า)

เจินกวนปีที่สอง ถังไท่จงทรงถามเว่ยเจิง “อะไรคือ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ อะไรคือ จักรพรรดิทรราชย์” เว่ยเจิงตอบตามตรงว่า “จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นรอบด้าน จักรพรรดิทรราชย์ฟังความข้างเดียว” เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบราชวงศ์ถัง (唐) กับราชวงศ์ยวี๋ (虞) “ถ้าจักรพรรดิเปิดใจสี่ด้าน ดวงตาเปิดกว้างสี่ทิศ จะได้ยินเสียงจากทุกทิศ” จึงไม่บังควรรับฟังความเห็นที่พระองค์อยากฟังหรือหลงใหล จักรพรรดิองค์ที่สองของราชวงศ์ฉิน เหลียงอู่ตี้ (梁武帝) และ สุยหยางตี้ (隋炀帝) ฟังความข้างเดียวทำให้บ้านเมืองล่มสลายยังไม่รู้สึกพระองค์ เว่ยเจิง สรุปว่า “ เรื่องราวของจักรพรรดิในอดีตที่พระองค์ได้รับฟัง ถ้าพระองค์ไม่หยุดการกระทำเช่นนั้น พระองค์ก็จะได้รับความเป็นจริงเหมือนจักรพรรดิองค์ก่อนที่กล่าวมา”

ตามความเป็นจริงการรับฟังความคิดเห็นเป็นนโยบายทางการเมืองของเว่ยเจิง สิ่งนี้และแนวความคิดชักนำของเว่ยเจิงนั้นสอดคล้องกัน เว่ยเจิงสนับสนุนอย่างเต็มที่กับการรับฟังความคิดเห็นรอบด้านเพื่อเอื้อประโยชน์ให้จักรพรรดิมีมุมมองที่ถูกต้องในการปกครองประเทศเป็นการเอาชนะอัตตะของจักรพรรดิ จักรพรรดิประทับอยุ่แต่ในพระราชวัง เห็นภาพและรับฟังเสียงประชาชนนั้นห่างไกล รวมทั้งการที่พระองค์ดำรงตนอยู่ในสถานะที่พิเศษ เป็นการยากที่จักรพรรดิจะเข้าใจความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นเว่ยเจิงกราบทูลถังไท่จงว่า “ด้วยผัสสะทั้งเก้าของฝ่าบาท อาจมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ หากข้าราชการเบื้องล่างไม่กราบทูลรายงาน ฝ่าบาทก็จะไม่ทราบเรื่องราว” ในมุมมองของเว่ยเจิงมีเพียงแต่การรับฟังความคิดเห็นรอบด้านจึงจะสามารถรวบรวมเรื่องราวและเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่การสร้างเรื่องหลอกลวง นี่คือรูปแบบของมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการเอาชนะอัตตาของจักรพรรดิในการบริหารประเทศและยังสามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันการผิดพลาด ถังไท่จงยอมรับในแนวความคิดนี้ เจินกวนปีที่สี่ ถังไท่จงดำรัสกับข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดว่า “ แผ่นดินนี้อันกว้างใหญ่ ประชาชนมีความต้องการสลับซับซ้อน เราต้องปกครองด้วยความยืดหยุ่น ทุกเรื่องราวเราต้องมาปรึกษาหารือกัน ท่านมหาอำมาตย์และท่านมหาเสนาบดีต้องวางแผน ทำงานต่างๆให้ละเอียดรอบคอบ ทำงานต่างๆให้มีระเบียบแบบแผน จึงจะสามารถสู้รบกับเรื่องราวและฎีกาต่างๆที่มีมากทุกๆวัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนๆเดียวพิจารณา”

 

 เว่ยเจิงตระหนักดีว่า การเริ่มต้นสถาปนาราชวงศ์ใหม่ จักรพรรดิควรจะความคิดเห็นรอบๆด้านจากข้าราชบริพารใต้บังคับบัญชาให้มากๆ แต่มันเป็นการยากที่จะนำมาปฎิบัติในช่วงเริ่มต้น เจินกวนปีที่สี่ (คศ.640) เขานำความคิดนี้เสนอต่อจักรพรรดิถังไท่จง เขากราบทูลว่า “ข้าน้อยแลเห็นจักรพรรดิสมัยก่อนเริ่มต้นปกครองประเทศที่สับสนวุ่นวายด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ นำการปรึกษาหารือระหว่างจักรพรรดิและขุนนางข้าราชบริพารมาปรับใช้ จึงได้รับความจงรักภักดีจากขุนนางและประชาชนทั่วไป หลังจากบ้านเมืองสงบร่มเย็น จากนั้นเกิดความโลภปรารถนา เสพติดการประจบประแจง เมฆหมอกแห่งความชั่วร้ายจึงมาถึง” เขาแนะนำถังไท่จงให้เป็นจักรพรรดิที่เริ่มต้นปกครองประเทศด้วยดีและจบลงจากบังลังค์ด้วยดี

รับฟังความคิดเห็นรอบด้านไม่ใช่เป็นเพียงรูปแบบอุดมการณ์ของจักรพรรดิ แต่ยังแสดงถึงความสามารถและความฉลาดของจักรพรรดิในการปกครองประเทศเพื่อว่าจักรพรรดิและขุนนางข้าราชบริพารมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เว่ยเจิงถวายฎีกาแก่ถังไท่จงว่า “ข้าน้อยขอเรียนถามฝ่าบาทเรื่องการนำประเทศ อำมาตย์และเสนาบดีเปรียบเหมือนดั่งแขนขวา ร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สร้างเป็นองคาพยพ ถ้าองคาพยพไม่ทำงาน ประเทศชาติก็จะไม่เติบโต แต่ก่อนอื่นต้องมีความเคารพซึ่งกันและกัน ความคิดเห็นเป็นแขนขาในการพัฒนาประเทศ ฝ่าบาทเป็นจักรพรรดิที่ชาญฉลาด จะสามารถนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาปกครองประเทศ” เขาอธิบายว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เป็นจุดศูนย์รวมของเหตุผลและความจริง มุ่งเน้นบทบาทการทำงานของข้าราชบริพารที่เป็นแขนขา เมื่อจักรพรรดิมีพระราชดำรัสเรื่องใด ข้าราชบริพารต่างอุทิศตนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะสามารถบริหารประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ถ้าจักรพรรดิไม่สามารถสัมผัสถึงความเป็นจริง ข้าราชบริพารจะละทิ้ง ทุกคนอยากเป็นอิสระ เรื่องราวสำคัญต่าง พระองค์ก็จะไม่ได้ยิน เว่ยเจิงทูลถังไท่จงเรื่องนี้ เน้นให้เห็นแนวคิดการปกครองซึ่งเอาชนะใจของถังไท่จงเป็นที่โปรดปรานเป็นอันมาก เขามักเน้นย้ำกับข้าราชการบ่อยๆว่า “ความชอบธรรมทั้งของจักรพรรดิและข้าราชบริพารคือที่สุดของทั้งหมด ที่พวกเราต้องร่วมใจกันพยายามปฎิบัติร่วมกัน”

การเปรียบเทียบแผ่นดินในยุคสับสนวุ่นวายจนราชวงศ์ล่มสลายของเว่ยเจิง นำเสนอแนวความคิดทางการเมืองเรื่อง “ รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน” แก่ถ้งไท่จงเพื่อจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิกับขุนนางข้าราชบริพารมีบทบาทอย่างมากในการบริหารและปกครองประเทศ ในยุคศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราช ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิและข้าราชบริพารคือความสามัคคีและความขัดแย้งในหมู่คณะ เว่ยเจิงเพื่อเตือนถึงการครองราชย์บังลังค์ยกคำพูดของ เมิ่งจื่อ (孟子) มากล่าวว่า “กษัตริย์เห็นข้าราชการเช่นพี่น้อง ข้าราชการเห็นกษัตริย์เช่นเพื่อนที่ไว้ใจ กษัตริย์เห็นข้าราชการเช่นม้าใช้ ข้าราชการเห็นกษัตริย์เช่นเพื่อนร่วมชาติ กษัตริย์เห็นข้าราชการเช่นสิ่งปฎิกูล ข้าราชการเห็นกษัตริย์เช่นศัตรู” เขาเสนอให้องค์จักรพรรดิไว้ใจในอำมาตย์และเสนาบดีของพระองค์โดยไม่มีข้อสงสัย เฉกเช่น “เบื้องบนไม่เชื่อใจเบื้องล่าง เบื้องล่างทำการใดจะไม่มั่นใจ เมื่อเบื้องล่างทำการใดไม่มั่นใจ เบื้องบนก็จะมีข้อสงสัย” ดังนี้ “เมื่อเบื้องบนมีข้อสงสัย จะไม่ไว้ใจให้ทำการ” ดังนั้นการที่จักรพรรดิไว้ใจข้าราชบริพารนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองประเทศ

ถังไท่จงพยายามนำเอาแนวคิด “รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน”มาปฎิบัติ ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับขุนนาง เปลี่ยนแปลงประเพณีปฎิบัติสมัยโบราณซึ่งให้จักรพรรดิเป็นใหญ่แต่ผู้เดียว ข้าราชการขุนนางถ้ามีความคิดเห็นในเรื่องการบริหารประเทศผิดพลาดต้องทำฎีกาถวายรายงานเบื้องบน เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด เยียวยาการเมืองให้เข้มแข็ง จักรพรรดิและขุนนางเสมือนลงเรือลำเดียวกัน ร่วมกันสร้างประโยชน์จากการปรึกษาหารือ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศการเมืองที่มีการถกเถียงหารืออย่างเสรีในยุคแห่งการปกครองระบบเจินกวน

 

รู้จักการใช้คน (知人善任, จือเหรินซ่านเริ่น)

ในฎีกาที่ถวายแก่องค์จักรพรรดิ เว่ยเจิงยกเอาเหตุการณ์ที่ก่วนจง (管仲)ตอบคำถามฉีหวนกง (齐桓公)เรื่องการใช้คนซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศห้าข้อ หนึ่ง คือ ไม่รู้จักคน สอง คือ รู้จักคนแต่ใช้ไม่ได้ สาม คือ ใช้ได้แต่ไม่ไว้ใจ สี่ คือ ไว้ใจได้แต่ไม่น่าเชื่อถือ ห้า คือ น่าเชื่อถือแต่ทำการเยี่ยงเด็กๆ สามารถกล่าวได้ว่า รู้จัก (知,จือ) ใช้ (用,ย่ง) ไว้ใจ (任,เริ่น) เชื่อถือ (信,ซิ่น) ทำการเยี่ยงเด็กๆ (不使小人参之, ปู้ซื่อเสี่ยวเหรินชานจือ) เป็นบทสรุปโดยพื้นฐานของแนวความคิดทางการเมืองของเว่ยเจิง รู้จักคน คือ การใช้คน เป็นปัญหาแรกที่สำคัญในการบริหารประเทศ ปัญหาในการใช้คน เว่ยเจิงเน้นย้ำเป็นพิเศษกับองค์จักรพรรดิในเรื่องการใช้คนเขาถวายฎีกาว่า “ข้าน้อยยินว่า จักรพรรดิของพรุ่งนี้ต้องรู้จักขุนนาง เปรียบเหมือนไม่มีใครรู้จักลูกดีเท่าพ่อ ถ้าพ่อไม่รู้จักในตัวลูก ก็จะเป็นครอบครัวที่ไม่กลมเกลียว ถ้าจักรพรรดิไม่รู้จักขุนนาง รัฐฉีจะไม่สามารถรวบรวมแผ่นดินได้ เมืองเสียนหนิง (咸宁)ก็คงไม่ได้ปกครองแผ่นดินเหล่านั้น ถ้าทุกคนอยากจะฉลองความสำเร็จ ต้องหยิบยืมคนซื่อสัตย์มาช่วยเหลือ อย่าเป็นหวางจวินเอ่ (王俊乂) ทำงานหลายอย่างแต่ผู้เดียวอยู่แต่ในวัง พระองค์จะเฉื่อยชาหรือเปลี่ยนแปลง” เว่ยเจิงชี้ให้ถังไท่จงเห็นความสำคัญของการรู้จักใช้คน พิจารณาแต่งตั้งคนที่มีความซื่อสัตย์ นักวิชาการเช่นจวินเอ่ คือตัวอย่างของ “การเฉื่อยชาหรือการเปลี่ยนแปลง” นี่คือสิ่งจำเป็นในการรักษาบ้านเมือง

เว่ยเจิงตระหนักดีว่าข้าราชการคนอื่นทีดีหรือชั่วคือเนื้อหาสำคัญอยู่ที่การรู้จักใช้คน เจินกวนปีที่หก ถังไท่จงปรึกษาเรื่อง “การเลือกคนมารับราชการ” เว่ยเจิงตอบว่า “เรื่องการรู้จักใช้คน เป็นเรื่องยากตั้งแต่สมัยโบราณ การให้รางวัลในผลงานต้องตรวจสอบการกระทำดีหรือชั่ว วันนี้เพื่อให้เป็นไปตามความปรารถนา ฝ่าบาทลงไปตรวจสอบ ถ้าฝ่าบาทรู้ว่าใครเป็นคนดี ภายหลังฝ่าบาทใช้เขา” แล้วแบบนี้การสัมภาษณ์ข้าราชการจะเป็นไปตามระบบได้อย่างไร ควรใส่ใจในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อเจ้าพนักงานที่ดำเนินการคัดเลือกข้าราชการมากกว่า แล้วกราบทูลว่า “ฝ่าบาททรงออกกฎเกณฑ์ ข้าราชการพร้อมปฎิบัติ ข้าราชการผู้ใหญ่ลงตรวจสอบสนับสนุนข้าราชการผู้น้อย ทุกคนน้อมรับกฎเกณฑ์ที่ดีนี้ ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ด้วยความเชื่อมั่น ถ้ากฎเกณฑ์นี้ไม่ปฎิบัติจริงจังทุกคนรับไม่ได้ กฎเกณฑ์ไม่เป็นกฎเกณฑ์ทุกคนไม่ปฎิบัติตาม” เว่ยเจิงคิดนอกกรอบนี้ใช้การตรวจสอบจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คือ เครื่องมือตรวจสอบการทำงานของข้าราชการ

ในยุคสมัยที่แตกต่างกัน มาตรฐานการใช้คนไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบและหยุดพัฒนา ในช่วงแผ่นดินวุ่นวาย โดยทั่วไปการเลือกใช้คนไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ เมื่อแผ่นดินสงบร่มเย็นจำเป็นต้องใช้ต้องใช้ทั้งสองอย่างคือทั้งตรวจสอบสัมภาษณ์และเลือกคนที่จักรพรรดิไว้ใจ แนวความคิดการรู้จักใช้คนของเว่ยเจิง คือการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง และยังเป็นคำแนะนำของเว่ยเจิง

เจินกวนปีที่ห้า หนังสือฎีกาเกี่ยวกับการปกครองมีบันทึกไว้เป็นหมื่นเกี่ยวกับเรื่องเลวร้าย รวมทั้งฎีกาของลี่เหรินฟา (李仁发)ที่ตักเตือนถึงความสง่างามของถังไท่จง ดังนั้นเขาทั้งสองจึงมีความกล้าในการเสนอฎีกา เสนอความเห็นคัดค้าน มีเสนาบดีหลายคนที่ประณามพวกเขา โกรธพวกเขาเป็นฟืนเป็นไฟ เว่ยเจิงรู้อยู่แก่ใจว่าการตักเตือนไม่ใช่การไม่จงรักภักดี แต่การพูดจาใส่ร้ายจึงสามารถหยุดคณะเสนาบดีที่จงรักภักดีได้ เขาถวายฎีกาแก่ถังไท่จง ว่า “ข้าน้อยถวายฎีกาเป็นหมื่น ไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ เพื่อกราบทูลตรงไปตรงมา เหมือนพูดจาใส่ร้ายฝ่าบาทแต่เป็นการแสดงความจงรักภักดี ฝ่าบาทไม่ทราบเรื่องราวต่างๆถ้าปราศจากข้าน้อย เรื่องราวต่างๆจะถูกปิดบังเพื่อหลีกเลี่ยง ข้าน้อยมีหน้าที่เตือนให้ถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาท ฎีกาทั้งหมื่นเพื่อเพิ่มความสง่างามให้แก่ฝ่าบาท ตามความผิดพลาดของฝ่าบาทที่ฝ่าบาทแสดงออกมา ซึ่งไม่ใช่ความผิด ความผิดพลาดของฝ่าบาทจะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดของฝ่าบาท” เว่ยเจิงกราบทูลวิพากษ์วิจารณ์โผงผางกับถังไท่จงโดยพูดแบบตรงไปตรงมาสำหรับข้อผิดพลาดเพื่อต่อสู้กับเสนาบดีที่จงรักภักดี ถังไท่จงรับฟังแล้วเงียบไป หลังจากนั้นดำริว่าเว่ยเจิงกราบทูลมีเหตุผล จึงพระราชทานผ้าไหมให้เว่ยเจิง 500 พับ

 

ส่งเสริมจุดแข็งและกำจัดจุดอ่อนคือความคิดอันหลักแหลมของเว่ยเจิงในการเลือกใช้คน ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งอำมาตย์ราชเลขา เขาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความคิดหลักแหลมนี้ “เพราะว่าทรัพยากรมนุษย์ที่มี ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนมอบหมายความรับผิดชอบ ต้องใช้ข้อดีของเขาให้เป็นประโยชน์ มองข้ามข้อเสียของเขา” ทองคำไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ทุกๆคนต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เว่ยเจิง เสนอความเห็น “เรื่องทรัพยากรมนุษย์ที่มี” เพื่อใช้จุดแข็งและข้อดีให้เป็นประโยชน์และหลีกเลี่ยงการใช้ข้อเสียของเขา ไม่ใช่ใช้ข้อด้อยของเขาและเพิกเฉยข้อดีของเขา ความคิดในเรื่องนี้ของเขาเพื่อให้ลดความต้องการแบบสมบูรณ์แบบของการใช้คน เพิ่มขอบเขตให้กว้างขวางในการใช้คน

การให้รางวัลและลงโทษ ไม่ใช้ขึ้นกับคนในการพิจารณาทั้งยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งในแนวความคิดการพิจารณาใช้คนของเว่ยเจิง ในระหว่างที่เขารับราชการเขาได้ปรึกษาหารืออย่างหนักในเรื่องนี้ เขากราบทูลว่า “รางวัลไม่ใช่หลักศีลธรรม ลงโทษไม่ใช่บทลงโทษ ทั้งยังไม่ใช่กิเลสตัณหาของฝ่าบาทชักนำว่าใครควรได้หรือไม่ได้ รางวัลถ้าไม่ประทานแก่ผู้ควรได้ ลงโทษถ้าไม่ลงโทษแก่พระญาติสนิทหรือคนใกล้ชิด ความยุติธรรมจะไม่เป็นที่ยอมรับ ความชอบธรรมจะไม่มีบรรทัดฐาน การพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง แต่งตั้งเพื่อต้องการข้าราชการปฎิบัติด้วยความซื่อสัตย์ ดังนั้นไม่ควรทำตามพระทัยฝ่าบาท ดีหรือเลวไม่ใช่ฝ่าบาทคนเดียวพิจารณา”

เจินกวนปีที่สาม ผู้ว่าราชดารจังหวัดผูโจว (濮州) ผางเซี่ยงโส้ว (庞相寿) ถูกปลดจากราชการด้วยข้อหาทุจริตคอรัปชั่น ผางเซี่ยงโส้วเคยเป็นที่ปรึกษาที่ยำเกรงของฉินหวาง อาศัยความสัมพันธ์นี้เขากราบทูลขออภัยโทษจากจักรพรรดิ ถังไท่จง ถังไท่จงประทานผ้าไหมให้เขา 100 พับทั้งยังออกพระราชโองการให้เขาดำรงตำแหน่งเดิม เว่ยเจิงทราบเรื่องภายหลัง ถวายฎีกากราบทูลว่า “ ฎีกาวันนี้เกี่ยวกับคนใกล้ชิดที่ทุจริต สร้างความมัวหมองเนื่องจากตัณหา ที่เลวร้ายคือการประทานผ้าไหมให้เป็นรางวัล ทั้งยังแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิม ถึงแม้ว่าเป็นผางเซี่ยงโส้วก็ยังไม่รู้ว้าสร้างความอัปยศอะไร เสนาบดีทั้งซ้ายขวาและข้าราชการทั่วไปจะพากันมาพึ่งพาฝ่าบาท เพราะเกรงกลัวในพระบารมีฝ่าบาท” ถังไท่จงยอมรับฟังคำวิจารณ์ด้วยความเต็มใจ สั่งเปลี่ยนแปลงพระราชโองการใหม่ทันที

เว่ยเจิงต่อต้านการช่วงใช้ขันที เจินกวนปีที่สิบสี่ (คศ.640) ถังไท่จงย้ำต้องการให้ขันทีดำรงตำแหน่งฑูต พวกขันทีเมื่อกลับถึงเมืองหลวงแล้วมักชอบเล่นการพนัน ซึ่งทำให้ถังไท่จงโมโหโกรธเคืองเป็นประจำ เว่ยเจิงจึงถวายฎีกากราบทูลว่า “ขันทีทั้งหลาย ติดตามฝ่าบาททั้งซ้ายขวา กราบทูลฝ่าบาททุกวัน เปลียนเป็นคำพูดน่าฟัง สอดแทรกด้วยการใส่ร้าย เป็นปัญหาพิเศษที่ลึกซึ้ง แต่วันนี้แผ่นดินยังสว่างสดใส ยังไม่ต้องกังวลนำพา แต่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ฝ่าบาทควรกำจัดต้นสายปลายเหตุ” ถังไท่จงรับฟังชอบใจกล่าวว่า “เว่ยเจิง จมูกข้ายังสูดกลิ่นดีอยู่” เว่ยเจิงแลเห็นอันตรายที่แฝงไว้ของการช่วงใช้ขันทีในสมัยราชวงศ์ถ้งทั้งแนะนำถังไท่จงเพื่อให้เป็นบทเรียนแก่คนรุ่นหลัง แสดงออกถึงวิสัยทัศน์ของเว่ยเจิงในการเลือกใช้คน ราชวงศ์ถังภายหลังขันทีได้กลายเป็นปัญหาใหญ่จริงๆตามการคาดคะเนอันคมลึกของเขา

 

ยามสงบต้องเตรียมพร้อม (居安思危, จวีอันซือเวย)

เว่ยเจิงเคยปรึกษาหารือกับขุนนางและเสนาบดีราชวงศ์ถังในช่วงเวลายากลำบากของการขึ้นครองราชย์ใหม่ๆของถังไท่จงและการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากพระราชบิดาสู่พระองค์ กราบทูลว่า “พระราชบิดาฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ โอนรับการปกครองที่ไม่ดีมา ด้วยความฉลาดหลักแหลมของพระองค์ ผลักดันให้ประชาชนมีความสุข แผ่นดินทั้งหมดกลับมาใช้ชีวิตดังเดิม ฟ้าดินประทานพร ดังนั้นจึงไม่ยากลำบาก หลังจากแผ่นดินเป็นของฝ่าบาท ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ของฝ่าบาท  ต้องการประชากรจำนวนมาก ทั้งเกณฑ์แรงงานไม่หยุด ประชาชนตายไปจำนวนมากและใช้แรงงานอย่างฟุ่มเฟือยไม่ได้หยุด แผ่นดินตกต่ำ ความถาวรไม่กลับคืนมา ในความเห็นข้าน้อย เป็นการยากที่จะบริหารแผ่นดิน” แม้ว่าเว่ยเจิงมีทัศนะต่อสงครามคือการพาคนไปตายเป็นจำนวนมากโดยเป็นการยากที่นับศพได้ แต่การวิจารณ์ความยากในการสืบทอดบังลังค์ต่อจากจักรพรรดิองค์ก่อนคือการวิจารณ์เจาะลึกในเรื่องการทำลายล้าง เว่ยเจิงคิดว่าเพื่อรักษาบังลังค์จักรพรรดิและรักษาแผ่นดินให้สงบร่มเย็นเป็นเวลายาวนาน สิ่งสำคัญที่สุด คือ ยามสงบต้องเตรียมพร้อม

เจินกวนปีที่ห้า ถ้งไท่จงปรึกษาหารือว่าถึงแม้ว่าบ้านเมืองในตอนนี้จะสงบร่มเย็น ทหารปกป้องชายแดนอย่างเข้มแข็ง แต่พระองค์ยังทรงเป็นกังวล ระมัดระวังตลอดเวลากลัวว่าจะเกิดสงครามไม่มีวันจบ เว่ยเจิงจึงทูลกราบทูลว่า “ ภายในและภายนอกประเทศสงบร่มเย็น ข้าน้อยคิดว่าไม่ใช่ความยินดี ความยินดีเพียงหนึ่งเดียวที่มาสู่พระกรรณของฝ่าบาท คือ ยามสงบต้องเตรียมพร้อมเว่ยเจิงรู้และศึกษาประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี เห็นประวัติศาสตร์ที่จักรพรรดิจีนหลายพระองค์ที่หลงลืมภัยอันตรายในยามบ้านเมืองสงบ เย่อหยิ่งและเกียจคร้าน ดังนั้นบ้านเมืองจึงเกิดความวุ่นวาย ดังนั้นเจินกวนปีที่หกจากการหารือกับถังไท่จงเกี่ยวกับการสถาปนาและการล่มสลายของจักรพรรดิในอดีต เขากราบทูลว่า “การล่มสลายของจักรพรรดิในอดีตเนื่องจากหลงลืมภัยอันตรายในยามสงบ ปกครองโดยหลงลืมความวุ่นวาย ดังนั้นการครองราชย์จึงไม่ยืนนาน วันนี้ฝ่าบาทปกครองแผ่นดิน ภายในและภายนอกประเทศสงบร่มเย็น ใส่ใจในการปกครอง ดำเนินการต่างๆด้วยความระมัดระวัง ประชากรทุกคนรับทราบ สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ” เขาเชื่อว่า “การหลงลืมภัยอันตรายในยามบ้านเมืองสงบ ปกครองโดยหลงลืมความวุ่นวาย” เป็นเพราะจักรพรรดิลืมพระองค์ ไม่ใส่ใจในการปกครอง เป็นผลให้บ้านเมืองและราชวงศ์ถูกทำลายล่มสลาย เพื่อเป็นการเตือนถังไท่จงให้ระมัดระวังในการดูแลประเทศ และต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอเมื่อบ้านเมืองสงบร่มเย็น

เว่ยเจิงชอบยกเอาความล่มสลายของราชวงศ์สุยมาเปรียบเทียบอยู่เสมอเพื่อเตือนถึงยามสงบต้องเตรียมพร้อม เจินกวนปีที่สิบเอ็ด (คศ.637) เขาถวายฎีกาเน้นย้ำอีกครั้งว่า “การล่มสลายของราชวงศ์สุยคือการย้ำเตือน”ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฎีกาที่ถวายแก่ถังไท่จงมีใจความว่า “ราชวงศ์สุยรวบรวมแผ่นดิน มีกำลังทหารที่เข้มแข็ง ปกครองมาได้สามสิบปี มีชื่อเสียงขจรไกล จากนั้นเป็นเผด็จการทำการหยาบช้า ในไม่นานราชวงศ์ถดถอยและล่มสลาย สาเหตุอยู่ตรงไหน คือ อยู่ที่ ยามสงบไม่คิดถึงอันตราย ปกครองโดยไม่เรียนรู้ความวุ่นวาย อยู่โดยพิจารณาสาเหตุของการดับสลาย” ดังนั้นเขาจึงกราบทูลถังไท่จง “บ้านเมืองสงบหรือมีภัย ควรเรียนรู้จากบ้านเมืองที่ล่มสลาย”  กราบทูลถังไท่จง ว่า “ข้าน้อยปรารถนาว่ากราบทูลรายงานในวันนี้ ยกราชวงศ์สุยมาเปรียบเปรย เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองอย่าให้สับสนวุ่นวาย ให้ฝ่าบาทได้รับรู้ หากฝ่าบาทคิดถึงสิ่งใดๆที่เป็นภัย หาทางป้องกัน คิดถึงความวุ่นวายใดๆที่อาจเกิดขึ้น หาวิธีรักษา คิดถึงความล่มสลายของบ้านเมือง ต้องหาวิธีเอาบ้านเมืองอยู่รอด” เว่ยเจิงสรุปบทเรียนการล่มสลายของราชวงศ์สุยเพื่อเป็นกระจกส่องเงาของถังไท่จงในการบริหารประเทศ เพื่อบริหารให้ถึงยามสงบจงเตรียมพร้อม เตือนตนให้ระวังตลอดเวลา (警钟长鸣, จิ่งจงฉางหมิง หมายถึง ระฆังเตือนภัยดังตลอดเวลา)

ในบันทึก “ซือจิง” (诗经) พรรณาว่า “หมีปู้โหย่วชู เซียนเค่อโหย่วจ่ง” (靡不有初,鲜克有终, การเริ่มต้นที่ดีเป็นเรื่องธรรมดา แต่การจบที่ดีเป็นเรื่องยาก) ประโยคนี้เกือบที่จะบัญญัติไว้เป็นข้อความหนึ่งของกฎหมาย เว่ยเจิงเข้าใจในความหมายของประโยคนี้ เขาในระหว่างรับราชการยกเอาเรื่องราวจักรพรรดิในอดีตกราบทูลว่า “ความกังวลที่ยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิในอดีต คือ ความสำเร็จหรือความเสื่อมสลายทางศีลธรรม การเริ่มต้นที่ดีย่อมมีคนสนับสนุน สามารถเอาชนะเป็นจุดจบที่ดีและผู้คนยกย่อง” เหตุผลอยู่ตรงไหน เว่ยเจิงอธิบายว่า “ เมื่อบรรพบุรุษลับลาจากโลก ทุกคนร่วมฝังศพด้วยใจ ร่วมใจกันทำให้สำเร็จ ด้วยความภูมิใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว” เมื่อพิธีงานศพผ่านไปเป็นด้วความพอใจ ในใจทุกคนเปลี่ยนไปแสวงหาความสุข นำไปสู่ชีวิตที่หรูหราและฟุ่มเฟือย ด้งนั้นเขาจึงเตือนถังไท่จงว่า “น้ำสามารถทำให้เรือลอยน้ำและน้ำก็สามารถคว่ำเรือได้ ดังนั้นฝ่าบาทควรระวัง รถม้าถ้าเชือกบังคับเปื่อย ม้าก็จะไม่เชื่อฟัง” ความคิดของเว่ยเจิงเรื่อง “เริ่มต้นด้วยดีและจบลงด้วยดี” เป็นการชื่นชมผู้นำที่ฉลาดในการนำประเทศ คือปัจจัยสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าแผ่นดินจะเจริญรุ่งเรืองในสมัยจักรพรรดิถังไท่จงครองราชย์

ตั้งแต่เริ่มต้นแนวคิดการเมือง “เริ่มต้นด้วยดีและจบลงด้วยดีเว่ยเจิงให้ความสนใจพิเศษในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของถังไท่จง และเตือนพระองค์ให้ระมัดระวังตลอดเวลา เจินกวนปีที่หก ถังไท่จงและเสนาบดีผู้ใหญ่ปรึกษาหารือถึงเรื่องความมั่นคงของประเทศเกี่ยวกับวิธีการรับมือที่ผ่านมานี้ เว่ยเจิงรู้สึกว่าการบริหารการเมืองปัจจุบันไม่เหมือนเจินกวนครั้งเริ่มต้น เขากราบทูลว่า “ เจินกวนครั้งเริ่มต้น ฝ่าบาทใส่ใจในความมัธยัสถ์ รับฟังความเห็นอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เมื่อเร็วๆนี้มีการก่อสร้างตกแต่งพระราชวังต่างๆมากมาย ฎีกาทักท้วงต่างๆฝ่าบาทก็ไม่ค่อยรับฟัง ความเห็นต่างๆทั้งหมดเหมือนไม่เข้าสู่พระกรรณ” เว่ยเจิงมีจุดประสงค์ชัดเจนในมุมมองของเขา ถังไท่จงรับฟังโดยชื่นชมน้ำใสใจจริงของเขา ตบพระหัตถ์หัวเราะแล้วตรัสว่า “อืม เป็นเรื่องจริงๆ”

หลังจากนั้นเป็นต้นมาเว่ยเจิงมักจะถวายฎีกาแก่ถังไท่จงบ่อยๆเพื่อร่วมกันแสวงหารูปแบบความคิดในการรักษาราชย์บังลังค์เหมือนยุคต้นสมัยขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ เจินกวนปีที่สิบเอ็ด (ค.ศ.637) เดือนพฤษภาคม เขาถวายฎีกาว่า “ฝ่าบาทกระหายที่จะใส่ใจในการทำความดีไม่เหมือนเมื่อก่อน พระเนตรและพระกรรณต้องปรับเปลี่ยนให้เหมือนเมื่อก่อน ไม่งั้นความผิดจะสะสมเพิ่มขึ้น ต้องเข้มงวดลดโมโหโทสะ” เขาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารแผ่นดินของถังไท่จงไม่เหมือนช่วงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ รวมทั้งกราบทูลว่า “ถ้าฝ่าบาทยังไม่สำนึกเสียใจ ยังไม่คิดอะไรใหม่ๆ วันนี้ยังไม่รักษาบ้านเมืองให้สงบ คาดว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว” เขายกเอาเหตุการณ์ในอดีตต่างๆมากมายให้ถังไท่จงฟัง อธิบายอย่างชัดเจนถึงการบริหารเจินกวนในสมัยเริ่มต้นกับปัจจุบันทำไมไม่เหมือนเดิม ถังไท่จงหลังจากรับฟังมีความพอใจเป็นอันมาก ชมเชยเขาว่า “ไม่มีใครเหมือนเฟยกง (非公 คือ เว่ยเจิง) ข้าทุกข์ใจทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องราวรับฟังถึงหูข้า”

เจินกวนปีที่สิบสาม เว่ยเจิงเสนอมาตรการห้าอย่างในการแต่งตั้งขุนนางและเสนาบดีให้ถังไท่จงพิจารณา สรุปความเป็นจริงของระบบการเมืองในสมัยเริ่มต้นของเจินกวนที่ครอบคลุมและเป็นระบบ รวมทั้งบทบาทขององค์จักรพรรดิ นี่คือบันทึกฎีกาที่มีชื่อเสียงของเขา “สือเจี้ยนปู่เค่อจงซู” (十渐不克终疏, สิบเรื่องที่ไม่ควรประพฤติ) ยกเอารายการสิ่งต่างๆที่ควรละเลยซึ่งถังไท่จงแสวงหาหรือเป็นสิ่งหายาก เพื่อให้พระองค์สมความปรารถนา ต้องรบกวนประชาชนและแรงงานเกณฑ์ รวมทั้งข้าราชบริพารคนใกล้ชิด ตักเตือนองค์จักรพรรดิเรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การเสด็จออกล่าสัตว์บ่อยๆเป็นประจำ การเสด็จประพาสต้นเพื่อความสำราญ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายกับการถูกเกณฑ์แรงงานกลายเป็นสิบเรื่องที่พระองค์ไม่ควรประพฤติ วิพากษ์วิจารณ์อารมณ์และความรู้สึกทั้งหมดของถังไท่จง เตือนพระองค์ทุกครั้งเกี่ยวกับการเริ่มต้นปกครองที่ดีและจบด้วยดี ถังไท่จงหลังจากอ่านฎีกาแล้ว น้อมรับไปปรับปรุงพระองค์เองด้วยความยินดี กล่าวกับเว่ยเจิง ว่า “วันนี้ข้าได้ยินความคิดเห็นของเจ้า ต้องปรับปรุงเป็นการใหญ่ เพื่อให้ตัวข้าจบลงแบบสง่างาม ถ้าข้าไม่ทำตามนี้ ข้าจะมีหน้าไปพบประชาชนของข้าได้อย่างไร ฎีกาทั้งหมดที่เสนอต่อข้าเป็นตัวนำพาแสงสว่างแห่งชีวิตให้กับข้า ข้ารับฟังความเห็นของพวกท่านและจดจำไว้ เพื่อให้ชาวโลกรู้ถึงขันติธรรมของข้า” จากนั้นพระราชทานทองให้เว่ยเจิงสิบกิโลกรัม และม้าสองเชือก

เว่ยเจิงรู้ใจจักรพรรดิถังไท่จงเป็นอย่างดี นำความคิดทุกอย่างในสมองมารับใช้พระองค์ เป็นผู้ช่วยพระองค์ในการบริหารประเทศ และได้กลายเป็นมือซ้ายของถังไท่จง ความเห็นแนะนำของเว่ยเจิงในเรื่องต่างๆ แก้ไขความผิดพลาดของการปกครองในสมัยราชวงศ์ของถังไท่จง นำความเจริญรุ่งเรื่องมาสู่ระบบปกครองเจินกวน ถังไท่จงตรัสว่า หลังการปกครองระบบเจินกวนเกิดขึ้น มันได้เข้าไปอยู่ในใจข้า อุทิศให้ข้าเป็นคนมีขันติธรรม ปกครองประเทศให้สงบเพื่อความสุขของประชาชน กล้ายอมรับต่อฎีกาต่างๆ คนเดียวที่กล้าขัดแย้งแก้ไขข้า มีเพียงแต่เว่ยเจิง ซึ่งเป็นข้าราชการทีดีมีชื่อเสียงที่จะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ต่อไป” ทั้งการแก้ไขปัญหาของถังไท่จงก็ด้วยความช่วยเหลือแนะนำของเว่ยเจิง

 

เจินกวนปีที่สิบหก (ค.ศ.642) เดือนกรกฎาคม เว่ยเจิงล้มป่วยเป็นโรคติดเชื้อนอนลุกจากเตียงไม่ไหว ถังไท่จงรีบรุกมาเยี่ยมอาการถึงห้องนอน ตรัสปลอบใจว่า “ข้าไม่เห็นท่านหลายวัน ข้ามีภาระกิจที่ต้องสานต่อเป็นจำนวนมาก ถ้าท่านจากข้าไปในวันนี้ กลัวว่าจะมีผลกระทบกับการงานใหญ่ของพวกเรา ถ้าท่านหายดีแล้ว รีบกลับมาทำราชการกันต่อ” เว่ยเจิงไม่ห่วงตัวเองเป็นไข้รีบลุกขึ้นมาถวายความเคารพ กราบเรียนทูลถังไท่จงตอนที่พระองค์มาเยี่ยมว่า “ข้าน้อยเข้าเฝ้าถวายงานฝ่าบาทอยู่เสมอ ช่วงนี้ข้าน้อยไม่ได้เข้าเฝ้าเนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บของข้าน้อย” เป็นคำและการกระทำที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในความผูกพันของทั้งสอง เว่ยเจิงเป็นข้าราชการที่ทำงานซื่อสัตย์และซื่อตรง ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แม้แต่ที่บ้านยังไม่มีโถงรับรองแขก ถังไท่จงจึงมีรับสั่งให้หยุดก่อสร้างเรือนประทับพักผ่อนของพระองค์แล้วนำไม้มาก่อสร้างโถงรับรองแขกให้แก่เว่ยเจิง หลังจากก่อสร้างเสร็จแล้วเพื่อให้เว่ยเจิงมีที่อาศัยที่ดี ทรงพระราชทานม่านกันลม ผ้าปูที่นอน เครื่องใช้ภายในบ้าน ไม้เท้า และอื่นๆเพื่อให้เว่ยเจิงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เจินกวนปีที่สิบเจ็ด (ค.ศ.643) เดือนมกราคม เว่ยเจิงมีอาการทรุดลง ถังไท่จงสั่งให้ จงหลางเจียง (中郎将) ไปดูแลเว่ยเจิงถึงที่บ้าน คอยรายงานอาการของโรคให้พระองค์รับทราบอย่างต่อเนื่อง ประทานยาให้รับประทานนับไม่ถ้วน คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้อาการดีขึ้น ถังไท่จงและมกุฎราชกุมารเสด็จไปเยี่ยมดูอาการป่วยถึงหน้าเตียงถึงสองครั้งเพื่อให้กำลังใจแก่เว่ยเจิง ทั้งยังให้สัญญาว่าจะให้องค์หญิงเหินซันกงจู่ (衡山公主) อภิเษกสมรสกับซูยวี่ (叔玉)ลูกชายของเว่ยเจิง สิบเจ็ดวันต่อมาเว่ยเจิงอาการหนักและเสียชีวิต อายุ 64 ปี ตำแหน่งที่ปรึกษา นักปกครองรัฐผู้ยิ่งใหญ่ว่างเปล่าลงทันที แต่งตั้งนามหลังมรณภาพว่า “เหวินเจิน” (文贞) ศพถูกฝังไว้ที่จ้าวหลิง (昭陵) รวมทั้งฝังศพภรรยาของเขา เฝย (裴) ไว้ที่เดียวกันตามความปรารถนาของเว่ยเจิง โลงศพเว่ยเจิงถูกบรรทุกบนรถที่คลุมด้วยผ้าไปยังตำหนักเติงหย้วนซีโหลว (登苑西楼) เพื่อทำพิธ๊ศพ ถังไท่จงเศร้าโศรกเสียใจเป็นอันมาก ร้องไห้เสียใจในพิธีงานศพ ทั้งยังรับสั่งให้ข้าราชบริพารแต่งชุดขาวไปส่งศพเว่ยเจิงให้ถึงยังสุสานนอกเมือง และเขียนจารึกไว้อาลัยส่วนพระองค์ด้วยลายมือพระองค์เอง พระองค์คิดถีงเว่ยเจิงเป็นอันมาก ตรัสกับอำมาตย์และเสนาบดีว่า “บุรุษผู้เป็นกระจกส่องเงา สามารถปรับเปลี่ยนตัวข้า นำบทเรียนจากอดีตมาเป็นกระจกส่องเงา ให้ข้าสามารถเรียนรู้การมีขึ้นและมีลง สำหรับบุรุษผู้ซึ่งเป็นกระจกส่องเงา ให้ข้าสามารถทราบว่าทุกสิ่งมีสองด้านไม่ว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลว เว่ยเจิงไม่อยู่แล้ว ข้าสูญเสียกระจกแผ่นนั้นไปแล้ว” ถังไท่จงกล่าวสรรเสริญเว่ยเจิงนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ และยังวาดภาพเหมือนของเขาประดับไว้ที่พระราชวังหลิงเหยียนเก๋อ (凌烟阁) พระองค์มักจะมองภาพเหมือนของเว่ยเจิงด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความคิดต่างๆมากมาย จากนั้นแต่งบทกวีออกมาว่า “จิ่นเถียวเฟิงซวงชุยเหมยจึ ไถซิงซือเว่ยเหยาเหลียงเฉิน เหวยตางเหยี่ยนฉี้หยินไถซ่าง คงตุ้ยยวี๋สิงอู๋ฟู่เหริน” (劲条逢霜摧美质,台星失位夭良臣。唯当掩泣云台上,空对余形无复人, น้ำค้างหยดลงบนหินหินยังผุกร่อน บังลังค์จักรพรรดิอาจตกสวรรค์หากขาดข้าราชการที่ดี เพียงปิดตาร้องไห้คร่ำครวญหน้าบังลังค์เมฆ ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์เมื่อขาดคนคอยเตือน”

ถังไท่จงให้ความเคารพและนับถือเว่ยเจิงเป็นพิเศษก่อให้เกิดการอิจฉาริษยาจากขุนนางบางคน ตู้เจิ้นหลุน (杜正伦) เป็นคนแนะนำเว่ยเจิงให้แก่พระองค์ การกระทำที่เคยรับใช้มกุฎราชกุมารองค์ก่อนหลี่เจี้ยนเฉิงและคดีในอดีตได้รับอภัยโทษ รวมทั้งการลงโทษในข้อหากบฎ เนื่องจากมีคนสร้างเรื่องกล่าวหาเว่ยเจิงว่ามีสมัครพรรคพวก ทั้งยังข่มขู่เว่ยเจิงเรื่องฎีกาที่เว่ยเจิงกล่าวตำหนิความผิดของจักรพรรดิแบบตรงไปตรงมาซึ่งมีการบันทึกโดยเจ้าหน้าที่จดบันทึกประวัติศาสตร์ ฉู่ซุ้ยเหลียง (褚遂良) ถังไท่จงรับทราบคิดว่าเป็นความจริง ไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ตร้สยกเลิกการอภิเษกสมรสระหว่างองค์หญิงเหินซันกงจู่ (衡山公主) กับเว่ยซูยวี่ (魏叔玉)บุตรชายของเว่ยเจิง ทั้งยังออกคำสั่งยกเลิกบันทึกลายมือพระองค์บนป้ายหน้าสุสานของเว่ยเจิง จนกระทั่งเจินกวนปีที่สิบเก้า (ค.ศ.645) ถังไท่จงยกทัพไปทำศึกกับเกาหลี ทหารถูกฆ่าตายไปหลายพันคน ทัพม้าสูญเสียมากเป็นจำนวนมากเจ็ดถึงแปดในสิบ พระองค์เสียใจอย่างสุดซึ้งในการทำศึกครั้งนี้ ไม่สามารถช่วยอะไรให้ดีขึ้นตรัสอย่างถอนใจว่า “ถ้าเว่ยเจืงยังอยู่ จะต้องตักเตือนคัดค้านข้าไม่ให้กระทำศึกนี้แน่นอน” ดังนั้นพระองค์จึงยืนในพลับพลาที่ประทับทำความเคารพเว่ยเจิง และสั่งให้บันทึกลายมือพระองค์บนป้ายหน้าสุสานของเว่ยเจิงโดยด่วน

เว่ยเจิงเป็นนักปกครองที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เขาเป็นคนตรงไปตรงมาและปากกล้าเต็มไปด้วยความกล้าหาญและความรู้ ทูลถวายฎีกาแบบโผงผางจนบางครั้งจักรพรรดิทรงรู้สึกเสียหน้าเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ช่วยเหลือถังไท่จงปกครองแผ่นดินให้รอดพ้นจากความสับสนวุ่นวาย สถาปนาการปกครองระบบเจินกวน ถังไท่จงครั้งหนึ่งตรัสว่า “เพื่อให้ข้าสามารถนำไปเปรียบเทียบกับเมธีจักรพรรดิเช่นจักรพรรดิเหยา (尧) และจักรพรรดิซุ่น (舜) ข้าได้รับผลประโยชน์มากมายจากมือซ้ายคนนี้ของข้า ตัวข้าเองมีแรงจูงใจและถูกขับดันโดยเขาเว่ยเจิง แผ่นดินสงบร่มเย็น ชายแดนไร้เรื่องราว ประชาชนมีเวลาทำไร่ไถนา ก็ด้วยผลประโยชน์จากความจงรักภักดีของเขา” ประวัติศาสตร์จีนได้ให้ความสำคัญแก่เขาอย่างสูง วิจารณ์เขาว่า “เป็นคนตรงและจิตใจเข้มแข็ง ยืนอยู่บนหลักการของตนเอง ยืนอยู่บนความถูกต้อง ไม่เห็นแก่ญาติมิตร ไม่เห็นแก่พวกพ้องบริวาร ไม่เป็นคนโลเลสับปลับ ไม่เป็นคนขายตัว” นี่ไม่ใช่คำกล่าวที่สวยงาม แต่นามของเว่ยเจิงและระบบการปกครองเจินกวนได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ตราบนานแสนนาน

 

สร้างเสริมวัฒนธรรม (文化建设, เหวินฮั้วเจี้ยนเซ่อ)

เจินกวนปีที่สอง (ค.ศ.628) หลังจากำด้รับแต่งตั้งเป็นราชเลขานุการ รับผิดชอบรวบรวมเก็บบันทึกและจดหมายเหตุของประเทศ หลังจากการจัดเก็บฎีกามีความสับสนวุ่นวายจัดการไม่เป็นระบบ เขาเข้าไปมีบทบาทในการแยกเอกสารเป็นสี่ประเภท ถังไท่จงออกคำสั่งให้เขาเป็นผู้ทำหัวข้อหนังสือสี่ประเภทนั้น จัดตั้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์เอกสาร 20 คน เจ้าหน้าที่บันทึกเอกสาร 100 คน จัดตั้งกองหนังสือและจดหมายเหตุราชเลขานุการ ไม่กี่ปีต่อมาเปลี่ยนเป็นสำนักหนังสือและจดหมายเหตุราชเลขานุการ จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเว่ยเจิงเลื่อนตำแหน่ง เขาแต่งตั้ง ยวีซื่อหนาน (虞世南) เหยียนซือกู่ (颜师古) และโสว่เสว่หมิง (硕学名) จากสำนักศึกษาข่งจื๊อมาประจำสำนักหนังสือและจดหมายเหตุราชเลขานุการ ส่วนใหญ่รับผิดชอบ “บันทึกราชวงศ์สุย” (隋书, สุยซู) เล่มอื่น คือ “จิงจี๋จื้อ” (经籍志, หนังสือบันทึกประวัติศาสตร์จีนสมับโบราณ) ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ได้หลี่ฉุนเฟิง (李淳风) และคนอื่นๆมาคอยช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จในการบันทึก

บันทึกสุยซู และบันทึกจิงจี๋จื้อ อ้างอิงจากเจ็ดบันทึกว่าด้วยรูปแบบการปกครองของร่วนเสี้ยวสวี่ (阮孝绪) โดยใช้ของหนังสือบันทึก ฮั่นซู (汉书) และบันทึกอี้เหวินจื้อ (艺文志, บันทึกศิลปวัฒนธรรม)เป็นรูปแบบ บรรจุอักษรจีนบันทึกเรื่องราวราชวงศ์สุย 14,466 บท และมากกว่า 89,666 ม้วน (หนังสือจีนสมัยก่อนเขียนเป็นม้วนไม่ได้เข้าเล่ม) รวมทั้งสอบทานบันทึกการปกครองในสมัยราชวงศ์สุยเถลิงราชย์ตามประวัติศาสตร์ การสืบลูกหลาน รวบรวมเป็นสี่หมวด แบ่งออกเป็น 40 หัวข้อ รวบรวมเป็นหนังสือ 3,127 รายการ จำนวน 36,708 ม้วน

หนังสือที่สูญหาย 1,064 รายการ จำนวน 12,759 ม้วนเกี่ยวกับการวิจารณ์ราชวงศ์เหนือ-ใต้ บันทึกรวบรวมสมัยราชวงศ์สุยที่มีประโยชน์

ในการจดบันทึกรวบรวมอธิบาย แต่ละหัวข้อชื่อหนังสือ จำนวนหนังสือม้วน ผู้บันทึก เวลา ยศตำแหน่ง เนื้อหาภายใน ความเป็นจริง ประวัติหรือความสำเร็จ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการพัฒนาสถาบันวิชาการและสถาบันการศึกษาในสมัยนั้น เป็นการบรรณานุกรมประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่สมัยโบราณถึงยุคนั้นเป็นครั้งที่สองซึ่งเป็นวรรณกรรมมีประโยชน์มากเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์จีนในสมัยโบราณ ในขณะที่เว่ยเจิงทำงานเรื่องบันทึกสุยซู และบันทึกจิงจี๋จื้อ บันทึกซึ่งรวบรวมการสถาปนาและล่มสลายของราชวงศ์ต่างๆของจีนในสมัยโบราณทำให้ทราบบทสรุปในประวัติศาสตร์ชาติจีน เพิ่มพูนการสะสมการวิจัยในเนื้อหาของจดหมายเหตุและบันทึกเหล่านั้น เจินกวนปีที่เจ็ด (ค.ศ.633) เริ่นสื่อจง (任侍中) เขียนจดหมายถึงเจิ้งกั๊วกง (郑国公, ตำแหน่งยศของเว่ยเจิง) บันทึกวิพากษ์สุยซู เหลียงซู (梁书) เฉินซู (陈书) ฉีซู (齐书) บรรณาธิการใหม่เป็น “ฉวินซูจือเย้า” (群书治要)

เว่ยเจิงจัดการลูกแพรของสุยเหวินตี้

เมื่อเว่ยเจิงยังเด็ก ครอบครัวเว่ยเจิงคือครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง ญาติพี่น้องสายตรงมีจำนวนมากกกว่าร้อยคน ซึ่งไม่ต้องการแยกจากกันไป อยู่กันเป็นครอบครัวแบบกงสี เคารพผู้มีอาวุโสกว่า ผู้อาวุโสดูแลผู้อ่อนกว่า เว่ยเจิงดูแลเรื่องทั่วไปต่างๆภายในครอบครัวและหมู่บ้าน ในช่วงนั้นเขายังไม่แต่งงาน หลังจากแต่งงานแล้วงานนี้จะถูกมอบต่อให้ญาติชายคนอื่นที่ยังไม่แต่งงาน

เรื่องราวนี้ไปเข้าหูจักรพรรดิสุยเหวินตี้ (隋文帝) พระองค์รู้สึกแปลกจึงหาโอกาสเล็กน้อยมาเสด็จประพาสต้นเยี่ยมเยือนครอบครัวนี้ โดยปลอมตัวมาเป็นนักบวชเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านของเว่ยเจิง

เมื่อสุยเหวินตี้เสด็จมาถึงบ้านเว่ยเจิงพบเห็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีดูแลบ้าน ในใจมีความประหลาดใจดังนั้นจึงต้องการทดสอบความสามารถของเด็กคนนี้ในการดูแลบริหารหมู่บ้าน

สุยเหวินตี้จึงหยิบลูกแพรที่หวานสองลูกออกมาจากกระเป๋า ถามว่า “คุณชายเว่ย ข้าต้องการให้ท่านนำลูกแพรทั้งสองลูกนี้ไปแบ่งให้คนในหมู่บ้านทานให้เท่าๆกันอย่างยุติธรรม โปรดรับลูกแพรสองลูกนี้ไปแบ่งให้ทุกๆคนทานโดยไม่ลำเอียงในการแบ่งด้วย ทุกคนอย่างลิ้มรสชาติกันทั้งนั้น” คุณชายเว่ยคนนี้ คือ เว่ยเจิง ถึงแม้จะมีอายุน้อยแต่มีความฉลาดเหนือใคร เขาคิดปราดเดียว ตอบว่า “ ดี ขอบคุณนักบวชท่านมาก โปรดตามข้ามา” ดังนั้นจึงเชิญสุยเหวินตี้เข้าไปในครัว แล้วพูดว่า “ลูกแพรสองลูกนี้เป็นของขวัญจากท่านนักบวช หั่นเป็นชิ้นๆแล้วนำไปต้มในหม้อทำเป็นน้ำซุปลูกแพร จากนั้นเชิญคนทั้งครอบครัวทั้งเด็กและแก่มารวมกันเพื่อลิ้มรสเถอะ อย่าให้ความปรารถนาดีของท่านนักบวชเสียไป”

เห็นดังนี้แล้วสุยเหวินตี้พูดอะไรไม่ออกในใจชื่นชมในความฉลาดของหนุ่มน้อยเว่ยเจิง ในใจคิดว่าการแก้ปัญหาแบบนี้แน่นอนทุกคนในครอบครัวต่างได้รับผลประโยชน์

 

คนตรงที่ไม่ยอมคด

หลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่ประตูเฉวียนอู่เหมิน (玄武门) มีคนกล่าวโทษแก่ฉินหวางหลี่ซื่อหมิ่น (秦王李世民) พระราชวังตงกง (东宫, พระราชวังตะวันออก)ยังมีขุนนางผู้หนึ่งชื่อว่า เว่ยเจิง สมรู้ร่วมคิดกับหลี่มี้ (李密) และโตวเจี้ยนเต๋อ (窦建德)ร่วมทัพก่อกบฎ ภายหลังปราบปรามหลี่มี้และโตวเจี้ยนเต๋อสำเร็จ เว่ยเจิงเข้ามาสู่เมืองฉางอัน (长安) ทำงานรับใช้มกุฎราชกุมารหลี่เจี้ยนเฉิง (李建成) ทั้งยังเรียนกราบทูลให้หลี่เจี้ยนเฉิงวางแผนฆ่าฉินหวางหลี่ซื่อหมิ่น

ฉินหวางหลี่ซื่อหมิ่นทราบเรื่องส่งคนไปตามตัวเว่ยเจิงมาเข้าเฝ้า

เว่ยเจิงเมื่อมาเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ฉินหวาง ฉินหวางตรัสถามด้วยพระพักตร์ที่โกรธเคืองว่า “เจ้าทำไมมายุแยงให้ข้าสามพี่น้องฆ่ากันตาย”

ขุนนางทั้งซ้ายและขวาได้ยินฉินหวางตรัสออกมาดังนั้น เพื่อจะคิดบัญชีเก่าที่เว่ยเจิงกระทำมา สำหรับเว่ยเจิงเต็มไปด้วยเหงื่อท่วมเต็มตัว แต่เว่ยเจิงยังคงทำตัวให้เป็นคนใจเย็นค่อยๆตอบคำถามออกมาว่า “แต่ในเวลานั้นมกุฎราชกุมารไม่ยอมฟังความเห็นข้า มิฉะนั้นเหตุการณ์คงไม่เป็นแบบนี้”

ฉินหวางหลี่ซื่อหมิ่นรับฟังแล้ว รู้สึกว่าเว่ยเจิงเป็นคนพูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา และมีความกล้า ดังนั้นจึงไม่ได้ตำหนิเว่ยเจิง แต่ตรัสด้วยสีหน้าอ่อนโยนลง “ เรื่องนี้มันผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปกล่าวถึงมันอีก”

รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน

มีอยู่ครั้งหนึ่งถังไท่จงถามเว่ยเจิงว่า “จักรพรรดิในอดีต ทำไมบางพระองค์ก็ฉลาด ทำไมบางพระองค์ก็โง่งม” เว่ยเจิงตอบว่า “พยายามฟังความคิดเห็นรอบๆด้านก็จะเป็นจักรพรรดิที่ฉลาด ถ้าฟังความแต่เพียงข้างเดียวก็จะป็นจักรพรรดิที่โง่งม” เขายังยกเอาประวัติศาสตร์สมัยจักรพรรดิเหยา จักรพรรดิซุ่น จักรพรรดิองค์ที่สองแห่งราชวงศ์ฉิน เหลียงอู่ตี้ สุยหยางตี้ และจักรพรรดิองค์อื่นๆมาเป็นตัวอย่าง ทั้งกล่าวว่า “จักรพรรดิที่ปกครองแผ่นดินถ้ารู้จักยอมรับฟังความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาและข้าราชบริพารเบื้องพระบาทรอบด้าน ฉะนั้นเรื่องราวจากเบื้องล่างก็จะถ่ายทอดรายงานสู่เบื้องบน ขุนนางใกล้ชิดจักรพรรดิที่อยากหลอกลวงตบตาจักรพรรดิจะหลอกลวงตบตาไม่ได้แล้ว”

ถังไท่จงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าพูดได้ดีจริงๆ”

อีกวันหนึ่งถังไท่จงอ่านบันทึกสมัยสุยหยางตี้จบ กล่าวกับเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งซ้ายและขวาว่า “ช้าเห็นว่าสุยหยางตี้คนนี้ มีวิชาความรู้ลึกซึ้ง ทั้งยังเข้าใจว่าจักรพรรดิเหยาและจักรพรรดิซุ่นเป็นเมธีจักรพรรดิ จักรพรรดิเจ๋ยและจักรพรรดิโจว คือจักรพรรดิทรราช แล้วทำไมพระองค์ถึงทำเรื่องราวที่ไร้สาระเช่นนี้”

เว่ยเจิงทูลเสริมพระองค์ว่า “จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของพระองค์ทั้งหมด แต่ต้องสนใจรับฟังอย่างระมัดระวังต่อความเห็นต่างๆที่ขุนนางเสนาบดีกราบทูล สุยหยางตี้คิดว่าพระองค์เองมีความสามารถสูง เย่อหยิ่งและหลงพระองค์เอง พูดจาเลียนแบบจักรพรรดิเหยาและจักรพรรดิซุ่น แต่การกระทำเยี่ยงจักรพรรดิเจ๋ยและจักรพรรดิโจว ซึ่งเป็นทรราช จากนั้นบริหารประเทศสับสนวุ่นวาย ทำพระองค์เองจนราชวงศ์ล่มสลาย”

ปกป้องฎีกาของฮวงผู่เต๋อ

ฮวงผู่เต๋อ (皇甫德) เสนาบดีใหญ่ราชวงศ์ถังเขียนฎีกาถวายความคิดเห็นแก่ถังไท่จงวิจารณ์สามเรื่องที่พระองค์กระทำ “การซ่อมแซมพระราชวังที่ลั่วหยางเป็นการทำร้ายประชาชนและแรงงานเกณฑ์ ทั้งยังเป็นการเสียทรัพย์สินเงินทองโดยใช่เหตุ การเก็บภาษีค่าเช่าเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน ประชาชนถามว่าถ้าเด็กสาวนิยมไว้ผมยาว เราจำเป็นต้องไว้ผมยาวตามความนิยมด้วยหรือเป็นผลกระทบมาจากนิสัยเลวๆของนางสนมกำนัลภายในพระราชวัง หวังว่าฝ่าบาทโปรดคิดไตร่ตรองให้ดีอีกครั้ง เพื่อหยุดเรื่องนี้หรือเปลี่ยนพระบรมราชโองการ”

ถังไท่จงได้รับฎีกาแล้วไม่พอใจ ตรัสด้วยอารมณ์โกรธว่า “ ฮวงผู่เต๋อจงใจถวายฎีกาเช่นนี้เพื่อไม่ให้ประเทศชาติใช้แรงงานเกณฑ์ ไม่ให้เก็บภาษีค่าเช่าที่ดินทำการเกษตร ไม่ให้คนในพระราชวังไว้ผมยาว” แล้วพระองค์ตั้งใจจะลงโทษ ฮวงผู่เต๋อในสถานหนัก

เว่ยเจิงเข้าใจในจิตใจของถังไท่จงจึงกราบทูลชักจูงว่า “ตั้งแต่ในสมัยโบราณ ข้าราชการที่ถวายฎีกา ส่วนใหญ่เป็นตัวอักษรที่ดุเด็ดเผ็ดมันเพื่อให้เป็นที่ใส่พระทัย ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะไม่สามารถเป็นที่ใส่พระทัยของฝ่าบาท คำกราบทูลที่ร้อนแรงดูเหมือนเป็นการหมิ่นพระกียรติของพระองค์ แต่จริงๆแล้วเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจ แม้ว่าจะเป็นคำพูดของคนโง่เขลา ฝ่าบาทผู้มีขัตติยธรรมไม่ควรจะเพิกเฉย ฝ่าบาทควรจะรับฟังดูและเลือกหนทางที่ถูกต้อง ละทิ้งหนทางที่ไม่ถูกต้อง ฝ่าบาททำการเป็นหมื่นๆเรื่องต้องมีความระมัดระวัง เรื่องเป็นหมื่นๆเรื่องไม่ใช่ฝ่าบาทใช้อคติในการตัดสิน หรือใช้อารมณ์ในการตัดสิน จะเป็นการลดทอนคนกล้าหาญเสนอความคิดเห็นที่แหลมคมให้ฝ่าบาทรับทราบ มิฉะนั้นจะมีใครกล้าหาญที่จะกราบทูลต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทพูดความจริงออกมา”

คำพูดของเว่ยเจิงเป็นการตักเตือนถังไท่จงด้วยความจริงใจ เป็นการให้พระองค์ทบทวนวิธีคิดที่ผิดของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ลงโทษฮวงผู่เต๋อทั้งยังตบรางวัลพระราชทานให้อย่างงาม

นกน้อยตาย

วันหนึ่งถังไท่จงกำลังเล่นหยอกล้อกับนกน้อยซึ่งพึ่งได้รับมาอยู่ในสวน พระองค์ให้นกน้อยกระโดดไปตามมือและแขนเล่นอย่างมีความสุข พอดีเว่ยเจิงมาขอเข้าเฝ้า พระองค์กลัวเว่ยเจิงจะตักเตือนพระองค์ในเรื่องเอาแต่เล่นไม่ใส่ใจในการบริหารประเทศ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงจึงรีบนำเจ้านกน้อยไปซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของพระองค์ ทั้งหมดนี้ไม่ได้รอดพ้นสายตาของเว่ยเจิง เขากราบทูลรายงานต่อถังไท่จงอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุด จนเวลาผ่านไปเป็นเวลานาน ถังไท่จงไม่กล้านำนกน้อยออกมาจากแขนเสื้อ หลังจากเว่ยเจิงจากไป พระองค์พบว่าเจ้านกน้อยขาดใจตายอยู่ในแขนเสื้อ

จางซุนฮวงโฮ้ว

ครั้นหนึ่งเว่ยเจิงถวายการเข้าเฝ้ากราบเรียนทูลถังไท่จงจนทำให้พระองค์โกรธและอับอาย ถังไท่จงโมโหจนไม่อยากฟังคำกราบทูลต่อไป ต้องการจะทำร้ายเว่ยเจิง ทั้งยังกลัวว่าต่อหน้าอำมาตย์และเสนาบดีทุกคนพระองค์จะเป็นที่สูญเสียการยอมรับ พระองค์จึงเสด็จกลับเข้าไปในพระราชวังชั้นใน หลังจากประทับในพระราชวังชั้นใน พระองค์ยังไม่สามารถข่มอารมณ์ให้หายโกรธอาละวาดอยู่ในนั้น เห็นพระมเหสีจางซุนฮวงโฮ้ว จึงตรัสไปด้วยความโกรธว่า “สักวันหนึ่งๆข้าจะฆ่าไอ้บ้านนอกคนนี้” จางซุนฮวงโฮ้วน้อยครั้งที่จะเห็นพระองค์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้ จึงตรัสกับพระองค์ว่า “ไม่ทราบว่าฝ่าบาทอยากจะประหารผู้ใด”

ถังไท่จงตรัสตอบว่า “จะเป็นใครถ้าไม่ใช่ไอ้บ้านนอกเว่ยเจิง มันชอบหักหน้าข้าต่อที่ชุมนุมชนจนข้าทนไม่ไหวแล้ว”

จางซุนฮวงโฮ้วรับฟังแล้วไม่ตรัสอะไร กลับไปยังตำหนักพระองค์แต่งพระองค์เต็มยศมากราบบังคมเข้าเฝ้าถังไท่จง

ถังไท่จงประหลาดใจตรัสถามว่า “ท่านทำแบบนี้ทำไม”

จางซุนฮวงโฮ้วกราบทูลว่า “ข้าน้อยได้ยินมาว่า จักรพรรดิผู้ฉลาดปราชญ์เปรื่องจึงจะมีเสนาบดีที่เที่ยงตรงและซื่อตรง ตอนนี้ฝ่าบาทมีเว่ยเจิงเป็นขุนนางที่เที่ยงตรงและซื่อตรง เป็นการพิสูจน์แล้วว่าฝ่าบาททรงเป็นจักรพรรดิผู้ฉลาดปราชญ์เปรื่อง แล้วข้าน้อยจะไม่ยินดีต่อฝ่าบาทได้อย่างไร”

คำกราบทูลของจางซุนฮวงโฮ้วเป็นเสมือนน้ำเย็นที่ราดเข้าไปในกองไฟ ทำให้ถังไท่จงหายโกรธและอารมณ์เย็นลง

แล้วประวัติของเว่ยเจิงก็จบลงเพียงเท่านี้

ผมติดตามดูละครซีรีย์เรื่อง “贞观之治” (เจินกวนจือจื้อ) เกี่ยวกับประวัติของจักรพรรดิถังไท่จงตั้งแต่ต้นจนพระองค์เสด็จสวรรคตมีอยู่ 50 ตอนมีเกร็ดประวัติตอนหนึ่งซึ่งถังไท่จงขอเอาคืนเว่ยเจิง คือ

หลังจากจางซุนฮวงโฮ้วเสด็จสวรรคตแล้วมีแต่จางซุนอู่จี้พี่ชายของจางซุนฮวงโฮ้วซึ่งเป็นมหาเสนาบดีฝ่ายขวาของถังไท่จงคอยเป็นทีปรึกษาและปรับทุกข์ของพระองค์

อีกครั้งที่ถังไท่จงโกรธเว่ยเจิงเป็นฟืนเป็นไฟแม้แต่เว่ยเจิงก็ไม่รู้สาเหตุว่าทูลผิดอะไร ทุกครั้งที่พระองค์ทรงโกรธจะด่าเว่ยเจิงว่า เซี่ยงปาเหลา (乡巴佬, ไอ้บ้านนอก) แล้วเสด็จเข้าพระราชฐานชั้นใน จางซุนอู่จี้ตามเสด็จเข้าไปไกล่เกลี่ยพระองค์ บอกเป็นหน้าที่ของตนหลังจากพระมเหสีจางซุนฮวงโฮ้วซึ่งเป็นน้องสาวไม่อยู่แล้ว หลังจากพระองค์อารมณ์สงบ จางซุนอู่จี้จึงได้ชี้แนะให้ถังไท่จงเอาคืนเว่ยเจิงบ้าง โดยบอกความลับของเว่ยเจิงให้พระองค์ทรงทราบว่า เว่ยเจิงชอบกินผักป๋อไฉ้ แต่ภรรยาเว่ยเจิงเกลียดผักชนิดนี้ไม่ให้เอาเข้าบ้านเขาจึงอดกิน มีครั้งหนึ่งจางซุนอู่จี้เชิญเว่ยเจิงและฝางเสวียนหลินไปปรึกษาข้อราชการที่บ้าน จนเลยเวลาทานข้าวเว่ยเจิงขอให้ทำผักป๋อไฉ้มาให้กินและกินแบบตระกรุมตระกรามทุกคนจึงรู้ความลับนี้ยกเว้นถังไท่จง พระองค์รับรู้ดีใจวางแผนเอาคืน

จากนั้นพระองค์เสด็จไปท้องพระโรงซึ่งเว่ยเจิงยังรอเข้าเฝ้าอยู่พร้อมกับกล่าวขอโทษเว่ยเจิง เว่ยเจิงซึ่งไม่รู้ต้นสายปลายเหตุกราบทูลพระองค์ว่า “ข้าน้อยมีหน้าที่เสนอความเห็นให้ฝ่าบาทพิจารณา ฝ่าบาทจะพิจารณาอย่างไรเป็นเรื่องของฝ่าบาทข้าน้อยไม่สามารถไปล่วงพระราชอำนาจได้ ข้าน้อยเพียงทำหน้าที่ของข้าน้อย” ถังไท่จงจึงนัดแนะให้เว่ยเจิงมาหารือข้อราชการในวันถัดไปพร้อมกับเลี้ยงอาหารกลางวัน

ในวันรุ่งขึ้นถังไท่จง พร้อมเว่ยเจิง จางซุนอู่จี้ และฝางเสวียนหลินเสด็จออกปรึกษาหารือราชการที่อุทยานกลางแจ้ง ก่อนหารือพระองค์ทรงให้ข้าราชบริพารนำอาหารมาเลี้ยงกันก่อน อาหารทุกสำหรับมีผักป๋อไฉ้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเว่ยเจิงมาวางอยู่ตรงหน้าเขา จากนั้นพระองค์ทรงตรัสหารือข้อราชการกับเว่ยเจิง แต่เว่ยเจิงกราบทูลความเห็นไม่ออกเพราะของโปรดมาลอยอยู่ตรงหน้ามีทั้งกลิ่นและรสสัมผัส น้ำลายไหลจนตาลาย พระองค์ขำพระทัยและดีใจที่ได้เอาคืนเว่ยเจิง พร้อมกับยั่วยวนเขาเป็นเวลายาวนาน

แสดงถึงความผูกพันธ์ระหว่างจักรพรรดิและขุนนางที่ปรึกษาผู้นี้ซึ่งไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

เว่ยเจิงเป็นหนึ่งในสิบของนักรัฐศาสตร์การปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ยังมีนักประวัติศาสตร์จีนและนักวิชาการจีนศึกษาเรื่องราวและวิธีคิดเขาอยู่ต่อเนื่อง เป็นภูมิปัญญาจีนที่เป็นมรดกตอทอดมาถึงปัจจุบัน.



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
พายุ@หิมะ วันที่ : 30/07/2013 เวลา : 13.23 น.

(0)
สุดยอดมากครับ
ความคิดเห็นที่ 4
วรรณสุข วันที่ : 29/07/2013 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

(0)
อ่านผ่านๆ น่าจะได้สัก 50% สนุกดีค่ะ
กษัตริย์และกุนซือต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน เหมือนเพื่อนกันเลยนะคะ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีละครจีนให้ดูเลยนะคะ
ยิ่งละครที่สอนคุณธรรมยิ่งจำเป็นสำหรับยุคนี้อยู่ด้วย
ความคิดเห็นที่ 3
cozy วันที่ : 29/07/2013 เวลา : 16.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
รู้เรื่องของเว่ยเจิงมานานแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องๆไป เช่น เรื่องนกน้อย หรือ ที่พระมเหสีออกมาคำนับ แต่รายละเอียดพี่จุ้ยสุดยอดมากครับ
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 29/07/2013 เวลา : 16.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(1)
อ่านผ่านตา 1 รอบ
สุดยอดมาก
เดี๋ยวจะอ่านอีกรอบแบบละเอียดขึ้น เพราะเรื่องค่อนข้างยาว
ความคิดเห็นที่ 1
Jui วันที่ : 29/07/2013 เวลา : 14.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
เดือนนี้มาช้าเพราะมัวแต่แปลเรื่องราวของเว่ยเจิง
ผู้เป็นกระจกส่องเขาของถังไท่จง
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน